ธุดงควัตรกับการเข้าพรรษา
วันที่ 6 กรกฎาคม. 2544
สถานที่ : วัดป่าบ้านต
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(Real)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔

ธุดงควัตรกับการเข้าพรรษา

เมื่อวานนี้ทองคำได้ ๒๕ บาท ๕๓ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๑,๐๗๒ ดอลล์ รวมทองคำทั้งหมดได้ ๒,๗๕๘ กิโล

เมื่อวานนี้ไม่ได้พูดถึงเรื่องการเข้าพรรษาเลย ไปเลยเตลิดเปิดเปิงทั่วประเทศ ออกทั่วโลกอีกด้วย การเข้าพรรษาทุก ๆ ปีมาขอให้มีหลักมีเกณฑ์สำหรับพวกประชาชนทั้งหลายก็ดี พระท่านมีหลักมีเกณฑ์ของท่าน เช่น สมาทานธุดงค์ ตั้งแต่มาตั้งวัดนี้ก็สมาทานธุดงค์ เฉพาะในพรรษารับเฉพาะมาถึงเขตวัดเท่านั้น เพื่อทำความมักน้อยในการขบการฉันไม่ให้โลเลไปกับลิ้นกับปากมากกว่าธรรม เวลาเข้าพรรษาพระไม่ได้ไปที่ไหนมาที่ไหน รวมกันอยู่ในเวลา ๓ เดือน ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติประกอบความพากเพียร มีความสัตย์ความจริงประจำตนตามแต่ละราย ๆ ที่จะตั้งกฎกติกาเพื่ออรรถเพื่อธรรมต่อตนเอง สำหรับพระเป็นอย่างนั้น

เช่น บิณฑบาตรับเอาเฉพาะที่มาถึงเขตวัดแล้วก็หยุด ไม่รับต่อไป นั้นเรียกว่าไม่รับอาหารที่ตามมาทีหลัง อย่างนี้ก็เพื่อความมักน้อยในการขบการฉันไม่ให้กังวลมาก นอกจากนั้นท่านยังมีความคิดละเอียดเข้าไปกว่านั้นอีก ได้มามากน้อยเพียงไรท่านจะเอาแต่เพียงเล็กน้อย ๆ เท่านั้น นี่ขยับลงไป นี่ละเรื่องของกิเลสถ้าไม่ดัดอย่างนี้ไม่ได้นะ หาความสุขไม่ได้โลกของเรา โลกร้อนเพราะวิ่งตามกิเลส กิเลสมันไม่มีเมืองพอ ทุกอย่างอยากตลอดเวลา ตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสสัมพันธ์อะไรอยากไปพร้อม ๆ แล้วก็ลากเจ้าของไปด้วย เพราะฉะนั้นจึงต้องมีธรรมเป็นเครื่องกำกับ หักเอาไว้ ๆ มันจะเลยเถิด ๆ เหยียบเบรกห้ามล้อ แล้วก็เร่งความเพียรทางด้านจิตใจเข้าเป็นลำดับ

นี่ท่านชำระสะสางสิ่งที่สกปรก ทำการรบกวนและสร้างความทุกข์ให้แก่สัตวโลกตลอดมาก็คือกิเลสเท่านั้น กับธรรมที่เป็นเครื่องชะล้างกัน นอกจากนั้นไม่มี กิเลสไม่กลัวอะไรกลัวแต่ธรรมอย่างเดียว อย่างอื่นไม่มีกลัว สามแดนโลกธาตุเป็นบริษัทบริวาร อยู่ใต้อำนาจของกิเลสทั้งมวล โลกุตรธรรมเหนือกิเลสอีก จึงต้องเอาธรรมมาปราบมาปรามชะล้าง ไม่เช่นนั้นจะอยู่ไม่เป็นสุขมนุษย์เราถ้าไม่มีธรรม นี่เคยปฏิบัติอย่างนี้ตลอดมาตั้งแต่อยู่กับพ่อแม่ครูจารย์มั่นเรื่อยมา ปีแรกเป็นปีไปสังเกตดูข้อวัตรปฏิบัติของท่านทุกแง่ทุกมุม ไปศึกษาเอาจริง ๆ นะ ไปดูไปสังเกตทุกอย่าง ท่านทำยังไงต่อยังไง ๆ สังเกตมาหมด นั้นเป็นปีที่ตั้งรากฐานในการเข้มงวดกวดขันต่ออรรถต่อธรรม ที่จะมากำจัดปัดเป่ากิเลสภายในจิตใจของตัวเอง โดยอาศัยครูอาจารย์เป็นแนวทางเดิน

ในพรรษาแรกจะว่ามีธุดงควัตรหรือจะพูดว่าไม่มีก็ได้ เพราะปีนั้นปีสังเกตที่จะสมาทานธุดงค์ข้อใด ๆ แม้เรียนมาตามปริยัติสมบูรณ์แล้ว ไม่มีผู้นำปฏิบัติก็ไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นจึงต้องเอาออกมาทดสอบดูกับท่านพาดำเนินเป็นยังไง ตั้งแต่ปีนั้นมาละ ปีแรกนั้นยังไม่ได้อะไร คอยเก็บไปก่อนคติเครื่องเตือนใจทุกอย่างจากครูบาอาจารย์มีหลวงปู่มั่นเป็นสำคัญ พอได้หลักได้เกณฑ์แล้วปีหลังตั้งปุ๊บเลยสมาทานธุดงค์ ตั้งแต่วันเข้าพรรษาตลอดทะลุ ๆ จนกระทั่งมาทุกวันนี้เฒ่าแก่ เดี๋ยวนี้เฒ่าแก่มันเลยเถิดมันไม่มีธุดงควัตร นี่เราพูดถึงเรื่องเราดำเนินมาอย่างนั้น จริงจังทุกอย่าง จับปุ๊บ ๆ ติดมับ ๆ เลย เคลื่อนคลาดไม่ได้ แล้วก็พาหมู่เพื่อนมาดำเนิน ตั้งแต่อายุก้าวเข้ามาในย่านนี้แล้วเราค่อยปล่อยวางเรื่องของเราแล้ว เพราะสอนหมู่เพื่อนหมดทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไรเหลือแล้วในพุง สอนหมด ให้พากันดำเนินตามที่สอนและพาดำเนินมาแล้วนี้ เพราะฉะนั้นธุดงค์ข้อนี้จึงมีประจำตลอด สำหรับพระเณรทั้งหลายมีประจำตลอดในพรรษา

ธุดงค์มี ๑๓ ข้อ ธุดงค์ แปลว่าเครื่องกำจัดกิเลส แปลออกแล้ว มี ๑๓ ข้อที่นำมาปฏิบัติ เช่น บิณฑบาตเป็นวัตร ถ้ายังฉันอยู่ต้องไปบิณฑบาตทุกวันเป็นวัตร ไม่ให้ขาด เว้นแต่ไม่ฉัน ไม่ฉันก็ไม่ขาดธุดงค์เพราะไม่ฉัน ถ้ายังฉันอยู่ต้องไปบิณฑบาตมาฉัน ฉันมื้อเดียวเท่านั้น ฉันหนเดียวตลอด แล้วก็ฉันในบาตร นอกจากฉันในบาตรแล้วก็ห้ามรับอาหารที่ตามมาเป็นข้อ ๆ ไปโดยลำดับลำดา เราก็ไม่บรรยายไปมากละ ที่อยู่ในป่าเป็นธุดงค์ข้อหนึ่ง ๆ เช่น ป่าช้า ป่ารกชัฏ ตั้งสมาทานอยู่ในนั้น ๓ เดือนก็ต้องอยู่อย่างนั้นจึงเรียกว่าธุดงค์ เป็นลำดับมา สำหรับวัดนี้ได้ปฏิบัติมาอย่างนั้น

เวลาในพรรษาเร่งความเพียร ไม่ให้มีงานใดเข้ามายุ่งเลย ประกอบความพากเพียรชำระจิตใจ ได้โอกาสหรือเวล่ำเวลาที่จะได้รับการอบรม ครูบาอาจารย์ท่านจะบอก เวลาเท่านั้นประชุมวันนี้ นั่นคือประชุมอบรมธรรมะ ตามปรกติที่เคยปฏิบัติมา ก็ประมาณสักอาทิตย์หนึ่งประชุมหนหนึ่ง หรืออย่างมากก็ ๑๐ วันเว้น ๑๐ วันบ้าง ประชุมทุกระยะ ๆ ตลอดมาอย่างนี้ สอนพระสอนเณร สอนสำคัญที่สุดคือภาคจิตตภาวนา ภาคจิตตภาวนาเป็นสิ่งสำคัญมากทีเดียว จึงต้องเน้นหนักทางด้านจิตตภาวนาตลอดเวลา คำว่าจิตตภาวนาท่านสอนว่า ให้ดูหัวใจตัวเอง

ใจนี้เป็นตัวดีดตัวดิ้นตลอดเวลา ไม่มีเวลาพักผ่อนหย่อนตัวได้นอกจากเวลาหลับเท่านั้น นี่เรียกว่าขันธ์ที่สมุทัยได้แก่กิเลสนำไปใช้นี้จะระงับตัว คนนอนหลับไม่สร้างทั้งบุญไม่สร้างทั้งบาป หลับ เรียกว่าตายในเวลาหลับ บุญก็ไม่ทำ บาปก็ไม่ทำ เวลานั้นไม่ทำอะไรทั้งนั้น จิตก็ระงับไม่ยุ่งเหยิงวุ่นวาย คนเราจึงพอมีความสุขได้บ้างก็เวลาหลับนอน และพักความกังวลวุ่นวายได้บ้างก็เวลาหลับนอน ที่หลับสนิทเท่าไรก็ยิ่งพักธาตุพักขันธ์จิตใจได้ดี ถ้ามีการละเมอเพ้อฝันไปต่าง ๆ นานาแล้ว การหลับก็ไม่สนิท ธาตุขันธ์ก็ไม่มีกำลัง นี่การพักธาตุขันธ์ของคนมีกิเลสพักในเวลาหลับนอน ไม่อย่างนั้นดีดดิ้นตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับ เป็นอย่างนี้ด้วยกันทุกคน

ทีนี้การพักจิตนี้ พักทั้ง ๆ ที่ยังไม่หลับ มันดีดดิ้นไปไหนเอาสติปัญญาจ่อลงไป คอยดูความเคลื่อนไหวจะออกจากจิต กระเพื่อมพับออกแล้ว เรื่องบาปเรื่องบุญขึ้นในจุดนั้น ๆ เรายังปฏิเสธว่าบาปบุญไม่มี ทั้ง ๆ ที่เราสร้างอยู่ตลอดเวลาทุกขณะจิตที่แสดงออก นั้นคือสร้างบุญสร้างบาป แต่เราไม่รู้ว่าเป็นบุญเป็นบาปล่ะซี พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ท่านเห็นหมด ก็ท่านเรียนอย่างนี้ ทีแรกท่านก็ไม่เห็นท่านก็ไม่รู้ พอแย็บปั๊บออกแล้วนะนั่น ไม่บุญก็บาป ๆ ไปเรื่อย ๆ คือกิเลสจะพาไปทางฝ่ายบาป ถ้าคิดไปทางอรรถทางธรรมเรียกว่าบุญ นี่ต้นเหตุเกิดขึ้นแล้ว ต้นเหตุของบุญเกิดที่ไหน บุญก็เกิดที่นั่นไม่อยู่ที่อื่น จากนี้ไปก็พาไปละที่นี่ อันนี้เป็นสายยาวเหยียดเลย

ต้นบุญต้นบาปอยู่ที่ใจ ลากใจนี้ไป ถ้าเป็นทางชั่วก็ดึงลง ๆ ถ้าเป็นทางดีก็หนุนขึ้น ๆ ลากขึ้นเข็นขึ้นตลอดเวลา เกิดขึ้นจากใจนะ คำว่าบุญว่าบาปเกิดขึ้นจากใจ ใจเป็นภาชนะรับไว้ทั้งบุญและบาป รับไว้ในใจ ๆ เราสร้างตลอดเวลาสร้างทั้งสองอย่างนี้ แต่เราไม่รู้ว่าเราสร้างบาปสร้างบุญ แล้วก็ปฏิเสธว่าบาปบุญไม่มี ทั้ง ๆ ที่ตัวสร้างตลอดเวลา ลบหน้าผากตัวเองว่าไม่ได้สร้างบุญสร้างบาป มันสร้างอยู่ภายในใจด้วยความละเอียดของมันโดยอัตโนมัติของมันเอง ทีนี้บาปบุญก็เกิดเรื่อย ๆ อยู่ภายใน

นี่เราพูดย่อ ๆ นะ ทีนี้กระจายออกไปเป็นกิ่งก้านออกไป ขยายออกไปละที่นี่ จะออกกว้างแคบขนาดไหน ทีนี้รอบด้านนี่เราจะเห็นเป็นลำดับลำดา เมื่อจิตได้รับความสว่างไสวจากการอบรมแล้วไม่ต้องไปถามใคร พระพุทธเจ้าไม่ได้ถามใคร เอามาสอนโลกไม่ได้สอนจากการถามใครนะ พระพุทธเจ้าท่านไม่ถามใคร พระสงฆ์สาวกรู้อย่างเดียวกันไม่ถามใคร พอความรู้สว่างไสวออกจากการอบรม เพราะการอบรมเป็นของสำคัญมากทีเดียว ทีแรกก็อยากจะว่าล้มลุกคลุกคลาน ตีต้อนกันตลอดเวลา

เป็นความทุกข์มากที่สุด ในการฝึกทรมานจิตในขั้นเริ่มแรกที่ไม่รู้ภาษีภาษานี้แหม มันจะออกนอกลู่นอกทางถ่ายเดียว ที่จะเข้าสู่ธรรมไม่มี มีแต่ออกไปตามกิเลสที่ฉุดลากไป ๆ จึงต้องทรมานกันอย่างหนัก ใช้ความพินิจพิจารณา สติสตังตั้งตลอด ๆ เลย มันจะคิดไปเรื่องไหน คิดพับตีพับ พอสติรู้มันจะดับนะ ถ้าไม่มีสติไม่รู้มันไม่ดับ มันจะต่อเงื่อนของมันไปเรื่อย พอสติรู้พับมันจะระงับแล้วตั้งใหม่ขึ้นมาอีก ถ้าสติยังมีอยู่มันก็รอจังหวะ สำคัญจึงอยู่ที่สติ

ทีนี้เวลาเราอบรมไปทุกวี่ทุกวันดังที่ว่านี้ ไม่ว่ากาลนั้นกาลนี้อย่าเอามาคิดนะ กิเลสไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลา ธรรมะก็เหมือนกันไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลา ขึ้นกับการทำลายตัวเองและการบำรุงรักษาตัวเอง ด้วยกิเลสเรียกว่าการทำลายตัวเอง ด้วยบุญเรียกว่าการส่งเสริมตัวเอง ได้แก่สติเป็นสำคัญที่จะรู้เรื่องทั้งสองนี้ ทีนี้เวลาเราพยายามอยู่อย่างนั้น จิตใจเมื่อได้มีการรักษาอยู่ก็ค่อยแคล้วคลาดปลอดภัยไปเรื่อย ๆ จากความคิดความปรุงที่ทำให้เกิดความทุกข์ความร้อน จากคำว่าบาปว่ากรรมอยู่ที่ใจนั่นแหละ แล้วค่อยสงบตัว นานเข้า ๆ หลายวันหลายคืนเข้าค่อยสงบมากเข้า ๆ เรื่องยุ่งเหยิงวุ่นวายภายในใจก็ถูกธรรมทับไว้ ๆ สมถธรรมคือความสงบใจทับเอาไว้ ๆ จิตก็ไม่ยุ่งเหยิงวุ่นวาย

ทีนี้ก็สนุกสั่งสมความสงบเย็นใจตนขึ้นด้วยจิตตภาวนา มีสติกำกับรักษาตลอดไป เว้นแต่หลับ พอตื่นขึ้นมาจับงานแล้ว ๆ สติจับปุ๊บเป็นอันดับแรก ดูเหตุการณ์ภายในจิตใจของตัวเอง นี่คือนักภาวนา พี่น้องทั้งหลายจำเอาไว้นะ เพื่อชำระจิต เพราะจิตมันสั่งสมความชั่วช้าลามก สั่งสมภพสั่งสมชาติมากี่กัปกี่กัลป์ มาประมวลอยู่ในหัวใจดวงนี้ บรรจุไว้หมด เพราะฉะนั้นการชำระจึงชำระยากทีเดียว ทีนี้เวลาชำระอยู่ไม่หยุดไม่ถอยอันนี้จะค่อยจาง เหมือนหัวเผือกหัวมันที่มันยังดิบ ๆ สด ๆ อยู่นี้ พิษของมันเต็มอยู่ในนั้นกินไม่ได้นะคัน ต้องเอาไปต้ม ความร้อนขับพิษภัยทั้งหลายออก เหลือตั้งแต่รสธรรมชาติของมัน เผือกมันนั้นก็กินได้สบายไม่มีภัย แต่มีคุณต่อร่างกายอย่างเดียว

นี่จิตใจของเราเมื่อถูกซักฟอก จิตใจเท่ากับหัวมันหรือหัวเผือก ถูกซักฟอกด้วยตปธรรม คือความแผดเผาของธรรมแผดเผากิเลส เผาไปเรื่อย ๆ เหมือนน้ำร้อนที่แผดเผารสชาติต่าง ๆ ซึ่งเป็นพิษเป็นภัยนั้นออกจากเผือกมัน เหลือแต่รสธรรมชาติอยู่ในหัวเผือกหัวมัน อันนี้รสธรรมชาติคือธรรม ๆ เมื่อซักฟอกเข้าไปแล้วจิตใจจะสงบเย็นขึ้นมา พิษภัยที่กิเลสสร้างขึ้นมาก็จางไป ๆ สง่างามขึ้นเรื่อยในตัวเอง

การฝึกหัดจิตใจเป็นของสำคัญมากนะ นี้ละที่พระพุทธเจ้าท่านทรงรู้ทรงเห็นสิ่งต่าง ๆ แต่วิสัยของพระพุทธเจ้าไม่ได้เหมือนเรา รู้พึบไปตลอดทั่วถึง สำหรับสาวกจะกระจายออกไปตามความสว่างของใจ ความสว่างของใจมากน้อยเพียงไร สิ่งที่มีทั้งหลายซึ่งควรแก่ความรู้ความเห็นที่จะไปรู้ไปเห็นกันนั้นมันมีอยู่แล้ว เป็นแต่เพียงผู้นี้ปิดตัวเอง ตามืดมัว เวลาชำระออกไปแล้วตาใจนี้ก็ค่อยสว่างออก สว่างไปแค่ไหนก็เห็นแค่นั้น ๆ สว่างไปเท่าไรเห็นแค่นั้น สว่างจ้าออกไปก็ทะลุเต็มเหนี่ยวของสาวกทั้งหลาย ไม่ได้เหมือนพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นศาสดาเอกของโลก ก็เต็มกำลังความสามารถวาสนาของบรรดาสาวก รู้เต็มหัวใจทุกองค์ ๆ

นี่ละความรู้เหล่านี้จะปฏิเสธได้ยังไง ใจเป็นนักรู้ สิ่งที่ให้รู้ให้เห็น อย่างตาเรานี้เรียกว่าเป็นนักเห็น มองไปไหนก็เห็น เห็นมากเห็นน้อยตามวิสัยของตา มันจะเห็นไปหมด ทางหูก็ได้ยินตามวิสัยของหูหมด ทางใจยิ่งไม่ต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้มาเป็นเครื่องประกอบ เป็นนักรู้ล้วน ๆ แล้วกระจายออกไปด้วยความสว่าง ๆ มันก็ยิ่งเห็นออกไป ๆ เพราะสิ่งเหล่านั้นมีอยู่แล้วไม่ใช่ไม่มี รูปก็มีอยู่แล้ว ตามองไปเมื่อไรก็เห็น เสียงมีอยู่แล้วฟังเมื่อไรก็ได้ยิน มันรับกัน ๆ ถ้ามีสิ่งรับแล้วก็รู้ ถ้าไม่มีสิ่งรับก็เท่ากับสิ่งเหล่านั้นไม่มี ๆ

อย่างที่พวกเราทั้งหลายปฏิเสธธรรมพระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้เรียบร้อยแล้ว ว่าบาปบุญนรกสวรรค์ไม่มี คือมันไม่มีสิ่งรับ สิ่งเหล่านั้นไม่มีได้ยังไง ไม่มีพระพุทธเจ้าเอาอะไรมาสอน ก็ทรงเห็นแล้วรู้แล้วในสิ่งที่มีอยู่ คำว่ามีอยู่ไม่ใช่มีอยู่เมื่อวานเมื่อวานซืนนี้นะ มีมาตั้งกัปตั้งกัลป์ สิ่งที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสรู้ขึ้นมาไม่ใช่มีมาเมื่อขณะที่ตรัสรู้นะ มีมาก่อนหน้านั้นตั้งกัปตั้งกัลป์แล้ว พอตรัสรู้ก็คือตาใจสว่างจ้าขึ้นมาก็เห็น เพราะสิ่งเหล่านี้มีอยู่แล้วก็เห็น ๆ อย่างนั้นต่างหากนะ

แล้วพวกเราใครจะเก่งจะไปลบล้างบาปบุญนรกสวรรค์ ที่พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ยอมรับทุก ๆ พระองค์ว่ามีอยู่แล้วนั้น ปฏิเสธว่าไม่มี ใครจะไปกล้าสามารถ เอ้า กล้าก็กล้าซิ อวดต่อพระพุทธเจ้าแล้วจมทั้งนั้นไม่ว่าใคร อย่าอวดแท้ ๆ นะ ศาสดาเอกของโลกคือพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์เป็นแบบเดียวกันหมด รู้อย่างเดียวกันเห็นอย่างเดียวกันหมด เรื่องกิเลสมันก็ลบล้างตลอดมาแบบเดียวกันหมดเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราจึงให้เชื่อ

คำว่ากิเลส คือเป็นเครื่องหลอกลวงสัตวโลก คำว่าธรรมไม่มีคำว่าหลอกลวง ต้องยึดสิ่งไม่หลอกลวงเราจะแคล้วคลาดปลอดภัย ถ้ายึดสิ่งหลอกลวงก็ถูกหลอกลวงเรื่อยไป ต้มตุ๋นเรื่อยไป สร้างกองทุกข์ให้ตัวเองเรื่อยไปนั่นแหละ นี่ละการชำระจิตเป็นของสำคัญอย่างนี้นะ ท่านจึงสอนให้ภาวนา

สำหรับวัดนี้เป็นปรกติเรื่อยมาอย่างนั้น เป็นพื้นฐานแห่งการภาวนา ไม่ให้มีอะไรมายุ่งเลย เฉพาะงานต่าง ๆ ในวัดนี้ไม่เคยมีพูดตรง ๆ เลย ในวัดป่าบ้านตาดมีงานนั้นงานนี้ไม่เคยมี มีแต่งานภาวนาล้วน ๆ เรื่องด้านวัตถุเกี่ยวกับการก่อสร้างนั้นสร้างนี้ เราตัดขาดสะบั้นไปเลย เพื่อเปิดทางให้พระได้ภาวนาสะดวกสบาย

พระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยการภาวนา ไม่ได้ตรัสรู้ด้วยการสร้างนั้นสร้างนี้ ยุ่งนั้นยุ่งนี้ พระสงฆ์สาวกทั้งหลายก็เหมือนกัน ท่านตรัสรู้ด้วยการภาวนา ไม่ได้ตรัสรู้ด้วยการสร้างนั้นสร้างนี้ สร้างความยุ่งเหยิงวุ่นวายตลอด แล้วตรัสรู้ขึ้นมาจากวัตถุต่าง ๆ แร่ธาตุต่าง ๆ นี้ไม่มี ตรัสรู้ขึ้นมาจากธรรม บำรุงธรรม บำเพ็ญธรรม ตรัสรู้ขึ้นมาจากธรรม ไม่ได้ตรัสรู้ขึ้นมาจากการบำรุงการขวนขวายอิฐปูนหินทรายมาสร้างตึกรามบ้านช่อง พอบ้านช่องสำเร็จทางนี้ก็ตรัสรู้ขึ้นมาไม่เคยมี ตรัสรู้ด้วยอิฐปูนหินทรายสำเร็จเป็นหอปราสาท เราก็ตรัสรู้ขึ้นมาเป็นนิพพาน เพราะหอปราสาทจากอิฐปูนหินทรายไม่เคยมี มีแต่ตรัสรู้ด้วยธรรมทั้งนั้น ธรรมจากการบำเพ็ญ เพราะฉะนั้นจึงต้องได้เข้มงวดกวดขันในด้านวัตถุที่จะมาทำลายการภาวนา สำหรับวัดนี้บอกตรง ๆ ว่าไม่เคยมี ห้ามเด็ดขาดไม่ให้มีเลย มีแต่หน้าที่การงานของการภาวนาอย่างเดียว

ทีนี้เวลาเหตุการณ์มันบีบบังคับก็อย่างที่เห็น เราก็ได้เคลื่อนไหวออกไปช่วยโลกช่วยสงสารเกี่ยวกับด้านวัตถุ แม้เช่นนั้นเราก็ไม่ให้พระไปยุ่งกับเรา เรื่องของเราก็เป็นเรื่องของเรา เรื่องของพระให้เข้มงวดกวดขันภาวนาตามเดิม ทีนี้งานนั้นงานนี้ก็เริ่มมีขึ้นแหละวัดป่าบ้านตาด แต่ก่อนไม่มี นี่เอะอะก็งานวัดป่าบ้านตาด ๆ งานอะไร งานเพื่อชาติ พอว่างานเพื่อชาติอย่างนี้จิตใจเราอ่อนลงทันที ต้องอนุโลม ๆ เรื่อย เพราะฉะนั้นวัดป่าบ้านตาดจึงรู้สึกว่าจะมีงานมากยิ่งกว่าวัดอื่นใดเวลานี้ จะกลายเป็นวัดที่ร่ำลือในงานต่าง ๆ แล้วนะ แต่ที่เราฝืนไม่ได้ก็คืองานเพื่อชาติ

เวลานี้เรากำลังช่วยชาติอยู่ ตลอดมาอย่างนี้ งานเหล่านี้เป็นเครื่องหนุนชาติไทยของเราทั้งด้านวัตถุและด้านจิตใจให้สูงขึ้น ๆ จึงต้องยอมรับว่า วัดป่าบ้านตาดมีงาน ๆ เรายอมรับว่ามี นี่วันที่ ๑๒ นี้ก็จะเอาอีกนะนี่ เพราะฉะนั้นมาเมื่อวานซืนจากกรุงเทพตอนเย็น ๆ ก็ด้อม ๆ ออกไป พอดีไปเจอหัวหน้าใหญ่เขากำลังสร้างศาลา ก็ไปพูดกับหัวหน้าใหญ่เลยในเรื่องการสร้างศาลา เขารับรองว่าทันวันที่ ๑๒ สิงหา แน่นอน อย่างนี้ละต้องไปดูนั้นดูนี้ แล้วสร้างนั้นสร้างนี้ดูซิ เรายอมรับตลอดมาเพราะเห็นแก่ชาติบ้านเมือง ส่วนพระท่านที่ปฏิบัติเราไม่ไปรบกวนท่าน นอกจากมีความจำเป็นบางครั้งบางคราวก็ให้ท่านมาช่วยเป็นขณะ ๆ แล้วก็ให้เลิกกันไป นี่เราดำเนินมาอย่างนี้

ธรรมเท่านั้นที่ทำโลกให้เย็น พี่น้องทั้งหลายให้สนใจในธรรมมาก ๆ นะ ถ้าไม่มีธรรมจะไม่มีความหมายโลกนี้ ใครจะโอ้จะอวดว่าเก่งกล้าสามารถขนาดไหนมันก็เหมือนนักโทษ อวดรู้อวดฉลาด อวดความสุขความเจริญทุกสิ่งทุกอย่างว่าเป็นมงคล อยู่ในเรือนจำนั่นแหละไม่ได้นอกเรือนจำไปได้ คนที่อยู่นอกเรือนจำเขามีความสุขความสบายขนาดไหน เขาไม่ได้คุยเขาก็มีความสุข นักโทษที่คุยโม้อยู่ในเรือนจำว่าตนมีความรู้ความฉลาดมีความสามารถ มีความสุขความเจริญกว่าคนภายนอกกว่าเรือนจำไปนี้ เรื่องที่คุยโม้มันคุยเฉย ๆ ไม่ได้มีความสุขตามความโม้ความคุย

คนมีกิเลสเหมือนกับนักโทษในเรือนจำไม่ผิดกัน เพราะฉะนั้นจึงต้องเอาธรรมพระพุทธเจ้าซึ่งนอกเหนือจากความวุ่นวายทั้งหลายนี้ มาชะมาล้างความวุ่นวายนี้ให้กระจายออกไป ๆ ความสงบร่มเย็นของเราชาวพุทธจะเริ่มมี ส่วนรวมก็จะมี ส่วนย่อยก็จะมีถ้ามีธรรม ถ้าไม่มีธรรมไม่ได้นะ เรื่องความไม่มีธรรมเสียหายมากทีเดียว ต้องให้มีธรรมในใจทุกคน ๆ ให้พากันเข้มงวด หันหน้าเข้าศาสนานะ เราหันหลังให้ศาสนามามากแล้ว เดี๋ยวนี้กำลังหันหัวเข้าไปสู่ฟืนสู่ไฟจะเผาไหม้กันทั่วประเทศไทยยังไม่รู้อยู่หรือ ว่าเราหันหน้าเข้าสู่ไฟ ต่างคนต่างกล้าหาญชาญชัยต่อฟืนต่อไฟ ไม่ได้กลัวเหมือนโลกทั้งหลายเขากลัวไฟกัน พวกเรากลับกล้าหาญชาญชัยต่อฟืนต่อไฟ ด้วยการปีนเหตุปีนผลปีนอรรถปีนธรรม จะเอาความสุขความเจริญให้สมมักสมหมายเหนืออรรถเหนือธรรมมันเป็นไปไม่ได้

อย่าฝืนธรรมนะ ฝืนเท่าไรยิ่งจมลงไป ๆ จะให้เป็นความสุขไม่เป็น เพราะสกุลของกิเลสเป็นสกุลตั้งมาดั้งเดิมตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ เพื่อต้มสัตวโลกทั้งหลายให้หลงตาม แล้วสร้างความทุกข์เผาไหม้ตัวเองตลอดมา ไม่ได้เหมือนสกุลของธรรมซึ่งมีมาตั้งแต่กาลไหน ๆ เช่นเดียวกัน แต่สร้างความสุขความสงบเย็นใจ สร้างความสัตย์ความจริงให้แก่สัตว์ทั้งหลายได้พึ่งพิงอาศัย ตายใจพึ่งเป็นพึ่งตายได้ นี่สกุลของธรรมเป็นอย่างนั้น สกุลของกิเลสเป็นเครื่องสังหารทรมาน สกุลของธรรมเป็นเครื่องบำรุงส่งเสริมให้สงบร่มเย็นและมีความสุขเต็มกำลังความสามารถของตน ทั้งสองสกุลนี้ไม่เหมือนกัน คนละสกุล

เราอยู่ในท่ามกลางนั่นแหละ สกุลแห่งธรรมและสกุลของกิเลส เราจะเอื้อมมือไปทางไหนให้เอื้อม เอื้อมมือไปทางธรรม ธรรมจะพยุงเรา เอื้อมมือไปทางกิเลส กิเลสฉุดลากเราลงไป นี่เราได้รับอุบายจากครูบาอาจารย์อยู่เสมอ ล้วนแล้วตั้งแต่ประกาศเรื่องธรรม ให้เราเอื้อมมือจับเกาะธรรมทั้งหลายแล้วเราจะค่อยแคล้วคลาดปลอดภัยไป

แล้วนี่ฆราวาสยังไม่ได้พูด เวลาเข้าพรรษานี้พวกฆราวาสเราเคยสอนทุกปี ๆ ควรจะมีคำสัตย์คำจริงบังคับตนเองบ้างนะ อย่าปล่อยเลยตามเลย ไม่ว่าเข้าพรรษาออกพรรษาตลอดเวลา หาเขตหาแดนไม่ได้นี้ไม่เหมาะสมกับเราเป็นชาวพุทธและมีครูอาจารย์แนะนำสั่งสอน ควรจะมีหลักมีเกณฑ์ สมมุติว่าทานเราเคยทำเป็นประจำตามนิสัยของเราก็ตาม แต่มีข้อผูกมัดกันเข้าไปอีกเพื่อเตือนตัวเองไม่ให้นอนใจ วันหนึ่งเราจะให้ทาน ให้มีเครื่องหมายของทานประจำวันหนึ่งจนได้ หรือสมมุติว่าเราจะตั้งสัจอธิษฐานใส่บาตร วันหนึ่งอย่างน้อยให้ได้ใส่บาตรพระหนึ่งองค์ นี้ก็เรียกว่าเป็นสัจบารมีของเรา ทานบารมีมีอยู่แล้วในนั้น ถ้าเราจะปักลงอย่างนั้นก็ได้ แล้ววันหนึ่งให้ได้ให้ทานอย่าให้มีขาดวรรคขาดตอน

ผู้ที่สะแตกเหล้าเมาสุรา กินจนเป็นบ้าขี้แตกเยี่ยวราดนี้ก็ตัดมันออกให้หมด เพื่อก้นจะไม่ต้องได้ทะลุตลอดเวลา ก้นให้มีประตูปิดบ้าง แล้วเอากุญแจไปล็อคมัน ไม่อย่างนั้นน้ำสุราน้ำบ้าจะทะลักออกมานี้ กุญแจล็อกก้นมันขี้แตกเพราะสุรานั้นมันจะทะลักออกไปด้วยกันเข้าใจไหม เพื่อกุญแจจะได้นอนหลับบ้าง กุญแจล็อกก้นคน ไม่สะแตกสุราน้ำเหล้ามันไม่ออกเข้าใจไหม ไม่ไหลออกจากก้น นี่บังคับเอาเลย

ตายก็ตาย อย่างนั้นซิเราต้องการให้เราเป็นคนดี ตั้งแต่นี่อย่างน้อย ๓ เดือนเราจะไม่แตะสุราเลย ตายก็ตาย นี่เรียกว่ามีสัจจะ แล้วก็สร้างความสัตย์ความจริงเด็ดเดี่ยวกล้าหาญแน่นหนามั่นคงขึ้นภายในตนเองด้วยความสัตย์ความจริง แล้วการสร้างบาปจากการเมาสุราก็ไม่มี นี่อันหนึ่งนะ แล้วอะไรก็ตามให้ตั้งสัตย์อย่างนี้ เรายกตัวอย่างเพียงย่อ ๆ มานี้ นอกนั้นอะไรจะมาบังคับตัวเองให้บังคับอย่างนี้ ไม่บังคับไม่ได้นะ ผู้เลวที่สุดก็คือเรานั่นแหละ มันจะเลวที่สุดไปคือเรา ดีที่สุดก็คือเรา ต้องเอาเครื่องดีที่สุดเข้ามาบังคับแล้วก็จะดีไปตาม ๆ กันจนกระทั่งถึงขั้นดีที่สุด ดีเลิศเลอเหมือนพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ ล้วนแล้วแต่ท่านฝึกฝนอบรมท่านอย่างนี้ทั้งนั้น ท่านไม่ได้อยู่ปล่อยไป ๆ แล้วก็สำเร็จขึ้นมา ๆ เหมือนอย่างพวกเราสำเร็จกันเกลื่อนอยู่ในวัดป่าบ้านตาด สำเร็จไปหมดนะพวกนี้

ใครอยากดูมรรคผลให้มาดูวัดป่าบ้านตาดนะ วัดป่าบ้านตาดเป็นวัดที่สำเร็จมรรคผล สำเร็จบนเสื่อบนหมอนที่นอนหมอนมุ้ง สำเร็จเกลื่อนไปหมดเลย เรื่องมรรคผลนิพพานไม่มี ถ้าเรื่องเสื่อเรื่องหมอนนี้มองไม่เห็นคนเลย เห็นแต่เสื่อแต่หมอนปิดหน้าปิดตาข้างหน้าข้างหลังเพื่อความสะดวก ล้มทางไหนเป็นเสื่อเป็นหมอนทั้งนั้น นี่ในวัดป่าบ้านตาดนี้มีแต่พวกสำเร็จอย่างนี้แหละ ขึ้นต้นก็สำเร็จกอนแล้วนินเสียก่อน สำเร็จขั้นกอนแล้วนินเสียก่อน ขั้นกอนแล้วนินแปลย้อนกลับว่า ขั้นกินแล้วนอน จากนั้นก็สำเร็จบนเสื่อบนหมอน ใครอยู่ที่ไหนสำเร็จไปหมดเลย เวลาคนมาถาม

แต่หลวงตาบัวไม่ได้ไปติดประกาศเท่านั้นเอง อันนี้เราก็บกพร่องหรืออย่างไรไม่ทราบนะ ฝากความคิดไว้กับพี่น้องทั้งหลาย คือเราไม่ได้ติดประกาศ วัดนี้มีสมบูรณ์แบบ แต่เราไม่ได้ติดประกาศว่าวัดนี้มีสมบูรณ์แบบ แล้วเขียนวงเล็บไว้ข้าง ๆ สำเร็จด้วยเสื่อด้วยหมอนกันทั้งนั้น ไม่ได้สำเร็จที่อื่นเลย สำเร็จอยู่กับเสื่อกับหมอนกันทั้งนั้น วงเล็บเอาไว้เป็นข้อตลก พากันจำ ให้มีความสัตย์ความจริงทุกคน แล้วคำสัตย์คำจริงอันนี้แหละจะเป็นบารมีหนุนเรา ๆ เข้ามา ๆ เราก็เป็นหลักเป็นเกณฑ์ ๆ แบบเลื่อนลอย ๆ ไม่ดีนะ ต้องให้มีหลักมีเกณฑ์

วันนี้ได้พูดให้พี่น้องทั้งหลายทราบถึงเรื่องการเข้าพรรษา ควรมีหลักมีเกณฑ์ประจำฆราวาส อย่าให้มีอย่างอื่นอย่างใดเข้ามาทำลายตัวของเรา มีธรรมเป็นเครื่องคุ้มครองรักษาด้วยความสัตย์ความจริง ในพรรษานี้ให้มีเข้มงวดกวดขัน ใครจะได้ธรรมข้อใดเป็นเครื่องยึดของใจเด่นก็เอา อย่างนั้นนะ ไม่อย่างนั้นไม่ได้นะ ต้องมีข้อบังคับ สำหรับพระนี้ไม่ต้องพูดกับท่านละ อะไรเด็ดลงไปท่านยิ่งเด็ดเรื่อย จะให้ท่านอ่อนมานี้ท่านไม่อ่อนหมุนเรื่อย ๆ นะ

นี่ชาติไทยเราเหลวไหลมากนะศาสนา ที่พูดเวลานี้ก็คือเอาธรรมมาประกาศพี่น้องชาติไทย เหลวไหลนับตั้งแต่หลวงตาบัวลงไป เราไม่ได้ยกตนว่าดีกว่าท่านทั้งหลายนะ เอาธรรมที่เหนือเรามาสอน เราผู้พูดก็เป็นการสอนเราในตัวด้วย สอนพี่น้องทั้งหลายด้วย ในสายตาของธรรมดูเราแล้วแทบจะดูไม่ได้นะ คือมันเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปหมด ไม่มีขอบมีเขตมีเหตุมีผล แล้วความแน่นอนความตายใจกับสิ่งใดจะหวังพึ่งอะไร ๆ มันก็ไม่มีในใจ มีแต่ความไขว่คว้า ๆ ด้วยอำนาจของกิเลสตัณหาฉุดลากไป หาที่เกาะที่ยึดไม่ได้เลย ต้องให้มีธรรมเป็นเครื่องยึดเครื่องเกาะถึงจะมีหลักมีเกณฑ์ วันนี้พูดไป ๆ ก็รู้สึกว่าหนักธาตุขันธ์ เหนื่อย เอาเพียงแค่นี้ก่อนนะ

ลูกศิษย์ ขอถวายหลอดนีออนเจ้าค่ะ

หลวงตา อย่าพากันยุ่งนักนะไฟฟ้าไฟแสงนี่มันจะทำให้วัดเสียได้นะ สิ่งเหล่านี้เราดูปั๊บมันกระเทือนกับธรรมทันที ๆ เลยนะ ใช้เพื่อความจำเป็นอย่างที่มีไฟฟ้าเท่ากำปั้น เอาไปตั้งไว้นั้นเพื่อเปิดจากนี้ไปถึงนั้น ไม่ให้เข้าข้างใน เข้มงวดกวดขันตลอดกับเรื่องไฟนี่นะ แล้วยิ่งจะเอาอันนั้นมาเสริมเอานี้มาเสริมไม่ได้นะเดี๋ยวปาเข้าป่า ไม่อย่างนั้นไม่ได้นะกิเลสมันหนัก ธรรมะไม่หนักไม่ทันกัน ต้องต้านทานกันอย่างหนัก โห เราระวังตลอดเวลานะ กิเลสกับธรรมจะไม่คุ้นกันเลย แต่กิเลสกับพวกเรานี้คุ้นกันวันยังค่ำ ถ้ากับธรรมแล้วไม่คุ้น เราระมัดระวังไฟฟ้าได้ประกาศลั่นมานาน นี่ก็อย่างนั้นละมันลากมันเข็นกันมา สุดท้ายก็มีไฟฟ้าอย่างเท่ากำปั้นอยู่นั้น ไม่ให้ลุกลามเข้าไปข้างใน เราเข้มงวดกวดขัน ถ้าให้มีเป็นอิสระแล้ววัดนี้เหลวไปนานแล้วนะ ไม่ทราบอะไรต่ออะไร ขึ้นต้นตั้งแต่ตู้เย็นเสียก่อน ตู้เย็นมีทุกกระต๊อบแหละในครัวนะ กุฏิไม่มีมันก็เอาไว้ในกระต๊อบ แล้วมีอะไรบ้างทุกอย่างแหละเต็มไปหมดเกลื่อนกระจายไปหมด จึงต้องได้ระวังเอามาก

วันนี้เทศน์เรื่องธุดงควัตรพอเป็นคติเครื่องเตือนใจของเรา ในเวลาเข้าพรรษาให้ได้ทุกคน ๆ อะไรจะได้อะไรเป็นที่ระลึกเวลาเข้าพรรษาให้ได้ทุกคน อย่าปล่อยตัวไปเฉย ๆ พรรษาผ่านไปเหมือนที่ไม่เคยมีพรรษาเลยใช้ไม่ได้นะ เราเป็นลูกศิษย์มีครูต้องยึดเป็นหลักเป็นเกณฑ์เอาไว้

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร

www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก