วันที่ ๔ กรกฎาคม
วันที่ 4 กรกฎาคม. 2544
สถานที่ : สวนแสงธรรม กทม

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม กทม.

เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔

วันนี้หลวงตาจะได้ลาพี่น้องทั้งหลายกลับสู่อุดรฯ ด้วยความห่วงใยชาติบ้านเมือง ดังที่เคยห่วงใยมาตลอด แม้จะไปที่ไหนมาที่ใดไปด้วยความห่วงใย ช่วยเหลือพี่น้องชาวไทยเรา เราไม่ได้ไปแบบโลกเขาไป นี้แบบพระไป คำว่าพระนี้เราก็ได้ปฏิบัติเริ่มมาตั้งแต่บวช พระประเภทหนึ่ง บวชเป็นพระก็เรียกว่าพระสมมุติสงฆ์ ครั้นปฏิบัติเข้าไป ๆ ตามหลักธรรม พอบรรลุธรรมขั้นใด ๆ ก็เรียกว่ากัลยาณสงฆ์ จากนั้นก็เป็นอริยสงฆ์ ตั้งแต่พระโสดา สำเร็จพระโสดา เป็นพระอริยสงฆ์ สกิทาคา อนาคา ท่านเรียกว่าเป็นอริยสงฆ์ที่สำเร็จมรรคผลเป็นขั้น ๆ ขึ้นไป ขั้นสุดท้ายเรียกว่าอรหัตสงฆ์ คือชั้นอรหัตบุคคล นี่หลักของพุทธศาสนา

ทีนี้ที่เรานำธรรมมาสอนโลกเวลานี้เราก็นำมาเป็นลำดับ ตามที่ได้ปฏิบัติมา เบื้องต้นปฏิบัติมาแบบล้มลุกคลุกคลาน ทั้งศีลทั้งธรรมล้มลุกคลุกคลานไปตาม ๆ กัน ครั้นต่อมาปฏิบัติไม่หยุดไม่ถอย ก็เรียกว่าการฝึกซ้อมการบำรุงรักษาเสมอ คำว่าพระในหัวใจ ไม่เรียกว่าพระในเพศ พระในหัวใจเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ พระในเพศนี้เป็นยังไงก็เป็นอย่างนั้น คือบวชมายังไงก็เป็นอย่างนั้น เปลี่ยนก็เปลี่ยนไปตามวัยแก่เฒ่าชราธรรมดา ส่วนพระภายในของผู้ที่มุ่งต่ออรรถต่อธรรมจริง ๆ แล้ว จะเปลี่ยนภายในตนขึ้นเป็นลำดับ ตั้งแต่พระล้มลุกคลุกคลาน แล้วก็เป็นพระกัลยาณชน ค่อยเชื่องค่อยชำนิชำนาญ จากนั้นการปฏิบัติธรรมเหมือนเราก้าวเดินไปตามสายทางหรือบันได ขึ้นไปเรื่อย ๆ ขึ้นจากขั้นหนึ่ง ขั้นสอง ขั้นสาม ขั้นสี่ไป คือการปฏิบัติธรรมก็เหมือนกับเราก้าวเดินเพื่อธรรมขั้นสูง จนกระทั่งถึงสูงสุดยอดแห่งธรรม ท่านเรียกว่านิพพานธรรม

การปฏิบัติทีแรกก็เหมือนเราขึ้นบันไดขั้นแรก แล้วขั้นสอง ทางจิตใจก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เปลี่ยนจากกัลยาณชนกลายเป็นอริยชน อริยชนขั้นพระโสดา อริยสงฆ์ขั้นสกิทาคา อริยสงฆ์ขั้นอนาคา อริยสงฆ์ขั้นอรหัต เรียกว่าขั้นสุดยอด นี้ละการนำโลกการบำรุงตนเองเป็นเบื้องต้นก่อน เมื่อบำรุงรักษาตนได้มากเพียงไร กำลังวังชาของอรรถของธรรมซึ่งเป็นสมบัติของตนที่จะแจกจ่ายแก่โลกก็ติดตามกันไปและแจกจ่ายไปเรื่อย แนะนำสั่งสอนไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งธรรมสุดยอด การสั่งสอนก็สั่งสอนได้สุดยอดแห่งธรรม

ผู้จะปฏิบัติตนให้เป็นไปตามธรรมนั้น ไม่อัดไม่อั้นในคำสอนของท่านที่เปิดทางไว้เรียบร้อยแล้ว เช่น พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ทั้งสองพระองค์ คือพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์หนึ่ง พระอริยสงฆ์ของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ นี้เรียกว่าเปิดทางให้โลกได้ก้าวเดินอย่างคล่องตัวไม่มีอะไรขัดข้อง ไม่มีอะไรกีดขวางทางเดินนั้น เพราะท่านเป็นผู้เปิดทางเอง บรรดาสัตว์ทั้งหลายก็ก้าวเดินตามนั้น ๆ ไปเรื่อย ๆ

ก็เหมือนเราขึ้นบันไดหรือไปตามสายทาง ไประยะนี้ได้ทางเท่านั้นเส้นเท่านี้กิโลไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงที่สุดแห่งทาง ก็คือตัวมรรคตัวผลอันสุดยอดนั้นแล ทีนี้บรรดาสาวกปฏิบัติมาและสั่งสอนสัตวโลกมาก็ปฏิบัติอย่างนั้น วันนี้จึงขอเปิดอีกเป็นซ้ำอีกครั้งหนึ่งในครั้งนี้ว่า การดำเนินของหลวงตาก็เป็นแบบนั้นเหมือนกันไม่ได้วัดรอย เราเอาธรรมคำสอนพระพุทธเจ้ามาเป็นทางก้าวเดิน เราก็ก้าวเดินไปตามนั้นเป็นลำดับลำดาตั้งแต่ต้นมา การแนะนำสั่งสอนตัวเองนี้เป็นอันดับหนึ่ง ไม่สนใจกับใครเลยตั้งแต่ออกปฏิบัติ เรียกว่าสอนตนล้วน ๆ ตลอดมา

เรื่องความเปลี่ยนแห่งความเป็นพระภายในใจก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ดังที่กล่าวมานี้ตามสายทางที่ก้าวเดินไปได้ถึงไหน ตนเองก็ถึงจุดนั้น ๆ การปฏิบัติตนไปถึงธรรมขั้นไหน ๆ ตนก็เป็นเจ้าของแห่งธรรมขั้นนั้น ๆ เรียกว่าธรรมสมบัติ โสดาปัตติผลก็เป็นสมบัติ สกิทาคาก็เป็นสมบัติ อนาคาก็เป็นสมบัติ อรหัตก็เป็นสมบัติภายในจิตใจดวงนี้ รับไว้ได้ทั้งมวลจากการปฏิบัติของตนเต็มเม็ดเต็มหน่วย

นี่ก็ได้นำเยี่ยงอย่างหรือทางเดินของพระพุทธเจ้ามาเป็นผู้นำพี่น้องทั้งหลาย โดยไม่มีความเคลือบแคลงสงสัยในสิ่งทั้งหลาย การแนะนำสั่งสอนก็ไม่สงสัย เป็นที่แน่ใจทุกบททุกบาทแห่งธรรมที่สอนและที่แสดงไป และทุกขั้นทุกภูมิของธรรมที่แสดง ถึงวิมุตติหลุดพ้นก็ไม่สงสัยได้สั่งสอนพี่น้องทั้งหลาย เฉพาะเวลาออกมาช่วยชาติบ้านเมือง โลกสกปรกมักจะเอาตั้งแต่ของสกปรกไปโปะเข้าที่ธรรม ๆ ให้เป็นของสกปรกไปตาม ๆ กัน ดังที่เห็นได้ในที่ทั่ว ๆ ไป ออกจากสิ่งไม่ดีงามทั้งหลายที่ไม่เป็นมงคลแก่ตนแล้วก็ไปโปะธรรมให้ธรรมเสียหาย แต่ธรรมนั้นไม่เสียหาย จะสะท้อนกลับมาหาตัวของเราผู้นำของสกปรกออกไป แล้วก็เข้ามาที่เดิม แสดงความชั่วออกไปความชั่วก็เข้ามาหาตัวเอง นี้เรียกว่าบุญว่ากรรม

ใครทำดีทำชั่วทำออกไปเท่าไรก็เข้ามาเท่านั้น โลกมักชอบทำมักชอบมีอย่างนี้เสมอ เพราะฉะนั้นจึงมีการติฉินนินทาดุด่าว่ากล่าวในทางไม่เป็นธรรม เรียกว่าเป็นทางความสกปรกออกจากส้วมจากถาน คือจิตใจเคียดแค้นขุ่นมัว แล้วแสดงออกมาด้วยความโหดร้ายทารุณ เป็นทางกิเลสจริง ๆ ไม่ใช่เรื่องของธรรม โปะโน้นโปะนี้ทะเลาะเบาะแว้งกันตลอดเวลา นี้คือทางของโลกเป็นมาอย่างนี้

แต่ทางของธรรมที่หลวงตานำมาแสดงให้พี่น้องทั้งหลายฟังเหล่านี้ ไม่มีอะไรแม้เม็ดหินเม็ดทรายจะเข้ามาเกี่ยวข้องในจิตใจของหลวงตาเลย จะแสดงหนักเบามากน้อยดุด่าว่ากล่าวหนักเบาขนาดไหน มีแต่ธรรมล้วน ๆ ออกมาจากหัวใจที่บริสุทธิ์สุดส่วนแล้ว แสดงออกมาเป็นธรรมที่บริสุทธิ์เช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นเหมือนกับน้ำ จะเทเล็กเทน้อยเป็นน้ำที่สะอาด เทมากเทน้อยชะล้างสิ่งสกปรกให้สะอาดไปตาม ๆ กันได้ นี้เป็นหลักคติธรรมดาเป็นอย่างนี้

นี่เรามานำพี่น้องทั้งหลาย กรุณาอย่าคิดถ้าไม่อยากให้ขาดทุนตัวเอง ว่าหลวงตาบัวนี้มาเป็นคู่เดือดคู่แค้น มาก่อกรรมก่อเวร มาเป็นข้าศึกศัตรูต่อผู้หนึ่งผู้ใด ต่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เช่นอย่างเขาหาว่าหลวงตามาเล่นการบ้านการเมือง หลวงตาไม่มี การบ้านการเมืองถึงจะมาพูดเท่าไรเราก็ไม่มีในหัวใจของเราซึ่งเป็นเรื่องโลก ๆ เรามานำพี่น้องชาวไทยด้วยความเมตตาสงสารสุดส่วน ผู้ชั่วก็ต้องตำหนิว่าชั่วเพื่อได้แก้ไขตนเองไปในทางที่ถูกที่ดี ผู้ที่ดีแล้วก็ส่งเสริมชมเชยสรรเสริญชมเชยว่าดีแล้วให้ตั้งหน้าตั้งตาทำสิ่งนี้ต่อไป การแนะนำสั่งสอนของหลวงตาจึงเป็นแนวนี้ทั้งนั้น

ไม่มีที่จะไปหนักกับฝ่ายใด ๆ ถ้าหนักก็หนักใจในการที่แนะนำสั่งสอนให้ผู้แก้ไขความชั่วช้าลามกนั้น นี่รู้สึกหนักใจแทน ๆ เราเองเราไม่มีอะไรหนักใจ ไปหนักใจแทนผู้ทำชั่วเข้าใจว่าเป็นความดี อันนี้เสียมากนะ เราแนะนำสั่งสอนด้วยความเมตตาล้วน ๆ เพราะฉะนั้นคำว่ากล้าก็ดี กลัวก็ดี แพ้ก็ดี ชนะก็ดี เราจึงไม่มีในหัวใจเราเลย เราไม่มีความแพ้ความชนะ ความแข่งขัน ถือดีถือเด่นกับโลกกับสงสาร เพราะธรรมเหนือทุกอย่างแล้วมีแต่มาชะมาล้างสิ่งสกปรกโสมม ให้สะอาดสะอ้านไปตามกัน ๆ ด้วยอำนาจแห่งน้ำที่สะอาดได้แก่ธรรม

นี้เราได้เอานำธรรมที่สะอาดมาสั่งสอนพี่น้องทั้งหลาย ขอให้พากันระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ บ้างเถิดว่า คำสอนเหล่านี้เป็นคำสอนออกมาจากพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ไม่มีการเบียดเบียนดูถูกเหยียดหยามใครเลยเหมือนโลก ๆ เขาเป็นไป ตำหนิก็เป็นธรรม ชมเชยก็เป็นธรรม เรามีความห่วงใยพี่น้องชาวไทยเราอยู่มากเวลานี้ เราจึงเข้ามาช่วยเหลือดังที่กล่าวเวลานี้ ที่เขาว่าหลวงตาเล่นการบ้านการเมือง หลวงตาไม่มี ขอให้ทำความเข้าใจแก่ตัวเองเสีย อย่าไปเข้าใจตัวเองแล้วเอาความเข้าใจผิดเหล่านั้นมาโปะหลวงตา หลวงตาไม่มีอย่างนั้นภายในจิตใจ มีแต่ความเมตตาล้วน ๆ สั่งสอนโลกให้มีความสงบร่มเย็น ให้มีความกลมกลืนสามัคคี

เราเป็นคนไทยด้วยกันทั้งชาติก็เท่ากับเราเป็นอวัยวะเดียวกัน อย่าไปตำหนิติเตียนแขนซ้าย ฟันแขนซ้ายให้ขาด แล้วเอายามาพอกพูนแขนขวาอย่างนี้ไม่ถูก แขนซ้ายกับแขนขวาก็คืออวัยวะของเราเอง ใคร ๆ ก็ดี คนไทยเราจะเป็นฝ่ายไหนฝ่ายดีฝ่ายชั่ว มันก็คืออวัยวะของชาติไทยเรา จึงควรให้ปรับปรุงแก้ไข เช่น แขนซ้ายไม่ดีก็ให้รู้สึกตัวแก้ไขดัดแปลง


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก