ถึงขั้นสุดยอดแล้วไม่ต้องถามใคร
วันที่ 20 มกราคม 2550 เวลา 8:35 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
  วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๐

ถึงขั้นสุดยอดแล้วไม่ต้องถามใคร

         (กราบเรียนยอดเงินกองทุนวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชนวัดป่าบ้านตาด ถึงวันที่ ๑๙ ม.ค.๕๐ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๘,๙๒๑,๓๔๒ บาทครับ) เราเพื่อประชาชนทั้งนั้นแหละที่ว่าเหล่านี้ ได้มาเท่าไรๆ หมุนเพื่อส่วนรวมๆ เพื่อประชาชน เฉพาะอย่างยิ่งคนไทยทั้งประเทศ เราเพื่อเหล่านี้แหละ พยายามเก็บหอมรอมริบ นี้ทองคำก็ได้ตั้ง ๑๑ ตัน ๔๑๐ กิโล ๑๕ บาท ๙๖ สตางค์ ที่เข้าคลังหลวงเรียบร้อยแล้ว ๑๑ ตันกับ ๓๗ กิโลครึ่ง จากนั้นก็เป็นประเภทน้ำไหลซึม ค่อยซึมเข้าไปๆ

เราไม่ห่วงอะไรในโลกนี้ ตัวเองเราก็ไม่มีเราพูดจริงๆ เราหมดโดยสิ้นเชิง การห่วงหมด ในธาตุในขันธ์นี้รับผิดชอบกันเพียงเท่านั้น แล้วนำธาตุในขันธ์นี้ไปทำประโยชน์ให้แก่โลก ให้แก่พี่น้องทั้งหลายเท่าน้นเอง พยายามทำให้เป็นประโยชน์แก่โลกเวลาธาตุขันธ์ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนที่จะให้หึงให้หวงอะไรหมดโดยสิ้นเชิง เราก็นำอันนี้เป็นเครื่องมือใช้ทำประโยชน์ไปเป็นวันๆ เท่านั้น ขอให้โลกได้รับประโยชน์ตามเจตนาและความขวนขวายของเราเราเป็นที่พอใจ

นับแต่เริ่มช่วยชาติมานี้ ได้ประกาศอย่างโจ่งแจ้งมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ เป็นต้นมาจนกระทั่งถึงบัดนี้ ทองคำก็ได้ตั้ง ๑๑,๔๑๐ กิโลเพื่อคลังหลวงของเรา ที่พี่น้องทั้งหลายต่างคนต่างอุตส่าห์พยายามขวนขวายเก็บเล็กผสมน้อยเข้ามา รวมเป็นทองคำน้ำหนักตั้ง ๑๑,๔๑๐ กิโล ส่วนดอลลาร์ได้เพียง ๑๐ ล้าน ๒ แสน ก็เป็นไปตามที่เราประกาศนั้นแหละ ไม่ผิดไม่เคลื่อน เพราะเราพิจารณาเรียบร้อยแล้วค่อยออก ออกตามที่พิจารณาเรียบร้อยแล้วก็ต้องเป็นไปตามนั้นๆ

ส่วนดอลลาร์พอเข้า ๑๐ ล้าน ๒ แสนกว่าดอลล์ในวันมอบทองคำ เราก็ประกาศเลยว่า ตั้งแต่นี้ต่อไปดอลลาร์จะไม่ได้เข้าคลังหลวงนะ เราบอกไว้เลย เพราะเราหยุดการเทศนาว่าการแล้ว จตุปัจจัยไทยทานที่พี่น้องทั้งหลายนำมาบูชาธรรม เพื่อนำสมบัติเหล่านี้ไปช่วยโลก เราหยุดการเทศน์แล้วสมบัติเหล่านี้จะไม่มีเราบอก แต่ความจำเป็นของพี่น้องทั้งหลายทั่วประเทศไทยมาอย่างหนาแน่นไม่ขาดวรรคขาดตอน เราไม่มีอะไรที่จะตอบรับกัน จึงจะเอาเงินดอลลาร์นี้แหละ แน่ะบอกแล้วนะ จะเอาเงินดอลลาร์นี้มาหมุนช่วยเงินไทยช่วยพี่น้องทั้งหลายต่อไป สำหรับดอลลาร์นี้จะไม่ได้เข้าแล้วแต่นี้ต่อไป ก็ไม่เข้าจริงๆ ไม่เข้าตั้งแต่นั้นมาจนกระทั่งบัดนี้ มาเท่าไรก็วิ่งตามเงินไทยๆ ไปเลย ช่วยชาติบ้านเมืองเรา

คือเราทำอะไรเราพิจารณาเรียบร้อยแล้ว เราไม่ได้ทำสุ่มสี่สุ่มห้า พิจารณาเรียบร้อยแล้ว ลงจุดไหนแล้วก็ประกาศออกมาปั๊บไปตามนั้นๆ เรื่อยไปอย่างนี้แหละ ส่วนทองคำนี้ร้อยทั้งร้อยตลอดไปเลย ไม่มีรั่วไหลไปทางไหนเลย ร้อยทั้งร้อยๆ ตลอด ส่วนดอลลาร์ก็อย่างที่ว่านี่ หมุนเข้ามาช่วยเงินไทย ความจนตรอกจนมุมมันมีอยู่ทั่วประเทศเราจะทำยังไง เงินไทยไม่พอ ดอลลาร์ได้เท่าไรหมุนเข้ามาสู่เงินไทย เช่นเขาส่งเช็คอะไรมาจากเมืองนอกเมืองนา เราหมุนเข้าเป็นเงินไทยหมดเลย คือเพื่อช่วยชาติเรา เราไม่ได้เข้าคลังหลวง เขาส่งมาๆ นี้เราเอาเข้าบัญชีวัดของเรานั่นแหละ พอเข้าบัญชีแล้วแยกจากบัญชีถอนออกมาก็ออกช่วยชาติต่อไปๆ

พวกเช็คเมืองนอกหมุนเข้าไปทางเงินไทยทั้งหมดเลย เข้าเงินไทยๆ ทั้งหมด ส่วนทองคำนั้นเข้าคลังหลวงร้อยเปอร์เซ็นต์ คือไม่มีออกแง่ใดมุมใดแม้นิดหนึ่งไม่มี ตั้งแต่ต้นจนอวสาน เข้าตลอดทองคำ ไม่ให้แยกแยะไปไหนเลย ให้เข้าคลังหลวงล้วนๆ สำหรับดอลลาร์เข้าแล้วทีนี้แยกออกมาช่วยทางเงินไทยเพื่อช่วยชาติของเราอีก เป็นอย่างนั้นละ เราประกาศตรงไหนๆ เป็นไปตามนั้น เพราะการที่จะประกาศแต่ละครั้งๆ พิจารณาเรียบร้อยแล้วค่อยออกๆ ตามนั้นไม่เคลื่อนคลาดละ

เราเพื่อโลกเต็มกำลังความสามารถของเราแล้ว คือวิสัยของโลก วิสัยของเรา ก็แยกกันละ เวลาชีวิตลมหายใจเราขาดปั๊บนี้แยกกันทันทีเลย กิริยาที่เราจะทำเพื่อโลกอย่างนี้ไม่มีแล้ว กิริยาที่แสดงออกนี้หมด เรียกว่าแยกกันโดยเด็ดขาด ลมหายใจแยกจากธาตุจากขันธ์ไปแล้วก็ไปละ จิตเราก็แยกไปเลย พูดให้มันชัดเจน

การปฏิบัติเพื่อสมพระนามว่าเป็นศาสดาเอก ไม่มีคำสอนใดที่จะนำสัตว์โลกให้ถูกต้องแม่นยำถึงความพ้นทุกข์ได้เหมือนพุทธศาสนา นี่ร้อยทั้งร้อย จึงเรียกว่า สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ชอบแล้วๆ ธรรมนี้เท่านั้นที่สอนโลกได้ถูกต้องแม่นยำ ตามองค์ศาสดาที่ทรงหลุดพ้นไปแล้วอย่างแน่นอน แล้วนำธรรมมาสอนโลกก็หลุดพ้นไปตามๆ กัน

เราพูดตรงๆ สิ่งใดที่เราได้ทำเต็มเม็ดเต็มหน่วยของเรา เป็น สนฺทิฏฺฐิโก ภายในจิตใจ เช่นอย่างจิตตภาวนา สนฺทิฏฺฐิโก รู้เองเห็นเองจากผลงานของตนที่ทำได้มากน้อยๆ รู้เป็นลำดับลำดาเลย จนกระทั่งถึงวาระสุดท้าย สนฺทิฏฺฐิโก ครั้งสุดท้ายตัดกิเลสขาดสะบั้นจากใจเป็นคนละฝั่ง ฝั่งแห่งพระวิมุตติพระนิพพาน ฝั่งแห่งวัฏวนขาดสะบั้นไปเลย นั่นละพระพุทธเจ้าตรัสรู้ สาวกทั้งหลายท่านบรรลุธรรมหรือตรัสรู้ธรรมประจักษ์ที่ใจเป็น สนฺทิฏฺฐิโก ไม่ต้องไปหาใครมาตัดสิน สนฺทิฏฺฐิโก ความรู้ผลงานของตัวโดยลำดับ จนกระทั่งรู้อย่างเด็ดขาดสมบูรณ์แบบ คือตรัสรู้ธรรมหรือบรรลุธรรม นี่สมบูรณ์แบบแล้ว จากนั้นก็ดีดเลย ไม่มีอะไรละ

ขอให้ท่านทั้งหลายได้ปฏิบัติ ธรรมพระพุทธเจ้านี้แม่นยำสุดยอดแล้ว เราเองตัวเท่าหนูก็ตามเราพิสูจน์ เราปฏิบัติตัวของเราตามทางของศาสดา หายสงสัยมาเป็นลำดับๆ จนกระทั่งหายโดยสิ้นเชิง เราไม่มีอะไรแล้วในโลกสมมุตินี้ที่จะมาติดจิตติดใจ ว่าจะมาพัวพันอะไรกันต่อไปอีก บอกอย่างชัดเจนด้วย สนฺทิฏฺฐิโก ประจักษ์ในหัวใจเต็มภูมิว่าสิ้นสุดลงไปแล้ว หมด มีแต่ทำประโยชน์ให้โลกเท่านั้น พูดฟังให้ชัดเสียนะ โกหกไม่เป็น ลงว่าตรงไหนเฉียบขาดไปเลยตามหลักความจริงที่ได้ปฏิบัติมา ซึ่งบางครั้งก็เฉียบขาด ถึงคราวชีวิตจะขาด เอ้า ขาด นู่นฟังซิ ความเพียรของเราที่ฟัดกับกิเลส ถึงเวลาจะตาย เอา ตาย สุดท้ายกิเลสก็ตาย

ถ้าเด็ดเสียจริง ๆ กิเลสตาย ถ้าไม่จริงเราตาย หมอบลงหมอนให้หมอน กุสลา ธมฺมา เมื่อไรจะตื่นนา เป็นอย่างนั้นละ นี่ละธรรมพระพุทธเจ้าเมื่อประกาศเต็มหัวใจแล้วจะไปถามใครอีก นี้พูดจริงๆ พระพุทธเจ้า พระสาวกทั้งหลาย ท่านจึงไม่ถามกัน พอตรัสรู้ผางนี่เข้าอยู่ในท่ามกลางแห่งกันและกันแล้ว พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ สาวกทั้งหลายทุกพระองค์ สาวกของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ๆ นั้นเรียกว่าทุกพระองค์ พอเราบรรลุธรรมปึ๋งเข้าอยู่ในท่ามกลางนั้นแล้ว ท่ามกลางแห่งท่านผู้บริสุทธิ์ เป็นธรรมธาตุด้วยกันไม่สงสัย เพราะฉะนั้นจึงว่าจะถามหาพระพุทธเจ้าถามหาอะไร

พระพุทธเจ้าเป็นองค์เช่นไร นั้นปรากฏชื่อลือนามมาตามสมมุตินิยม เมื่อพระสรีระนิพพาน ตายหรือแตกไปธรรมชาตินั้นเป็นธรรมธาตุด้วยกัน ไม่มีทางที่จะถามกัน พอบรรลุธรรมปึ๋งเข้าถึงกันแล้ว เป็นอันเดียวกันแล้ว ท่านจะถามกันหาอะไร นั้นละความรู้แจ้งเห็นจริง ไม่ต้องหาใครมาเป็นพยาน ประจักษ์ในหัวใจ คือธรรมของพระพุทธเจ้าตรัสรู้อย่างขาดสะบั้น กิเลสไม่มีเหลือ ธรรมสอนโลกตีกิเลสขาดสะบั้นเหมือนกันไม่มีเหลือๆ เป็นธรรมกิเลสขาด

ฆ่ากิเลสไม่มีอะไรฆ่าได้นอกจากธรรมฆ่า ธรรมสังหารกิเลส นอกนั้นไม่มี เพราะฉะนั้นจึงต้องเอาธรรมมาปฏิบัติ เมื่อถึงขั้นสุดยอดแล้วไม่ต้องถามใคร หากเป็นอยู่ในตัวเอง เรื่องความบริสุทธิ์ท่านว่าเที่ยง คืออันนั้นละเที่ยง เรียกว่าธรรมธาตุที่อยู่ในจิต ที่เป็นอยู่ในจิตนี้เรียกว่าเป็นธรรมธาตุแล้ว เวลาครองขันธ์อยู่ก็เรียกว่าจิตที่บริสุทธิ์ หรือเรียกพระพุทธเจ้าบ้าง เรียกพระอรหันต์บ้าง เกี่ยวกับเรื่องธาตุเรื่องขันธ์ พอขันธ์สลายลงไปปั๊บเป็นธรรมธาตุด้วยกันหมดเลย ที่ว่านิพพานเที่ยงก็ตรงนั้นแหละ หมดสมมุติโดยประการทั้งปวงตลอดไปเลย จึงเรียกว่าเที่ยง นั่น ปฏิบัติให้มันแน่นอนซิ

ถ้าทำลุ่มๆ ดอนๆ ไม่ได้เรื่องนะการภาวนา ต้องมีการเด็ดขาดเฉียบขาดบ้างการภาวนา มีแต่อ่อนแอๆ ท้อแท้เหลวไหลใช้ไม่ได้นะ กิเลสเหยียบเอาๆ ตลอดเวลา ถ้าเราเข้มแข็งกิเลสอ่อนลง ถ้าเราอ่อนกิเลสเหยียบเอาๆ มันเป็นคู่ต่อสู้กันอยู่ พอกิเลสขาดสะบั้นลงไปหมดโดยสิ้นเชิงไม่มีอะไรมาเหยียบหัวใจ หมด พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ไม่มีคำว่ากองทุกข์ที่เป็นผลของกิเลสสร้างขึ้นมาให้เป็นทุกข์เล็กน้อยจนถึงส่วนใหญ่ หมดโดยสิ้นเชิง นั่นละที่นี่เป็นธรรมธาตุ แต่เวลามีขันธ์อยู่ก็เรียกว่าท่านเป็นพระอรหันต์บ้าง พระพุทธเจ้าบ้าง นี่พูดตามธาตุตามขันธ์ อันนั้นเป็นธรรมธาตุเรียบร้อยแล้ว

ธรรมที่กล่าวเหล่านี้มีไหมในวงชาวพุทธเรา ถ้าพูดเรื่องมรรคผลนิพพานอย่างนี้มันหัวเราะเยาะเย้ยกันจะตายไปหมดแล้วนะ โลกกิเลสโลกตัณหาโลกส้วมโลกถาน พูดอรรถพูดธรรมมันไม่ยอมเชื่อ ถ้าพูดเรื่องกิเลสตัณหาเรื่องส้วมเรื่องถานนี้เอาวันยังค่ำคืนยังรุ่ง ตายถึงไหนถึงกัน พระจะมาไม่มากุสลาไม่ต้องถาม ขอให้ได้ทำอย่างถึงใจตามกิเลสบงการก็แล้วกัน นั่นละกิเลสเป็นอย่างนั้น ฟาดกิเลสให้ขาดสะบั้นลงไปแล้ว กุสลาหาอะไร กุสลาแปลว่าความเฉลียวฉลาด กิเลสขาดสะบั้นเพราะความฉลาดแล้วกุสลาหาอะไรอีก ไม่ต้องหาเราบอก

เราก็เคยพูดเสมอ พูดในวงลูกศิษย์เรา จะได้ยินไปถึงไหนก็แล้วแต่ เราบอก นี่เวลาหลวงตาบัวตายแล้วอย่านิมนต์พระมา กุสลา นะ เราบอกตรงๆ มันแน่อยู่ในนี้แล้วจะว่าอะไร นี้ฝั่งสมมุติวัฏวน นี้ฝั่งวิมุตติ ขาดสะบั้นจากกันแล้ว ไม่มีเงื่อนต่อแล้วจะให้ว่ายังไงอีก ก็ต้องว่าตามความจริงละซิ เพราะฉะนั้นถึงวาระที่จะพูดก็พูดให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เวลาหลวงตาบัวตายแล้วอย่านิมนต์พระมากุสลานะ ไม่จำเป็น เรากุสลาเราด้วยความฉลาด ฟาดกิเลสขาดสะบั้นลงไปจนพอใจแล้ว ไม่มีอะไรที่จะเลิศเลอยิ่งกว่าความพอแล้วภายในใจ เอาตรงนี้ให้ได้หมดกังวล

ธาตุขันธ์อยู่ไปอย่างนั้นละวันหนึ่งๆ กิริยาอาการที่แสดงก็แสดงตามสังคมยอมรับกัน เขาใช้กิริยายังไงธาตุขันธ์อันนี้ก็ต้องใช้ตามนั้นตามเขาๆ แต่จิตไม่อยู่ในนั้น นั่น จิตพ้นไปหมดแล้ว ธาตุขันธ์มีอยู่เป็นสมมุติด้วยกันก็ใช้ประสานกันเป็นธรรมดา มีอ่อนมีแข็งมีดุมีด่านิ่มนวลอ่อนหวานบ้างอะไรบ้าง มีเอ็ดบ้างไม่เอ็ดบ้าง เข้าใจไหมล่ะ นี่ละธาตุขันธ์มันเป็นอย่างนั้น ธรรมธาตุที่บริสุทธิ์จริงๆ แล้วไม่มี ที่ว่าเหล่านี้ไม่มีเลย เป็นเครื่องมือของความบริสุทธิ์ที่นำมาใช้เวลาชีวิตหรือครองขันธ์อยู่เท่านั้น

เราพูดถึงเรื่องมรรคผลนิพพานมันเชื่อกันเมื่อไรชาวพุทธเรา มันหนาขนาดนั้นนะเวลานี้ พูดถึงเรื่องมรรคผลนิพพาน องค์ศาสดาจอมปราชญ์โดยแท้ ในสามแดนโลกธาตุไม่มีใครเลิศเลอยิ่งกว่าจอมปราชญ์คือศาสดาองค์เอก นำธรรมมาสอนโลก โลกมันไม่ยอมรับจะว่าไง มันหนาขนาดไหนเวลานี้โลกเรา เอ้า  โลกเมืองพุทธชาวไทยเรานี้มันหนาขนาดไหน มาในวัดก็มาเก้งก้างๆ ถูกขนาบทุกวันนะ เรานี่ละขนาบ คนอื่นไม่ละ พระท่านไม่กล้า ท่านเกรง เรียกว่าติดเขาติดเรา เข้าใจไหม เกรงใจเขาเกรงใจเรา มาเพ่นพ่านๆ ทั้งเหม่อทั้งมองทั้งอ้าปาก งับมันไม่ทราบไปงับเมื่อไรไม่รู้ มันเซ่อๆ ซ่าๆ มา ไม่รู้ตัวนะนั่น พระท่านดูตับแล้วนั่น เข้าใจไหม ท่านดูตับจนเบื่อแล้วไล่กลับ แตกออกจากวัดจากวา

พอสี่โมงเย็นล่วงไปแล้วเรานี่ละออกมา พอออกมาเห็นนี้ มาอะไร เอาละเริ่มแล้ว มาเซ่อๆ ซ่าๆ ไปเดี๋ยวนี้ ไล่เดี๋ยวนั้นเลย แตกฮือๆ เลย นั่นละธรรมไม่มีสูงมีต่ำ ไม่มีคำว่ากล้าว่ากลัว ธรรมเหนือโลกไปแล้วตลอด ไม่มีคำว่ากล้ากับสิ่งใดกลัวกับสิ่งใด เป็นธรรมล้วนๆ มักมีเสมอตอนเย็นๆ เรามักจะออกมาตอนเย็น ตั้งแต่สี่โมงครึ่งหรือห้าโมงไปแล้วห้ามไม่ให้เข้ามายุ่งในวัดในวา เป็นสถานที่ท่านบำเพ็ญเพื่อความสงบใจ ท่านก็เขียนไว้แล้วนั่น แล้วมาเพ่นๆ พ่านๆ หาอะไร เกิดประโยชน์อะไร มาทำลายความสงบร่มเย็นในการบำเพ็ญธรรมของท่านต่างหาก เพราะฉะนั้นจึงไม่ให้เข้ามา

สกัดไว้ ข้างนอกก็ ต.ช.ด. ข้างในก็คือเราละเป็นหัวหน้า ถ้าเราออกมาละเอาละ ส่วนมากมักจะมาตอนเย็นๆ พอหมดเวลาแล้วที่นี่ มันฝืนเวลาไหนมาอีกล่ะ ตรงนั้นตรงจะเอานะ ในเวลาก็ไม่ว่าอะไร ถึงจะรำคาญมากน้อยเพียงไรก็หูหนวกตาบอดไป เข้าใจไหม พอตกค่ำเข้ามาตาใสเหมือนตาแมวนะ ยิ่งถึงห้าโมงเย็นเข้าไปแล้วตาใสเหมือนตาแมว มองเห็นใครจ้อไป มาอะไรนี่ ไล่เบี้ย จากนั้นก็ไล่กลับเลย เป็นอย่างนั้นแล้ว ไม่งั้นไม่ได้ ธรรมต้องเป็นเครื่องระงับดับความโกโรโกโสของกิเลส ที่มันพาสัตว์โลกให้เพ่นพ่านๆ ธรรมระงับลงไปเป็นน้ำดับไฟ พอได้สติสตังถูกไล่แล้วก็กลับบ้าน วันหลังมาใหม่อีกก็ไม่ทราบ เราไม่ได้ตามดูเขา ไล่เขาไปแล้วนึกว่าเขาไปไหน เดี๋ยววันหลังก็มาอีก เราไม่รู้มาไล่กันอีก ของเก่านั้นแหละ เอาละที่นี่พอ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก