เป็นอยู่ในจิตลึกๆ
วันที่ 2 มีนาคม 2550 เวลา 8:25 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐

เป็นอยู่ในจิตลึกๆ

         ทองคำเราเดี๋ยวนี้ได้ ๑๑ ตันกับ ๔๓๑ กิโลแล้ว เบื้องต้นที่มอบทีแรก ๑๑ ตัน ๓๗ กิโลครึ่งเข้าคลังหลวงเรียบร้อยแล้ว เมื่อวานนี้เราเอาของไปส่งโรงพยาบาลภูหลวง ใช่แหละ มันลืมนะไปทุกวันๆ วันนี้จะไปพังโคน ถ้าไม่ไปพังโคนก็จะไปโรงพยาบาล ๕ วัน จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ ไปโรงพยาบาลต่อกันเรื่อยๆ เสาร์อาทิตย์มักจะไปตามวัด เอาของไปให้ทานวัด

เดี๋ยวนี้ทางโรงพยาบาลได้ให้ปัจจัยเพิ่มอีก แต่ก่อนไม่ได้ให้ ให้แต่สิ่งของ พอดีเขาพูดผ่านหู คงจะเป็นเขาใส่ปัญหาเราก็ได้ หรือพูดตามธรรมดาของเขาก็ได้ ตีความหมายได้ทั้งสองอย่าง คือวันนั้นเราเอาปัจจัยไปให้เขา โรงพยาบาลนี้ไม่ใช่โรงพยาบาลใหญ่นัก ปรกติจ่ายเดือนละหนึ่งหมื่นเขาว่าอย่างนั้น จ่ายสำหรับคนไข้เดือนละหนึ่งหมื่น เพียงเท่านั้นก็มาเฉียดหัวใจเรา จากนั้นไปเราก็ให้โรงละสองหมื่นๆ ตลอดมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ให้โรงละสองหมื่น ศรีวิไลถึงสามหมื่นก็มี มันอาจจะบันดลบันดาลในระยะนั้นก็ได้ เราไปถามว่าเงินจ่ายเท่าไร เขาว่าสามหมื่น แต่เราให้สองหมื่นเท่านั้น เราทำไมพิลึกพิลั่นมากกว่าเขานักหนา ให้เพียงสองหมื่นเท่านั้นละ ขู่ด้วย ให้เขาแล้วก็ขู่เขาด้วย ให้โรงละสองหมื่นๆ ไปเรื่อยๆ

         จึงเรียกว่าสมบัติความถึงพร้อมด้วยผลประโยชน์ ถ้ามีทิ้งเฉยๆ มันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เช่น เงินเหรียญหรือทองคำมันก็เป็นแร่ธาตุทิ้งเกลื่อนอยู่ เหมือนทิ้งเกลื่อนอยู่ตามธรรมชาติของมัน ใครไม่เป็นเจ้าของมันก็ทิ้งเกลื่อน เอามาเป็นเจ้าของก็ยึดเฉยๆ ทิ้งเกลื่อน เวลาแยกไปทำประโยชน์ก็เป็นความสุขแก่ผู้ได้รับไป เพราะฉะนั้นจึงมีเท่าไรหมดละเรา เอาไว้เฉยๆ ไม่เกิดประโยชน์ ให้ไปปุ๊บเกิดประโยชน์ทันที ให้อย่างนั้นละเรื่อยๆๆ

         วัดนี้ถ้าหากว่าจะเก็บเงินนี่ โห ได้มาก มากจริงๆ ไม่ใช่ธรรมดา เรื่องพันล้านเราไม่อยากพูด ถ้าหมื่นล้านขึ้นไปแสนล้านจะพูดได้เต็มปากสำหรับวัดนี้ แต่นี้ไม่เคยมีอะไรติดวัด มีเท่าไรออกหมดเลย เอาไว้จะเกิดประโยชน์อะไร นั่นบทเวลาตอบนะ ทิ้งไว้ก็เกลื่อนไปอย่างนั้นเกิดประโยชน์อะไร ยื่นปั๊บนี้เป็นประโยชน์ทันทีๆ ว่าไง ยื่นคือให้เขา เป็นประโยชน์ทันทีๆ ทรัพย์ภายนอกก็อาศัยกันอย่างนั้นๆ ทรัพย์ภายในคือธรรม บุญกุศลกับใจ เวลาเต็มที่แล้วทีนี้ไม่มีเวลาบกบาง ท่านว่านิพพานเที่ยง หัวใจเต็มตื้นด้วยอรรถด้วยธรรมเป็นธรรมธาตุล้วนๆ แล้ว นั่นแหละคือนิพพานเที่ยง อยู่ที่หัวใจเป็นธรรมธาตุแล้ว รู้อยู่ประจักษ์เจ้าของจะไปถามใคร สนฺทิฏฺฐิโก รู้เอง คือเราบำเพ็ญธรรมๆ มันรู้ประจักษ์ในใจ ตั้งแต่ภาวนาล้มลุกคลุกคลานก็รู้มาเป็นลำดับลำดา

เรียนหนังสือเราก็ไม่ปล่อยนะการภาวนา คือเรียนหนังสืออยู่นั่นน่ะภาวนาเงียบๆ ไม่ให้ใครรู้นะ ตอนเรียนหนังสือเรียนเปิดเผย เวลาเรียนเรียนอย่างเปิดเผย แต่เวลาภาวนานี้เป็นเรื่องเฉพาะตัวเอง ไม่ให้ใครทราบเลย พระทั้งวัดไม่ทราบ แม้เพื่อนฝูงด้วยกันก็ไม่ทราบ คือเราไม่ไว้ใจที่จะทราบเรื่องของเรา เราเก็บเงียบๆ เลย พวกนี้พวกลิงพวกค่าง จะว่าอะไรมันก็ไม่ได้ มันไม่มีผิดมีถูกอะไร เหอ จะไปนิพพานเดี๋ยวนี้เหรอคอยกันหน่อยๆ มันไปอย่างนั้นซี แล้วจะว่าอะไรมันล่ะใช่ไหม หลบตัวเองเสียดีกว่า

หากจะว่าเป็นตามนิสัยก็ไม่น่าจะผิด คือมันเป็นอยู่ลึกๆ ในใจ ไม่เคยปล่อยนะการภาวนา เรียนหนังสือไปทางเรียนเรียน แต่หัวใจกับภาวนาถึงเวลาแล้วเข้าปั๊บ เข้าภาวนา เช่นอย่างเข้าในห้องไปภาวนา กลางคืนก็ภาวนา เป็นประจำจนกระทั่งออกปฏิบัติอย่างเปิดเผย เวลาเรียนนี้ทำอย่างเงียบๆ ไม่ให้ใครทราบ เราจึงได้พูดให้ฟังว่า เราเรียนหนังสืออยู่ ๗ ปี ภาวนาลงแดนอัศจรรย์ ๓ หนเราไม่ลืม เป็นอยู่วัดโยธานี่หนแรก หนหนึ่ง แล้วก็ไปเป็นที่ไหนอีกน้า ทางเชียงใหม่ทางไหน ๓ หนที่เป็นแบบอัศจรรย์

นั่นละพอหยุดเรียนแล้วก็พุ่งใส่นี้เลย จะเอานี้ให้ได้ ว่าอย่างนั้นเลย คือให้ได้โดยถ่ายเดียว เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ พอออกจากเรียนปั๊บก็ใส่ปั๊วะเลย เอาได้จริงๆ ก็มันซัดกันทั้งวันทั้งคืน สุดท้ายก็ไม่พ้นเงื้อมมือของเราไปได้ ได้ เรียนหนังสืออยู่เป็น๓ หน แต่จับเอาไว้ มันเป็นเชื้อสำคัญนะฝังลึกมาก เพราะเป็นของอัศจรรย์ขึ้นภายในใจ ถึงหายไปแล้วความจำเรื่องอัศจรรย์มันก็ไม่ได้จืดจางไปไหน

เพราะฉะนั้นเวลาออกแล้วจึงใส่ใหญ่เลย เรียนหนังสืออยู่ ๗ ปี ที่ภาวนาแฝงๆ ไป ถ้าเร่งหนังสือมากภาวนาก็อ่อนลง แต่ไม่ขาด ทำอยู่คนเดียวเงียบๆ ไม่ให้ใครทราบ มันหากเป็นอยู่อย่างลึกๆ ลับๆ นั่นละ คือไม่น่าจะเล่าให้ใครฟังมันก็เป็นเองในตัวเอง รู้เองนะ ไม่พูด เพื่อนฝูงจะสนิทสนมมากน้อยเพียงไรเรื่องภาวนาไม่เคยพูดให้ใครฟังเลย เหมือนว่ามันไม่ควรแก่กันเลยเรื่องภาวนา เขากับจิตดวงที่มันเป็นอยู่เดี๋ยวนี้น่ะ

สนิทสนมเป็นลิงเป็นค่างไปด้วยกันเป็น แต่ลึกๆ ไม่ให้รู้ เขาเป็นลิงเป็นค่างก็ลิงค่างของพระนั่นแหละ พูดหยอกพูดเล่นเหมือนคนเราธรรมดา แต่หยอกเล่นกันในวงธรรมวินัยเท่านั้นเอง แต่ภายในลึกๆ ไม่ให้รู้ มันอดคิดไม่ได้นะ มันคงเป็นนิสัยอันหนึ่งของมันอยู่ในจิตลึกๆ ไม่ให้ใครทราบละ เป็นอยู่ลึกๆ เรียนหนังสืออยู่ก็ไม่ละภาวนา มันหากฝังลึกของมันอยู่นั้น ตั้งแต่ไปได้แดนอัศจรรย์ที่วัดโยธานิมิตรครั้งแรกนั่นละ ตั้งแต่นั้นละฝังลึก เรียนหนังสือ ๗ ปีเป็น ๓ หน พอหยุดแล้วบุกใหญ่เลยก็ได้

โธ่ การภาวนาเป็นของเล่นเมื่อไร พุทธศาสนาคือศาสนาองค์แห่งการภาวนา รากแก้วแก่นแท้อยู่ที่ภาวนา พระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยการภาวนา พระสาวกทั้งหลายที่เป็น สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเราล้วนแต่มาจากภาวนาทั้งนั้น แต่ใครไม่ค่อยได้สนใจ อย่างที่เคยพูดเมื่อวานหรือไงที่ว่าอัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุๆ นั่นน่ะ นั่นคือตีตราเป็นพระอรหันต์เรียบร้อยแล้วอย่างเปิดเผยทางธาตุขันธ์ ของท่านเป็นอยู่ภายใน คือเมื่อใจบริสุทธิ์พูดให้ชัดเจนเสียเลย เมื่อใจบริสุทธิ์ความบริสุทธิ์ของใจนี้มันซักฟอกธาตุขันธ์ แม้จะเป็นส่วนหยาบก็กลายเป็นส่วนละเอียดเข้าไปๆ

เพราะฉะนั้นอัฐิของท่านผู้เป็นพระอรหันต์จึงกลายเป็นพระธาตุได้ คือมันฟอกอยู่ในตัว ฟอกโดยหลักธรรมชาติ ยิ่งเวลาท่านเข้าสมาธิภาวนานั้นร้อยเปอร์เซ็นต์เลย มันฟอกของมันอยู่ในนั้นละ จิตที่บริสุทธิ์ฟอกธาตุขันธ์ที่เป็นส่วนหยาบให้กลายเป็นของละเอียดไปตามๆ กัน เพราะฉะนั้นจึงกลายเป็นพระธาตุได้เวลาท่านมรณภาพไปแล้ว พอจิตบริสุทธิ์แล้วมันค่อยซักฟอกออกนะ มันฟอกในตัวของมันเอง จิตที่บริสุทธิ์ซักฟอกภายในธาตุในขันธ์เป็นหลักธรรมชาติเอง ยิ่งได้เข้าภาวนาเข้าที่สงบจิตเข้าสู่ภายในล้วนๆ แล้วฟอกร้อยเปอร์เซ็นต์ๆ เลย

นักภาวนาเท่านั้นต้องจิตเป็นถึงจะพูดได้ นักภาวนาถ้าจิตไม่เป็นพูดไม่ได้ ถ้าเป็นแล้วเปิดได้เลย ไม่สะทกสะท้านกับผู้ใด เพราะมันเป็นอยู่กับใจตัวเอง ทีนี้เวลามันเปิดโล่งออกแล้วมันก็ได้มองเห็นกิเลสชัดเจน ที่มันปิดมันบังติดเขาติดเราคือติดกิเลสตัวเองนั่นแหละ ติดเขาติดเรา สมมุติว่าขึ้นไปเทศน์นั่งสั่นอยู่บนธรรมาสน์ คือติดเขาติดเรา เข้าใจไหม เมื่อมันปล่อยเสียหมดแล้วมันจะสั่นหาอะไร แน่ะเข้าใจไหม

ไม่มี โลกธาตุนี้ไม่มี บอกตรงๆ เลย เทศน์ให้เทวบุตรเทวดาอินทร์พรหมฟังก็ไม่มี เพราะธรรมนี้เหนือหมดแล้วจะไปมีอะไรกับสิ่งเหล่านี้ โลกุตรธรรมคือธรรมเหนือโลกอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ท่านจะไปหวั่นกับอะไร เทศน์ที่ไหนก็เทศน์ คนมากคนน้อยคนชั้นนั้นชั้นนี้เอามาว่าเฉยๆ ธรรมแท้อยู่ที่ใจท่าน กระจ่างแจ้งอยู่นี้ละไม่ต้องไปหาที่ไหนมาเป็นพยาน จะเอาอะไรมาทับมาถมอันนี้ให้อับเฉาลงไปไม่มี ถึงเวลาออกก็ออก ออกๆ แล้วแต่จะออกหนักเบามากน้อยสำหรับผู้มารับประโยชน์จากการฟัง ถ้าควรจะออกเต็มที่ก็เต็มเหนี่ยวเลย

อย่างเทศน์สอนพระภาวนาเพื่อมรรคผลนิพพานล้วนๆ อย่างเราเทศน์อยู่บนนี่ละ แต่ก่อนที่ว่าเทศน์เผ็ดๆ ร้อนๆ เทศน์อยู่บนศาลา เทศน์สอนพระล้วนๆ เดี๋ยวนี้ไม่มีละเทศน์กัณฑ์อย่างนั้นไม่มี มีแต่เทศน์แกงหม้อใหญ่ๆ เทศน์อย่างนั้นไม่มี มันหากเป็นเอง เมื่อมันไม่ออกแล้วอย่างไรก็ไม่ออกนะ แต่เวลาจะออกแล้วผางเลยทันที นั่นละธรรมอยู่ที่ใจ พอกิเลสเปิดหมดแล้วมันโล่งหมดเลย จึงว่ากิเลสเท่านั้นปิดหัวใจ ติดเขาติดเราติดกิเลสนั่นแหละ เมื่อกิเลสขาดสะบั้นไปไม่มีอะไรติดแล้วโล่งหมดทั่วแดนโลกธาตุ จะว่าไปกล้ากับอะไรไปกลัวกับอะไรไม่มี ในสามแดนโลกธาตุไม่มีในจิต ไม่หวั่นไม่ไหว คือเหนือตลอด แล้วจะเอาอะไรมาหวั่น จิตที่มันโล่งหมดแล้ว ท่านว่า

สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ                     โมฆราช สทา สโต

อตฺตานุทิฏฺฐึ อูหจฺจ                                     เอวํ มจฺจุตฺตโร สิยา

เอวํ โลกํ อเวกฺขนฺตํ                                     มจฺจุราชา ปสฺสติ.

ดูก่อนโมฆราช คือโมฆราชเป็นหนึ่งในมานพ ๑๖ คน คนนี้จะได้บรรลุ พระพุทธเจ้าก็สอดธรรมอันนี้เข้าไปเลย ดูก่อนโมฆราชเธอจงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ ฟังซิสติทุกเมื่อ สทา สโต สโตคือสติ สทาทุกเมื่อ มีสติทุกเมื่อ พิจารณาโลกนี้เป็นของสูญเปล่า ถอนอัตตานุทิฏฐิ ความเห็นว่าเป็นเขาเป็นเราอันเป็นก้างขวางคอนั้นออกเสีย จะพึงข้ามพ้นพญามัจจุราชเสียได้ พญามัจจุราชจะมองไม่เห็นผู้พิจารณาโลกเป็นของว่างเปล่าแล้ว แปลว่าอย่างนั้น

พอจิตเข้าถึงขั้นนี้ปั๊บเป็นโมฆราชด้วยกันหมด ท่านยกเอกเทศมาเพียงโมฆราช องค์เดียว เมื่อจิตเข้าถึงนี้แล้วเป็นโมฆราชเหมือนกันหมดเลย เป็นอันเดียวกัน ไม่ได้แยกแยะจากกันเลย นตฺถิ เสยฺโยว ปาปิโย ไม่มียิ่งหย่อนกว่ากัน เสมอกันหมดเลย ท่านว่า สุญฺญโต โลกํ คือจิตมันว่างไปหมด ไม่มีอะไรจะมาผ่านพอจะเป็นอุปสรรคกีดขวาง หรือรบกันอย่างนี้ไม่มี มันโล่งไปหมดเลย จึงว่ามีกิเลสเท่านั้นเป็นก้างขวางคอ เมื่อกิเลสขาดสะบั้นลงไปแล้วหมด โล่งไปหมดจิตนี้ จิตนี้โล่งไปเลย

เอาฟังนักภาวนาทั้งหลาย เราเปิดให้ฟังชัดเจน เราถอดออกมาจากหัวใจเรามาพูด ไม่ได้มาพูดด้วยความโอ้อวดโกหกมดเท็จ เราไม่มี เราเอาความจริงออกมาพูด เวลามันมืดมันก็มืด ก็ดังที่พูดให้ฟัง จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา แปลก็จะไม่ออกมันจะตาย นั่นละทุกข์ในชีวิตของพระไปเทศน์ที่บ้านแวง เทศน์ จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ โห มันจะตายจริงๆ เป็นหัวหน้าเขาด้วย พรรษาเดียวด้วยนะ

พระเขานิมนต์ไปลานข้าวลานนั้นลานนี้ ทำบุญลานข้าวเขา เขาเป็นประเพณี พอเขาจะเอาข้าวขึ้นยุ้งขึ้นฉางเขาก็ไปทำบุญลานข้าวเขาเสียก่อน แล้วเขาก็ยกข้าวขึ้นยุ้งขึ้นฉาง พระในวัดจะไม่มีเหลือวันหนึ่งๆ เท่านั้นองค์เท่านี้องค์ไปที่นั่นกันหมด นี่ละที่ว่าทุกข์แสนสาหัสก็คือคราว จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ นั่นละทุกข์มากขนาดนั้น ทีนี้เทียบกันเลยวันนี้นะ คนๆ นั้นละที่เทศน์จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ กับปัจจุบันนี้ ไม่คุยนะ มันต่างกันขนาดไหนมันก็รู้ มันโล่งหมดเลย มันไม่มี จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ พอจะเอาอะไรมากีดมาขวางเลย มันโล่งหมดเลย แล้วแต่จะเทศน์หนักเบามากน้อยมันหากเป็นเองในจิต ที่จะว่าสะทกสะท้านหวั่นไหวกับสิ่งใดในโลกนี้บอกว่าไม่มี หมด

เพราะธรรมนี้เหนือทุกอย่างแล้ว สมควรที่จะเทศน์หนักเบามากน้อยเพียงไร เกี่ยวกับผู้มาศึกษาอบรมจะได้รับผลประโยชน์ ก็เทศน์ไปตามขั้นตามภูมิ ถ้าควรจะพุ่งเลยก็พุ่งเลย อย่างเทศน์สอนพระผู้ต้องการมรรคผลนิพพานล้วนๆ นี้เทศน์มันจะไหลออกเลยเชียว คือเทศน์จิตล้วนๆ ในหลักธรรมชาติล้วนๆ นี้เทศน์ง่ายเทศน์คล่อง เทศน์แกงหม้อใหญ่นี่เทศน์ลำบาก ถ้าจะตีแรงๆ หรือหัวเด็กก็มี หัวคนแก่ก็มี แต่ตัวมันคึกมันคะนองมันหลบอยู่มันตีไม่ถูกละซิใช่ไหม ไปถูกหัวคนแก่มันก็เจ็บ ถูกหัวเด็กมันก็เจ็บ มันก็ตีเปาะๆ แปะๆ ไปอย่างนั้น ไอ้ตัวอันธพาลมันอยู่หลังๆ จะเอามันหัวแตกมันไม่ได้ตี เป็นอย่างนั้นเข้าใจไหมล่ะ นี่ละแกงหม้อใหญ่เป็นอย่างนั้น

        ถ้าแกงหม้อเล็กใส่เปรี้ยงๆ ผู้ฟังเปิดรับเต็มเหนี่ยวแล้ว ผู้เทศน์ก็เปิดเต็มเหนี่ยวเลย พุ่งๆ พอพูดอย่างนี้แล้วเราได้เห็นพ่อแม่ครูจารย์เทศน์นี้ แหม ท่านเทศน์บรรจงนะ นิสัยท่านเป็นนิสัยบรรจง พูดเสียงกังวาน พูดบรรจง ไม่ค่อยพูดเร็วละ ถึงขนาดนั้นเวลาท่านพุ่งถึงธรรมะขั้นสูงสุดนี้ แหม จนรัวไปเลย คืออำนาจของจิตพลังของจิต พลังของธรรมภายในจิตนี้พุ่งดันออกมาๆ จนเสียงเทศน์รัวไปเลยเหมือนปืนกล คือพลังของจิตแรง

เมื่อเป็นนี้แล้วมันก็เข้ากันได้เลย จะไปถามใคร ถ้าไม่เป็นอย่างไรมันก็ด้นไม่ได้ เดาไม่ได้ ถ้าเป็นแล้วมันก็เหมือนกัน ทีนี้พอมันเปิดออกหมดแล้วจะเอาอะไรมาติด  นอกจากจะพูดตามผลประโยชน์ของผู้มารับฟังเท่านั้น ควรที่จะได้รับมากน้อยเพียงไรก็ไปตามนั้น ถ้าไม่ควรได้รับปิดเลย ดึงออกก็ไม่ออก ถ้าควรจะได้รับนี้ผางทีเดียวออกทะลุเลย เป็นอย่างนั้นนะธรรม ท่านไม่ขึ้นอยู่กับความสะทกสะท้านหวั่นไหว ท่านไม่มี มีแต่เหตุผลกลไกที่ผู้มารับจะได้รับผลประโยชน์มากน้อยเพียงไรจะออกตามนั้นๆ เท่านั้นเอง

เอาละพอ วันนี้พูดเท่านั้น หยุดแหละ ให้พากันไปปฏิบัตินะภาวนา เวลามันรู้มันรู้จริงๆ นะจิตน่ะ เวลามันรู้มันรู้จริงๆ มันว่างไปหมดจริงๆ เวลาปิดตันก็กิเลสนั้นละครอบเอาไว้ กระดุกกระดิกไม่ได้เลย พอตีกิเลสขาดสะบั้นลงไปแล้วจ้าไปหมดเลย นั่น จำให้ดีคำนี้ มีกิเลสเท่านั้นปิดบังใจไว้ไม่ให้ออกได้ตามสะดวกสะบาย ไอ้พวกที่ว่าสะทกสะท้านหวั่นไหวมีแต่กิเลสทั้งนั้น ความติดเขาติดเรา เมื่อไม่ติดอะไรแล้วมันก็โล่งไปเลย เอาละให้พร

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก