รุกขเทพรอฟังครูบาอาจารย์สนทนาธรรมะกัน
วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
  วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๐

รุกขเทพรอฟังครูบาอาจารย์สนทนาธรรมะกัน

         จากกรุงเทพไปนครนายก จากนครนายกก็ไปถ้ำสาริกา ที่ได้ไปทางนู้นบ่อยๆ ก็เกี่ยวกับพ่อแม่ครูจารย์มั่นอยู่ที่ถ้ำสาริกา ถ้ำสาริกาเป็นถ้ำที่พ่อแม่ครูจารย์มั่นจำพรรษาดูเหมือน ๓ พรรษาละมัง อย่างนั้นละท่านอยู่ ไปหาอยู่ซอกแซกซิกแซ็กที่โลกเขาไม่ปรารถนา ท่านไปอยู่ งูเหลือมกับท่านรู้สึกจะเป็นเหมือนว่าเป็นเพื่อนกันเลย คู่พึ่งเป็นพึ่งตายกัน งูเหลือมใหญ่ถ้ำสาริกา ท่านเล่าให้ฟังว่าท่านกำลังนั่งฉันจังหันอยู่นี้ งูเหลือมมันก็ออกมาข้างหลังท่าน ตอนฉันจังหันนะ งูเหลือมตามธรรมดามันไม่ออกเที่ยวกลางวัน แต่ที่ถ้ำสาริกามันไปได้ทุกเวลา เลื้อยมา ท่านนั่งอยู่นี่ พวกคนเขาตื่นเต้นกัน งูๆ งูเหลือมใหญ่ๆ ช่างหัวมันซิท่านว่า เราก็อยู่ของเรา เขาก็ไปของเขา เขาเลื้อยไปข้างหลังท่านนั่นแหละตอนจังหัน อย่างนั้นนะ สัตว์มันก็ยังรู้จักที่น่ากลัวไม่น่ากลัว

ถ้ำสาริกา ทราบว่าท่านจำพรรษาที่นั่น ๓ พรรษา เหมาะสมมากเชียว ท่านไปอยู่ที่ไหนเป็นอย่างนั้น โลกเขาไม่ปรารถนาแต่ท่านไปอยู่ ท่านไปได้ความแปลกประหลาดอัศจรรย์หลายอย่างนะอยู่ถ้ำสาริกา จิตรวมใหญ่เป็นครั้งแรกก็ถ้ำสาริกา กว่าจะขึ้นไปท่านถามทางที่จะขึ้นเขา พวกโยมแถวนั้นเขาห้ามไม่ให้ขึ้น ว่าถ้ำสาริกาพระตายได้ ๔ องค์แล้ว ท่านจะขึ้นไปทำไม เขาว่างั้น ท่านพูดถ่อมตนเสมอว่าจะขอขึ้นไป จนกระทั่งเขาว่า นี่ท่านจะตายเป็นองค์ที่ห้าหรือ

องค์ที่เท่าไรก็ไม่ว่าแหละ แต่ขอให้ขึ้นไปดูเสียก่อน น่าอยู่ก็อยู่ ไม่น่าอยู่ก็ลงเสีย ท่านว่า สุดท้ายเขาก็เลยต้องไปส่ง เพราะยังไงท่านก็จะขึ้นท่าเดียว เขาถามว่าท่านจะไปตายเป็นองค์ที่ห้าเหรอ องค์ที่เท่าไรก็ตาม ความเป็นกับความตายอยู่กับเราทุกคนนั่นแหละ ขอขึ้นไปดูเสียก่อน ขึ้นไปเลยท่านอยู่เสีย ๓ พรรษา ท่านไม่เห็นเป็นองค์ที่ห้า นั่นละที่ว่าผีใหญ่แบกตะบองมาจะฆ่า มาตีท่าน อยู่บนเขาลูกนั้น ภายหลังมาถวายตัวเป็นศิษย์ ภูเขาแถวนี้ บริเวณของผีใหญ่ตัวนี้ครอบหมด นครราชสีมา นครนายก เขาเป็นเจ้าอำนาจ เขาเป็นนายพวกผีทั้งหลาย

เวลาเข้ามาจะมาตีหลวงปู่มั่น เลยมาหมอบที่นั่นคืนนั้น ไม่มีอะไรชนะธรรมได้ ธรรมเลิศเลอ จะเข้ามาตีท่านก็เลยอบรมสั่งสอน เลยยอมรับกราบเป็นลูกศิษย์ ทีนี้ลูกศิษย์ลูกหาที่อยู่ในเขตโคราช นครนายกที่ไหนบริเวณนั้น เขาเป็นใหญ่ทั้งหมด เมื่อเขาเป็นลูกศิษย์แล้วผีทั้งหลายก็เป็นลูกศิษย์ทั้งหมด ท่านเล่าให้ฟังเองหลวงปู่มั่น

ความรู้ท่านพิสดารมาก เกี่ยวกับพวกเปรตพวกผี หลวงปู่มั่นเรา อันนี้คงจะเป็นลวดลายของโพธิสัตว์ที่จะเป็นพระพุทธเจ้าแหละติดมา ทีแรกท่านปรารถนาพุทธภูมิ ท่านจะขอเป็นพระพุทธเจ้า เวลาภาวนาจิตจะเข้าด้ายเข้าเข็มเมื่อไร สายโพธิญาณจะผ่านมา พอผ่านมาท่านก็เสียดายโพธิญาณที่จะเป็นพระพุทธเจ้า แล้วก็ถอยเสีย พอจิตจะเข้าด้ายเข้าเข็มทีไร สายโพธิญาณหากผ่านมา แต่ความต้องการจะพ้นทุกข์ยิ่งหนักเข้าๆ สุดท้ายก็ขอเปลี่ยนจากสายโพธิญาณไปเป็นสาวก พอเปลี่ยนแล้วจิตก็ผึงเลยท่านว่า อันนี้ยังไม่ได้รับลัทธพยากรณ์ คือยังไม่มีพระพุทธเจ้าองค์ใดทรงทำนาย ว่าผู้นี้จะได้เป็นพระพุทธเจ้าในครั้งนั้นกัปนั้นๆ ท่านยังไม่ได้รับลัทธพยากรณ์ จึงยังเปลี่ยนได้ ถ้าลงได้รับลัทธพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งองค์ใดแล้ว อย่างไรก็เปลี่ยนไม่ได้ แน่ๆ

ท่านเคยปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นความรู้แปลกๆ อันเป็นลวดลายของศาสดาจึงมีติดมา ถ้าเป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็จ้าเลย แม้เช่นนั้นก็ยังมีลวดลายติดมา ความรู้แปลกๆ ต่างๆ ท่านเห็นหมดนั่นแหละ อย่างผีใหญ่แบกตะบองใหญ่มาจะมาตีท่าน ท่านยกธรรมขึ้นรับ...หมอบเลย แล้วบอกหมดบรรดาผีแถวนั้น เขาเป็นนายผี เลยยอมรับหมดเลย ท่านเห็นกระทั่งผี สอนกระทั่งผี

ผู้เชี่ยวชาญๆ ทางเปรตทางผี เทวบุตรเทวดา หลวงปู่มั่นนี่เชี่ยวชาญมากทีเดียว รองลงมาก็ท่านอาจารย์ฝั้น เก่งนะ ตอนนั้นท่านขึ้นไปเราเตรียมแล้ว ธรรมดาครูบาอาจารย์องค์ใดที่เป็นลูกศิษย์ผู้ใหญ่ของท่านไปกราบเยี่ยมท่านที่หนองผือ เราจะจ้อตลอดเลย ครูบาอาจารย์องค์นี้ที่เป็นลูกศิษย์ของท่านๆ มาหาท่านแต่ละองค์ๆ ท่านจะปฏิบัติต่อท่านเหล่านี้อย่างไรบ้าง เราจะไม่หนีเลย ติดแนบ คอยสังเกตตลอด ไม่ซ้ำกันนะลูกศิษย์ลูกหาองค์นี้มาท่านปฏิสันถารต้อนรับอย่างหนึ่งๆ ทั้งกิริยาภายนอก ทั้งด้านอรรถธรรมภายในจะไม่เหมือนกัน

วันนั้นพอท่านขึ้นไปเราขึ้นไปอยู่ก่อนแล้ว ขึ้นไปท่านก็กราบลง พอกราบลงแล้วท่านยิ้มๆ เอ้อ มันหอมอะไรนา ท่านว่างั้นนะท่านอาจารย์ฝั้น เอ มันหอมอะไรนาแต่ไม่ใช่ธูป ท่านว่างั้น ทางนั้นตอบรับแล้ว เออ ใช่แล้ว นั่นเห็นไหม ท่านว่าใช่แล้ว แต่เรายังตาบอดอยู่ ท่านยิ้ม เอ๊ นี่มันหอมอะไรนาแต่ไม่ใช่หอมธูป ทางนั้นท่านตอบแล้ว เออ ใช่แล้ว เราก็จับเอาไว้ ได้โอกาสจะกราบเรียนถามท่าน

พอได้โอกาสก็กราบเรียนถามละที่นี่ ที่ท่านอาจารย์ฝั้นท่านกราบแล้วท่านยิ้มๆ ว่าหอมอะไรนาแต่ไม่ใช่หอมธูป นั่นหมายความว่ายังไง โอ๊ย พวกรุกขเทพมาเต็มอยู่นั่น จะมารอฟังเทศน์ครูบาอาจารย์สนทนาธรรมะกัน น่นท่านตอบ...หลวงปู่มั่นน่ะ ที่ท่านว่าใช่แล้วคือท่านรับกันแล้ว พวกรุกขเทพเต็มเลยแถวนั้น มาคอยฟังอรรถฟังธรรมท่าน ท่านตอบกันว่าใช่แล้ว ทางนี้ว่าหอมอะไรนาแต่ไม่ใช่หอมธูป..ท่านอาจารย์ฝั้น ทางนั้นว่า เออ ใช่แล้ว พอได้โอกาสจึงถามท่าน ท่านว่าพวกรุกขเทพมารอฟังเทศน์

พระอะไรที่ไปขวางพระพักตร์พระพุทธเจ้าอยู่นั้น เทวดาเขาดูถูก เขาล้อมอยู่นั้นเขาอยากเฝ้าพระพุทธเจ้า อยากเห็นพระพุทธเจ้า ทางนี้ยังเก้งก้างๆ อยู่ขวางหน้า ดูว่าเป็นพระอุปวาณะ จนท่านได้ไล่หนี พวกเทพเขาดูถูก เขายกโทษว่ามาขวางหน้าทำไม ไล่พระอุปวาณะนี้ออก พวกนั้นเขารอเฝ้าพระพุทธเจ้า อยากพบอยากเห็นอยากกราบไหว้ท่าน แต่พระอุปวาณะเก้งก้างๆ ขวางหน้าอยู่นั้น พระพุทธเจ้าไล่ออก ทางนี้เห็นแล้วพวกเทพ ทางพระอุปวาณะยังไม่ได้เรื่อง ต้องถูกขับไล่ออก ต่างกันอย่างนั้นละคนเรา

ท่านอาจารย์ชอบก็เก่งอยู่ ทางพวกเทวดาพวกเปรตพวกผี หลวงปู่ชอบเก่งอยู่นะ หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ฝั้นนี่เด่นมากอยู่ จากนั้นก็หลวงปู่ชอบ องค์เหล่านั้นท่านก็มีบ้างแต่ท่านไม่ค่อยพูด คือเป็นตามภูมินิสัยวาสนา แต่สำหรับท่านอาจารย์มั่นนี้ยกให้เลย เก่งมากรอบด้าน คิดดูซิท่านว่าท่านมาอยู่หนองผือนี้ พวกเทวดาทั้งหลายมาฟังเทศน์ไม่มาก ไม่เหมือนอยู่เชียงใหม่ เชียงใหม่นี่ต้อนรับแทบทุกคืน พวกเทพจากสวรรค์ ๖ ชั้นมา ท้าวมหาพรหมก็มา ท่านอยู่เชียงใหม่ แต่มาอยู่หนองผือนี้พวกเทพทั้งหลายไม่ค่อยมา นานๆ มาที มาเป็นกาลเป็นเวลา เช่น วันวิสาขบูชาหนึ่ง วันเข้าพรรษาหนึ่ง วันออกพรรษาหนึ่ง พวกเทพทั้งหลายจึงมา แต่อยู่เชียงใหม่ไม่เลือก

ท่านอยู่ในเขาลึกๆ ต้อนรับพวกเทพทั้งนั้น กลางคืนท่านไม่ได้ว่างท่านว่า ต้อนรับพวกเทพมาฟังเทศน์ท่าน ที่ท่านแสดงไว้ในตำราว่าประมาณ ๖ ทุ่ม แก้ปัญหาและเทศน์สอนเทวดา...พระพุทธเจ้านะ แต่เวลาท่านพูดท่านว่า อ๋อ นั่นท่านพูดเป็นส่วนกลางเอาไว้ ถ้าที่สงัดประมาณ ๔ ทุ่มมาแล้วท่านว่างั้น พวกเทพมาแล้ว คือสงัด เดี๋ยวนี้มันสุดวิสัยของพวกชาวพุทธเราที่จะรู้จะเห็นและเชื่อถือได้ แต่ไม่สุดวิสัยสำหรับท่านผู้ปฏิบัติ เพราะสิ่งที่จะรู้จะเห็นมันรับกันอยู่ตลอด ใครมีนิสัยสามารถปรับเข้าไปมันก็เห็นเลย เพราะสิ่งเหล่านี้มีอยู่ตลอด ถ้าไม่มีมันก็ไม่รู้ ไม่มีเครื่องรับ เหมือนอย่างเขารับวิทยุกันท่วโลกเดี๋ยวนี้ ถึงกันหมด แต่ก่อนก็ไม่เคยได้ยิน เดี๋ยวนี้ถึงกันหมดแล้ว เมื่อมีเครื่องรับกันก็ถึง ถ้าไม่มีเครื่องรับก็เหมือนไม่มี

แต่สิ่งเหล่านี้ท่านไม่ค่อยพูดกันนัก ต้องเป็นโอกาสที่ว่าเรื่องราวไปสัมผัสท่านถึงจะนำมาพูดบ้างเล็กน้อย ที่ท่านพูดอย่างจริงอย่างจังก็พวกสมาธิ ปัญญา วิชชา วิมุตติ ท่านพูดตั้งแต่เรื่องจิตตภาวนา จิตก้าวเข้าสู่ขั้นใดภูมิใด ท่านพูดแต่อย่างนี้สนทนาธรรมะกัน

วันนี้วันที่ ๒๑ ดูว่าวันที่ ๒๒ ฟ้าหญิงท่านจะเสด็จ ประทับค้างคืนหนึ่ง วันที่ ๒๓ ท่านก็เสด็จกลับ เราก็ไปเวียงจันทน์ ของเต็มศาลาแหละที่จะขนไปเวียงจันทน์ เมื่อเช้านี้เดินผ่านเห็นเต็ม ของเขาเอามาเต็มไปหมด สงเคราะห์โลกก็สงเคราะห์อย่างนั้นแหละจะว่าอะไร มีอะไรสงเคราะห์กันไปๆ เรานี่เรียกว่าแบหมดแล้ว เราไม่เอาอะไร มีแต่สงเคราะห์โลกทั้งนั้น ได้มามากน้อยเท่าไรเปิดตลอดเวลา ที่จะกำอย่างนี้ไม่มี เราเองเราบอกตรงๆ เราไม่มี ไปที่ไหนก็เพื่อสงเคราะห์โลกทั้งนั้น ธาตุขันธ์อันนี้เมื่อยังพอเป็นไปอยู่ก็ต้องอาศัยกันเป็นธรรมดา ตายไปแล้วก็ไม่ได้อาศัยคนอื่น อาศัยบุญกรรมของตัวเอง

ใครสร้างบุญสร้างกรรมไว้มากน้อย นี่ละจะเป็นที่พึ่งเป็นพึ่งตายของจิตดวงนี้ ได้ยึดได้เกาะอันนี้ละไป ถ้าเป็นฝ่ายชั่วก็ดึงลงๆ ถ้าเป็นฝ่ายดีก็ฉุดขึ้นๆ เพราะฉะนั้นนรกกับสวรรค์พรหมโลกนิพานจึงมีอยู่เหมือนกัน ทางนรกก็เป็นฝ่ายต่ำที่กิเลสฉุดลากลงไป ทำแต่ความชั่วช้าลามกตายแล้วก็ดิ่งลงเลย ผู้ที่ทำความดีก็ทำแต่ความดี ตายแล้วบุญกุศลก็ฉุดขึ้นเลย เมื่อถึงที่สุดคือนิพพานก็ขาดสะบั้นไปเลยไม่มีอะไรเหลือ

นิพพานเป็นสิ่งที่สุดวิสัย แม้ที่สุดชาวมนุษย์เราชาวพุทธก็ไม่มีใครจะเชื่อ ไม่อยากเชื่อ ว่านิพพานว่าความพ้นทุกข์เป็นสิ่งที่สุดวิสัยไปหมด แต่ท่านผู้ปฏิบัติธรรมท่านกระหยิ่มยิ้มย่อง คว้าผิดคว้าถูก นิพพานเหมือนว่าอยู่ชั่วเอื้อมๆๆ กับผู้ปฏิบัติ มันเกี่ยวโยงถึงกัน มันดึงดูดถึงกัน เพราะฉะนั้นเวลาท่านประกอบความเพียร ถึงขั้นนิพพานอยู่ชั่วเอื้อมๆ นี้ เรียกว่าเป็นความเพียรอัตโนมัติ ความเพียรอัตโนมัตินี้จะหมุนตัวไปเอง แก้กิเลสแก้ไปเอง

แต่ก่อนกิเลสผูกมัดสัตว์โลก มันผูกมัดโดยอัตโนมัติของมัน ทุกตัวสัตว์ เอะอะกิเลสจะจูงๆ ทีนี้เวลาธรรมแก่กล้าด้วยการประพฤติปฏิบัติบำเพ็ญมาแล้ว ทีนี้ธรรมจะแก้นะแก้กิเลส พอถึงขั้นอัตโนมัติแล้วที่นี่แก้กิเลสเองไม่ต้องบังคับ ธรรมแก้กิเลสฆ่ากิเลสจะหมุนไปเองอย่างเดียวกัน จนกระทั่งกิเลสขาดสะบั้นหมดแล้วก็ยุติเอง ให้พากันจำเอา เราพูดตรงๆ เราถอดออกจากหัวใจเรามาพูดนะ เราไม่ได้โอ้ได้อวด ปฏิบัติธรรมธรรมเป็นของจริง ผู้ปฏิบัติจริงทำไมจะไม่รู้จริง ถ้าอย่างนั้นธรรมพระพุทธเจ้าก็เป็นโมฆะสอนโลกไม่เกิดประโยชน์ซิ นี่บรรดาสัตว์ทั้งหลายได้พ้นจากทุกข์เพราะธรรมพระพุทธเจ้ามีจำนวนมากขนาดไหน เมื่อเชื่อแล้วทำลงไป มันหากรู้ในตัวเองๆ

เวลากิเลสฉุดลาก ไปที่ไหนมีแต่กิเลสฉุดลากๆ ตะเกียกตะกายบึกบึนไปหลายครั้งหลายหน นานเข้าๆ ธรรมมีกำลังธรรมก็ค่อยฉุดลากละที่นี่ ต่อจากนั้นไปธรรมมีกำลังมากแล้วธรรมฆ่ากิเลสโดยอัตโนมัติ เคยได้ยินไหมคำนี้ เอ้า พูดเสียให้มันชัดถอดออกมาจากหัวใจมาพูดนะ เวลาธรรมมีกำลังมากแล้วแก้กิเลสโดยอัตโนมัติ ฆ่ากิเลสโดยอัตโนมัติ อยู่ที่ไหนฆ่าตลอด เหมือนกิเลสทำลายสัตว์โลกโดยอัตโนมัติของมัน พอธรรมมีกำลังแก่กล้าแล้วทีนี้ฆ่ากิเลสเป็นอัตโนมัติ อยู่ที่ไหนก็ตามจะเป็นเรื่องแก้กิเลสทั้งนั้น

ตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสสัมพันธ์กับอะไรเพื่อแก้กิเลสทั้งหมด อยู่เฉยๆ ก็แก้ จนกระทั่งกิเลสขาดสะบั้นลงไปหมดแล้วยุติเอง ธรรมจักรที่หมุนตลอด หมุนแก้กิเลสตลอดเป็นอัตโนมัติไม่มีใครบอก บางทีได้รั้งเอาไว้มันพิลึกพิลั่น มันดูดมันดื่ม ดูดดื่มที่จะพ้นจากทุกข์ ให้หลุดพ้นอย่างรวดเร็ว นั่นละความเพียรเป็นอัตโนมัติ อย่างที่ท่านแสดงไว้ว่า พระโสณะท่านประกอบความเพียรจนฝ่าเท้าแตก เราเห็นในตำรา แต่เราก็ฟังเป็นธรรมดา จะว่าเชื่อก็ยังไม่ใช่ ไม่เชื่อก็ไม่แน่ใจ เวลาปฏิบัติไปๆ ถึงขั้นมันรับกันแล้วไม่ต้องบอกก็เชื่อเอง ที่ว่าพระโสณะท่านประกอบความเพียรเดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตก

คือฝ่าเท้านี่มันหนา หนังหนา ทีนี้เดินไม่หยุดไม่ถอยก็ค่อยบางเข้าไปๆ ทะลุถึงเนื้อ นั่นเรียกว่าฝ่าเท้าแตก ไม่ใช่มันแตกอย่างนี้นะ มันทะลุเข้าไป บางเข้าไปๆๆ แล้วก็ถึงเนื้อ พอถึงเนื้อแล้วก็เรียกว่าฝ่าเท้าแตก เอายันกันเลยที่นี่ เราก็ไม่เคยคิด แต่ว่าเรามาเป็นในเราแล้ว เป็นอย่างนั้นนะ ถ้าลงได้เข้าทางจงกรมแล้วไม่รู้จักเวลาออก จนกระทั่งก้าวขาไม่ออก มันเดินเสียจนกระทั่งก้าวขาไม่ออกหมดกำลัง เอ้อ เอาละหยุด ไม่หยุดยังไงมันไปไม่ได้ นั่นละเป็นเวลาหยุดเดินจงกรม จิตมันไม่ได้ออกไปนี่ มันจะหมุนอยู่ภายในฆ่ากิเลส กิเลสอยู่ภายในใจ ธรรมะอยู่ภายในใจฟัดกันอยู่ภายในใจ

เดินจงกรมนี่ตามืดนะ เวลาเดินจงกรมไปเดินไปนี่ตามองไม่เห็น คือจิตไม่ออกมันหมุนอยู่ภายใน เดินซุ่มซ่ามๆ เข้าป่า มีแต่เดินไปเฉยๆ ทางจิตกับกิเลสมันหมุนกันตลอด ฟังให้ชัดเสีย นี่ถอดออกมาจากหัวใจมาพูด เวลาเดินจงกรมคนเขาไปเห็นเขาจะว่าบ้าละ คือมันไม่สนใจกับร่างกาย ความเคลื่อนไหวร่างกายไปยังไงไม่สนใจ มันสนใจอยู่เฉพาะระหว่างกิเลสกับจิตฟัดกันอยู่ภายในใจนั่น มันหมุนตลอด ทีนี้ตามืดมัวมองไม่เห็น คือจิตเข้าข้างในแล้วตาก็ฝ้าฟางไป ทีนี้เดินซุ่มซ่ามเข้าในป่า เอ้า ป่า ถอยออกมา เดินซุ่มซ่ามแล้วเข้าป่าอีก คือจิตไม่ออก มันหมุนอยู่ภายใน

นั่นละที่ว่าฝ่าเท้าแตก ถ้าลงได้เข้าทางจงกรมแล้วไม่รู้จักออก จนกระทั่งก้าวขาไม่ออกนั่นละเป็นเครื่องตัดสินกัน มันเหนื่อยพอแล้วก็หยุดสักทีหนึ่ง นี่ละพระโสณะท่านว่าประกอบความเพียรจนฝ่าเท้าแตกเชื่อทันทีเลย เพราะถ้าลงได้เดินจงกรมแล้วมันไม่หยุด จิตหมุนอยู่ภายในตลอด ไม่สนใจกับเช้าสายบ่ายเย็นอะไร ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าไม่สนใจ จนกระทั่งก้าวขาไม่ออกก็รู้ว่าเหนื่อยแล้ว ทีนี้วันนี้ก็เดินกลางคืนก็เดินกลางวันก็เดิน หลายวันหลายคืนมันจะไม่แตกได้ยังไง มันบางเข้าไปๆ

อันนี้ก็เราทำแล้ว แน่ะ มันเชื่อทันทีนะ ให้มันเป็นกับตัวเองมันเชื่อ ถ้าไม่เป็นกับตัวเองไม่เชื่อ นี่เป็นแล้ว ต้องขออภัย ได้ดูฝ่าเท้านะเวลาหยุด มันเหนื่อยเต็มที่แล้วก็มานั่งมาฉันน้ำ ออกร้อนเหมือนไฟลน เอ๊ เป็นยังไงฝ่าเท้ามันแตกหรือ มองดูก็ไม่แตก แต่เอามือลูบคลำอย่างนี้ โอ๊ย เสียว เสียวเจ็บมันกำลังจะทะลุ เท่านี้ก็เป็นพยานแล้ว ฝ่าเท้าเราไม่แตก แต่ถ้ากิเลสไม่แตกมันจะแตกแน่ๆ นี่กิเลสแตกเสียก่อนฝ่าเท้าก็ฟื้นขึ้นมา ท่านเอากระทั่งฝ่าเท้าแตกกิเลสยังไม่แตก อันนี้กิเลสแตกฝ่าเท้ายังไม่แตก แต่เป็นพยานกันที่ว่า มาลูบอย่างนี้มันเสียวหมด ฝ่าเท้ามันบางพอแล้ว บางที่สุด จากนั้นก็ทะลุถึงเนื้อ พอถึงเนื้อแล้วเขาเรียกว่าฝ่าเท้าแตก นี้ยังไม่ทะลุ พอลูบคลำอย่างนี้เสียวเจ็บ กำลังจะแตก นี่คือความเพียรอัตโนมัติ ถ้าลงได้เดินจงกรมแล้วไม่รู้จักหยุดจนก้าวขาไม่ออก นั่นละตัดสินกันตรงนั้น ไปไม่ได้แล้วก็พักเสียก่อน

นี่ละอำนาจของความเพียรอำนาจของธรรมถ้าลงได้ลากและจูง ได้ฆ่ากิเลสแล้วไม่มีถอยเหมือนกัน เวลากิเลสมีอำนาจมันบีบหัวใจสัตว์โลกก็เหมือนกัน เป็นไปทางกิเลสทั้งหมด ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เอามาใช้เพื่อกิเลสทั้งหมด ทีนี้เวลาเข้าเป็นธรรมแล้ว ธรรมมีกำลังแก่กล้า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นเครื่องมือฟัดกิเลสทั้งนั้นฆ่ากิเลสทั้งหมด นั่น ให้มันเห็นในเจ้าของมันก็หายสงสัยเอง ถ้าไม่รู้ไม่เห็นแล้วสงสัยอยู่นั้นแหละ อย่างที่เราอ่านพระนิพพาน พระพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัสรู้พระนิพพาน ทรงแสดงเรื่องพระนิพพานออกมา ไอ้เรามีแต่หูหนวกตาบอดไปอ่าน นิพพานนั้นมีพระพุทธเจ้าสอนไว้ แต่ไอ้ตาบอดนี้มันมีหรือไม่มีนา ดีไม่ดีไม่มีไม่เชื่อ นั่นเห็นไหม บทเวลามันเปิดขึ้นแล้วมีมาตั้งแต่เมื่อไร นั่น มันเปิดขึ้นหัวใจมันก็ยอมรับพระพุทธเจ้า ถ้ายังไม่เปิดไม่ยอมรับ

ธรรมะพระพุทธเจ้าสดๆ ร้อนๆ ขอให้พี่น้องทั้งหลายปฏิบัติ  ไม่มีกาลสถานที่ เวล่ำเวลา ท่านว่า อกาลิโกๆ เป็นได้ทั้งฝ่ายกิเลสและฝ่ายธรรม กิเลสทำให้เกิดเมื่อไรได้ทั้งนั้นเกิดได้ ธรรมจะทำให้เกิดให้มีได้ทั้งนั้น ท่านจึงเรียกว่า อกาลิโกๆ ไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลาใดมาทำลายความเพียรของเราเพื่อความดีงามได้ ทำชั่วก็ได้ชั่วตลอดไป ทำดีได้ดีตลอดไป พากันจดจำเอา เราก็ยิ่งแก่ลงไปทุกวันๆ แทนที่จะห่วงตัวเองเรื่องธาตุเรื่องขันธ์ เราพูดตรงๆ บอกเราไม่มี หมดโดยสิ้นเชิง แต่จิตมันอยู่กับโลก อยู่ด้วยความเมตตา เพราะฉะนั้นจึงไปโน้นไปนี้ ไปเพราะอะไร เพราะอำนาจความเมตตา มันหากดึงดูดเมตตา ไปที่นั่นไปที่นี่ช่วย เจ้าของไม่สนใจนะ เป็นตายไม่สนใจ

นี่ถ้าหากว่าไม่มีประโยชน์แก่โลกแล้วไปแล้วนะนี่ จะอยู่หาอะไร อยู่แบกธาตุแบกขันธ์ พาอยู่พากินพาขับพาถ่ายพาหลับพานอนเป็นทุกข์ขนาดไหน กิเลสสิ้นจากใจแล้วใจไม่มีทุกข์ แต่มาแบกธาตุขันธ์ที่เป็นกองทุกข์ รับผิดชอบอยู่นี้มันก็ทุกข์ สลัดปั๊วะเดียวไปเลย ทุกข์อะไร ขาดสะบั้นลงไปเลยทุกข์ไม่มี นั่น แต่ก็ทนเอา เพราะเห็นว่าน้ำหนักที่ช่วยโลกนี้เป็นประโยชน์ยังมีอยู่ในธาตุขันธ์อันนี้ เอ้า ทนไป ถ้าหากว่าธรรมดาแล้วเสมอกัน จากเสมอแล้วไปเสียดีกว่า แบกทำไมแบกธาตุขันธ์อันนี้ ท่านทั้งหลายพิจารณาซิ เมื่อมันเป็นอย่างนี้ไม่ต้องไปถามใครละ มันเป็นอยู่ในใจนี้ พระพุทธเจ้ากับใจดวงนี้เป็นอันเดียวกัน เพราะฉะนั้นจึงว่าท่านผู้ใดได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ขึ้นมาผางนี้ อยู่ท่ามกลางแห่งพระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลายทันทีเลย นั่น ไม่ได้ว่าก่อนว่าหลังนะ พอบรรลุธรรมปึ๋งเท่านั้นเป็นอันเดียวกันเลย ไม่ว่าใครมาก่อนใครมาหลัง

ฝนตกจากฟ้าลงมหาสมุทรทะเลหลวงเป็นน้ำมหาสมุทรเหมือนกันหมด ไม่มีฝนเม็ดไหนห่าไหนตกทีหลังจะตกก่อนตกหลังไม่มี เป็นแม่น้ำมหาสมุทรอย่างเดียวกัน นี่จิตเมื่อเข้าถึงขั้นบริสุทธิ์แล้วก็เหมือนกัน ผางเข้าไปเท่านั้น อยู่ท่ามกลางพระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลายโดยถ่ายเดียว ในขณะนั้นทันทีเลย พากันจดจำเอา นั่งภาวนาสติเป็นสำคัญ อย่าปล่อยสติ เรื่องสตินี้เป็นพื้นฐาน ขอให้ตั้งสติรู้อยู่กับจิต เช่นเราบริกรรมพุทโธให้รู้อยู่กับพุทโธ กิเลสจะเกิดไม่ได้ มันจะหนาแน่นขนาดไหนเกิดไม่ได้กิเลส สติครอบไว้หมดๆ

ทีนี้เวลาสติครอบไปทุกวันทุกเวลา จิตใจไม่มีอะไรรบกวนค่อยสงบลงๆ พอสงบแล้วความสะดวกสบายปรากฏขึ้นมา จิตมีความแน่นหนามั่นคงเท่าไรความสะดวกสบายยิ่งหนาขึ้น สติยิ่งดีๆ กิเลสหมอบลงๆ สติ สพฺพตฺถ ปตฺถิยา สติจำต้องปรารถนาในที่ทั้งปวง อย่างพระพุทธเจ้าสอนพระโมฆราชก็บอกเหมือนกัน สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ โมฆราช สทา สโต ดูก่อนโมฆราช เธอจงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ ฟังซิทุกเมื่อ พิจารณาโลกเป็นของสูญเปล่า ถอนอัตตานุทิฏฐิความเห็นว่าเราว่าเขาซึ่งเป็นก้างขวางคอออกเสีย จะพึงข้ามพ้นจากพญามัจจุราชเสียได้ นั่น ให้มีสติ

สำคัญอยู่ที่สติการประกอบความเพียร ถ้าสติไม่ดีความเพียรก็ไม่ดี สติขาดปั๊บความเพียรขาดปุ๊บ ถ้าสติยังติดแนบกันอยู่กิเลสจะเกิดไม่ได้ กิเลสจะหนาแน่นขนาดไหนเหนือสติไปไม่ได้ สติบีบบังคับ กิเลสมีอยู่ก็ไม่แสดงตัว ต่อไปสตินี้ก็หนาแน่นขึ้นๆ กิเลสค่อยหมอบลงๆ ความสงบร่มเย็นความแน่นหนามั่นคงของใจ ความสุขความเจริญจะแน่นหนาขึ้นภายในใจ จากนั้นปัญญาออกกระจ่างแจ้งไปเลย คำว่าปัญญาๆ พูดในแบบแผนในตำรับตำรา ถ้าเจ้าของไม่เห็นเองมันไม่ได้เชื่อสนิทใจละคนเรา พูดพระนิพพานก็นิพพานเถอะน่ะ ถ้าจิตยังไม่เป็น พอจิตเป็นผางเท่านั้นหมอบราบ พระพุทธเจ้านิพพานที่ไหน นั่น อยู่กับอันนี้เลย พระพุทธเจ้าองค์ใดก็ตาม พระสาวกอรหันต์องค์ไหนๆ.นิพพานที่ไหนน่ะ อยู่นี้เป็นอันเดียวกันแล้ว ไปนิพพานที่ไหน นั่น พากันจำเอานะ เอาละพูดเท่านั้นละเหนื่อย

(หมอสานิตย์และครอบครัว ๑,๐๐๐ บาทครับ) เอ้อ หมอสานิตย์ หมอมักจะหันเข้าสู่วัดสู่วาน้อยมากเราพูดจริงๆ มันอาจจะมีอันหนึ่งแฝงอยู่ในใจ คือหมอเรียนวิชาทางสรีระศาสตร์ ทางสรีระศาสตร์กับพระพุทธเจ้าวิชาไปแขนงเดียวกัน แต่วิชาสรีระศาสตร์ของหมอนี้เขาเพื่อความแก้โรคแก้ภัย ประสาทส่วนต่างๆ ร่างกายส่วนต่างๆ อันไหนๆ ส่วนไหนทำงานยังไงๆ พวกแพทย์เขาเรียนทางนี้ ส่วนพุทธศาสตร์เรียนเพื่อรู้กฎของมันโดยลำดับ ตั้งแต่อสุภะอสุภังป่าช้าผีดิบขึ้นไป ถึงกฎ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ปล่อยว่างพรึบหมดไป ต่างกันอย่างนี้ คนหนึ่งเรียนเพื่อแก้กิเลส พุทธศาสนาเรียนสรีระศาสตร์เพื่อแก้กิเลส ส่วนพวกหมอเขาเรียนนั้นเพื่อแก้โรคแก้ภัย ต่างกันอย่างนี้ แต่ทีนี้อาจจะทะนงตัวว่าเรียนสรีระศาสตร์คล้ายกับพุทธศาสนาแล้วก็ว่าสูงไปแล้ว อาจทะนงตัวก็ได้ที่ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับวัดกับวา ความจริงเป็นอย่างนี้ มันคนละโลก เรียนเท่าไรมากเท่าไรก็ตาม ก็เรียนเพื่อแก้โรคๆ ไม่ได้แก้กิเลส เหมือนเรียนสรีระศาสตร์ของธรรมนะ ต่างกันอย่างนี้

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก