มาเป็นในเราถึงรู้
วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
  วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๐

มาเป็นในเราถึงรู้

         (ไฟไหม้ศาลาวัดป่ากลางโนนภู่เจ้าค่ะ) เอ๊ โนนภู่นี่จะเป็นวัดที่นำพ่อแม่ครูจารย์ออกมาค้างที่น่นก่อนที่จะไปมรณภาพที่สกลนคร คือเอาท่านออกมาจากวัดหนองผือ หามมา ไม่ให้กระทบกระเทือน ท่านบอกตรงๆ ว่าเราจะไม่ตายที่หนองผือ ถ้าตายที่นี่จะลำบากลำบน ทำความฉิบหายวายปวงให้แก่สัตว์ไม่น้อย จะไปตายทางสกลนคร เขามีตลาดลาดเลเป็นบริเวณกว้างขวาง ติดต่อซื้อขายได้ ไม่ทำความฉิบหายแก่สัตว์ทั้งหลายมากเกินไป ท่านบอกตรงๆ เลย ถ้าตายที่นี่สัตว์แหลกหมดแถวนี้ ทางโน้นเขามีตลาด นั่นละจึงมาพักอยู่ที่วัดกลางโนนภู่ตั้ง ๙ วัน ๑๐ วัน

พอพูดถึงตอนนี้เราโมโหไม่ถอยนะ ไม่ทราบเป็นยังไงทุกวันนี้ยังโมโห ก็เราเป็นผู้ที่หมุนเหมือนกงจักรอยู่สำหรับพ่อแม่ครูจารย์อยู่ที่นั่น ครูบาอาจารย์จะมีจำนวนมากน้อย เราต้องเป็นแกนตลอดเวลา หมุนไม่มีเวลาหยุดเลย ท่านสั่งยังไงๆ สั่งกับเรานี่ แม้แต่ในมุ้ง มุ้งก็ท่านกับเราเท่านั้นอยู่ด้วยกัน พระเณรล้อมรอบ ขนาดนั้นละที่ใกล้ชิดติดพันกัน ทีนี้ท่านสั่งอะไรๆ เราเป็นคนรับ พอรับแล้วออกมากราบเรียนครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่ไปในงานนั้น องค์นั้นว่าอย่างนั้น องค์นี้ว่าอย่างนี้ เฉื่อยๆ ชาๆ

เรามันเป็นไฟร้อนจี๋รับออกมาจากท่าน มันยังไงกันนี่ คิดโมโหในใจ มันเป็นยังไงครูบาอาจารย์เหล่านี้น่ะ มันโง่หรือมันฉลาดน่ะ นู่นน่ะมันเป็นในใจนะ เราตัวเท่าหนูอดคิดไม่ได้นะเรื่องท่านสั่งเสียหรือท่านดุด่าอะไรด้วยเหตุผลทุกอย่างๆ ไม่ผิดพลาด แล้วผู้ฟังทำไมไปฟังเฉื่อยๆ ชาๆ อย่างนี้ โมโหให้ครูบาอาจารย์ทั้งหลายเหมือนกันนะ จะผิดก็ยอมรับว่าผิด แต่ผิดด้วยเจตนาต่อพ่อแม่ครูจารย์มั่นองค์เดียวเท่านั้นอย่างล้นพ้น

ไปหาองค์นั้นว่าอย่างนั้น ไปหาองค์นี้ว่าอย่างนี้ เราจะไปทำเอาเลยทีเดียวมันก็ข้ามกันใช่ไหมล่ะ ครูบาอาจารย์เป็นที่เคารพมีสูงมีต่ำ เราก็ต้องไปหาตามลำดับลำดา พอไปแล้วองค์นี้ว่าอย่างนี้ องค์นั้นว่าอย่างนั้น มันฟังไม่ได้นะ เราก็บอกเอาเรื่องราวออกจากท่านมาแล้วเถลไถลไปอย่างนั้น บางทีมันคิดอย่างนั้นมันโง่ขนาดไหนครูบาอาจารย์เหล่านี้ นู่นน่ะ ฟังซิมันเป็นจริงๆ นะ เท่านี้คิดไม่ได้มีเหรอ นู่นน่ะโมโห ยังโมโหย้อนหลังอยู่อีกเดี๋ยวนี้ จำได้กระทั่งหน้าครูบาอาจารย์ มันเป็นยังไง นู่นน่ะของเล่นเมื่อไร

พอพูดเรื่องนี้มันอดไม่ได้นะ ก็เราหมุนอยู่ตลอดเวลา แม้ที่สุดอยู่ในมุ้ง เวลากลางคืนอยู่ในมุ้งกับท่านสององค์เท่านั้นแหละ พระทั้งหลายท่านก็ล้อมอยู่ข้างนอก เราอยู่ในนั้นสององค์ มอบกายถวายตัว มอบทุกสิ่งทุกอย่างต่อพ่อแม่ครูจารย์ด้วยความเทิดทูนสุดยอดเลย ในชีวิตของเรามอบครูบาอาจารย์องค์นี้เป็นอันดับหนึ่งเลย เพราะธรรมทั้งหลายได้จากท่านทั้งนั้นๆ ๆ

ทีนี้เวลาจำเป็นเข้ามาเท่าไรๆ ท่านจำเป็นขนาดไหนเราก็หมุนตลอดเวลา คิดดูซิอยู่กับท่านเป็นวันเป็นคืน ส่วนมากเป็นกลางคืน ท่านเป็นวัณโรค แต่ก่อนวัณโรคแก้ไม่ตก ถ้าลงเป็นวัณโรคต้องตายถ่ายเดียว ยาแก้ไม่ตก เดี๋ยวนี้ก็มามะเร็ง มันก็ลักษณะอย่างเดียวกัน วัณโรคติดกันง่ายด้วย โอ้ ของง่ายๆ เมื่อไรกับพ่อแม่ครูจารย์มั่น จอมปราชญ์ฉลาดแหลมคม เวลาธาตุขันธ์จนตรอกจนมุม จะทำอะไรก็ทำไม่ได้ หัวใจสง่าจ้ารอบโลกธาตุนู่นน่ะ ของง่ายเหรอ  แต่ร่างกายเครื่องมือที่จะใช้มันใช้ไม่ได้ก็เหมือนตุ๊กตา ที่เราจะวิ่งตามความรู้ความเห็นของท่านนี้เราก็เป็นคนโง่อีกด้วยซี

พูดถึงเรื่องบ้านโนนภู่นี่แหละ พอจวนเข้ามาแล้วท่านบอกให้เร่งนะ ผมจวนแล้ว บอกเท่านั้นละ ผมจะไปตายสกลนคร ผมไม่ได้หวังจะมาตายที่นี่ ที่นี่คืนสุดท้าย โอ้ ท่านใส่ปัญหา ไอ้เรานี่เป็นไฟ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายก็ไปอยู่ที่แถวนั้นๆ แต่ไปในนามครูบาอาจารย์ทั้งหลายเท่านั้นซิ ผู้จะเป็นจะตายหมุนติ้วตลอดเวลาคือเรา เหตุการณ์อะไรออกไปจากท่านต้องฟัดหัวเราก่อน ตีหัวเราก่อน หัวเราแตกเราถึงจะกระจายออกไปหาครูบาอาจารย์ แล้วไปหาครูบาอาจารย์องค์นั้นท่านว่าอย่างนั้นๆๆ แล้วว่าอย่างไร องค์นั้นว่าอย่างนั้น องค์นี้ว่าอย่างนี้

เราฟังคำมาอย่างเด็ดอย่างขาดจากท่าน มาฟังมันเลอะๆ ไป เหมือนกับว่าละลายกะปิใส่น้ำทะเลไปหมด คำพูดนี้ไม่เกิดประโยชน์ เหมือนกะปิละลายใส่น้ำทะเล มันโมโหนะเรา พูดเดี๋ยวนี้ยังย้อนหลังโมโหอยู่ มันเป็นยังไงครูบาอาจารย์เหล่านี้น่ะ นู่นน่ะ มันอดคิดไม่ได้นะ ท่านบอกว่าอย่าให้ผมนอนนะ ท่านว่า นั่งหันหน้าไปสกลนคร ฟังซิท่านใส่ปัญหาหนักขนาดนั้นด้วย ตามหลักความจริงด้วย ถ้าหากว่านอน ธาตุขันธ์เป็นธาตุขันธ์ จิตเป็นจิต ถึงวาระของมันที่จะกำเริบเสิบสานมันไม่ได้นอนกับเราความเป็นความตายใช่ไหมล่ะ เวลามันจะเป็นจะตายขึ้นมาปุบปับในเวลานั้นแก้ไม่ตก

เทียบกันเหมือนนักมวย จะเป็นแชมป์ขนาดไหนก็แชมป์เถอะน่ะ เวลานอนหลับอยู่เขาเอาไม้ไปตีหัวมันตายทิ้งเปล่าๆ นักมวยใช่ไหม อันนี้ธาตุขันธ์ก็เหมือนกัน จิตใจก็อยู่ละ แต่เวลามันเป็นมาความเป็นความตายมันใส่ตูมเดียวเท่านั้นแก้ไม่ทัน ไปเลย เวลาท่านมีชีวิตอยู่ท่านไม่นอนๆ คือรั้งเอาไว้ สติปัญญามีรักษาขันธ์ที่อยู่ในกำลังวังชาของสติปัญญาของท่านที่จะรักษาหรือรั้งเอาไว้ได้ ท่านก็รั้งเอาไว้ ท่านจึงเร่งให้รีบไปนะ ให้รีบไปนะ

พอดีคืนสุดท้ายที่นี่เอานะ บอกไม่ให้นอน ท่านว่า นั่งให้หันหน้าไปทางสกล  คือนอนเวลาหลับตายในเวลานั้นก็ได้ ท่านจึงไม่ยอมนอน หันหน้าไปทางสกลใส่ปัญหา โอ้เราจะตายเราดีดเราดิ้น ไปหาครูบาอาจารย์องค์นั้นว่าอย่างนั้น องค์นี้ว่าอย่างนี้ โอ้ เดี๋ยวนี้มันยังโมโหย้อนหลังอยู่หาครูบาอาจารย์ จำได้จนกระทั่งหน้า เห็นไหมเด็ดไหมเวลาเด็ด เราเทิดทูนพ่อแม่ครูอาจารย์คอขาดขาดไปเลยกับพ่อแม่ครูจารย์มั่น เวลาเอาเรื่องของท่านออกไปมันทำไมไปเป็นอืดๆ อาดๆ เนือยๆ นายๆ อย่างนี้ โธ่ๆ พิลึกจริงๆ นะ

ตอนนี้ก็หนักมากเหมือนกันเรา กลางคืนตลอดรุ่งท่านไม่ได้หลับเราก็ไม่หลับ เราอยู่ในมุ้งตลอด สององค์เท่านั้นละ พระทั้งหลายท่านก็ดี ท่านก็ไม่ทะลึ่งแหละ พ่อแม่ครูจารย์เองท่านก็ไม่เคยถามหาใคร เวลาจำเป็นสาธุพูดเสียจริงๆ จะว่าโอ้ก็ตาม อวดก็ตาม เวลาท่านจะเคลิ้มหลับไปบ้าง ทางจงกรมเราอยู่ข้างๆ ไปเปลี่ยนอิริยาบถสักหน่อยเสียก่อนนะ สั่งพระ ให้พระองค์ที่พอเป็นไปได้ พอถูพอไถเข้าไปอยู่ในมุ้งท่านแทนเวลาท่านหลับ ผมเดินจงกรมอยู่ทางจงกรมนั้น บอกอย่างนี้นะ ตามธรรมดาใครจะไปรู้ได้กับเราเดินจงกรม

พูดอย่างนี้ก็ไปคิดถึงบ้านหนองผือ เราไปถางทางจงกรมไว้ลึกๆ นู่นน่ะ จะไม่ใครเห็นเดินจงกรมกลางวัน ทีนี้มีพระหรือเณรเดินซุ่มซ่ามๆ เข้าไปหาทางจงกรมเหมือนกัน ซุ่มซ่าม ๆ ไป โผล่ไปโดนเรา มาทำไม โอ๋ย ป่าเลิกเลย เราจะไปทำให้ใครทราบได้ยังไงเมื่อเป็นเช่นนั้นใช่ไหมล่ะ นี่ต้องบอก พอลืมตาขึ้นมาท่านมหาไปไหน ท่านจะให้ใครเปลี่ยนใครอะไรไม่มีนะ เราก็ไม่เคยสนใจที่จะเปลี่ยนตัวออกไปให้คนอื่นไปทำหน้าที่แทน โง่ฉลาดขอมอบถวายท่านเลย ว่าอย่างนั้น ท่านก็ไม่เคยถามถึงใคร เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าอะไร เอ้อ ท่านมหาเหนื่อยให้คนอื่นมาเปลี่ยนบ้างไม่เคยได้ยินเลย เราก็ไม่เคยสนใจจะเอาใครมาเปลี่ยน ถึงขนาดนั้นละ

พอท่านหลับงีบไปบ้างนิดหน่อย พอลืมตาขึ้นมาท่านมหาไปไหน จะถามหาใครก็ไม่ถาม พูดให้มันชัดเจนนี่น่ะ ก็เราปฏิบัติมาอย่างนั้น บรรดาพระทั้งหลายที่เคยอยู่ด้วยกันปฏิเสธไม่ได้เลย ยอมรับทันที เราดีดหมุนอยู่เหมือนธรรมจักร อยู่ในวัดในวากับพระกับเณร โอ้ ของง่ายเมื่อไร ยิ่งเวลาท่านป่วยด้วยแล้วนี่โหพิลึกนะเรา พอถึงคืนวันนั้นละ ทีนี้จะเอานอนไม่ได้นะ แต่ท่านไม่แย็บออกมา เวลามาเป็นในเราเราถึงรู้

พอท่านบอกว่าอย่าให้ผมนอน ท่านบอกอย่าให้ผมนอน คือถ้านอนแล้วตายเวลานั้น เหมือนนักมวยแชมเปี้ยนนอนหลับนั่นละ เขาไปตีหัวทีเดียว การนอนหลับเป็นสภาพอันหนึ่ง การตายเป็นสภาพอันหนึ่ง มันไว้หน้าใคร พอถึงกาลเวลาของมันไปเลย ท่านถึงไม่ยอมนอน เมื่อไม่ยอมนอนอย่างนั้นสติปัญญาของท่านรักษารอบคอบ ยังไปไม่ได้ ถ้าท่านจะรั้งไว้อยู่ท่านก็รั้งเต็มสติกำลังของท่าน ไม่ปล่อยให้มันตายเอาเฉยๆ ใช่ไหมล่ะ คืนนั้นท่านไม่นอน

ครูบาอาจารย์ไม่น้อยนะอยู่ที่นั่น เลยอดคิดไม่ได้นะเรา มันไปขวางหูขวางตา ว่าอย่างนั้นเลย มีแต่ชื่อมีแต่อายุพรรษาเฉยๆ การประพฤติปฏิบัติความเฉลียวฉลาดต่อครูบาอาจารย์มันสู้พระเด็กเล็กเด็กน้อยติดอยู่กับท่านไม่ได้นี่นะ ไปอยู่ข้างนอกเฉยๆ ครั้นเวลาไปถามเรื่องราวแล้วไม่ได้เรื่องได้ราว มันโมโหนะเรา เดี๋ยวนี้ยังย้อนโมโหอยู่เข้าใจไหม ไม่คุยนะ เอาจริงเอาจังทุกอย่าง กับพ่อแม่ครูจารย์ด้วยแล้วจริงมากทีเดียว แล้วก็เหมาะสมกันด้วย เวลาท่านงีบหลับไปปั๊บก็ออก ผมเดินจงกรมอยู่ตรงนี้ มันเป็นป่า จะไปเดินจงกรมอยู่นี้นะ เวลาท่านตื่นนอนแล้วให้รีบไปบอกผม พอท่านลืมตาขึ้นมาท่านมหาไปไหน นั่นขึ้นแล้ว พระทั้งวัดไม่ได้ถามหา พูดให้มันชัดเจน ก็เป็นอย่างนั้นนี่ ท่านมหาไปไหน แน่ะ

แม้แต่อยู่ในวัดหนองผือท่านก็ยังถาม เราสะดุดใจกึ๊ก ก็อยู่ด้วยกันธรรมดา จะไปไหนมาไหนกราบลาท่านเรียบร้อย เป็นที่ลงใจทั้งสองฝ่ายเรียบร้อยแล้วเราถึงจะไปด้วยมารยาทอันดีงามทุกเวล่ำเวลา ตอนบ่ายๆ พระเณรขึ้นไปหาท่าน เราเดินจงกรมอยู่ในป่าแหละ ถ้าขึ้นก็จะขึ้นของเราไปเอง บทเวลาท่านจะพูดมันน่าคิดไหมล่ะ พระเณรขึ้นไปหา ท่านมหาไปไหน ก็ไม่ได้เหตุได้ผลอะไรเลย ท่านมหาไปไหน ก็อยู่ในวัดกับท่านนั่นแหละ ถ้าจะไปไหนมาไหนต้องกราบลาท่านเรียบร้อยก่อนถึงจะไป นี่ก็อยู่ในวัดนั่นแหละ เวลาพระเณรขึ้นไปหาท่านตอนบ่ายๆ ท่านมหาไปไหน ท่านอยู่ในวัดนี่แหละ เท่านั้นละถาม มันหากมีปัญหาอันหนึ่งในใจของท่านแหละ

พอถึงคืนวันนั้นให้เร่งๆ ถ้าท่านแย็บออกนิดหนึ่งนะ มันเป็นในเราแล้วที่จะได้เหตุนี้ออกมา ท่านบอกให้รีบเอาผมไปๆ ผมรั้งเอาไว้นะ เท่านั้น คือถ้าท่านแย็บออกมาว่าผมรั้งเอาไว้นะ เท่านั้นละวัดบ้านภู่แตกเลยเราจะพาเอาไปแต่คืนนั้น แต่นี้ท่านไม่ได้พูดออกมา แต่เวลามาเป็นในเราเราถึงรู้ โรคหัวใจ พอมันเป็นรั้งเอาไว้ไม่อย่างนั้นตายนานแล้ว เราถึงได้เหตุอันนี้ไปเกี่ยวข้องกับครูบาอาจารย์ ถ้าไม่สุดวิสัยแล้วรั้งได้ๆ เราเป็นโรคหัวใจหลายหนแล้วนะ มันจะออก มันดัน รู้ชัดๆ ขนาดนั้นละ ร่างกายหมดสภาพจิตก็จะออกแล้ว ถ้ามันควรรั้งไว้ได้รั้งเอาไว้ ยังไม่ให้ออกรั้งเอาไว้ สักเดี๋ยวก็ค่อยสงบลงๆ ค่อยเบาไป หลายครั้งนะเรา

จึงได้เอาเหตุนี้ไปคิดถึงเรื่องพ่อแม่ครูจารย์มั่น ถ้าท่านบอกว่าผมรั้งเอาไว้นะเท่านั้นกลางคืนก็ตามวัดบ้านภู่แตกเลย ไม่ฟังเสียงใครทั้งนั้นที่นี่ เราจะเอาไปกลางคืนเลย แต่นี่ท่านไม่พูด มาเป็นกับเราถึงได้เป็นสักขีพยาน ขอให้เป็นกับหัวใจเถอะน่ะ มันค้านกันไม่ได้ละ ถ้าท่านแย็บออกมานี่ผมรั้งเอาไว้นะเท่านั้น ก็เวลานั้นท่านรั้ง ท่านไม่บอกเฉยๆ เราไม่รู้ แต่เวลาเป็นในเราเราถึงรู้ เรารั้งๆ ไม่อย่างนั้นไปแล้ว รั้งกันระหว่างขันธ์กับจิต มันจะพรากจากกัน บังคับเอาไว้ยังไม่ให้ออกเมื่อยังไม่สุดวิสัย ถ้าสุดวิสัยแล้วแม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยังนิพพาน เดี๋ยวนี้ยังไม่สุดวิสัย ควรรั้งรั้ง

ให้เป็นในหัวใจเถอะน่ะใครก็ตามไม่ได้ถามใครละ ไม่มีศาสดาองค์ใดไม่มีสาวกองค์ใดจะสงสัยกันในธรรมทั้งหลาย คือความบริสุทธิ์ที่เข้าถึงใจแล้วไม่ว่าพระพุทธเจ้าว่าพระอรหันต์องค์ใดๆ ก็ตาม ผางเข้าไปเท่านั้นเป็นอันเดียวกันหมด แล้วจะไปสงสัยกับอะไร นั่น ไม่อย่างนั้นจะว่าเป็นธรรมเป็นของจริงหรือ สนฺทิฏฺฐิโก รู้เองในผลแห่งงานของตัวที่ปฏิบัติมามากน้อยจนกระทั่งถึงที่สุดก็รู้เองเป็น สนฺทิฏฺฐิโก ท่านจะไปถามใคร

บวชมาในศาสนาคราวนี้ได้ชัดเจนเรื่องพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่เลิศเลอสุดยอดแล้ว เราเอาคอขาดเข้าว่าเลย จะว่ายกยอศาสนาพระพุทธเจ้าแล้วไปเหยียบย่ำทำลายศาสนาอื่นใดเราไม่เหยียบ ศาสนาพระพุทธเจ้าคือพ่อของเราโดยแท้ตามเหตุตามผลสายธรรมที่แสดงออกมานี้ไม่มีผิด จึงเรียกว่า สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม ท่านตรัสไว้ชอบแล้ว ชอบหมดในขั้นของธรรมตลอดถึงนิพพาน ไม่มีที่ผิดที่พลาด

พิสูจน์กันด้วยภาคปฏิบัติซี พิสูจน์งูๆปลาๆ ไปอ่านตามตำรับตำรา ดีไม่ดีอาจไม่สนใจเป็นหนอนแทะกระดาษ ไม่เกิดประโยชน์อะไร เรียนหนังสือธรรมะกับเรียนวิชาทางโลกเขาถ้าไม่สนใจก็เป็นแบบเดียวกัน เรียนธรรมก็ไม่เป็นธรรม เป็นกิเลส สำคัญตนว่าเรียนได้ชั้นนั้นชั้นนี้ นั่นซีมันเป็นกิเลสไปแล้ว ถ้าเรียนเพื่อปฏิบัติ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ถ้าเรียนเพื่อปฏิบัติ เอาเรียนแล้วปฏิบัติ แบบแปลนท่านว่าอย่างไรทำตามแปลน นั่นภาคปฏิบัติ ผลงานก็ปรากฏขึ้นมาตั้งแต่เขาทำบ้านทำเรือน ขุดดินวางเสามองไปเห็นเป็นปฏิเวธ รู้ผลของงานเป็นลำดับลำดา

พอปฏิบัติจิตมีความสงบอย่างไรๆ อาการของจิตแสดงอย่างไรจะรู้ขึ้นมาๆ เป็นปฏิเวธ รู้แจ้งผลงานของตนเป็นลำดับ แต่เรียนเฉยๆ ไม่เกิดประโยชน์ เรียนให้คัมภีร์แตกก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร พูดให้มันชัดเจนเราจวนจะตายแล้ว เราไม่เคยกล้าเคยกลัวกับใครในโลกอันนี้ กราบแต่ธรรมอย่างเดียวเท่านั้น ใครจะเอาปากอมขี้มาอวดเราอย่ามาอวด ว่าอย่างนั้นเลย เรากราบแต่พระพุทธเจ้าอย่างเดียว หัวใจมันมีแต่ขี้ มันไม่มีความสะอาดเป็นของอัศจรรย์อยู่ภายในใจเหมือนพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ท่าน ถ้าพูดของดีมามันไม่ยอมเชื่อ ถ้าพูดเรื่องส้วมเรื่องถานพันกันวันยังค่ำก็ได้ นั่น เพราะจิตใจมันต่ำมันก็เข้ากันได้กับสิ่งต่ำทรามทั้งหลายได้เร็ว แต่ใจที่สูงแล้วไม่ยอมลง ตายก็ตายทิ้งเปล่าๆ

พุทธศาสนานี่เลิศเลอสุดยอดแล้วนะ พี่น้องทั้งหลายให้ปฏิบัติ เราหายสงสัยเรื่องการปฏิบัติพุทธศาสนา เริ่มต้นตั้งแต่ออกปฏิบัติพรรษา ๗ พรรษา ๗ ได้เปรียญ เพราะเรียนนี่ตั้งใจว่าจะเรียนเพื่อรู้ได้เป็นปากเป็นทาง เพียงแค่ ๓ ประโยคพอแล้ว ว่างั้นนะ ในใจเจ้าของคิดเอาไว้ ลงถึงเปรียญ ๓ ประโยคแล้วรู้พอเป็นปากเป็นทางทางปริยัติ เอ้า ออกเลย พอเรียนได้ ๓ ประโยคแล้วใบไม้เหลืองไปหมด อยู่ไม่ได้นะ คือเราเป็นนิสัยอย่างนั้น ถ้าว่าอะไรเป็นอันนั้นเลย ขาดสะบั้นไปเลย นี่ตั้งใจจะออกแล้วจะมารั้งให้อยู่ได้ยังไง ไม่อยู่ อยู่ไม่ได้ตายเลย ให้ตายเสียเลยนู่นน่ะ ฟังซิน่ะ

ครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านก็มีความเมตตาสงสารไปทางหนึ่ง ท่านยังไม่ให้ออก ให้ได้ ๖ ประโยคเสียก่อนจึงออก เพราะท่านได้ยินจากเพื่อนฝูงที่เราพูดให้ฟัง นี่พอเรียนจบ ๓ ประโยคนี้ผมจะออกปฏิบัติก็ว่างั้น พอท่านได้ยินเข้าท่านเรียกไปถามละซิ ไหนได้ยินว่าอย่างนั้น เราก็ไม่โต้ไม่ตอบอะไร มีแต่ยิ้มๆ นั่นละ ไหนว่ามหาบัวได้เรียนจบ ๓ ประโยคนี้จะออกปฏิบัติใช่ไหม เราก็ไม่ตอบ อย่าด่วนออก แน่ะท่านตัดสินเลย ได้ ๖ ประโยคก่อนค่อยออก

แต่พอได้ ๓ ประโยคผาง..เผอิญเป็นเวลาที่เราจะออก อยู่วัดบรมนิวาส ก็พอดีอาจารย์ของเรานี้ท่านไปต่างจังหวัดละซิมันเหมาะสม พอเข้าไปหาเจ้าคุณสมเด็จมหาวีรวงศ์ ติสโส อ้วน วัดบรมนิวาส เข้าไปลาท่าน เอ้อ ไปก็ไป อู๊ย ถ้าหากว่าองค์นั้นยังอยู่ โหย ไม่ได้นะ นี่ก็สมเด็จเหมือนกัน มหาวีรวงศ์ของเรา นี่ละท่านเมตตามากรักมาก ติดตามเราจะเอาเรากลับ พรรษา ๑๖ มาเผาพ่อแม่ครูจารย์มั่นแล้ว ท่านยังจะเอากลับ ทั้งขู่ทั้งเข็ญทั้งจะเอากลับไปกรุงเทพ ก็มีเจ้าคุณศรีวรคุณช่วยที่ว่าละ พ้นได้รอดได้ นั่นละออกเลยเทียวไม่รอ พอพรรษา ๗ ได้เปรียญ ๓ ประโยคออกเลย ไม่สอนใคร นักธรรมก็ไม่สอน ตรี โท เอก ไม่สอน บาลีไม่สอน สอนเจ้าของทั้งหมดเลย ตั้งแต่เรียนมาไม่สอนใครนะ ไม่ว่านักธรรมบาลีอะไรไม่สอน

ตามธรรมดากฎของวัดเขามี พอได้ขั้นนั้นๆ แล้วควรจะเป็นอาจารย์เป็นครูสอนนักเรียน ชั้นนั้นๆ ให้สอนๆ แต่เรามันพอดีคาราคาซัง เพราะไปอยู่วัดบรมนิวาสก็ยังไม่ได้เป็นสำนักไหนนี่ใช่ไหมล่ะ มันมีทางเล็ดลอดออกได้ ผึงออกตอนนั้น สมเด็จก็คือสมเด็จมหาวีรวงศ์นี้ท่านไปต่างจังหวัด ถ้าท่านอยู่นั้น โอ๋ย ลำบากนะ เรื่องออกนี้ออกแน่ หากออกด้วยมารยาทอันดีงาม แต่นี้ไม่มีมารยาท พอสมเด็จใหญ่นี้ท่านอนุญาตแล้วผึงเลย ท่านมาทีหลังตามละซิ จดหมายตามตามเรื่อยๆ เราเฉย อ่านแล้วเฉยๆ ไปเลย รู้สึกท่านเมตตามากกับเราสมเด็จมหาวีรวงศ์ วัดพระศรีมหาธาตุ

นี่ละเราออกปฏิบัติเราออกอย่างนั้นจริงๆ จิตใจเรารู้สึกจะไม่ค่อยเหมือนใครง่ายๆ นะ ถ้าว่าเด็ดเด็ด ถ้าเป็นนักเลงโตนี้จะไม่ได้ตายในคุกในตะรางมันจะตายในป่า มันจะสู้กับเจ้าหน้าที่เขาละซิใช่ไหม ไม่ได้ถูกจับละ ที่จะเอามาตายในเรือนจำนี้ไม่มีละ ฟัดกันตายกับนั้นเลย ถ้าว่าเป็นนักเลงก็เป็นขนาดนั้นนะเรา แต่นี้มันไปทางธรรมะเสีย เด็ดไปทางธรรมะ ก็รู้สึกว่าดีนะ เอ้อ วาสนาก็ดีอยู่ ถ้าเด็ดไปทางพาล โถ ขาดสะบั้นจริงๆ ไม่ได้ตายในเรือนจำละ จะตายอยู่ในป่าสู้กับเขาละซิ นี่มันไม่เป็นอย่างนั้น เอาธรรมะก็ฟัดกันเลยกับกิเลส เอากิเลสขาดสะบั้นลงไป ฟังซิ

เอาเล่นๆ มาพูดเหรอนี่ เวลาเราจะตายอยู่ในป่าในเขาใครไปเห็นเรา จนเขาตีเกราะประชุมไปดูเราเขาว่าเราตายแล้วนู่นน่ะฟังซิ ใครเห็นเราเวลาปฏิบัติ ไปที่ไหนเราก็ทำอย่างนั้น แต่ที่เขาไม่ตีเกราะเราก็บอกว่าไม่ตี เขาตีเท่านั้นเราก็บอกว่าตี เราทำทำอย่างนั้นตลอดเลย ไปบ้านเขาตีเกราะ มันก็แปลกหูแปลกตาเขา ก็ไม่ทราบกี่วันถึงจะด้อมๆ ลงมาบิณฑบาตฉันเสียวันหนึ่ง หายเงียบๆๆ อยู่อย่างนั้น คืออดอาหารภาวนาดี ทุกสิ่งทุกอย่างสติดี

ทีนี้ธรรมเกิดได้ยาก กำลังทางร่างกายนี้อ่อนปวกเปียก จะไปเดินบิณฑบาตในหมู่บ้านเขาไม่ถึง ไปถึงกลางทางหมดกำลังหยุดพักเสียก่อน แต่เวลาบิณฑบาตกลับออกมาฉันตามหินดานที่ไหนก็แล้วแต่ พอฉันแล้วดีดม้าแข่งสู้ไม่ได้ นั่นกำลังมันมาเร็ว แต่กำลังทางด้านจิตใจไม่เป็นอย่างนั้นซิ ฉะนั้นจึงต้องถนอมทางนี้ละ ทุกข์ก็ทนเอาๆ เราจึงได้เตือนหมู่เตือนเพื่อนเรื่องอดอาหารผมเคยอดมาแล้ว จนท้องเสียจะตายในระยะที่จะช่วยชาตินั่นละ พอดีได้ยาหมอเติ้งมา พอฉันยานี้ไปก็ดีดผึงเลย ตั้งแต่นั้นหายไปเลยนะ ไม่งั้นตายในระยะชนพรรษาปีนั้น ก็ได้มาช่วยพี่น้องทั้งหลายอยู่เวลานี้

เรื่องความทุกข์ของเราที่ปฏิบัติตัวมาของเล่นเมื่อไร เป็นนิสัยอย่างนี้เสียด้วย พ่อแม่ครูจารย์นี้พอว่าไปองค์เดียวท่านส่งเด็ดเลย ท่านมหาไปองค์เดียวนะใครอย่าไปยุ่งท่าน ท่านชี้นิ้วส่ายไปตามพระเณรที่นั่งฟัง ใครอย่าไปยุ่งท่านมหานะ ให้ท่านไปองค์เดียวๆ อย่างนั้น เวลากลับมานี้จนมีแต่หนังห่อกระดูก ท่านก็ดูอยู่แล้ว กลับมาหนังห่อกระดูก บางทีเหลืองหมดทั้งตัวก็มี มันคงจะเป็นดีซ่านท่า ลงมาจากภูเขา ขึ้นมากราบท่านท่านร้องโก้กเลย เฮ้ย ทำไมเป็นอย่างนี้ล่ะ คือมันเหลืองหมดตัวเลย ท่านจะออกทางไหนค่อยฟังท่าน

ทีแรกรู้สึกว่าท่านจะลักษณะของโลกเราเรียกว่าตกใจ เพราะตัวเหลืองหนังห่อกระดูกลงมา ตัวเหลืองเหมือนทาขมิ้น ท่านว่า เฮ้ย ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะท่านว่า เราก็นิ่งฟัง สักเดี๋ยวขึ้นพลิกใหม่แล้วกลัวเราจะอ่อนเปียกซิ มันต้องอย่างนี้จึงเรียกว่านักรบ นั่นท่านว่าอย่างนั้น ทีแรกท่านก็ตื่นเต้นบ้าง ตกใจบ้าง กลัวเราจะอ่อนเปียกท่านก็เลยพลิกปั๊บ ต้องอย่างนี้จึงเรียกว่านักรบท่านว่า แน่ะเป็นอย่างนั้น จิตใจมันจะได้แข็งต่อไปความหมาย ถ้าท่านว่าอย่างนั้นแล้วหยุดไปเสียจิตใจเราจะอ่อน

การมาสอนพี่น้องทั้งหลายนี้เราไม่ได้สอนด้วยความสงสัยนะ เราเปิดหัวใจสอนทุกด้านทุกทาง ไม่อัดไม่อั้นพูดให้มันชัดๆ แล้วแต่เหตุผลกลไกมันจะมาทางไหนทางด้านไหน เวลาจะออกจะออกอย่างนั้นธรรมะนี่ เวลาไม่ออกก็เหมือนขอนซุง เฉยไปหูหนวกตาบอดไปอย่างนั้น เวลาออกออกอย่างนั้นละ ผางเลยๆ ทันทีๆ เลยละ พอปั๊บมาปั๊บสวนปั๊บๆ เลย มันรวดเร็ว ก็ธรรมอยู่ในใจนี่ ไม่ต้องเอามีดไปเหน็บฝาเหน็บนั้นเหน็บนี้ไม่ทัน จับอยู่กับมือจิ้มเลยๆ นั่นเป็นอย่างนั้นถ้าธรรมอยู่กับหัวใจออกทันทีๆ ปฏิบัติดูซิ

ธรรมมีประจำโลกอยู่แล้ว แต่ไม่มีใครคุ้ยเขี่ยขุดค้นขึ้นมาปฏิบัติมันก็ไม่ได้เรื่องได้ราว เหยียบย่ำทำลายธรรมไป เวลานี้มีแต่กิเลสตัณหาเหยียบอรรถเหยียบธรรมอยู่ได้ดินนู่น มีแต่กิเลสตัณหาออกหน้าออกตา ดีทางนั้นดีทางนี้ บ้านนั้นเจริญเมืองนี้เจริญ เจริญขี้หมาอะไร มันมีแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้กันทั่วโลกดินแดน เพราะไม่มีธรรมในหัวใจ ถ้ามีธรรมในหัวใจแล้วบ้านใหญ่บ้านน้อยนี้จะมีความสงบเสงี่ยมเจียมตัว เป็นผู้ใหญ่เท่าไรยิ่งร่มเย็น เช่นประเทศใหญ่ๆ อย่างนี้มีความเมตตาสงสารผู้น้อย ผู้น้อยก็เห็นผู้ใหญ่เป็นพ่อเป็นแม่ชุ่มเย็นไปหมดนะถ้าเป็นธรรม ถ้าเป็นโลกแล้วก็มีแต่จะกัดจะฉีกจะเหยียบจะย่ำกันไปหมด อำนาจมากเท่าไรยิ่งเอาไปแบบที่ว่ายักษ์มารนั่นแหละ นั่นละถ้ากิเลสมีในใจ ถ้าธรรมมีในใจทำไม่ลงนะ ตายก็ตายทำไม่ลง พากันจำเอา วันนี้มีเด็ดบ้าง เท่านี้พอ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก