เวลาฟังเทศน์จิตขยับขึ้นเรื่อย
วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
  วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๐

เวลาฟังเทศน์จิตขยับขึ้นเรื่อย

         เห็นลูกอันนี้(สาลี่) แล้วก็คิดถึงคนอยู่ในบ้านนี้แหละ มันชื่อก่อง ต้นไม้ต้นหนึ่งนั่นละต้นก่องที่เห็นนั่น เราจึงได้คิดถึงอีตานี้ละ แกชื่อก่อง เมียแกชื่อทอง เมียแกไม่สบาย พอหายป่วยลงบ้างยังไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ผัวก็จะเข้าป่าหาล่าสัตว์ล่าอะไรก็แล้วแต่เถอะ เมียก็ส่ง เวลาไปนี้เอาลูกก่องมาให้กินหน่อยนะ รู้สึกอยากกินลูกก่อง เออ ผัวก็ว่าอย่างนั้น นิสัยตลกดีนะผัว ผัวชื่อก่อง เมียชื่อทอง เวลาผัวจะไปในป่านี้ สั่งผัวไว้ว่า ให้เอาลูกก่องมาให้กินหน่อยนะ เออ แกว่า ไปแกจะสนใจดูหรือไม่ดูก็ไม่รู้แหละ พอกลับมาถึงบ้าน เมียถามว่าได้ลูกก่องไหมล่ะ ได้ลูกก่องมาหรือเปล่า ได้ ว่างั้น อยู่ไหนล่ะ นี่(ชี้ตัวเอง) ชื่อแกชื่อก่อง ทางเมียก็ว่า โอย บักห่า กูไม่ได้ถามหาก่องนี้ดอก โอ๊ะ นี่ก็ก่องเหมือนกัน ขบขัน

แล้วก็อีตาคนนี้แหละ ไปในป่าด้วยกันตอนที่เรายังไม่บวช หนองกลางดงเขาเรียกหนองหลวง ตอนกลางคืนช้างลงมาเล่นน้ำในหนอง มันอยู่กลางดง เดี๋ยวนี้ดงหมดแล้วก็ยังเหลือแต่หนอง แต่น้ำยังมีนะ ตอนเช้าพอไปถึงนั้นแล้วผักหนามมันกำลังออกเต็มที่อยู่ตามลำห้วยสามพาด พอไปถึงไปเห็นรอยช้างมันเล่นน้ำขึ้นใหม่ๆ เราก็ไปตั้งแต่เช้า ช้างมันเล่นน้ำแล้วก็ขึ้น โอ๊ นี่ช้างมันพึ่งขึ้นไปใหม่ๆ นะนี่ แล้วอีตาที่ว่าก่องนี่ละเอาปืนไปด้วย ปืนก็ไม่ได้บรรจุอะไรมากนัก เพื่อจะยิงไก่ไปกินตามทางง แกว่างั้น แล้วบางทีไปเจอช้างเจอเสือเข้าจะทำยังไง ยิงแม่มันหมดแหละ แกบอกว่ายิงแม่มันหมดแหละ

พอไปไปเจอช้างแม่กับลูกละซิที่นี่ มันขึ้นจากน้ำใหม่ๆ เราสังเกตรอย ตาเราสอดไปข้างหน้าก็เห็นจริงๆ แม่กับลูกมันยืนอยู่ทางด่าน แกอยู่ห่างจากเรา จะบอกก็บอกไม่ทันเพราะช้างมันอยู่นี้แล้ว แกไปจวนจะถึงช้างแล้ว เราก็ปั๊บโดดเข้าต้นไม้ ผู้ใหญ่เถิง พ่อครูอาจนี่ไปด้วยกัน วิ่งตามเราไป อะไรๆ ช้างอยู่นั่นมึงเห็นไหม กูบอกอีตาก่องไม่ทัน มึงคอยฟังนะ สักเดี๋ยวช้างร้องเอิ๊กอ๊ากๆ ขึ้น ไปถึงช้างแม่กับลูกอยู่ที่นี่ ด่านก็ไปที่นี่ มันร้องเวิ๊กว๊ากขึ้น แกทำอะไรไม่ทัน แกก็เอาปืนส่อง ช้างมันกลัวปืนนี่มันก็วิ่ง เราก็ยังไม่ออกจากที่แหละ มันปัดลูกมันไปก่อนแล้ว อีตานี่ก็ยืนทำปืนใส่ซี มันกลัวมันก็ไป

ต้นไม้ที่แกอาศัยต้นขนาดนี้แหละ พอนานพอสมควรแล้วแกก็ร้องเวิกๆ ขึ้น แกเรียกเราให้ไป เราก็ยังไม่ไป ทางนั้นร้องเวิกขึ้นอีก คือช้างมันไปแล้วแหละ มันไปไหนเด็กเหล่านี้น่ะ เราสองคนกับผู้ใหญ่เถิงพอเห็นเงียบๆ ช้างคงไปแล้วเราก็เลยออกมา พอออกมา เป็นยังไงล่ะที่ว่าบรรจุอะไรมายิงแม่มันหมดเลย แล้วไม่เห็นยิงช้าง ยิงไม่ทัน แกปั๊บเข้าต้นไม้นี้แล้วเอาปืนชี้ขึ้นฟ้า ช้างมันกลัว พอช้างไปแล้ว นี่น่ะขี้มันตกลงมานี่ กางเกงแกเปียกเต็มแต่ขี้ช้างมันตกลงมาใส่นี่ แล้วทำไมไม่ยิงล่ะ แกว่ายิงไม่ทัน แล้วทำไมไม่บอก จะบอกยังไงคนหนึ่งชนก้นช้างอยู่แล้ว อีกคนหนึ่งอยู่โน้น บอกไม่ทันแหละ ไหนบอกว่าจะยิงแม่มันหมด ไม่เห็นยิงเลย ขบขัน

อีตาคนนี้นิสัยแกตลก พูดไม่หัวเราะด้วย ก็คิดดูซิเมียสั่งให้ไปเอาลูกก่องมา  หน้านี้ลูกก่องกำลังสุก เอาลูกก่องมาให้หน่อยนะ กำลังอยากลูกก่องหิวลูกก่อง เออ ว่างั้น ครั้นเวลาไปแกสนใจหรือไม่สนใจก็ไม่รู้แหละ พอกลับมา ได้ลูกก่องไหมล่ะ เมียถาม ได้ ไหนล่ะ นี่ แกชื่อก่อง ขบขันดี นิสัยแกเป็นอย่างนั้น นิสัยตลกดี

วันที่ ๒๒ ฟ้าหญิงจะเสด็จมาถึงที่นี่ ประทับค้างคืนหนึ่ง วันที่ ๒๓ ท่านเสด็จกลับเราก็ไปเวียงจันทน์พอดี ท่านมาบ่อย ตอนที่เราไปสวนแสงธรรมก็ไป มาที่นี่ก็มา ตอนที่เราไปเทศน์ที่สนามหลวง เวลาท่านเล่าให้ฟังน่าฟังมากนะ เวลาฟังเทศน์ท่านพ่อนั้นจิตมันหดเข้ามาๆ เข้ามาถึงนี้กายเลยหายหมด เวลาฟังเทศน์ ฟังเทศน์เข้าไปๆ จิตหดเข้ามาๆ เหมือนกายไม่มีเลย เทศน์สนามหลวงชั่วโมง ๒๓ นาที เรียกว่านานอยู่ อย่างทุกวันนี้ไม่ได้นะ นั้นยังได้อยู่ ชั่วโมงกว่าอยู่ เทศน์สนามหลวงชั่วโมง ๒๓ นาที ไม่ว่าจะไปเทศน์ที่ไหนท่านจะมาประทับข้างๆ เวลาไปทีแรกที่ต้อนรับ ท่านก็ประทับที่ต้อนรับครู่เดียว พอเราขึ้นธรรมาสน์ปั๊บท่านจะเสด็จมานั่งข้างๆ ธรรมาสน์ ว่าฟังถนัดดี

         เวลาฟังเทศน์เพลินๆ เลยหายเรื่องร่างกายเหมือนไม่มี คือจิตรวมเข้ามาๆ เทศน์ที่สนามหลวงคนแน่นหมดเลยนะ คนแน่นหมด รถไม่มี เหมือนไม่ใช่กรุงเทพฯนะขณะที่เราเทศน์ เขาคงจะเตือนกันมากอยู่ รถราไม่มีเข้ามาเกี่ยวข้อง ประชาชนแน่นสนาม แล้วเงียบเลย เวลาเทศน์มีแต่เสียงเทศน์ของเรา พระก็เป็นพันๆ เรียกว่าครบ เทศน์สนามหลวงวันนั้นครบ ชาติก็คือนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ศาสนาก็คือพระเต็มเป็นพันๆ รอฟังเทศน์ พระมหากษัตริย์ก็ฟ้าหญิงเล็กเสด็จ นั่นครบแล้ววันนั้น

         ยังจำได้เทศน์ที่สนามหลวงชั่วโมงกับ ๒๓ นาที บรรดาที่เทศน์ผ่านมานี้เกี่ยวกับเรื่องการช่วยชาติมีอำเภอสูงเนินมากกว่าเพื่อน ชั่วโมง ๒๙ นาที เทศน์อำเภอสูงเนิน ๑ ชั่วโมง ๒๙ นาที นอกนั้นไม่ถึง อย่างเทศน์สนามหลวงชั่วโมง ๒๓ นาที ยี่สิบสองยี่สิบสามๆ เทศน์ในที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้ลด ลดเรื่อยนะ มันจะไม่เลย ๕๐ นาทีทุกวันนี้ อย่างมากนะ มันค่อยเป็นของมันเอง ถ้าลงได้ ๔๐-๔๕ นาที นับว่าได้มากแหละทุกวันนี้

         กำลังร่างกายเครื่องมือสำหรับใช้มันก็ลดตัวลงไปๆ เราเทศน์ดูเหมือนจะชั่วโมงกว่าเท่านั้นแหละตั้งแต่ไหนแต่ไรมา พ่อแม่ครูจารย์ท่านเทศน์ถึง ๔ ชั่วโมงนะ เป็นธรรมล้วนๆ เวลาท่านเทศน์ไม่มีประชาชนเข้าไปเกี่ยวข้องเลย มีแต่พระเต็มศาลา วันไหนท่านจะประชุมพระอยู่ในวัดนั้นๆ ตามวัดต่างๆ แถวใกล้เคียงมาฟังแล้วท่านก็กลับไปวัดของท่าน คือที่ท่านอยู่จริงๆ ที่พักไม่พอ แล้วท่านก็ไม่เคยรับพระมากด้วย

เวลาท่านเทศน์เราไปอยู่ทีแรกเทศน์ ๔ ชั่วโมง ประชุมเทศน์ทีไร ๔ ชั่วโมง หมุนติ้วเลยนะ ๔ ชั่วโมง พลังของจิตพลังของธรรมท่านออกหมุนติ้วๆ ทีนี้ก็เข้ากันได้กับผู้ฟัง ฟังด้วยความตั้งใจ เพื่ออรรถเพื่อธรรม เพื่อมรรคเพื่อผลจริงๆ เลยต่างฝ่ายต่างเพลิน ท่านก็เพลินด้วยเมตตาออกพุ่งๆ ธรรมะอยู่ในหัวใจ ไหลออกเลยละ เหมือนฝนตกลงมาจากท้องฟ้า ไหลลงมาเลย อันนี้ก็ออกพุ่งๆ ๔ ชั่วโมง หลังจากนั้นมาก็ ๓ ชั่วโมง ค่อยลดลงๆ สุดท้ายมาถึง ๒ ชั่วโมง พอถึง ๒ ชั่วโมงแล้วหยุดเลย ท่านเทศน์นานอยู่

นี่เราพูดเรื่องว่ากาลเวล่ำเวลาเฉยๆ นะ แต่การที่จะกำหนดว่าท่านเทศน์นานไม่นานไม่มีใครกำหนด พระไปนี้มุ่งต่ออรรถต่อธรรม ไม่ได้มุ่งต่อเวล่ำเวลา ท่านเทศน์มุ่งต่อธรรม ธรรมต่อธรรมก็เข้ากันสนิท เวลาท่านเทศน์นี้จิตไม่ได้ออกไปไหน ไม่มีเวลานาที จิตมันจะหมุนอยู่ภายใน คือจิตนี้มี ๒ ประเภท ประเภทที่ไม่สงบพอเทศน์เข้าไปก็เหมือนแม่กล่อมลูกด้วยบทเพลง แล้วค่อยเคลิ้มเดี๋ยวลูกก็หลับ นี่ท่านเทศน์เข้าไปจิตก็ตะล่อมเข้ามาๆ ฟังเสียงเทศน์ท่านกล่อมเข้าไปๆ แน่วเลย นั่น

เวลาท่านเทศน์เต็มที่จิตก็ลงเต็มที่เสียงท่านเหมือนแว้วๆ อยู่สูงๆ อันนี้เข้าเป็นที่พึ่งของตัวได้แล้ว แน่นปึ๋ง เสียงแว้วๆ สูงๆ ขนาดนั้นละฟังเทศน์ เท่าที่ฟังมานี้เราพูดจริงๆ ยกพ่อแม่ครูจารย์มั่นนี่ละ พูดได้ทั้งพ่อทั้งแม่มันถึงใจ ด้วยความเคารพเลื่อมใสเทิดทูนท่าน ท่านเทศน์นี้ไหลเลย นี่ละธรรมะออกจากใจโดยแท้ ภาคปฏิบัติ ปฏิบัติตรงไหนรู้ตรงไหนเห็นตรงไหนเป็นสมบัติของตนไปในตัวๆ เสร็จ ไม่ได้เหมือนเราเรียน เรียนมันเป็นความจำไม่ได้เป็นสมบัติของตัวเอง หลงลืมไปได้ ความจริงนี้ไม่มีลืม ภาคปฏิบัติรู้ตรงไหนเห็นตรงไหนเป็นสมบัติของตัวด้วย เปิดกว้างออกๆ เรื่อยๆ

ฟังเสียท่านทั้งหลายอยากฟังเทศน์ภาคปฏิบัติ เรานี่ช้าด้วย เพราะฉะนั้นมันถึงได้ไปอย่างนั่นละ มันไม่ได้ไปพุ่งทีเดียวเลย มันไปช้า ทีนี้มันก็รอบด้านมันก็รู้ของมันไปเรื่อยๆ เพราะมันไปช้า เวลาฟังเทศน์นี้เป็นขั้นๆๆ ฟังเทศน์ท่านเพลิน เรื่องเวล่ำเวลาไม่ได้สนใจ สุดท้ายกายหายเงียบเลย มีแต่ความรู้แน่ว นี่หมายถึงขั้นจิตสงบ ผู้อยู่ในขั้นสงบพอท่านเทศน์นี้เหมือนแม่กล่อมลูกด้วยบทเพลง เคลิ้มหลับเด็กๆ นี่จิตแน่วลงถึงจุด อันนี้เป็นขั้นหนึ่ง

         ทีนี้ถึงขั้นปัญญา พอจิตออกก้าวทางด้านปัญญาแล้วไม่อยู่นะ ไม่ได้ลงแน่ว จะขยับตามๆ ท่านก้าวก็ตามเลยๆ ตามเรื่อยเลย ไม่ได้อยู่นะ ต่างกัน เข้าถึงขั้นปัญญาแล้วมันหมุนของมันไปตามเลย ไม่อยู่ ผิดกันนะ เทศน์ท่านไปตรงไหนๆ มันจะตามเรื่อยๆๆ เลย เพลินนะนั่น ที่ตามตามด้วยความเพลินในธรรม ที่สงบก็สงบด้วยความเพลินในความสงบของตน นั่นละฟังเทศน์ภาคปฏิบัติ

เพราะฉะนั้นเราย้อนไปแต่ก่อนท่านพูดในตำราว่า เวลาพระพุทธเจ้าแสดงธรรมจบลงเทวบุตรเทวดามนุษย์ ท่านบอกหมดเลย สำเร็จมรรคผลนิพพานเป็นแสนๆ ไม่ใช่น้อยๆ ท่านพูดไว้ในตำรา เชื่อทันทีเรา คือท่านเทศน์ในคราวนี้จิตอยู่ในระยะนี้ก็ขยับขึ้นๆ หลายครั้งต่อหลายครั้งมันก็ถึงซี เพราะคนมากต่อมาก ไม่อยู่ในระดับเดียวกันจิต มีเหลื่อมล้ำต่ำสูงต่างกัน ผู้ที่ก้าวไป พอก้าวไปจวนนั้นแล้วก็พุ่งออกเลย ๆ ทางนี้ก็ตามกันไปก็ออกเรื่อยไปอย่างนั้น

เชื่อทันทีเลยได้ฟังเทศน์พ่อแม่ครูจารย์มั่น มันย้อนไปเชื่อในตำราที่ท่านเทศน์ไว้แล้วเป็นความจริงล้วนๆ แต่ใจเรามันปลอมเต็มที่ มันก็ยังลงใจไม่ได้ แต่เวลาฟังเทศน์ไปนี้จิตมันขยับขึ้นเรื่อยนะ ขยับเรื่อยๆ ทีนี้มันจะไม่พ้นได้ยังไง จิตอยู่ในขั้นใดภูมิใดยิ่งด้านปัญญาแล้วมันยิ่งพุ่งๆ ตามเลย อย่างที่พูดนี้ละ พอจิตไปถึงขั้นอัศจรรย์ที่ว่า นี่ถ้าพ่อแม่ครูจารย์ยังมีชีวิตอยู่ไปเล่าถวายท่านมันจะได้สำเร็จเลยในครั้งนั้น เราแน่ใจ

คือจิตของเรามันสว่างไสวมันอัศจรรย์ในตัวเอง จิตมีความผ่องใสก็ไม่ต้องบอกละ มันอัศจรรย์ตัวเองจนรำพึงในตัวเอง เดินจงกรมอยู่ที่วัดดอยธรรมเจดีย์ ตอนเช้าๆ เช้ามืดลงไปตั้งแต่ตี ๔ เดินทางจงกรมทางด้านตะวันตกยาวไป ทีนี้จิตมันเกิดความอัศจรรย์ ความสว่างไสวเบิกกว้างออกหมดเลย จ้าอยู่อย่างนั้น เราก็เลยรำพึงขึ้นมา โอ๊ย ทำไมจิตของเราถึงได้อัศจรรย์เอานักหนา ดูใจนี้เหมือนกับตะเกียงเจ้าพายุ หลอดไฟมันจ้าอยู่ข้างใน มันส่องแสงออกไปจ้า

ทีนี้เราก็มาเป็นทีหลัง ถ้าเล่าให้ท่านฟังในตอนนั้น คิดว่ามันจะผ่านได้ในตอนนั้นเลย พอไปถึงนี้แล้ว กระตุกทีเดียวมันก็เห็นโทษอันนี้ทันที ปล่อยปึ๋งก็พุ่งเลย จากนั้นธรรมท่านก็เตือนขึ้นมาว่า ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหนนั้นแลคือตัวภพ ก็คือตัวสว่างไสวจ้าอยู่นั้นละตัวจุด จุดผู้นั้นละ ต่อมแห่งผู้รู้นั่นละสว่างจ้าอยู่นั้น นั้นแลคือตัวภพ ถ้าพ่อแม่ครูจารย์ยังมีชีวิตอยู่ ก็นั้นแหละตัวมหาภัยขึ้นทันทีเลยนะ นั้นละตัวมหาภัย มันจะรู้ทันที มันปัดปุ๊บแล้วก็พุ่งเลย เราเสียดายมันเป็นตอนหลังท่านมรณภาพแล้ว แต่แน่ใจว่าถ้าท่านจี้เข้าไปตรงนั้น ก็เรากำลังเห็นคุณค่ามันเต็มที่ พอท่านว่านี้คือมหาภัยเท่านั้นละ นั้นแลคือตัวภพตัวมหาภัย มันจะปัดทันทีเลย ขาดสะบั้นไปเลย เราแน่ใจ แต่นี้มันมาเป็นทีหลัง จึงมาย้อนหลังพิจารณาเสียดาย

ก็มาเป็นวัดดอยธรรมเจดีย์แหละ เวลาอัศจรรย์ในตอนเดือนกุมภาก็ไปเป็นที่นั่น ไปเที่ยวทางนู้นแล้วกลับมาเดือน ๖ สามเดือนแหละกลับมาที่นั่น ขึ้นมาก็มาปลงกันที่นั่นละที่ว่ามันจ้านี่ วัดดอยธรรมเจดีย์มีแบบอัศจรรย์อยู่สองครั้ง ครั้งหนึ่งก็ครั้งที่อัศจรรย์ตัวเองที่ธรรมท่านเตือน กลัวจะไปหลงตรงนั้น ถ้ามีจุดมีต่อมคือจุดแห่งผู้รู้ที่สว่างไสวนั่นละ นั้นแลคือตัวภพ ตัวภพคือตัวนี้ ถ้ามีครูบาอาจารย์จี้เข้าไปนั้น นั้นแหละคือตัวมหาภัย เท่านั้นละมันจะปัดทันทีเลย ขาดสะบั้นพุ่งเลย เวลามันเป็นทีหลังของเจ้าของมันถึงรู้ พอมาเห็นโทษอันนี้ปั๊บมันปัดปุ๊บนี้ขาดสะบั้นไปเลย นั่น ถ้ามีผู้มาจี้บอกตั้งแต่นั้นมันจะไปตั้งแต่นั้นเลย แต่ไม่มีผู้บอก

ธรรมท่านเตือนมันก็ยังไม่เข้าใจนะ ยังงงอยู่ บทเวลามันมาปลงตกแล้วถึงมารู้ทีหลัง นั่นละการภาวนา วัดดอยธรรมเจดีย์เป็นสองหน หนหนึ่งก็ที่ว่าอัศจรรย์ใจตัวเองเดือน ๓ พอเดือน ๖ ก็กลับมาปลงกันที่นั่น มีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหนนั้นแลคือตัวภพตัวนี้ละ มันก็มาปลงกันตรงนั้นละ ลงตรงนั้นเลย คือจุดนั้นมันจุดแห่งผู้รู้ นั่นละตัวภพอยู่ที่นั่น พอปัดอันนี้ออกแล้วก็จ้าเลยไม่มีเหลือ วัดดอยธรรมเจดีย์นี้มีแปลกประหลาดอัศจรรย์ถึงสองครั้งนะ ที่อื่นไม่ปรากฏ ไปอยู่ที่ไหนในป่าในเขาเราก็ไปเสียพอ แต่เวลามาเป็นอัศจรรย์ก็มาเป็นอยู่ที่วัดดอยธรรมเจดีย์ เป็นสองครั้ง

ครั้งที่อัศจรรย์ตัวเอง จิตมันสว่างไสวมันจ้าครอบไปหมด โลกนี้ว่างไปหมด เหลือแต่นี้มันสว่างจ้าอยู่ภายใน เหมือนตะเกียงเจ้าพายุที่มันสว่างจ้าอยู่ภายในแก้วครอบนะจิตดวงนี้ นั่นละคือตัวภพ แน่ะ ธรรมะท่านกลัวติดท่านบอก เราก็ยังจับไม่ได้ แต่เวลาอันนี้แตกกระจายไปแล้วมันถึงรู้ทีหลัง อ๋อ นี่คือตัวภพ แน่ะ ก็อย่างนั้น

การปฏิบัติให้พากันปฏิบัติอย่างนั้น อย่าพากันมาเรียนวิชาหมาในวัดนี้นะ เราไม่อยากได้ยินได้ฟัง เรานี้เรียกว่าอาภัพมากได้ลูกศิษย์ลูกหามา แทนที่จะมีความสงบร่มเย็นสว่างไสวภายในใจ มีตั้งแต่ฟืนแต่ไฟ เรียนแต่วิชาหมา มายกโทษยกกรณ์ซึ่งกันและกัน คนนั้นเป็นอย่างนั้น คนนี้เป็นอย่างนี้ หัวใจตัวเองเป็นมหาภัยมันไม่ได้ดู มาเลยเป็นโรงสั่งสมวิชาหมากัดกันในวัด ภายในนี่ ในครัวนี่มันสำคัญมากนะ ผู้หญิงนี้ปากเปราะ เก็บความรู้สึกไว้ไม่ได้เลย อะไรออกๆ ออกเลยๆ แล้วก็กระทบกระเทือนกัน จำให้ดีนะพวกนี้ เป็นลูกศิษย์ของเราทั้งนั้นอยู่ในโอวาทที่เรากำลังสอนอยู่เวลานี้ ให้เอาไปปฏิบัติ

พระท่านอยู่นี้ท่านไม่มีเรื่องอะไร ทำไมฝ่ายผู้หญิงจึงมีอยู่ไม่หยุดไม่ถอย เป็นเพราะอะไร นี่ละคำว่าอวดดีอวดเด่น ก็คืออวดชั่ว อวดความลามกของตัวเองให้รู้เสีย มันออกไปกระทบกระเทือนผู้ใด นั่นแหละคือตัวอันธพาลมันออกไป ยกโทษคนนั้นๆ คนนั้นไม่ดีอย่างนั้น คนนี้ไม่ดีอย่างนี้ เจ้าของไม่ดีเท่าไรไม่ดู ถ้าหันสติเข้ามาปั๊บนี้มันจะรู้ทันทีเลย นี่มันเป็นตั้งแต่อย่างนั้น หาความสงบสุขจึงไม่ได้ พระท่านมุ่งดูตั้งแต่หัวใจท่าน ท่านไม่มีอะไรมีมากมีน้อย แต่ฝ่ายผู้หญิงอยู่ข้างในครัวมักเกิดเรื่องกันอยู่เสมอ เราผู้ปกครองฟังทั้งสองฝ่าย ฝ่ายนั้นเป็นฝ่ายผู้หญิง ฝ่ายนี้เป็นฝ่ายพระฝ่ายปฏิบัติ การปฏิบัติการแสดงออกต่างกันยังไงบ้าง ฝ่ายผู้ชายท่านเก็บความรู้สึก ฝ่ายพระท่านเก็บความรู้สึกไม่ได้มีอะไรกระทบกระเทือนกันง่ายๆ ผู้หญิงนี้มันปากเปราะปากบอน เอะอะออกแล้วๆ มีแต่เรื่องมาทะเลาะกัน ไม่ได้มาสั่งสมอรรถธรรม มาสั่งสมตั้งแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้ซึ่งกันและกัน และถือว่าตัววิเศษด้วยเอาไฟเผาหัวอกตนเองและเผาหัวอกคนอื่น นี่มันมาหากิเลสนะ ไม่ได้มาหาอรรถหาธรรม

ถ้าหาอรรถหาธรรมแล้วความดีความชั่วจะแสดงออกที่จิต สติมีอยู่ที่จิตจะรู้กันทันทีดับปั๊บๆๆ ถ้าลงสติควบคุมอยู่แล้วมันจะออกไปไหนมันจะรู้ทันที ถ้าไม่มีสติเป็นบ้าไปวันยังค่ำก็ไม่รู้ ได้นินทากาเล ได้เหยียบย่ำทำลายเขาด้วยวาทะของหมาบ้าแล้ววันนั้นเพลินทั้งวัน เป็นบ้าทั้งวันเพลินทั้งวันมันไม่รู้ตัวนะ ถ้ามีสติสตังแล้วไปเพลินหาอะไรกับใคร ใครก็มาปฏิบัติเพื่อแก้ไขดัดแปลงตัวเอง ถอดถอนกิเลสที่มีอยู่ในหัวใจของตนทุกคนๆ ลงตรงที่จิตนี้มันจะไม่ออกไปยุ่งนะ อยู่ที่ไหนจะสะดวกสบายไปหมด

เรื่องของใครเป็นของใคร เรื่องของเราเป็นของเรา เวลานี้เรามาชำระเรา เราไม่ได้มาชำระใคร มาชำระเราอบรมเราให้เป็นคนดี ดูตัวอันธพาลที่เป็นอยู่กับจิตนี้ซิ ตัวนี้ตัวอันธพาล พอตัวนี้สงบแล้วโลกนี้ว่างเปล่า พูดให้ชัดเจน โลกนี้ว่างเปล่าหมด จิตตัวเดียวนี้ละเป็นอันธพาลขวางโลกธาตุไปหมดเลย พอกิเลสที่เป็นตัวขวางโลกธาตุอยู่ภายในจิตขาดสะบั้นลงไปไม่มีอะไร โลกนี้ว่างเปล่า

อย่างพระพุทธเจ้าท่านสอนพระโมฆราช ถึงขั้นที่จะสอนอย่างนี้ท่านสอน เพราะผู้นี้จวนจะบรรลุธรรมแล้ว

สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ      โมฆราช สทา สโต

อตฺตานุทิฏฺฐึ อูหจฺจ            เอวํ มจฺจุตฺตโร สิยา

เอวํ โลกํ อเวกฺขนฺตํ            มจฺจุราชา น ปสฺสติ

ดูก่อนโมฆราช เธอจงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ ฟังซิสติทุกเมื่อ พิจารณาโลกให้เป็นของสูญเปล่าว่างเปล่า ถอนอัตตานุทิฏฐิความเห็นว่าเราว่าเขาซึ่งเป็นก้างขวางคอนั้นออกเสีย จะพึงพ้นจากพญามัจจุราชเสียได้ พญามัจจุราชจะตามไม่ถึงผู้พิจารณาโลกเป็นของสูญเปล่าแล้ว นั่นท่านว่าอย่างนั้น จิตใจของเรานี้มันขวางไปด้วยขวากด้วยหนามด้วยฟืนด้วยไฟ ไปที่ไหนจึงขวาง ขวางในตัวเองแล้วออกไปขวางคนอื่น แล้วต่างคนต่างมีฟืนมีไฟด้วยกันก็ขวางกันทั้งวัดทั้งวาหาความสงบไม่ได้ วัดหนึ่งๆ แทนที่จะมีธรรมเป็นเครื่องทำความสงบเลยกลายเป็นฟืนเป็นไฟมาเผากัน นี่ละคือมันไม่ได้ดูหัวใจตัวเป็นฟืนเป็นไฟ มันก็มีแต่ก่อฟืนก่อไฟไปเรื่อยๆ ให้พากันเอาไปพิจารณานะ

เราอกจะแตกแล้วอยู่ในวัดนี้นะ อย่าว่าธรรมดา แต่ไม่พูด เหมือนไม่รู้ไม่ชี้ จะว่าเก็บความรู้ไม่เก็บความรู้สึกเพราะเราเป็นอาจารย์ ใครดีใครชั่วยังไงเก็บมาบวกลบคูณหารดูเรียบร้อย เก็บไว้ๆๆ เหมือนตุ๊กตาไปไหน แต่หัวใจนี้ประมวลเหตุการณ์ต่างๆ ที่อยู่ในความดูแลของเราไว้อย่างเต็มที่ๆ เมื่อถึงเวลากาลที่ควรจะพูดยังไงจึงมาพูดดังที่ว่านี้แหละ มันอกจะแตกแล้วนะ ไปที่ไหนมันไม่ได้ระวัง จิตใจเก็บความรู้สึกไม่ได้ ไม่มีสติมันเก็บไม่ได้ละ ถ้าสติมีแล้วเก็บได้ทั้งนั้น นี่มันไม่มีสติ เพ่นพ่านๆ อยู่ด้วยกิเลสตัณหาลากไปๆ ลากไปนี้ชนคนนั้น ลากไปนั้นชนคนนี้ สุดท้ายก็เป็นโรงหมัดโรงมวยโรงฟืนโรงไฟเผาไหม้กันในวัดไม่เกิดประโยชน์อะไร ให้พากันจำเอา เอาละพอ

(กราบเรียนให้ทราบครับ รายการเครื่องอุปโภคบริโภค สำหรับหลวงตานำไปสงเคราะห์เวียงจันทน์ ประเทศลาว วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐

ข้าวสารเหนียว ๖,๐๐๐ ถุงๆ ละ ๑๒ กิโล ข้าวสารเจ้า ๒,๖๐๐ ถุงๆ ละ ๑๒ กิโล ปลากระป๋อง ๑,๐๐๐ กล่องๆ ละ ๑๐๐ กระป๋อง น้ำมันพืช ๑,๐๐๐ กล่องๆ ละ ๑ โหล น้ำปลา ๑,๐๐๐ กล่องๆ ละ ๑ โหล มาม่า ๒,๐๐๐ กล่อง ขนมปัง ๕๐๐ ปีบ ขนมตุ๊บตั๊บ ๕๐๐ กล่อง มุ้ง ๓,๐๐๐ หลัง เสื่อ ๓,๐๐๐ ผืน ผ้าขาวม้า ๓,๐๐๐ ผืน ผ้าขาว ๓๐๐ พับ ยาทัมใจ ๓๐๐ กล่อง ยาธาตุสี่ ๑,๐๐๐ ขวด เสื้อยืด ๑,๐๗๕ ตัว ทั้งหมด ๑๕ รายการ)

เอ้อ พอใจ ดูว่าเป็นพันๆ แล้วเราพอใจ เป็นหนึ่งๆ สองๆ ไม่พอใจ นี่ว่าเป็นพันๆ ขึ้นไปเราพอใจ ก็ทำอย่างนั้นซิทำแต่ละทีๆ (หลวงตาให้รถศรีวิไลไว้คันหนึ่ง ตอนนี้รถเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขามาอยู่นี้แล้วครับ) อันนี้ไม่ได้ขอละ ไปดูสภาพของรถ มีรถคันเดียวเราดูแล้วให้ทันทีเลย เอ้ามาเอา

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก