สมาธิเอาแต่เพียงเป็นบาทของวิปัสสนา
วันที่ 19 มกราคม 2550 เวลา 8:35 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
  วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๐

สมาธิเอาแต่เพียงเป็นบาทของวิปัสสนา

         (นักภาวนาในวัดเขาเขียนถามมาว่า การบำเพ็ญสมาธิเอาแต่เพียงเป็นบาทของวิปัสสนา คือการพิจารณาก็พอแล้ว ส่วนการจะอยู่ในวิหารธรรมนั้นก็ให้กำหนดรู้ หมายความว่าอย่างไร) ท่านแสดงไว้อย่างตายตัวเวลาพระบวชเสร็จ ท่านจะสอนธรรมบทสำคัญๆ ให้เกี่ยวกับเรื่องภาวนา ขึ้นทีแรกว่า สีลปริภาวิโต สมาธิ มหปฺผโล โหติ มหานิสํโส ผู้มีศีลบริสุทธิ์ จิตใจย่อมมีความอบอุ่น การภาวนาไม่เป็นกังวลแล้วจิตก็ลงสงบได้ง่าย นี่อันหนึ่ง สมาธิปริภาวิตา ปญฺญา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา ปัญญาเมื่อสมาธิคือความสงบใจเป็นเครื่องหนุนหลังแล้วย่อมเดินได้คล่องตัว ปญฺญาปริภาวิตํ จิตฺตํ สมฺมเทว อาสเวหิ วิมุจฺจติ จิตที่ปัญญาซักฟอกเรียบร้อยแล้ว ย่อมหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงโดยชอบ นี่เป็นธรรมที่ตายตัว เวลาบวชเสร็จแล้วจะสอนธรรมนี้ให้พระทุกองค์

ศีลเป็นเครื่องอบรมสมาธิให้สงบได้ง่าย สมาธิเป็นเครื่องหนุนปัญญาให้เดินได้คล่องตัว ปัญญาเป็นเครื่องซักฟอกกิเลสทั้งหลายให้หลุดพ้นไปโดยชอบ ๓ ประเภทนี้ การบำเพ็ญสมาธิขอแต่เพียงเป็นบาทวิปัสสนา คือการพิจารณาก็พอแล้ว การบำเพ็ญสมาธิเอาแต่เพียงเป็นบาทของวิปัสสนา วิปัสสนาคือการพิจารณา ก็พอแล้ว ส่วนการจะอยู่ในวิหารธรรมนั้นก็ให้กำหนดรู้ หมายความว่าอย่างไร การบำเพ็ญสมาธิคือความสงบใจ ใจเมื่ออิ่มอารมณ์ ไม่หิวโหยในอารมณ์ พาทำงานทำการอะไรก็ทำได้ ไม่โดดโน้นโดดนี้ คือจิตที่หิวอารมณ์นี้ แทนที่จะพิจารณาทางด้านปัญญา มันแฉลบออกไปตามอารมณ์ของมันที่ชอบใจ จิต จิตที่มีความสงบแล้วย่อมอิ่มอารมณ์ไม่ดีดไม่ดิ้น พาทำงานอะไรก็ทำๆ นี่ท่านบอก นี่ละเป็นงานที่ชอบธรรม

เราที่ประจักษ์ก็คือ เราเองถูกพ่อแม่ครูจารย์ขนาบเอา ท่านใส่บทไหนนี้แหม ลืมไม่ได้เลย ตอนจิตเป็นสมาธิมีความสงบ ท่านก็ถามเรื่อย เป็นยังไงท่านมหา จิตสงบดีเหรอ สงบดีอยู่ ก็บอกอย่างนั้น เวลาสงบก็บอกสงบ ดีอยู่ๆ เรื่อย บทเวลาท่านจะเอานี้โถ ผางเลย เป็นยังไงท่านมหา จิตสงบดีอยู่เหรอ สงบดี ท่านจะนอนตายอยู่นั่นเหรอขึ้นเลยทันที เห็นไหมล่ะ ต้องเอาหนักๆ ไม่งั้นสมาธิไม่หลุดจากเขียง มันจะนอนอยู่เหมือนหมูบนเขียงคือสมาธิ ติดสมาธิ ไม่ออกทางด้านปัญญาก็หาความแยบคายแก้กิเลสไม่ได้ เพราะการแก้กิเลสแก้ด้วยปัญญา สมาธิเป็นเครื่องหนุนเท่านั้นเอง

ท่านใส่เปรี้ยงเลยเทียว เรียกว่ายังไม่รู้ตัวเลยว่างั้นเถอะ เวลาท่านจะเอา ท่านถาม จิตสงบดีอยู่เหรอ สงบดี ก็มันสงบดี บทเวลาท่านจะเอา ท่านจะนอนตายอยู่นั่นเหรอ ขึ้นเลยทันที สมาธิมันเหมือนหมูขึ้นเขียง แก้กิเลสไม่ได้แก้ด้วยสมาธิ สมาธิเป็นเครื่องหนุนปัญญาให้เดินได้คล่องตัวเท่านั้น ต้องออกทางด้านปัญญาแก้กิเลส ท่านว่างั้น นั่นเห็นไหมเวลาท่านจะเอา ทีนี้สมาธิเรามันก็พอตัวแล้ว เป็นแต่ว่ามันเป็นหมูขึ้นเขียงไม่ยอมลง พอท่านตีให้ลงเขียง มันออกก็ซัดกันใหญ่เลย

ก็มันเต็มหัวใจแล้ว สมาธิเต็มภูมิ ไม่ออกปัญญามันก็เป็นสมาธิ มันไม่แก้กิเลสให้ พอท่านไล่ออกทางด้านปัญญา ปัญญาต่างหากแก้กิเลสท่านว่างั้น สมาธิเป็นเพียงเครื่องหนุนเท่านั้นเอง พอท่านว่างั้น ออกทางด้านปัญญาก็ผางเลย ก็มันพร้อมแล้วทางสมาธิ ออกทางด้านปัญญาก็ผาง ผางก็ไม่พอดีเรา นิสัยมันเป็นอย่างนั้น พอออกทางด้านปัญญาไม่นอนทั้งวันทั้งคืน เอาอีกละที่นี่ มันหมุนติ้ว เอ๊ ชอบกลๆ แก้กิเลสมันแก้ด้วยปัญญาๆ เอาละที่นี่ ขนาบใส่เลย สมาธิไม่สนใจ สมาธิมันนอนตายเฉยๆ ว่างั้นนะ มันไม่พอดี ถ้าว่าดีอันหนึ่งก็มาตำหนิอันหนึ่งเสีย ตามธรรมดาสมาธิเป็นเครื่องหนุน เหมือนบันไดขั้นหนึ่งขั้นสองขั้นสาม จะไปตำหนิขั้นไหนก็มันเป็นเครื่องหนุนด้วยกัน

พอออกทางด้านปัญญานี้ก็ซัดเสียไม่นอนทั้งวันทั้งคืนก็มี มันจะตาย มาหาท่านอีก ที่พ่อแม่ครูจารย์ว่าให้ออกทางด้านปัญญา มันออกแล้วนะ มันออกยังไงปัญญา ก็มันไม่นอนทั้งวันทั้งคืน นั่นละมันหลงสังขาร ขึ้นเลย เห็นไหมล่ะ คือสังขารเป็นไปได้ทั้งฝ่ายสมุทัย เป็นไปได้ทั้งฝ่ายปัญญา สมุทัยคือกิเลส ถ้าหนักทางด้านใดก็กลายเป็นสมุทัยไปไม่รู้ตัว ท่านถึงหักเข้ามา ให้พัก แน่ะอย่างนั้นละ

ไม่ลืมนะพ่อแม่ครูจารย์ใส่เราทีไรนี้ ท่านรู้นิสัย พูดธรรมดานี้เหมือนพ่อกับลูก อยู่กับท่านเหมือนพ่อกับลูกคุยกันธรรมดา พอหมุนทางด้านธรรมะนี่เปรี้ยงเลยทันที ท่านพลิกปุ๊บทันทีเลย เด็ดเดี่ยวเฉียบขาดขึ้นมาทันทีเลย ท่านรู้นิสัย ถ้าพูดธรรมดาเรานี้เหมือนพ่อกับลูก พอหันทางด้านธรรมะนี้เปรี้ยงทันทีเลย เรียกว่าหลบไม่ทัน นั่นเห็นไหมอุบายวิธีการ ท่านใช้ปัญญาสั่งสอนลูกศิษย์ลูกหา แล้วก็ได้อย่างที่ท่านว่าทุกอย่าง ท่านใส่หนักๆ ตรงไหนมันเอาอันหนักๆ ละไปพิจารณา ได้อุบายแตกกระจัดกระจายออกไป เป็นอย่างนั้นละ

เราติดสมาธินี่เรียกว่าถึง ๕ ปีนะ จิตแน่นปึ๋งเหมือนหินเลย แต่มันไม่ออกวี่แววทางด้านปัญญามันก็ไม่เป็นปัญญา พอท่านไล่ออกจากนี้เราก็ออกทางด้านปัญญา มันก็กระจายเลย จนกระทั่งถึงไม่หลับไม่นอนทั้งวันทั้งคืน ท่านหักเอาไว้อีกให้เข้าสมาธิ ทำงานได้ผลของงานก็จริง แต่ทำไปไม่หยุดไม่ถอยมันตายได้คนเรา ท่านว่างั้น เราว่าแต่ได้ผลๆ ไม่คำนึงถึงความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ไม่พักผ่อนไม่ได้ ท่านให้พักเข้ามาสมาธิ หยุดงาน ออกจากนั้นก็สั่งสมงานคือสมาธิ สงบใจหนึ่ง พักนอนหนึ่ง ได้กำลังแล้วก็ออกทางด้านปัญญา

เรียกว่าจอมปราชญ์สมัยปัจจุบันคือพ่อแม่ครูจารย์มั่น พูดตรงไหนไม่ผิดเลยๆ ยิ่งกับเราด้วยแล้ว ท่านรู้นิสัยอันนี้ ท่านจะไม่ทำเบาๆ กับเรา เปรี้ยงทันทีเลย สะดุดกึ๊กเลย สะดุดกึ๊กนั่นละจุดจะเอาประโยชน์ เอาตรงนั้นละ ไปหมุนอยู่ที่จุดนั้นเดี๋ยวก็แตกกระจายออกไป เป็นอย่างนั้น ๕ ปีสมาธิเป็นเหมือนหินเลย ไม่ยอมออกมันก็ไม่เป็นปัญญา พอท่านไล่ออกจากสมาธิ ทางด้านปัญญามันก็หมุนติ้วทั้งวันทั้งคืนไม่ได้หลับได้นอน ท่านก็หักเอาไว้อีก การงานได้ผลของงานก็จริงแต่ตายได้คนเรา แน่ะ เมื่อทำไม่รู้จักประมาณ เห็นแก่รายได้ๆ ความตายมันมีอยู่ในนั้น เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าหนักขนาดนั้นตายแล้วได้ประโยชน์อะไรท่านว่า แน่ะ ท่านหักปุ๊บเลย ให้พักทั้งสมาธิ เมื่อเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าแล้วให้เข้าพักสมาธิไม่ต้องทำงาน พอจิตมีกำลังวังชาแล้วออกทำงานๆ นั่น นี่ละการก้าวเดินภาวนา

เรียกว่าชั้นเอกเลยละพ่อแม่ครูจารย์ หาที่ต้องติไม่ได้ ทางด้านสมาธิ ปัญญา วิมุตติหลุดพ้นพุ่งเลยทันที ใครจะไปสอนได้แม่นยำเหมือนพ่อแม่ครูจารย์ เรายังไม่เคยเห็น เราไม่ได้ประมาทครูบาอาจารย์องค์ใดนะ สำหรับพ่อแม่ครูจารย์นี้ใส่ตรงไหนนี้ปึ๋งเลยเทียว เอาหนักๆ เสียด้วยนะ เอากับเราท่านไม่ทำเบาบางละ เพราะท่านรู้นิสัยผาดโผน ท่านเอาหนักทั้งนั้นละ เอาหนักนั่นละมาพิจารณาเป็นสติปัญญาขึ้นมา

เมื่อวานนี้ก็ไปวัดโยธาฯ ที่นั่นเขาเผาศพแม่บ้านอาจารย์ชาลีซึ่งเป็นอาจารย์ของเราเป็นครูของเรา เป็นคนดี เราก็ติดใจมาตั้งแต่โน้นจนสนิทสนมกันถึงขนาด ทีนี้เราเลยกลายเป็นอาจารย์ของอาจารย์ชาลี จนกระทั่งตายจากกันไปด้วยความสนิทติดจมกันจริงๆ ระหว่างลูกศิษย์กับอาจารย์ก็คือเรากับอาจารย์ชาลี อาจารย์ชาลีนี้เราเป็นนักเรียน ท่านสอนทุกอย่างๆ เป็นแบบเป็นฉบับได้ดีหมดเลย เราจึงรักติดพัน ไปนอนอยู่บ้านท่าน ท่านเป็นครู ท่านเอาไปด้วยไปนอนอยู่บ้านท่าน บ้านโนนทัน ไม่มีนักเรียนคนไหนไปนอนอยู่บ้านท่าน มีแต่เรา ท่านเอาไปเรื่อยไปนอนเรื่อย ไอ้เราก็ชอบท่านเคารพเลื่อมใสท่านพอใจท่าน ไปไหนท่านมักจะเอาไปเสมอ เลยติดกันมาตั้งแต่นู้นเรื่อยจนกระทั่งปัจจุบันนี้

เมื่อวานนี้ก็เผาศพแม่บ้านของท่านเสียไปสุดท้ายแหละ ท่านเสียไปก่อนสักกี่ปีนะ แล้วทีนี้แม่บ้านของท่านก็เสียไปเมื่อวาน ไปเผาเมื่อวานนี้ ที่ไปตอนบ่ายสามโมงเมื่อวานนี้ ไปเทศน์นั่น เทศน์เล็กๆ น้อยๆ แล้วก็มาเท่านั้น วันนี้มีธุระอะไรบ้างนะ ถ้าไม่มีเราก็ออกไปทางโรงพยาบาล ช่วยโรงนั้นโรงนี้ไป จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ ๕ วันนี้ไปตามโรงพยาบาลต่างๆ เอาของไปส่งให้ๆ ส่วนที่เขามาเอาในโกดังนี้โรงไหนจะมาก็มาเลยเพราะจัดไว้เรียบร้อยแล้ว พระที่รักษาศาลานี้ รวมทั้งรับผิดชอบทางโกดังด้วยท่านจะจัดให้เรียบร้อยๆ เป็นประจำอย่างนั้น

คือวาระของใครที่มารักษาศาลา ดูเหมือนว่าวาระละ ๑ อาทิตย์มั้ง นี่ละจะรับผิดชอบทั้งศาลาทั้งโกดังอะไรเข้ามาเกี่ยวข้อง ผู้อยู่ศาลานี้จะเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมดเลย เรามอบให้อย่างนั้น นี่เราไปก็ไปของเรา ใครจะมาท่านก็จัดให้ทางนี้ๆ เลย เรียบร้อยๆ เราทำประโยชน์ให้โลกเต็มเม็ดเต็มหน่วย ในชาตินี้เป็นชาติที่เต็มเหนี่ยวของเราทุกอย่าง การสงเคราะห์โลกก็เรียกว่าแบมือเลย เราไม่เอาอะไรทั้งนั้น ที่ดีดดิ้นนี้ไม่เอาเลย มีแต่ทำเพื่อโลกๆ ทั้งนั้น ไม่ว่าได้มากได้น้อยออกเพื่อโลกทั้งหมด เราไม่เอา แต่เวลาเราเอาเราก็ฟัดของเราเอง ไปอยู่ในป่าในเขาคนเดียวจะเป็นจะตายไม่มีใครทราบละ นั่นละตอนจะเอาตัวเองเอาอย่างนั้น

ทีนี้เวลาออกช่วยโลกก็แบบนี้ละ ตั้งแต่เริ่มช่วยโลกมานี้เพื่อโลกทั้งหมดเลย เราไม่เอาอะไรทั้งนั้น และไม่เอาตลอดไปเลย เพราะพอ พอในหัวใจพอทุกอย่าง ไม่มีอะไรจะขาดตกบกพร่องว่าพอจะหามาเพิ่มอีก ไม่มี เรียกว่าพอ ทีนี้อันใดได้มามากน้อยช่วยโลกทั้งหมดเลย เราไม่เก็บไม่สั่งสม ในวัดนี้สั่งสมไม่ได้ ความเมตตามันกวาดออกหมดเลย ออกหมดๆ นั่นละ หลังจากนี้แล้วก็ไปละที่นี่ พูดอย่างจริงจังไม่มีเคลื่อนคลาดเลย แน่อยู่ในหัวใจทุกอย่าง ขาดสะบั้นกันระหว่างวัฏจักรกับวิวัฏจักรเป็นคนละฝั่งแล้ว เห็นประจักษ์ในใจสงสัยอะไร ไปถามใคร

สนฺทิฏฺฐิโก รู้ผลงานของตนมาเป็นลำดับลำดา จนกระทั่งวาระสุดท้ายรู้อย่างเด็ดขาด เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วจะเอาอะไรมาตัดสิน สนฺทิฏฺฐิโก เท่านั้นตัดสิน พระพุทธเจ้าก็ตัดสินด้วย สนฺทิฏฺฐิโก รู้ผลงานของตนไปโดยลำดับไม่ต้องไปถามใคร จนกระทั่งถึงความเป็นพระพุทธเจ้า พระสาวกทั้งหลายก็เหมือนกัน รู้ผลงานของตนที่ทำได้มากน้อย จนกระทั่งพอแล้วก็รู้เต็มเหนี่ยว จากนั้นหายสงสัย นี้ก็รู้ผลงานของตัวเองว่าทำทุกสิ่งทุกอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ที่เราทำประโยชน์ให้โลกทางด้านจิตใจของเราว่ามีบกพร่องตรงไหน ที่เราจะหามาเพิ่มเติมเพื่อจะได้แจกจ่ายโลกเราไม่มี เราพอทุกอย่างแล้ว มีแต่แจกเรื่อยไป

ถ้าว่าอรรถว่าธรรมเราก็ไม่มีอะไรสงสัย การเทศนาว่าการสั่งสอนประชาชนเราสั่งสอนด้วยความแน่ใจทุกอย่าง เพราะออกมาแล้วจากการปฏิบัติที่รู้เห็นด้วยความแน่ใจ จึงไม่มีอะไรสงสัย ว่าอะไรเป็นอันนั้นๆ คือแน่แล้วค่อยออกๆ ไม่มีคำว่าลูบๆ คลำๆ ว่าตรงไหนขาดสะบั้นไปเลยๆ คือแน่แล้วค่อยออกๆ เป็นอย่างนั้นละ ธรรมพระพุทธเจ้าเป็นธรรมที่เลิศเลอสุดยอด เมื่อเข้าถึงใจแล้วไม่ต้องไปถามใคร เต็มโลกธาตุนี้ก็ไม่ถามว่าจะเอาใครมาเป็นสักขีพยาน สนฺทิฏฺฐิโก ตัดขาดสะบั้นไปหมดหายสงสัย เอาเท่านั้นละ เราจะไปธุระของเรา

ให้ตั้งใจภาวนานะ พวกภาวนาอย่าอยู่เฉยๆ นะอยู่ข้างใน ให้ภาวนากัน สติเป็นสำคัญการภาวนา สติปล่อยไม่ได้ ใครมีสติดีเท่าไรๆ ติดต่อสืบเนื่องกันเท่าไร นั่นละผู้นั้นละจะตั้งรากตั้งฐานคือความสงบเป็นเบื้องต้นได้ จากนั้นความสงบก็แน่นหนามั่นคงเข้าเป็นสมาธิ เหมือนกับเป็นหินทั้งแท่ง จิตเมื่อเป็นสมาธิแล้วเป็นเหมือนหิน มันแน่นหนามั่นคง จากสมาธิแล้วกระจายสมาธิออกเป็นทางด้านปัญญา ทีนี้เวลาออกทางด้านปัญญายิ่งกว้างขวางมากหาที่แน่นอนไม่ได้เลย จนกระทั่งกิเลสขาดสะบั้นไปเมื่อไรแล้วหมดปัญหา เรื่องปัญญาไม่ต้องหาอีกแล้ว หมด มันรู้อยู่ในใจนั่นนะ เสร็จแล้วจะให้พร

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก