ฟังเทศน์จิตดับถึงสามวัน
วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา 8:40 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
  วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๐

ฟังเทศน์จิตดับถึงสามวัน

ก่อนจังหัน

เราไปเวียงจันทน์ดูว่าออกวิทยุทั้งประเทศไทยและประเทศลาวเลยนะ ออกทั้งสองประเทศ ยกไปนี้ในนามของประเทศเข้าใจไหมล่ะ ในนามของประเทศสงเคราะห์กัน เพราะฉะนั้นของจึงเอาไปมากบ้างนั่นละ น้อยๆ ไม่สมศักดิ์ศรีของชาติต่อชาติประสานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดูว่าวันที่ ๓๑ มีนา คราวนั้นจะใหญ่กว่าคราวนี้นะ คราวข้างหน้าจะใหญ่กว่าคราวนี้อีก เราจะเป็นคนสั่งจัด หนังสือลงทะเบียนเท่าไรๆ แล้วให้ไปจัดตามนั้น ขัดข้องอะไรให้มาบอก ขาดแม้รายการหนึ่งไม่ได้ รายการใดขาดขาดเพราะเหตุไร อย่างนั้นซี สมบูรณ์แล้วไปเลย

การสงเคราะห์กันนี้เป็นทางของจอมปราชญ์เดินมา พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์มหาทานเป็นอันดับหนึ่งเลย ทานบารมีๆ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ต้องขึ้นทานบารมีเป็นอันดับหนึ่งก่อน การเสียสละนี้เป็นการประสาน แม้แต่สัตว์ก็สนิทติดจมกับคนและเจ้าของทันที การให้ทาน การเสียสละ เป็นการแสดงน้ำใจในความเมตตาและกว้างขวางต่อกันไปไม่มีสิ้นสุด ความคับแคบตีบตันไม่ใช่ทางของมนุษย์ที่อยู่ด้วยกัน มนุษย์อยู่ด้วยกันต้องอาศัยซึ่งกันและกัน ต่างคนต่างอาศัยซึ่งกันและกัน อญฺญมญฺญํ ตั้งแต่เศรษฐียังอาศัยคนใช้ ไม่มีคนใช้เป็นเศรษฐีไม่ได้ แต่ไม่มีเศรษฐีคนใช้ตายเลย มันอาศัยกันอยู่อย่างนี้ แยกกันไม่ออก

เฉพาะเรื่องการสงเคราะห์โลกเป็นสำคัญมาก สงเคราะห์ซึ่งกันและกัน มีความเฉลี่ยเผื่อแผ่ มีมากมีน้อยแจกจ่ายกันไปๆ อย่างนั้นถูกต้อง พุทธศาสนาเป็นอย่างนั้น ขึ้นความเสียสละด้วยเมตตาๆ สงเคราะห์ซึ่งกันและกันเป็นอันดับหนึ่ง สำหรับโลกที่อยู่ร่วมกันเป็นปึกแผ่นแน่นหนามั่นคงได้ด้วยการเสียสละ ถ้าขาดอันนี้เสียแม้แต่พ่อแม่กับลูกก็แตกจากกันจะว่าอะไร การเสียสละเป็นของสำคัญมาก พ่อแม่ไม่ได้กินก็ตาม ขอให้ลูกได้กิน แน่ะ ถ้าอดอยากพ่อแม่ยอมรับก่อนเลย ลูกกินอิ่มหมีพีหมาไปทุกตัว พ่อแม่ท้องแห้งยอม นั่นเห็นไหม อยู่กับน้ำใจ จะให้พร

หลังจังหัน

(เมื่อคืนนี้ไปวัดกลางโนนภู่ไปดูเรื่องไฟไหม้เจ้าค่ะ เลยกลับมาค่ำ) อ๋อ ที่เอาพ่อแม่ครูจารย์ออกมา ทำไมไฟถึงได้ไหม้ (สันนิษฐานว่าเป็นไฟช็อตเจ้าค่ะ แต่พวกชาวบ้านว่าพระปฏิบัติไม่เป็นไปตามปฏิปทาของหลวงปู่มั่นมั่นมากกว่า) แล้วเอาไฟเผากุฏิเหรอ อ้าว ก็มีเท่านั้น ฟังแล้วไม่มีเหตุผล พระประมาทว่าเท่านั้นพอ จะประมาทแบบไหนก็แล้วแต่ (แต่อัศจรรย์เจ้าค่ะ ศาลาพักพระธาตุของหลวงปู่มั่นไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะ ไหม้แต่ศาลาการเปรียญ) พอพูดเรื่องนี้ พ่อแม่ครูจารย์มั่น โอ๋ย แสดงความอัศจรรย์ไม่น้อยนะ

วัดสุทธาวาสเห็นได้ชัดๆ อัฐิของท่านพอเผาศพท่านเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เก็บอัฐิที่สำคัญๆ ไว้ข้างบนแท่น สูงดูขนาดนี้ละ อัฐิของท่านอยู่ในผอบเอาไว้ที่นี่ แล้วปีบน้ำมันอยู่ข้างใต้ ที่ไวไฟที่สุดมันเบนซินหรือไง อยู่ใต้แท่นนี้ ท่านอาจารย์มหาทองสุกเล่าให้ฟัง พูดแล้วตัวสั่นในปัจจุบันเหมือนว่าเกิดเดี๋ยวนั้น โอ๊ย อัศจรรย์เหลือเกิน ท่านเล่าให้ฟัง กุฏิหลังนั้นเอาอัฐิพ่อแม่ครูจารย์มั่น ตอนนั้นยังไม่กลายเป็นพระธาตุ ใส่ผอบไว้ ท่านจะทำอะไรๆ ให้เรียบร้อยก่อนถึงจะเอาเข้าบรรจุ ตอนนั้นยังไม่ได้บรรจุ เอาไว้ข้างบน สูงขนาดนี้แหละ

นั่งคุยกันอยู่ ท่านชี้ไปเราก็เห็นอยู่ กุฏินี้ไม่ใช่กุฏิหลังทุกวันนี้นะ กุฏิก่อนนั้น ท่านส่องไฟไปหาอะไร ทีนี้น้ำมันเบนซินเปิดนิดหนึ่งมันออกมา ทางนี้ส่องไฟไป แต่ก่อนไม่มีไฟฟ้า ส่องไปพาบทีเดียวเลย เสียงดังปึ้งพาบหายเงียบไปเลย ถ้าธรรมดาเผาหมดใช่ไหมล่ะ ลงได้เปิดฝาถังแล้วมันจะอยู่ได้ยังไง พาบกับปึ้งอันเดียวกันเลย ฝาที่แย้มๆ เอาไว้ปิดไม่ดีมันเปิดแรง ปึ้งขึ้น พาบ ท่านอาจารย์มหาทองสุกล้มทั้งหงาย ท่านว่านะ ตัวท่านเองล้มทั้งหงายเลย เทียนไม่ทราบตกไปไหน พอได้สติสตังขึ้นมาดูเป็นน้ำมันเบนซินอยู่ทางใต้ แท่นไว้ผอบอัฐิของพ่อแม่ครูจารย์มั่นอยู่ข้างบน ท่านอัศจรรย์ท่านว่า

โอ๋ย ถ้าธรรมดาแหลกเลย ท่านว่างั้น ก็น้ำมันทั้งปีบเกือบเต็ม ท่านบอกยังขาด ๓ นิ้วจะเต็ม ทีนี้ท่านจุดไฟส่องนู้นส่องนี้ไปโดยไม่รู้ตัว มันปั้งขึ้นและพรึบทันทีเลย ท่านบอกว่าท่านล้มทั้งหงายไม่รู้ตัว พอได้สติขึ้นมาเทียนไม่ทราบตกไปไหน อันนั้นก็ดับมืดแล้ว เลยมาดู อัฐิพ่อแม่ครูจารย์มั่นอยู่ข้างบน เป็นของอัศจรรย์อยู่นะ ธรรมดาจะเป็นไปได้ไหมล่ะ ลงมันปึ้งออกมา ไฟตั้งแต่นิดๆ มันยังระเบิดออกมาได้ ลงมันระเบิดออกมาแล้วมันจะไม่เผาหมดกุฏิแล้วมันจะเผาอะไร ว่างั้นเถอะน่ะ นี่หายเงียบไปเลย ท่านพูดแล้วสั่นนะ อู๊ย เหมือนสดๆ ร้อนๆ ตื่นเต้นตกใจ เป็นอย่างนั้นละ อะไรก็ตามให้มันเป็นอัศจรรย์อยู่ในหัวใจของตัวเองแหละเหมาะดี ดีกว่าที่จะได้ยินได้ฟังแต่เพียงคำบอกเล่าคนนั้นคนนี้ ให้มันเต็มอยู่ในหัวใจนี้ ออกไม่ออกมันก็เต็มอยู่นี้ รู้ชัดเจน

(ถวายทองคำ ๓ บาท เงิน ๗,๐๐๐ บาทครับ มาจากอ่างทอง) เออ พอใจๆ ที่อ่างทองลูกศิษย์เรามีเยอะอยู่ เอ๊ อ่างทองดูไปเทศน์สองหนแล้วมังตอนช่วยชาติ เทศน์ในตัวจังหวัดแห่งหนึ่ง ที่ไหนอีกนะ ดูไปเทศน์สองหน ตอนช่วยชาติมันเทศน์กว้างขวางมาก เรียกว่าจะทั่วประเทศไทย นั่นละได้ธรรมะอันนี้ที่ออกวิทยุอยู่ทุกวันนี้ วิทยุที่ออกทั่วประเทศ เขาไปตั้งวิทยุขยายวิทยุอีกได้ตั้งร้อยกว่าแห่ง ก็เอาธรรมะของเราที่เทศน์ตั้งแต่เริ่มแรกเทศน์สอนพระอยู่บนศาลา อันนี้เผ็ดร้อนมาก ที่เทศน์สอนพระนี่แกงหม้อเล็กหม้อจิ๋วๆ อยู่บนศาลานี้หมดเลย จากนั้นก็ออกแกงหม้อใหญ่ เลยกลายเป็นแกงหม้อเลอะไปหมดเดี๋ยวนี้เข้าใจไหม เอามาเปิดฟังทุกวัน ที่ออกไปทางวิทยุนะ ที่เทศน์บนศาลาสำคัญมากทีเดียวเทศน์สอนพระล้วนๆ ไม่มีฆราวาสไม่มีใครเข้ามาเกี่ยวข้อง

         เราก็มีกฏมีเกณฑ์อยู่ในตัวของมัน ไม่ได้ประกาศละ ประมาณสักอาทิตย์หนึ่งเราก็บอกพระ วันนี้ประชุมเท่านั้นละ ๖ โมงเย็น ก่อน ๖ โมงเย็นเล็กน้อยมีฆ้องใหญ่อยู่กุฏิท่าน... เสียงฆ้องดังกระหึ่มๆ เงียบๆ ค่ำๆ เสียงฆ้องดังกระหึ่มๆ วันนี้จะประชุมพระ  ธรรมะประเภทนี้ละที่โลกได้ฟังอย่างถึงใจ ชาวพุทธเราเฉพาะอย่างยิ่งคือนักบวชนักปฏิบัติได้ฟังธรรมะประเภทนี้ถึงใจๆ เพราะเราเทศน์แบบเปิดหมดเลยเชียว เพราะอยากจะให้พระรู้พระเห็น ตามหลักความเป็นจริงแห่งธรรมทั้งหลายที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ จะเห็นด้วยวิธีใดๆ สอนวิธีการให้เข้ารู้เข้าเห็นในธรรม สอนอยู่ข้างบน

        จากนั้นมาก็ค่อยขยายออกๆ เลยเป็นแกงหม้อใหญ่ไปเลอะๆ เทอะๆ แต่ก่อนมีแต่แกงหม้อเล็กหม้อจิ๋วเท่านั้นละเทศน์ แล้วเทศน์ก็เทศน์แบบเผ็ดร้อนเสียด้วย คือผู้มาฟังเตรียมพร้อมแล้วที่จะรับธรรมเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ผู้เทศน์พุ่งรับกันมันก็ถึงกัน ฟังได้ความชัดเจนๆ ถึงใจ เราไปเห็นที่พ่อแม่ครูจารย์มั่นเทศน์ที่วัดหนองผือ แต่ก่อนเราอ่านในตำรับตำราว่าพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม พวกเทวบุตรเทวดามนุษย์มนา ได้บรรลุธรรมมรรคผลนิพพานเป็นแสนๆ ว่าอย่างนั้นนะ มีในตำรา มีอยู่ทั่วไป

         เราก็อ่านไปอย่างนั้นแหละ มันไม่ถึงใจ คือใจมันอยู่ลึก อยู่ใต้ก้นเทวทัตนู่น ฟังไปๆ บทเวลาออกมาปฏิบัติ มาเห็นกันอยู่ที่หนองผือ พอถึงเวลาแล้วพระหลั่งไหลมาฟังเทศน์ ท่านเทศน์มีอยู่สองประเภท ประเภทหนึ่งเวลาวันลงอุโบสถพระจะมาจากที่ต่างๆ บ้านใกล้เรือนเคียงอยู่ใกล้ๆ มีสำนักอยู่แห่งละสององค์สามองค์ แล้วมาฟังปาฏิโมกข์ตอนบ่ายโมง พอจบจากปาฏิโมกข์แล้วท่านให้โอวาท นี่เป็นปรกติ ประเภทที่สองประเภทท่านประชุม ประชุมตอนเย็น นี่ก็ประมาณสักสิบวันประชุมทีหนึ่งๆ

         พระนี่ โอ๋ ยิ้มแย้มแจ่มใส พออกพอใจที่จะได้ฟังธรรมท่านในคืนวันนี้ เหมือนอย่างเด็กหิวนมแม่อย่างเต็มที่ ยิ้มแย้มแจ่มใส นั่นละตอนท่านเทศน์ เพราะมีแต่พระนักปฏิบัติเพื่อมรรคเพื่อผลล้วนๆ ด้วยกัน เหมือนว่าคัดกันมามีแต่พระปฏิบัติล้วนๆ มุ่งต่อมรรคผลนิพพานด้วยกัน ทีนี้เวลาเทศน์นี้ไหลเลยนะ ท่านออกอย่างไรทางนั้นเปิดรับๆ ๆ ทางนี้ก็เทลงจ้ากๆ

นี่ละเราได้เห็นในหัวใจเราเอง ฟังเทศน์ท่านจิตนี้ไม่ทราบอะไรดับนะ ความรู้รู้อยู่ แต่ดับอยู่ถึงสามวัน ฟังซิน่ะ เป็นกับเราเอง ถ้าคนอื่นพูดให้ฟังเราก็ยังไม่เท่าไร นี้เป็นกับตัวเองปฏิเสธได้ยังไง ดับอยู่สามวัน โลกเหมือนไม่มี แต่ความรู้นี้เด่นอยู่อย่างนั้น ฟังเทศน์ท่านตอนกลางคืน ฟังซิอัศจรรย์ไหมล่ะ ท่านเทศน์ออกจากหัวใจที่เป็นธรรมล้วนๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์ มรรคผลนิพพานเต็มในหัวใจท่านหมด ไม่บกพร่อง เวลาเทออกมานี้ผู้ตั้งใจรับนี้ก็พุ่งๆ รับกัน

ตอนนั้นจิตดับ ความรู้ที่รอบจิตนะ ตัวจิตจริงๆ ไม่ดับ ความรู้รอบจิตต่างๆ เหมือนไม่มี เดินไปไหนเหมือนว่าโลกนี้ว่างไปหมดเลย ฟังเอาท่านทั้งหลายเราเป็นเอง ตอนไปฟังเทศน์ท่าน นี้ละที่มันลงใจอย่างเต็มที่ว่าที่พระพุทธเจ้าเทศนาว่าการสอนเทวบุตรเทวดามนุษย์มนานี้แต่ละครั้งๆ สำเร็จมรรคผลนิพพานกันเป็นแสนๆ ท่านว่า จะไม่สำเร็จยังไงก็มันเห็นอยู่ประจักษ์ พอเทศน์วันนี้จิตขยับขึ้นมาขั้นนี้ เราปฏิบัติถึงวันจะเทศน์อีกจิตเราอยู่ขั้นนี้คอยมันจะรับกันละ ธรรมเทศนาจะมานี้ เราปิดอยู่ตรงไหน ท่านมาเปิดๆ ขยับๆ เรื่อย มันถึง

อย่างที่เราฟังอยู่หนองผือ เพราะฟังจริงๆ เพื่อมรรคเพื่อผลจริงๆ ไม่มีอะไรมาแฝงแม้นิดหนึ่งไม่มี หัวใจดวงนี้กิเลสมีก็ตาม แต่ความพุ่งในธรรมนี่พุ่งอย่างเต็มขีดเลย จิตดับ คือความรู้รอบจิตนี้ดับถึงสามวันก็มี ความรู้รู้กระจ่างแจ้งแต่ไม่มีอะไรเข้ามากวน นี่เรียกว่าจิตดับ คือดับจากอาการทั้งหลาย ดับ เป็นในหัวใจเราเอง อัศจรรย์ ความรู้นี้เด่นอยู่ทั้งวันเลย ความดับกิริยาอาการที่จิตจะไปรับอันนั้นอันนี้ไม่เลยๆ พอตัวอยู่กับความสว่างไสว

นี่เห็นชัดเจน ดับถึงสามวันฟังเทศน์ท่านอาจารย์มั่น เวลาท่านเร่งธรรมนี่พุ่งๆๆ เปิดออกๆ ทางนี้ขยับตามๆ ไปถึงวาระมันอย่างไรมันดับพรึบเลยในจิต พอดับพรึบกิริยาอาการเสียงท่านเพียงแหววๆๆ ลงแล้วนั่น เวลาท่านเทศน์หยุดแล้วจิตมันยังกระจ่างแจ้งอยู่ ไม่ค่อยออกรับภายนอก รู้พอวิบๆ แว็บๆ ส่วนภายในมันจ้าๆ เลย นี่ละธรรมพระพุทธเจ้าสอนไว้ถูกต้องแม่นยำที่สุดคือพุทธศาสนาชี้นิ้วเลย ไม่ผิด

พุทธศาสนาเป็นศาสนาคู่โลกคู่สงสารอย่างแท้จริง เพราะเป็นคลังแห่งธรรมนำมาสอนโลก พระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม เป็นคลังแห่งธรรมเต็มพระทัยนำมาสอนโลกมีแต่ธรรมล้วนๆ เป็นสวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบแล้วทุกขั้นทุกภูมิ ไม่ใช่คลังกิเลสสอนโลกนะ คลังกิเลสกิเลสมันจะออกไปตาม ผู้สอนโลกมันต่างกันนะ แม้ผู้ถือพุทธศาสนาถ้ายังมีกิเลสอยู่มากน้อยมันอาจจะมีผิดพลาดอยู่มากน้อย แต่ส่วนใหญ่จะถูกๆ หากว่าจิตที่บริสุทธิ์ล้วนๆ แล้วสอนไม่มีผิด ผางๆ ๆ เลย

คำสอนของพระพุทธเจ้าเรียกว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาชั้นเอก ใครยังไม่ทราบฟังเสีย เราไม่คุย เราเอาจิตตภาวนาของเราเข้าพิสูจน์กันจนกระทั่งหายสงสัยหมดแล้วเรา พุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าของเรานี้ครอบโลกธาตุ ใจนี้ครอบแบบเดียวกัน ฟังให้ชัดเจนเสียนะ นี่ละผลแห่งการปฏิบัติธรรมเวลามันได้ได้อย่างไร ได้อย่างพอ บรมสุขถามหาที่ไหน นิพพานเที่ยงไม่เที่ยงถามหาที่ไหน มันจ้าอยู่ตลอดเวลา จะไปหากาลเวลาที่ไหน ตัวนี้จ้าอยู่งั้น

นั่นละนิพพานคือหัวใจที่บริสุทธิ์สุดส่วนแล้ว เรียกว่าธรรมธาตุแล้ว ครองขันธ์อยู่เท่านั้นเอง เวลายังครองขันธ์อยู่ก็รับทราบกันเพียงเท่านั้นๆ แต่จะให้ได้รับความกระทบกระเทือนไปถึงจิตใจจากกิริยาอาการของขันธ์ไม่มี เพียงรับทราบๆ แต่ก็รับผิดชอบ จึงว่าเป็นภาระอันหนึ่งอยู่ พอสลัดอันนี้ปั๊วะผึงทันทีเลย ยากอะไร พระอรหันต์ท่านนิพพานท่านไม่ได้ยากนะ นี่ละจิตที่ฝึกดีแล้วเป็นอย่างนั้น

ปัจจุบันนี้ละ ธรรมะเป็นปัจจุบัน ไม่มีอดีตอนาคตที่ไหนมาหลอกเหมือนกิเลสหลอกทุกวันนี้ ว่าศาสนาล่วงเท่านั้นมรรคผลนิพพานจะสิ้นเขตสิ้นสมัยมันว่าไปกิเลส มันวาดภาพหลอกสัตว์โลกไปก็หลงตามมันไปละซิ เข้าวัดเข้าวาไม่เกิดประโยชน์อะไร หาตกปูตกปลากินเหล้าเมาสุราไปอย่างนั้นดีกว่าๆ มีแต่กิเลสดีกว่าธรรม คนนั้นเลวลงไปที่สุดๆ มันหารู้ตัวไม่ ฟาดมันลงไปให้จิตจ้านี้แล้วอะไรจะมาผ่านได้ พูดให้มันชัดๆ อย่างนี้นะ

ไม่มีอะไรมีอานุภาพมากกว่าจิตที่สิ้นกิเลสแล้ว ครอบโลกธาตุเลย ไม่เป็นน้อยต่อสิ่งใดเลยจิตดวงนี้ ถ้าลงกิเลสตัวเคยเป็นใหญ่ครอบหัวใจนี้บรรลัยลงไปจากหัวใจแล้วจ้าเลยเท่านั้น  ทีนี้ไม่มีอะไรผ่านขึ้นชื่อว่าสมมุติ ผ่านก็ผ่านเพียงแดนสมมุติ แต่ระหว่างขันธ์กับจิตยังครองกันอยู่สมมุติมีอยู่ก็รับกันแย็บๆๆ เท่านั้น ที่จะไปให้เป็นความกระทบกระเทือนในจิตไม่มี บอกตรงๆ เลย

พระอรหันต์ท่านตั้งแต่ตรัสรู้ธรรม คือกิเลสเป็นตัวก่อข้าศึกศัตรู ความทุกข์ความลำบากมากน้อยอยู่ที่กิเลส พอกิเลสดับไปพรึบหมดโดยสิ้นเชิง ทุกข์ก็ดับไปพร้อมกันหมดโดยสิ้นเชิง ฟังให้ดีนะที่พูดนี่ ถอดออกมากจากหัวใจมาพูดนี่รู้ไหมล่ะ จากนั้นก็เป็นบรมสุข บรมสุขนี่ก็เป็นธรรมธาตุแล้วที่นี่ คืออยู่ในธาตุขันธ์นั่นละ เวลาธาตุขันธ์ยังมีอยู่ท่านเรียกว่าพระอรหันต์ ธรรมชาตินั้นเป็นธรรมธาตุแล้ว พอร่างกายนี้หมดสภาพตามสมมุติของมันแล้วขาดลงไปนี้ดีดผึงเดียวหายเลย นั่น

นั่นละธรรม ปฏิบัติแล้วสะดวกสบาย เพราะฉะนั้นพระอรหันต์ท่านตายที่ไหนท่านไม่ตายยากนะ ไม่ได้เหมือนพวกเราโดดโน้นโดดนี้กระเสือกกระสนกระวนกระวาย ตกเตียงไปไม่ได้สติสตัง เพราะทุกขเวทนาครอบงำ พระอรหันต์ครอบไม่ได้ ว่าอย่างนั้นเลย พอพูดอย่างนี้แล้วมันก็ไปสัมผัสเรื่องของเราเองที่อยู่หนองผือ ปัดกวาดไปตอนสี่โมงเย็น พวกอยู่โรงพยาบาลนครพนมเขาไปจำหน่ายยา มาที่นั่น เขาก็เอาพวกยามาเต็มอยู่นั่น เราปัดกวาดไปถึงนั่นเราก็เลยเอาไม้ตาดชันไว้แล้วขึ้นไป

มันเป็นอะไรไม่รู้นะ เรียกว่ามันดัดสันดานก็ถูก พอเปิดออกๆ เท่านั้น นี่ขวดยามันจะสังหารเรา เปิดออกพอมองเห็นนั้นสะเทือนปึ๋งเลยทันที โอ๊ย ไม่ได้ๆ ขวดยาขวดนั้นใครกินตายนะว่าขึ้นเลยอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย หน้าเขาซีดหมดเลย มันออกผางเลย พอมองเห็นปั๊บกระเทือนปึ๊งเลยทันที ยาขวดนี้ใครกินไม่ได้นะตายได้เราว่างั้น พอว่างั้นแล้วเราก็ตั้งต้นใหม่ แล้วยาอันนี้มันยาอะไรเราก็ถามละที่นี่ เขาหน้าซีดหมดเลย เพราะอยู่ๆ ขึ้นผึงเลย มันรับกันกับอันนี้ พอเขาบอกว่ายาถ่ายไม่เป็นไรละครับเขาว่างั้นนะ คือรับประทานคนละช้อนๆ ถึงเวลาแล้วพวกผมจะเอายาห้ามมาให้ เขาจะพักอยู่ในบ้าน ถึงเวลาสองทุ่มเขาจะเอายาห้ามนั้นมาให้ แล้วก็หยุดเขาว่างั้น

เราก็เลยตายใจถูกกิเลสกล่อม ทีแรกผึงเลยนะ สะเทือนเลย จนเขาหน้าซีดหมดพวกเขามาขายยา มันเป็นเองนะ มันกระเทือนอย่างแรง จนกระทั่งถึงว่า โอ๊ย ยาขวดนี้ไม่ได้นะ ใครกินตายเลยขึ้นเลยทันที เขาก็หน้าซีดไป จากนั้นแล้วก็ตั้งหลักใหม่ แล้วยาอันนี้มันแก้อะไรล่ะเราก็ว่างั้น ยาถ่ายครับเขาว่าไม่เป็นไรละ เขาว่าไม่เป็นไรละครับ รับประทานช้อนเขียวเรานั่นเล็กๆ ช้อนเขียวเล็กๆ คนละช้อนๆ พอสองทุ่มจะให้หยุดเมื่อไรห้ามเมื่อไรก็หยุดเลยเขาว่า แล้วตอนสองทุ่มผมจะเอายาห้ามมาห้าม

เขาก็ออกมาจริงๆ พระที่ถ่ายอยู่นั้นหยุดหมด ไอ้ตัวเก่งๆ นี้มันไม่หยุดที่นี่ ฟาดเสียตั้งแต่นั้นละจนกระทั่งถึง ๗-๘ โมงเช้า ถ่าย ๒๕ ครั้ง อาเจียน ๒ ครั้ง ฟังซิน่ะนานมากไหม เลยจะตาย ทีนี้พอถึงเวลามันจะไปจริงๆ พอเข้าในห้องถ่ายแล้ว บทเวลามันจะไปจริงๆ นี้คนกำลังจนไม่มีอะไรเหลือ เวลามันอาเจียนนี้ เศษอาหารพุ่งเข้าไปติดฝานู่นนะ มันอาเจียนอย่างแรง พุ่งติดฝาปั๊วะๆ รุนแรง นั่นละหดยอบเข้าไปเลย มันไม่เผลอสติ เข้าใจไหมพูดนี่ เป็นถึงขนาดที่ว่าเศษอาหารมันอาเจียนติดใส่ฝานู่นน่ะไม่ใช่เล่นๆ จากนั้นมันก็อ่อนลงๆ ก็ดู อ่อนเข้าๆ จะไปละ พอไปถึงที่แล้วหยุดกึ๊กเลย กึ๊กนี่ก็จะดีดแล้วนะนั่น จะไปละ

ก็ทางนี้สติยังดีอยู่นี่ หือ จะไปเดี๋ยวนี้เชียวเหรอ เอ้า ไปก็ไป สติสมมุติด้วยกันจับกันเข้าไปอีก แล้วก็ฟื้นขึ้นมา นั่นละถ้าหากว่าปล่อยไปเลยนะ แต่นี้สติจับปุ๊บเข้าไป จากนั้นมันก็ค่อยคลี่คลายออกมาๆ จึงผ่านมาได้จนกระทั่งทุกวันนี้ นี่ละความไม่เผลอสติ มันไม่ตื่นเต้นไม่ตกใจ กลัวกล้าไม่มี มีแต่ดูความจริง หือ จะไปเดี๋ยวนี้เชียวเหรอ เท่านั้นเอง นี่เราเห็นได้ชัดๆ ในตัวของเราเอง มันปากเปราะ เห็นขวดยานู้น ทางนี้ขึ้นแล้ว ก็ไม่ทราบว่าเป็นยาอะไร เปิดขึ้นมามันหากรับกันเลยผึง โอ๊ย ยาขวดนี้ใครกินไม่ได้นะตายว่างั้นเลย เขาหน้าซีดหมดเลย ก็อยู่ธรรมดานี่ เวลามันออกเพลงของมันไปมันออกแรงนี่นะ มันกระเทือนแรง เลยตั้งตัวใหม่ แล้วยานี้มันแก้อะไรล่ะ ขวดเหลืองๆ นั่นน่ะเราว่า ยาถ่าย ไม่เป็นไรละครับเขาก็ว่างั้น เขาก็แก้หน้าซีดหมดเลย

นั่นละยาขวดนั้นละ ถ่ายเท่ากันกับเขา แต่เราไม่ยอมหยุด ฟาดเสีย ๒๕ หน พูดถึงเรื่องมันจะไป นี่ละครั้งหนึ่งมันจะไป.กับโรคหัวใจ โรคหัวใจนี่สามหนที่รั้งกันไว้ สามหนกับที่ว่าถ่ายท้อง เป็นสี่หนด้วยกัน ถ้าปล่อยไปเลย นี่รั้งเอาไว้เมื่ออยู่ในวิสัยที่ควรรั้งได้ก็รั้ง ถ้ารั้งไม่ได้แม้แต่พระพุทธเจ้ายังนิพพาน การปฏิบัติจิตพลังจิตเป็นสำคัญ พลังจิตนี่สำคัญมาก ถ้าจิตอ่อนทีเดียวขาดสะบั้นไปเลย ตายอย่างรวดเร็ว แต่นี้พลังจิตยังคงเส้นคงวาหนาแน่น จึงต้องวินิจฉัยกัน หือ จะไปเดี๋ยวนี้เชียวเหรอ นั่น อันหนึ่งมันเหนืออยู่แล้วเหนือขันธ์ นี่ละการปฏิบัติธรรมเป็นอย่างนั้นละ

มรรคผลนิพพานมีอยู่โดยสมบูรณ์ ตรัสไว้ชอบแล้ว ชอบหมดเรื่องมรรคผลนิพพานสมบูรณ์แบบตามเดิมที่ตรัสไว้ชอบ ให้พากันตั้งใจประพฤติปฏิบัติ อย่าให้กิเลสหลอกลวง จิตใจมันหนาแน่นพอแล้วนะมีแต่กิเลส มองดูคนไม่เห็น เห็นแต่กิเลสล้อมหน้าล้อมหลังเต็มตัว ธรรมไม่มีวี่ๆ แววๆ อะไรในหัวใจเลย กิริยาอาการที่ออกมาก็จะไม่มี เพราะอำนาจของกิเลสมันหนา ชะล้างมันออกซิ ฟาดออกนี้กระจ่างแจ้งไปหมดโลกธาตุครอบไปหมดสว่างจ้าไปหมด นั่นเห็นไหม กิเลสเท่านั้นตัวมืดบอดปิดเอาไว้ พอกิเลสขาดสะบั้นลงไปจ้าเลยทีเดียว

เหมือนดวงไฟเรา ดวงไฟเอากระจกดำเข้าไปติดปั๊บนี้ไฟฟ้าอยู่ข้างในสว่างขนาดไหนก็มืดดำใช่ไหม พอเปลี่ยนกระจกครอบนี้ออกเท่านั้นมันก็จ้าของมัน ธรรมะเปิดความมืดบอดอันดำๆ ออก แล้วก็จ้าของมันเท่านั้นนะ เอาละพูดเท่านั้นละ พอ วันนี้ว่าจะไม่พูดมากมันก็มากอย่างนี้ละ นี่ก็ออกทางวิทยุนะ ให้ตั้งปฏิบัตินะ ชาวพุทธเรานี้ตายใจมากเวลานี้ ตายใจทุกแผนกทุกแขนงทุกหน่วยงานนะ ลืมเนื้อลืมตัวไปหมด ศาสนาพุทธเป็นมูตรเป็นคูถมันเหยียบย่ำทำลายไปหมดมันไม่สนใจ มันเอามูตรคูถขึ้นเหยียบย่ำทำลายธรรม มีแต่ความโลภความโกรธราคะตัณหา กินกลืนรีดไถประเภทต่างๆ มีแต่กิเลสทั้งนั้น โลกหาความสุขได้ยังไง ธรรมไม่มี

ธรรมมีเห็นใจกันทันทีคนเรา สม่ำเสมอคือธรรม ไม่ว่าอะไร เช่นอย่างแจกอาหารการกินเหมือนกัน จะไม่มีอะไรยิ่งหย่อนกว่ากัน นอกจากมันสุดวิสัย มันอาจจะผิดพลาดไปบ้าง แต่เจตนาไม่มี ความแจกทุกสิ่งทุกอย่างให้เสมอกันหมด นั่นละธรรมเป็นอย่างนั้น ได้มากได้น้อยขอให้เสมอ ธรรมเป็นความเสมอภาค จำเอานะ ถ้าเป็นกิเลสนี้กวาดเข้ามาต้อนเข้ามา ได้เท่าไรไม่พอๆ นี้คือกิเลสไปที่ไหนไฟไปเลยเผาไปเลย ถ้าเป็นธรรมไปไหนเย็นไปหมด จำเอานะ เอาละพอ

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก