จิตใจนี้ต้องอาศัยการซักฟอก
วันที่ 8 เมษายน 2550 เวลา 18:20 น.
สถานที่ : กุฏิกลางน้ำ สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมพระสงฆ์และฆราวาส

ณ กุฏิหลวงตา สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อค่ำวันที่ ๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๐

จิตใจนี้ต้องอาศัยการซักฟอก

         คณะพระอุปัฏฐากหลวงปู่สังวาลย์ เขมโก และหลวงพ่อสนอง กตปุญโญ โดยอาจารย์สัมพันธ์ ธีรปัญโญ วัดสังฆทาน จังหวัดนนทบุรี ขอน้อมถวายทองคำจำนวน ๒๓ บาทกว่าแด่หลวงตามหาบัว สาธุพร้อมกัน

ดีละ ให้สืบหน่อต่อแขนงหลวงพ่อสังวาลย์ไว้ ท่านเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีนิสัยกว้างขวางเบิกบานยิ้มแย้มแจ่มใส สละทำบุญให้ทานไม่มีอัดมีอั้นคือหลวงพ่อสังวาลย์ ให้สืบทอดมรดกที่มีคุณค่ามากของท่านไว้ให้ดีบรรดาพระลูกพระหลาน หลวงตามาเห็นพระลูกพระหลานก็พอใจ ดีใจ ยิ้มแย้มแจ่มใสต้อนรับกัน ให้พากันตั้งใจปฏิบัติ ความเย็นอยู่กับศีลธรรม ไม่มีอะไรเย็นหรืออบอุ่นยิ่งกว่าศีลกว่าธรรมภายในใจกายวาจาของพระเรา

พระเราอยู่คนเดียวในป่าในเขาที่แจ้งที่ลับ อยู่ที่ไหนๆ เย็นหมด เย็นด้วยศีลด้วยธรรมของตนที่ปฏิบัติได้ ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ จิตใจชุ่มเย็นผ่องใส อยู่ที่ไหนมีราค่ำราคาเต็มอยู่กับพระเราผู้มีศีล สมาธิ ปัญญา วิชชาวิมุตติ เต็มกายวาจาใจนี้แหละ อย่างอื่นอย่างใดไม่มีที่จะเสมอเหมือนเรื่องคุณค่าราคา ไม่มีอะไรเสมอเหมือนศีลธรรมภายในใจของเรา ศีล สมาธิ ปัญญา วิชชาวิมุตติ นี้เป็นอัตสมบัติของพระ ให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ

เราอยู่คนเดียวก็เย็น อยู่กับศีลกับธรรมเย็นกว่าอยู่กับสิ่งทั้งหลายมากมายก่ายกอง อยู่กับมนุษย์มากก็เกิดเรื่องเกิดราวยุ่งเหยิงวุ่นวาย อยู่กับสัตว์กับสิงห์กับอะไรสู้อยู่กับศีลกับธรรมไม่ได้ ถ้าอยู่กับศีลกับธรรมอยู่คนเดียวในป่าก็เย็น อยู่ในบ้านก็เย็น ศีลธรรมพาให้เย็น อย่างอื่นอย่างใดไม่มีเย็นเสมอศีลเสมอธรรมภายในกายวาจาใจของเราที่รักษาไว้ได้ด้วยดี ให้พระลูกพระหลานตั้งใจประพฤติปฏิบัติ

ไม่มีอะไรจะเย็นยิ่งกว่าพระผู้ทรงศีลทรงธรรม อย่างอื่นอย่างใดได้มาเสียไป ได้มาหายไป เขาไม่พลัดพรากเราก็พลัดพราก ส่วนศีลส่วนธรรมนี้ไม่มีการพลัดพรากจากกันไปเลย อยู่ที่ไหนเย็นหมด พระผู้ทรงศีลทรงธรรมอยู่ในป่าในเขาต้นไม้ภูเขา อดบ้างอิ่มบ้าง ไม่สำคัญยิ่งกว่าจิตใจเอิบอิ่มด้วยอรรถด้วยธรรมด้วยศีล นี้เอิบอิ่มมากชุ่มเย็นมาก ขอให้พระลูกพระหลานตั้งใจประพฤติปฏิบัติ ให้ได้สมบัติอันล้นค่าคือศีลคือธรรมเข้าครองหัวใจ

หัวใจนี้ไม่ต้องการอะไร ต้องการแต่ศีลแต่ธรรมซึ่งเป็นของมีคุณค่ามาก แล้วเย็นไปหมด อยู่คนเดียวก็เย็น อยู่ในป่าในเขาก็เย็น นั่นละผู้มีศีลมีธรรม เย็นกับศีลกับธรรมเย็นไม่มีเวลาจืดจาง อยู่ที่ไหนเย็นไปตามๆ กันหมด อยู่ในป่าก็เย็น อยู่ในเขาก็เย็น รุกขมูลร่มไม้ก็เย็น อดบ้างอิ่มบ้างก็เย็น เย็นอยู่ที่หัวใจกับธรรมซึมซาบเข้าถึงกัน ไม่มีโอชารสใดที่จะซึมซาบเข้าถึงใจให้มีความอบอุ่นเย็นใจ สบายใจยิ่งกว่าศีลกว่าธรรมเข้าสู่จิตใจ

ให้พากันรักษาศีลรักษาธรรมให้ดี นี้เป็นสมบัติของพระเราที่บวชมา ไม่ต้องการอะไรแหละ สมบัติเงินทองข้าวของมีเต็มโลกสู้ศีลสู้ธรรมภายในใจของพระนี้ไม่ได้ ให้เราตั้งใจประพฤติปฏิบัติ ศีลธรรมจะเป็นสิ่งที่ทำความอบอุ่นให้แก่เรา เย็นสบาย อยู่ไหนก็สบาย ยกตัวอย่างเช่นพระจิตตคุตต์ ท่านอยู่ในป่าในเขาองค์เดียวตั้ง ๖๐ ปี มีเทวบุตรเทวดาห้อมล้อมเต็มไปหมด ท่านจะไปที่ไหนไม่อยากให้ไป พวกเทวดาห้อมล้อมหึงหวงท่านมาก ไม่อยากให้ไป เพราะท่านแผ่เมตตาเย็นไปหมด

ท่านอยู่องค์เดียวของท่านพระจิตตคุตต์ มีเทวบุตรเทวดา อินทร์ พรหม มาเป็นบริษัทบริวารอยู่กับท่านตลอดเย็นใจๆ ท่านมีความสำรวมระวังดีมาก ท่านไม่เคยแหงนหน้าขึ้นบนหน้าถ้ำเลย หน้าถ้ำท่านก็ไม่ได้ดู บรรดาพระเจ้าพระสงฆ์ลูกศิษย์ลูกหาไปเยี่ยมท่าน ไปองค์นั้น โอ้ นี่พระพุทธรูปองค์นี้ พระพุทธเจ้ากกุสันโธ โกนาคมโน กัสสโป โคตโม อริยเมตไตรย เขาเขียนภาพเอาไว้ พระทั้งหลายไปก็ชี้นิ้ว โอ้  นี่องค์นั้นๆๆ

ท่านก็พูดจะว่าใส่ปัญหาหรือไม่ใส่ก็ไม่ทราบละ ตามแต่ผู้ฟังจะนำไปพินิจพิจารณาให้เป็นคติเครื่องเตือนใจตัวเอง เออ พวกท่านทั้งหลายตาดี ท่านว่าอย่างนั้น พระพุทธรูปอะไรอยู่ที่ไหนๆ เห็นหมด ผมอยู่ในถ้ำนี้ได้ ๖๐ ปีไม่เคยแหงนหน้าขึ้นดูเพดานถ้ำเลย ดูตั้งแต่จิตใจ สำรวมระวังตลอดเวลา จึงเรียกว่าพระจิตตคุตต์ผู้รักษาใจ ไม่ได้ดูอะไรเลยอยู่นี่ พวกท่านทั้งหลายตาดีมาครู่เดียวเห็นหมด ผมอยู่นี่ตั้ง ๖๐ ปีไม่ได้แหงนหน้าดูเพดานถ้ำเลย แม้แต่ดอกพิกุลร่วงหล่นลงมาหน้าถ้ำเวลาท่านออกบิณฑบาต โห นี่ดอกพิกุลกำลังร่วงหล่น ท่านก็ไม่แหงนหน้าดูเลย ท่านสำรวมจิต จิตตคุตต์ เรียกว่าเป็นผู้สำรวมระวังจิตได้ดีมาก

ทีนี้เวลาพระลูกพระหลานลูกศิษย์ลูกหาไปเยี่ยมท่าน องค์นั้นชี้นั้น องค์นี้ชี้นี้ พวกท่านทั้งหลายตาดี ผมอยู่นี้ตั้ง ๖๐ ปี ไม่ได้เคยแหงนหน้าขึ้นดูถ้ำ ไม่ทราบว่ามีอะไรต่ออะไรในแถวนี้ นั่นละความสำรวมระวัง เทวดารักมากทีเดียว ไปที่ไหนเทวดาห้อมล้อม ไม่ยอมให้ท่านไปไหน พวกเทวบุตรเทวดาห้อมล้อมทั้งวัน เมตตาธรรมเย็นฉ่ำไปหมด นี่พระจิตตคุตต์

ทีนี้ลูกศิษย์ลูกหาขึ้นไปเยี่ยม บางองค์เป็นถึงขั้นอรหันต์ก็มี ไปเยี่ยมท่านบนถ้ำ เวลานั้นทราบว่าท่านป่วยหนักอยู่ บรรดาลูกศิษย์ลูกหาของท่านได้ทราบข่าวก็ไปเยี่ยมท่าน บางองค์เป็นพระอรหันต์ บางองค์เป็นปุถุชนคนธรรมดา อริยะเป็นชั้นๆ ขึ้นไปก็มี ครั้นขึ้นไปหาก็ไปถามท่าน อาการของหลวงพ่อเป็นอย่างไร อาการก็เป็นอย่างที่เห็นๆ อยู่นี้แหละ ท่านว่าอย่างนั้น เพียบมาก

คนทั้งหลายทั่วประเทศเขตแดนเขาร่ำลือว่า หลวงพ่อสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว แต่เวลานี้หลวงพ่อเป็นอย่างไร สำเร็จตามที่เขาร่ำลือหรือไม่ พระลูกศิษย์ท่านแต่เป็นพระอรหันต์ถามอาจารย์ เป็นอย่างไรท่านสำเร็จอรหันต์ดังที่เขาร่ำลือหรือเปล่า โอ้ ยังนะท่านว่า เพราะอะไรท่านติดอะไร ลองเล่าอารมณ์ให้ผมฟัง ท่านติดข้องอะไร เพราะท่านที่มาถามแม้จะเป็นลูกศิษย์แต่คุณธรรมสูงกว่า ท่านเป็นพระอรหันต์มาถาม ถามก็บอกว่ายังติดข้องตรงนั้นๆ พอว่าอย่างนั้นท่านก็ชี้แจงอรรถธรรม เข้าไปแก้ไข เปิดทางให้ ท่านออกอุทานในเวลานั้นเลยว่า เออ เอาละที่นี่ท่านมาเปิดทางให้ผม เปิดประตูให้ผมแล้ว ยังเหลือตั้งแต่จะเข้าประตูเท่านั้นแหละ เปิดประตูให้แล้ว ได้ทางแล้ว เปิดประตูแล้ว ยังเหลือแต่จะเข้า

พอลูกศิษย์ท่านก้าวออกไปยังไม่พ้นหน้าถ้ำเลย เออ สิ้นแล้วๆ เอา กลับมาได้ๆ ลูกศิษย์เป็นพระอรหันต์ อาจารย์ยังไม่สิ้น แล้วลูกศิษย์ก็มาถามตามความเป็นธรรมของกันและกัน เคารพนับถือกัน เป็นห่วงเป็นใยอาจารย์ของตน ว่าคนทั้งโลกทั่วประเทศเขาร่ำลือว่าท่านสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ทีนี้ลูกศิษย์เป็นพระอรหันต์ ขึ้นไปก็ไปถามอาจารย์ของตัวเองว่าเวลานี้คนทั้งโลกเขาร่ำลือว่าท่านอาจารย์เป็นพระอรหันต์แล้ว แต่สำหรับจิตใจของท่านเป็นอย่างไรเวลานี้ ยังนะท่านว่า ท่านยังติดข้องอะไร ก็นี้เป็นอรหันต์แล้วลูกศิษย์ ท่านติดข้องอะไรลองเล่าขึ้นมาซิ

พอเล่าขึ้นมานี้ท่านก็แก้ปัญหาปุ๊บเลย ท่านก็ร้องโก้ก ท่านพอใจท่าน เปิดแล้วที่นี่ทางเปิดแล้วจะเข้าละ เอา ไปได้ ว่าอย่างนั้นนะ ให้ลูกศิษย์ที่สอนท่าน เอา ไปได้ ทีนี้เปิดทางแล้วจะเข้าเท่านั้น พอลูกศิษย์เดินออกไปยังไม่พ้นหน้าถ้ำ เอา ขึ้นมาได้ๆ เสร็จแล้ว นั่นเห็นไหมล่ะ ลูกศิษย์เป็นพระอรหันต์สะกิดปั๊บเดียวเข้าพุ่งเลย นี่หมายถึงพระจิตตคุตต์ ท่านสำรวมระวังจิตท่านดีมาก ลูกศิษย์ที่เป็นพระอรหันต์มาเตือนคำเดียวเท่านั้นละท่านได้สติทันที บอกว่าเอาเปิดประตูแล้วทีนี้ยังเหลือแต่จะเข้า หายสงสัยทุกอย่าง มีตั้งแต่จะเข้าประตูที่เปิดอ้าไว้แล้วด้วยการแก้ปัญหาเท่านั้น พอพระท่านเดินไปยังไม่พ้นหน้าถ้ำ เอา ขึ้นมาได้แล้ว เสร็จแล้ว

นั่นละมีครูมีอาจารย์ที่ดีแนะนำสั่งสอนถูกต้องแม่นยำ เปิดทางให้ทันที แม้อาจารย์ซึ่งใหญ่กว่าในอาวุโสภันเต แต่ก็ยังเป็นน้อยกว่าในคุณธรรม ลูกศิษย์เป็นพระอรหันต์มาเตือนอาจารย์เท่านั้นอาจารย์ได้สติปุ๊บทันทีเลย บอกว่า เออ เปิดแล้ว ทางเปิดแล้ว ประตูเปิดแล้วจะเข้าเดี๋ยวนี้แหละ เอาไปได้ พอไปทางนั้นปั๊บทางนี้เปิดแล้วเข้าแล้ว นี่ชื่อพระจิตตคุตต์ ท่านอยู่กับพวกเทวบุตาเทวดา ส่วนมากท่านอยู่องค์เดียวของท่าน ท่านภาวนา นั่นละความเย็น อยู่ในป่าในเขาตั้ง ๖๐ ปี ท่านเย็นอยู่กับอรรถกับธรรมของท่าน ท่านเย็นกับพวกเทวบุตรเทวดาอินทร์พรหมทั้งหลาย

พวกพระลูกพระหลานเราก็ขอให้เย็นด้วยศีลด้วยธรรม อย่าให้เย็นกับสิ่งนั้นสิ่งนี้ เข้ามาแผ้วพานอยู่ตลอด ยุ่งกวนตลอดเวลา อันนั้นคือฟืนคือไฟเผาไหม้จิตใจหาความร่มเย็นไม่ได้ ความร่มเย็นไม่มีอะไรเกินธรรม ธรรมเป็นของร่มเย็นมากทีเดียว เมื่อเข้าสัมผัสสัมพันธ์กับจิตดวงใดแล้วจะสง่าราศีอยู่ภายในตัวเอง แม้อยู่ในร่มไม้ก็สง่างามอยู่ในร่มไม้ ออกไปไหนๆ ก็ทรงธรรมสง่างามไปทั่วดินแดนนั่นละ ให้พากันตั้งอกตั้งใจบำเพ็ญธรรม

เรามีศีลธรรมแล้วเป็นสมบัติอันล้นค่าของเรา นอกนั้นปล่อยให้ฆราวาสญาติโยมเขาไปเสีย สมบัติเงินทองข้าวของยศถาบรรดาศักดิ์เหล่านี้เป็นเรื่องของโลกเขา เรื่องของธรรมก็ตั้งแต่ได้รับความสงบเย็นใจ ก้าวขึ้นสู่โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตมรรค อรหัตผล นี่คือสมบัติของเราโดยแท้ พระเรานี่แหละเป็นผู้จะสามารถอาจเอื้อมอรรถธรรมทั้งหลายเหล่านี้เข้ามาเป็นสมบัติอันล้นค่าของตนได้

สำหรับฆราวาสเราไม่ได้ประมาท เขามีหน้าที่การงานดกหนามาก วันหนึ่งๆ หมุนติ้วเหมือนกับกงจักร ส่วนเรานี้หมุนให้หมุนไปทางธรรม หมุนไปทางเดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนาแก้กิเลสตัณหาที่มันพัวพันจิตใจของเราให้สง่างามขึ้นมาๆ ที่จิตอับเฉาเบาปัญญามืดตื๋ออยู่ก็เพราะกิเลสตัวมืดบอดนั่นละมันปิดจิตใจ พอธรรมะชำระล้างออกๆ หลายครั้งหลายหนจิตใจก็มีความสง่างามขึ้นมาๆ ต่อไปก็จ้าขึ้นที่จิตใจ เพราะกิเลสขาดสะบั้นลงไปหมดแล้ว

จึงขอให้ลูกหลานนำธรรมะนี้ไปปฏิบัติ อย่าไปสนใจกับโลกสงสาร มีแต่เกิดกับตายกองกันอยู่อย่างนี้ตลอดมา เราก็ตายเขาก็ตาย ต่างคนต่างตายกองกัน หาความวิเศษวิโสไม่ได้ ให้ธรรมกับใจเข้าเป็นอันเดียวกันแล้วนี้มันจะจ้าขึ้นภายในจิตใจ พระพุทธเจ้าสอนด้วยความถูกต้องแม่นยำเรียกว่าสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้วๆ ทุกอย่าง ให้นำความชอบธรรมนั้นมาปฏิบัติต่อตน จิตใจของเราจะชอบไปโดยลำดับ จากนั้นก็จะสง่างามขึ้นมา

จึงขอให้ท่านทั้งหลายได้นำธรรมนี้ไปประดับใจ สิ่งภายนอกอะไรๆ ประดับไม่สวยไม่งาม เทวดาสู้ไม่ได้ก็ตาม แต่เหลวแหลก สู้ธรรมไม่ได้ ธรรมนี้สูงส่งมากทีเดียว มีตั้งแต่ผ้าอังสะ สบงจีวรอยู่ในป่าในเขาก็สง่างามอยู่ภายในใจ เรียกว่าผ้าขี้ริ้วห่อทอง เอาให้ได้นะ เอาละเพียงเท่านี้ละเทศน์สอนพระเรา พอ

สมัยปัจจุบันนี้คือพ่อแม่ครูจารย์มั่นเด่นมากเรื่องเทวบุตรเทวดา ท่านบอกท่านไม่ว่าง อยู่เชียงใหม่สอนแต่พวกเทพทั้งนั้นท่านว่า กลางคืนเงียบๆ ไม่เกี่ยวข้องกับผู้คน กลางคืนเทศน์สอนเทวดา พอ ๔ ทุ่มมาแล้วเทวดา รุกขเทวดา อากาสเทวดา จนกระทั่งเทวดา ๖ ชั้น มาถึงท้าวมหาพรหมมาฟังเทศน์ท่าน ท่านบอกท่านไม่ว่าง ที่ท่านว่าไว้ราวเที่ยงคืนท่านแก้ปัญหาเทวดา อบรมสั่งสอนเทวดา ท่านบอกไว้ในพุทธกิจห้า แต่เวลาท่านไปอยู่เงียบๆ อย่างนั้นเพียงประมาณ ๔ ทุ่มมาแล้ว เพราะเงียบ อยู่ในป่าในเขาเทศน์สอนเทวดาอินทร์พรหม สวรรค์ชั้นนั้นๆ ลงมาเต็มหมดเลย นั่นฟังซิท่านเทศน์

ท่านบอกว่าท่านทำประโยชน์ให้พวกเทพมากมายจริงๆ มากกว่าทำประโยชน์ให้ประชาชนเสียอีก กลางคืนนี่ไม่ค่อยจะว่างคืนหนึ่งๆ ประมาณสัก ๔ ทุ่มพวกเทวดาทั้งหลายมาเต็มหมดเลย ท่านเทศน์สอนเขา นั่นละท่านเชี่ยวชาญไปทางนั้น ในครั้งพุทธกาลมีอยู่หลายองค์เกี่ยวกับเรื่องพวกเทพพวกอะไร ไม่มากนักนะ มาครั้งนี้ก็คือหลวงปู่มั่นเรากับท่านอาจารย์ฝั้น หลวงปู่มั่นเป็นอันดับหนึ่ง ท่านอาจารย์ฝั้นรองลงมา

พอพูดอย่างนี้เรื่องก็ไปสัมผัส คือตามธรรมดามีครูบาอาจารย์ลูกศิษย์ผู้ใหญ่ของท่านไปเยี่ยมหลวงปู่มั่นนี้เราจะไม่ยอมหนีไปไหนนะ เราจะแอบอยู่นั้นตลอดคอยฟังครูบาอาจารย์องค์นี้ซึ่งเป็นลูกศิษย์ผู้ใหญ่ของท่าน ลูกศิษย์ผู้ใหญ่ของท่านไปแต่ละครั้งท่านไม่ได้ไปพร้อมกัน องค์ไหนว่างเมื่อไรท่านก็ไป เวลาท่านไปเราจะคอยจับดูกิริยามารยาทเรื่องภายนอกภายในท่านติดต่อสนทนากัน องค์นี้มาท่านจะแสดงอย่างไร องค์นั้นมาท่านแสดงอย่างไร เราจะไม่หนีไปไหนเลยละคอยฟัง

ดูกิริยาไม่เหมือนกันนะ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่ไปหาท่านกิริยาอาการที่ต้อนรับลูกศิษย์แต่ละรายๆ เป็นลูกศิษย์ผู้ใหญ่ของท่านนั้นจะไม่เหมือนกันเลย วันหนึ่งขึ้นไป ท่านอาจารย์ฝั้นท่านก็เก่งทางพวกเทวบุตรเทวดาเหมือนกัน พอขึ้นไปเราไปอยู่ก่อนแล้ว พอขึ้นไปท่านกราบ พอกราบแล้วท่านยิ้มๆ ท่านอาจารย์ฝั้นท่านว่า เอ้อ วันนี้มันหอมอะไรน้า ท่านว่าอย่างนั้น ท่านพูดเป็นปัญหา มันหอมอะไรนา แต่ไม่ใช่ธูปเทียน ทางนั้นตอบแล้วนะ เออ ใช่แล้ว ท่านว่าใช่แล้ว หลวงปู่มั่นตอบท่านอาจารย์ฝั้น

พอทางนี้ว่า เอ้อ วันนี้หอมอะไรหอมแปลกๆ แต่ไม่ใช่หอมธูปหอมเทียน ท่านว่าอย่างนั้น ทางนั้นตอบว่า เออ ใช่แล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสที่จะกราบเรียนถามท่าน จนกระทั่งเรื่องผ่านไปเรียบร้อยแล้วเวลาท่านอาจารย์ฝั้นกลับ เราก็ไปกราบเรียนถามท่าน เมื่อคืนวันที่ท่านอาจารย์ฝั้นขึ้นไปคืนแรกนั้น ไปกราบท่านอาจารย์จบลงแล้วพูดยิ้มๆ ว่า เออ วันนี้หอมอะไรน้า แต่ไม่ใช่ธูป แล้วพ่อแม่ครูจารย์ตอบรับว่า เออ ใช่แล้วนั้นหมายความว่าอย่างไร เราว่า ต้องไปโอกาสเหมาะๆ นะ กับพระกับเณรทั้งหลายไม่ได้นะ ต้องไปเป็นโอกาสพอเหมาะพอดี

พอไปกราบเรียนถาม เออ ใช่แล้ว ก็เมื่อคืนนี้พวกเทพทั้งหลายรุกขเทพ อากาสเทพเต็มไปหมดเลย มารอฟังคำสนทนาธรรมในคืนวันนั้น ที่ท่านฝั้นพูดว่าหอมอะไรน้า คือหอมพวกเทพนี้แหละ ท่านอธิบายให้ฟัง ท่านตอบนิดเดียว เออ ใช่แล้ว เท่านั้นแหละไม่มาก เราไปกราบเรียนถามทีหลังท่านถึงได้อธิบายให้ฟัง เมื่อมันรู้อย่างเดียวกันก็ไม่ได้พูดหลายคำ เออ ใช่แล้ว เท่านั้นเข้าใจแล้ว เป็นอย่างนั้น

กระแสใจของท่านอาจารย์ฝั้นนี้แรง ท่านอาจารย์ลี หนึ่ง กระแสใจแรงมากอยู่ ท่านอาจารย์ฝั้น ท่านอาจารย์ลี คือเราจะเห็นเวลาท่านทำน้ำมนต์ เพราะมันเข้าใจกัน คือน้ำมนต์ที่ทำบางองค์ท่านทำสุขุมเงียบๆ กระแสจิตของท่านนุ่มนวลแล้วค่อยทำ ซึ้งเข้าไปๆ บางองค์ท่านใส่ปั๊วะเลยๆ คือกระแสจิตของท่านรุนแรง พอใส่ปั๊วะนี่พุ่งพร้อมกันเลยๆ อย่างท่านพ่อลีนี้เขาไปขอน้ำพุทธมนต์ท่าน ท่านส่งเข้าไป ท่านใส่ปั๊วะเดียวๆ คือกระแสจิตของท่านรุนแรง พุ่งทีเดียวถึงหมดเลย พุ่งทีเดียวถึงหมด แต่ครูบาอาจาย์บางองค์ท่านนิ่มนวล ทำช้าๆ ซึมไป ช้าๆ อันนั้นครอบหมดเหมือนกัน แต่รุนแรงต่างกัน

นั่นละกระแสของจิต ผู้มีกระแสของจิตรุนแรงก็มี ผู้นุ่มนวลก็มี อย่างท่านอาจารย์ลีนี้กระแสจิตแรงมาก ท่านอาจารย์ฝั้นก็แรง สององค์นี้แรงมาก กระแสจิตเวลาพุ่งออก คือกระแสจิตมันตามนิสัยวาสนา บางองค์ออกนุ่มนวล บางองค์ก็พุ่งอย่างแรงไปเลย เพราะฉะนั้นกิริยาที่ท่านน้ำมนต์ให้ใครต่อใครจึงไม่เหมือนกัน แต่คนภายนอกไม่รู้นะ นี่พูดจริงๆ ไม่ใช่คุย รู้ พอท่านแสดงเรารู้แล้ว อ๋อ อ๋อแล้ว รู้แล้ว กระแสจิตต่างกัน

อย่างท่านอาจารย์ฝั้นกระแสจิตแรง นกฮูกมันร้องอยู่ข้างบนท่านนั่งภาวนา อันนี้ท่านเล่าเอง กระแสจิตของท่านแรงจริงๆ ท่านภาวนา นกฮูกมันร้องข้างบน มันเป็นอย่างไรนกตัวนี้น่ะ ท่านว่าอย่างนั้น เลยกำหนดจิตขึ้นไป ขึ้นไปพอเห็นตัวมันแล้วก็เพ่งเข้าถึงตัวปั๊บตกตูมลงมานี้ ตกลงมาต่อหน้าท่านเลย ท่านมาจับ อ้าว เราเพ่งธรรมดาทำไมมันจะตาย มันดิ้นดุกๆ ท่านเลยจับ ท่านรู้สึกสะดุดใจ ก็เราไม่ได้ทำให้มันตาย ไม่มีเจตนา เราเพ่งดูมันเฉยๆ ว่าทำไมเป็นอย่างนี้ เลยจับมัน มันดิ้นปุบปับๆ บินปึ้งไปเลย กระแสจิตท่านแรง ท่านเพ่งอย่างแรง

พูดถึงเรื่องผีกองกอยกองแก่นั้นน่ะท่านอาจารย์ฝั้นพูดเองนะ มาที่เขาใหญ่นี่แหละ ท่านมาเที่ยวภาวนาทางเขาใหญ่ เขาบอกว่าแถวนี้ผีกองกอยชุม แล้วชุมมันทำอย่างไร มันทำให้คนตายได้ แต่เขาพูดตามภาษาของเขา ไม่ใช่ภาษาจิตไม่ใช่ภาษาธรรมดังของท่านเป็น ท่านก็จับเอาไว้ มันร้องเสียงกองกอยๆ พอเงียบๆ ประมาณ ๓ ทุ่มมาจริงๆ ท่านว่า เออ เขาว่าผีกองกอยมาแล้ววันนี้ กูจะดูผีกองกอย ท่านว่าอย่างนั้น ท่านก็นั่งภาวนา แล้วมีเณรคนหนึ่งนั่งภาวนาอยู่ทางผีกองกอยมา แล้วตาปะขาวคนหนึ่งภาวนาอยู่ทางนั้นวิตกวิจารณ์กับผีกองกอยกลัวจะมาทำเณร

พอท่านภาวนาไปเสียงกองกอยๆ มาจริงๆ อ้าว นี่ละมั้งที่ว่าผีกองกอย มาแล้ว ท่านเลยตั้งหน้าจะดูผีกองกอย ท่านพูดเอง พอมาถึงระยะนั้นจิตของท่านส่งไป มามันก็เห็นหมด จิตของท่านสว่าง คิดดูตั้งแต่มะละกอสุก เวลาจิตของท่านสว่างไสวออกไปเห็นกระทั่งวัตถุมะละกอ ท่านก็เห็นชัดเจนแล้วตอนเช้าท่านยังไปดูอีกนะ ท่านเล่าให้ฟัง วัดธาตุนาเวงเขาปลูกมะละกอไว้ข้างๆ วัด ติดๆ กับวัด พอจิตมันสว่างมันเห็นไปหมด จนกระทั่งวัตถุอย่างมะละกอก็เห็น มองไปเห็นมะละกอสุกเหลืองอร่าม เอ๊ ทำไมภาวนาเห็นเป็นนามธรรมมันกลับกลายอะไรไปเห็นจนกระทั่งวัตถุคือมะละกอสุก มันจะจริงๆ เหรอ ดูมันก็เห็นอยู่อย่างนั้น ท่านว่า หากว่าเฉยๆ ว่ามันจริงๆ เหรอ ความจริงท่านเชื่อแล้ว พอตอนเช้าออกจากที่ภาวนาท่านก็เดินไป โอ๋ย สุกอร่าม ตาเห็นทางด้านวัตถุก็เห็น ท่านอาจารย์ฝั้นท่านเห็นทางด้านวัตถุ

นี่ละเรื่องจิตตภาวนาจึงเป็นของสำคัญมาก ทางด้านวัตถุก็เห็นตามแต่นิสัยวาสนา ทางด้านนามธรรมส่วนมากเห็นกันทั้งนั้น พวกเปรตพวกผีส่วนมากมองดูเห็น แต่วัตถุอย่างผลไม้อย่างนี้ท่านไม่ค่อยได้พูด แต่ท่านอาจารย์ฝั้นนี่พูด ท่านเห็นมันเหลืองอร่ามอยู่บนต้น เอ๊ ทำไม มันเห็นนึกว่าจะเห็นเรื่องนามธรรม ทำไมกลับกลายไปเห็นวัตถุ เช่นมะละกอสุกมันก็เห็น มันจริงๆ เหรอ  มันก็เห็นอยู่อย่างนั้นท่านว่า คำว่ามันจริงๆ หรือพูดเฉยๆ ความเชื่อนี่เชื่อแน่แล้วมันเห็นอยู่ชัดๆ เดี๋ยวนี้ ตาใจเห็นอยู่นั้น ตอนเช้าท่านก็ไปซ้ำเพื่อเป็นพยานของตาใจ ไปเหลืองอร่ามอยู่จริงๆ โฮ้ ตาใจนี้ก็สำคัญ แล้วก็เอาตาเนื้อมาดูอีกท่านว่า นี่ละตาท่านอาจารย์ฝั้นสว่างไสว

การภาวนาจึงเป็นของสำคัญ คือจิตใจของเรานี้ถูกปิดไว้ด้วยกิเลสประเภทต่างๆ มันเหมือนแก้วครอบดำๆ มาปิด เช่นดวงไฟฟ้าแรงเทียนจะสูงขนาดไหนก็ตามเมื่อมีอะไรครอบนี้มันก็สว่างอยู่ภายใน ทะลุออกไปไม่ได้ พออันนี้ออกแล้วก็จ้าออกไป ทีนี้เวลาแก้กิเลสก็เหมือนกัน เวลามันมืดมันมืดจริงๆ ทางจิตตภาวนาเหมือนกับน้ำที่สะอาดซักฟอกลงไป กำหนดลงไป ค่อยชะล้างลงไป จิตใจค่อยสงบ นั่นละสงบจะเริ่มผ่องใสแล้ว พอสงบเข้าๆ ต่อไปก็ค่อยแสดงความสว่างขึ้นมาๆ รอบดวงใจ แล้วก็จ้าออก กว้างออกๆๆ เรียกว่ากิเลสนี้จางไป ดวงใจสง่างามขึ้นมา

ทีนี้เวลามันหมดเสียจริงๆ มันจ้าหมดเลยจิตดวงนี้แหละ พอกิเลสที่ปิดบังไว้จางไปๆ จนกระทั่งกิเลสหมดโดยสิ้นเชิงเช่นพระอรหันต์ จิตท่านจ้าเต็มเหนี่ยวเลย เพราะไม่มีอะไรมาพัวพัน สิ่งที่มัวหมองคือกิเลสเปิดออกหมดมันก็จ้าเลย นั่นละจิต  ท่านจึงสอนให้อบรมจิตใจ มนุษย์เราที่มีค่ามีราคามาเสกสรรกันเฉยๆ ว่ามนุษย์นี้มีศักดิ์สูงกว่าบรรดาสัตว์ ความจริงต่ำกว่าสัตว์ก็มีเยอะทีเดียว สูงก็สูงแต่ชื่อที่เสกสรรปั้นยอ ว่ามนุษย์เรานี้มีศักดิ์ศรีสูงกว่าสัตว์ สัตว์ทั้งหลายกลัว พูดด้นๆเดาๆ ไปอย่างนั้นละ แต่เวลาใจมันมืดมันมืดอยู่ภายใน มันไม่ได้สว่าง

พอเราชำระสะสางไม่พ้นไปจากจิตตภาวนานะ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ที่ว่าโลกวิทู รู้แจ้งแทงทะลุโลกทั้งสามทั้งโลกนอกโลกในตลอดทั่วถึง คือแจ้งภายในใจ กิเลสขาดสะบั้นไปหมดจิตจ้าไปเลย กิเลสนั้นละปิดบังเอาไว้ บรรดาสาวกทั้งหลายตามนิสัยวาสนาของท่านแต่ละองค์ๆ ก็มีอย่างเดียวกัน จิตใจนี้จึงต้องได้อาศัยการซักฟอก พุทธศาสนาจึงสอนลงที่จิตใจ การประพฤติคุณงามความดีก็เป็นกิ่งก้านของธรรมแท้ ได้แก่ทำความบริสุทธิ์ที่หัวใจ เช่นพระพุทธเจ้าเป็นใจที่บริสุทธิ์สุดส่วนแล้วนี้ มองไปไหนจ้าไปหมดเลย นี่ละต่างกัน

ท่านจึงสอนให้ภาวนา คือจิตใจมันมัวหมอง ความรู้มันจะรู้ไปถึงโลกไหนความมัวหมองมันก็ติดไปด้วยโลกนั้นๆ มันไม่สว่างไสว พอจิตได้รับการซักฟอกค่อยสว่างไสวออกมาๆ ทีนี้ก็จ้าออกๆ กว้างขวางออก กิเลสละที่มันหุ้มห่อจิตใจ พอใจภาวนาลงไปๆ ก็เป็นการซักฟอกความมัวหมองของใจ ได้แก่กิเลสนั่นละออกจากใจ แล้วค่อยสว่างขึ้นเรื่อยๆๆ นั่นละจิตตภาวนาเหมือนน้ำที่สะอาดซักฟอกจิตใจ ใจที่วอกแวกคลอนแคลนสติจับเข้าไป ไม่ให้มันเคลื่อนไหวไปมาคิดเรื่องอื่นเรื่องใด ให้คิดแต่เรื่องธรรมที่เรากำลังทำงานอยู่กับธรรมบทใด เช่นพุทโธก็ได้ ธัมโมก็ได้ สังโฆก็ได้ ตามแต่จริตนิสัยชอบแล้วให้นำมาเป็นคำบริกรรม มีสติติดแนบอยู่นั้น ไม่ยอมให้มันคิดไปไหน กิเลสจะมีหนาแน่นขนาดไหนเกิดไม่ได้ สติเป็นสำคัญมากทีเดียว มีอำนาจเหนือกิเลสทั้งหลายได้

ทีนี้เวลาบังคับสติให้อยู่กับจิต จิตจะปรุงเรื่องกิเลสตัณหาปรุงไม่ได้ เพราะสติบังคับเอาไว้ บังคับไว้ ต่อไปก็ค่อยสร้างความสงบเย็นขึ้นมา แน่นหนามั่นคงขึ้นมา สติยิ่งดีขึ้น ๆ ค่อยสว่างออกไปๆ นั่นละภาวนา พระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยการภาวนานะ พระสงฆ์สาวกทั้งหลายท่านตรัสรู้ธรรมด้วยการภาวนา คือชำระจิตใจให้ผ่องใส จนกระทั่งถึงขั้นผ่องใสบริสุทธิ์เต็มที่แล้วเรียกว่าจิตที่เลิศเลอ เป็นจิตธรรมธาตุ ธรรมธาตุคือจิตดวงนั้นแหละ หมดสมมุติโดยประการทั้งปวง เหลือแต่จิตที่บริสุทธิ์ล้วนๆ ท่านเรียกว่าธรรมธาตุก็ได้ เรียกว่าวิมุตติก็ได้ หรืออรหันต์ก็ได้ ก็คือธรรมธาตุอันเดียวกัน

นี่ละการซักฟอกจิตใจ เวลามันมืดมันหนานี่มันมืดจริงๆ นะใจ พูดถึงเรื่องบุญนี้มันถือเป็นข้าศึกนะ พูดถึงเรื่องบาปทะเยอทะยานดิ้นรนกวัดแกว่ง ไม่มีความเบื่อหน่ายอิ่มพอคือการสร้างบาปของคนชั่วช้าลามกทั้งหลาย แต่คนที่มีนิสัยอยู่บ้างการสร้างบาปนี่ขยะแขยงๆ ยิ่งได้รับการอบรมจากความดีทั้งหลายที่ครูบาอาจารย์แนะนำสั่งสอน จิตยิ่งบางเข้าไปๆ ขยะแขยงทางบาปทางกรรมทั้งหลาย อยากสร้างแต่ความดีงาม ความชั่วปัดออกๆ นั่นละอำนาจของธรรมชำระสิ่งชั่วช้าลามกทั้งหลายออกได้เป็นลำดับลำดา

ท่านจึงสอนให้สร้างบุญสร้างกุศล บุญกุศลก็ซักฟอกเข้าไปโดยลำดับ เช่นการให้ทานก็ชำระความตระหนี่ถี่เหนียวที่มันผูกมัดจิตใจของเราออก ใจของเราก็คลี่คลายออกมา บุญกุศลที่ให้ไปนั้นกลับเข้ามา ของนี้ออกจากมือเราไปวางให้มือคนนั้น หมดจากมือเราก็ไปติดอยู่มือคนนั้น แต่บุญกุศลเข้ามาแล้วๆ จากผู้ทำ ใครเป็นคนทำบุญกุศลติดอยู่กับคนนั้น เวลาสร้างเข้าๆ จิตที่ได้รับความส่งเสริมจากความดีงาม มีการให้ทานรักษาศีลเป็นต้นแล้วก็ต้องมีความสง่างาม นี่เรียกว่าจิตมีผู้รับผิดชอบ มีผู้รักษา มีผู้บำรุง จิตก็ค่อยมีความสง่างาม

แต่ผู้ที่มีแต่ความรักบาปหาบแต่กรรมนี้ชอบตั้งแต่การสร้างบาปสร้างกรรม อยู่วันยังค่ำก็ได้ ยิ่งมืดลงไปๆ สุดท้ายตั้งแต่วันเกิดมาสร้างแต่ความชั่วช้าลามกจนกระทั่งวันตาย ตายแล้วจมไปเลย จิตดวงนี้ตายไม่เป็น จะลงตกนรกตั้งกี่กัปกี่กัลป์จิตนี้ไม่เคยฉิบหาย ไม่มีคำว่าฉิบหาย สิ่งทั้งหลายสูญหายไปได้ แต่จิตไม่สูญ ตกนรกกี่กัปกี่กัลป์ตามอำนาจแห่งกรรมหนักเบาของตนยอมรับว่าทุกข์ ทุกข์มากขนาดไหนยอมรับว่าทุกข์ แต่ไม่ยอมฉิบหายคือใจดวงนี้

เวลาอยู่ในสมมุตินี้ตกนรกกี่กัปกี่กัลป์มันก็อยู่ในแดนสมมุติ มันก็มีเวลาคลี่คลายออกมา ถึงจะค่อยเปลี่ยนแปลงออกจากบาปจากกรรมนั้นช้ามันก็เปลี่ยนแปลงของมันอยู่อย่างนั้น สุดท้ายมันก็พ้นกรรมอันนั้นขึ้นมา ขึ้นมามาสร้างความดี ความดีก็เสริมเข้าไปๆ ความชั่วนั้นก็ค่อยหมดไปๆ ผ่านมาเรื่อยๆ จนกระทั่งจิตใจถึงขั้นบริสุทธิ์วิมุตติมองดูเรื่องของเจ้าของนี้สสดสังเวชนะ ที่ถูกกิเลสตัณหามันครอบงำ เนื่องจากเราเชื่อมัน กลมายาของมันแหลมคมกว่าจิตใจของเรามาก เราต้องยอมรับ เวลามันสว่างไสวแล้วมันเล็งเห็นหมด สว่างไสวไปหมด เกิดความขยะแขยง แต่มันก็ผ่านไปแล้ว พ้นมาแล้ว

นี่ละการชำระใจให้พากันชำระ อย่าอยู่เฉยๆ ไม่เกิดประโยชน์ มนุษย์ก็เป็นมนุษย์ แต่จะดีหรือชั่วขึ้นอยู่กับการกระทำของมนุษย์ ถ้าทำดีมนุษย์คนนั้นก็เริ่มเป็นคนดี ถ้าทำชั่วมนุษย์คนนั้นก็เริ่มเป็นคนชั่ว เริ่มหมดราค่ำราคาเป็นลำดับๆ จนกระทั่งหมดราคาโดยสิ้นเชิง มีแต่โทษแต่บาปแต่กรรมเต็มหัวใจ ตายแล้วจมเลยๆ ใครจะพูดได้แน่นอนแม่นยำยิ่งกว่าศาสดาองค์เอก สอนโลกไม่เคยมีผิดมีพลาด ไม่เคยโกหกโลกแม้แต่คำเดียวไม่เคยมี ก็คือศาสดาองค์เอกแต่ละพระองค์ที่เป็นพระพุทธเจ้ามาสั่งสอนโลกสั่งสอนแบบเดียวกันหมด ท่านจึงให้ชื่อว่าสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้ว ถ้าลงพระพุทธเจ้ารับสั่งอะไรแล้วไม่ผิดเลย ใครจะข้ามไปเชื่อไม่เชื่อก็ตามเป็นความผิดของผู้ไม่เชื่อ ฝืนไปเท่าไรก็ฝืนตัวเองทำลายตัวเอง เพราะพระพุทธเจ้าสอนออกมามีแต่ความถูกต้องแม่นยำ ความจอมปลอมไม่มี มีแต่ความถูกต้องแม่นยำ เราที่ฝืนความจริงความถูกต้องแม่นยำเราก็ผิดไปเรื่อยๆ สุดท้ายผิดจนจม

นี่ละให้พากันระมัดระวัง เราเป็นคนตาบอด พระพุทธเจ้าเป็นคนหูแจ้งตาสว่างให้เชื่อท่านนะ มันจะลำบากขนาดไหนการสร้างคุณงามความดี ไม่ได้เป็นเรื่องติดคุกติดตะรางตกนรกอเวจีที่ไหน สร้างความดีมันก็ลำบากเหมือนกันกับเราเสาะแสวงหาอยู่หากินนั้นแหละ ตากแดดตากฝนก็ยอมรับ การซื้อการขายทำมาหาเลี้ยงชีพดีดดิ้นเหมือนกันหมดคนเรา แต่เราก็ทนได้ ทำได้ นี่เราดีดดิ้นเพื่อบุญเพื่อกุศลตามโอกาสที่เป็นจังหวะเหมาะสมของเราก็ต้องทำ ต้องฝืนกัน เราจะว่าแต่ความยุ่งยากๆ ตายแล้วก็ไม่เห็นได้เรื่องได้ราวอะไร ถ้าว่าความยุ่งยากเป็นของดิบของดีกั้นแดนนรกได้ ตายแล้วตกนรกไปหลุมไหนไม่ทราบ ถ้าว่ายุ่งยากๆ ตายแล้วทำไมมันว่าง ถ้ามันไม่ว่างเสียจริงๆ แล้วไม่ควรตายมนุษย์เรา แต่นี้มันก็ตายให้เห็นอยู่

ท่านจึงว่าอย่าไปเชื่อกิเลสหลอกทั้งนั้น เรื่องเชื่อธรรมแล้วไม่มีคำว่าหลอก มีแต่ความจริงเต็มสัดเต็มส่วน ให้พากันตั้งใจประพฤติปฏิบัติ จิตนี้ไม่มีตาย ไม่ว่าจิตดวงใดไม่ตาย เป็นแต่เพียงเศร้าหมองผ่องใสไปตามการชำระซักฟอก หรือการทำลายตัวเองด้วยความชั่วช้าลามกเท่านั้นเอง ถ้าเราพยายามซักฟอกจิตใจของเราให้ดีไปเป็นลำดับก็สง่างามไป สง่างาม พอพูดสง่างามนี้เราก็เคยได้พูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังแล้วมัง นี่เอาความจริงมาพูด

เวลามันล้มลุกคลุกคลานมันจะเป็นจะตายจริงๆ กับกิเลสฟาดหัวมัน น้ำตาร่วงอยู่บนภูเขาก็เคยมาพูดให้ฟัง สู้มันไม่ได้นะ ตั้งสติพับล้มผล็อยๆ ตั้งเพื่อล้มโดยถ่ายเดียว ไม่มีคำว่าอยู่ ตั้งอยู่ไม่มี ตั้งพับล้มเลยๆ นี่คือกระแสของกิเลสมันรุนแรง  แต่เวลาฟัดกันไปฟัดกันมาสุดท้ายมันก็ล้มให้เราเห็นเหมือนกัน กิเลสก็เหลวไปได้เมื่อกำลังวังชาของธรรมหนักเข้าๆ สุดท้ายมีแต่กิเลสล้มๆ ให้เห็น สติปัญญาที่เราสร้างมาตลอดเวลาก็มีกำลังหนาแน่นมั่นคงขึ้น เฉียบแหลมขึ้นไป กิเลสตัวใดแสดงออกมานี้ไม่ได้ขาดสะบั้นๆ ยิ่งเสริมเข้าไปถึงขั้นมหาสติมหาปัญญานี้แย็บเดียวขาดไปเลยๆ

นี่ละการฝึกจิตใจตั้งแต่ล้มลุกคลุกคลานจนกระทั่งถึงขั้นมหาสติมหาปัญญา เอาจนกิเลสขาดสะบั้น สุดท้ายขาดหมดโดยสิ้นเชิง ไม่มีอะไรเหลือ เหลือแต่ใจที่บริสุทธิ์ล้วนๆ มหาสติมหาปัญญาก็หมดปัญหาไปเอง เพราะนี้เป็นเครื่องมือ มหาสติมหาปัญญาไม่ใช่ผลเป็นที่พอใจ เป็นมรรคเครื่องดำเนิน เครื่องชำระซักฟอก เป็นเครื่องมือ พอกิเลสขาดสะบั้นไปแล้วมหาสติมหาปัญญาก็หมดภาระไป หากเป็นเอง เหมือนเราเอามีดฟันนั้นฟันนี้ พอเสร็จแล้วเราก็วางมีดเราเอง ไม่วางจะถือไว้หาอะไร ก็มันเสร็จงานนี้แล้วก็ต้องปล่อยเครื่องมือชนิดนี้ มันเสร็จเรื่องนั้นแล้วปล่อยเครื่องมือชนิดนั้น

อันนี้เครื่องมือของเราคือธรรม นำมาใช้มันก็ปล่อยของมันไปเรื่อย ยึดเครื่องมือใหม่มาเรื่อย ใช้ไปเรื่อย จนถึงขั้นมหาสติมหาปัญญาฟาดกิเลสขาดสะบั้นลงไปจากจิตใจ แล้วทีนี้มหาสติมหาปัญญาก็หมดปัญหาไป เพราะหมดภาระที่จะแก้แล้ว เหลือแต่ความบริสุทธิ์ล้วนๆ นี่ละใจดวงที่มัวหมองมืดตื้ออยู่นี้ละ ที่ว่าเป็นความบริสุทธิ์ล้วนๆออกไปจากการชำระสะสาง ออกไปจากการบำรุงรักษา ไม่ใช่ออกไปจากการเหยียบย่ำทำลายตัวเองด้วยการทำความชั่วช้าลามกต่างๆ อันนั้นเป็นการทำลายตัวเอง

บางรายตั้งแต่เกิดมาไม่เคยระลึกถึงศีลถึงธรรม ไม่เคยระลึกถึงพุทโธ-ธัมโมกับเขาเลยทั้งๆ ที่เกิดเป็นมนุษย์กับเขา แต่จิตใจนั้นต่ำทรามมาก ไม่มีค่ามีราคา รอแต่เวลาพอลมหายใจขาดก็ดีดผึงลงไป ที่ว่านรก-สวรรค์ไม่มีนั้นว่าเอาเฉยๆ กิเลสพาว่าด้วยความตาบอด ผู้ที่นำมาแสดงว่าบาปบุญนรกสวรรค์มีคือใคร ก็ศาสดาองค์เอกโลกวิทูรู้แจ้งโลกมาสอนผิดไปไหน ไอ้เราผู้ที่ด้นเดาเกาหมัดผิด ผิดแล้วก็ทำไปตามความคิดเห็นผิดของตนมันก็ยิ่งจมไปๆ สุดท้ายนรกมีหรือไม่มี เวลาไปเจอมันสายเสียแล้วที่นี่ แล้วจะหลีกไปไหนล่ะ มันสายเสียแล้ว ไปเจอแล้วตัวจริง ที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ไม่เชื่อฟัง พอไปเจอเข้าแล้วทีนี้แก้ตัวได้ไหมล่ะ ไม่เห็นแก้ได้

เพราะฉะนั้นจึงต้องให้ระวัง คนตาบอดต้องเชื่อคนตาดี คนตาดีพาไปที่ไหนให้ไปตามคนตาดี อย่าไปอวดดิบอวดดีว่าตัวตาบอดดีกว่าคนตาดีจมได้นะ อันนี้เราตาบอดบอดทางจิตทางใจ ตาหูจมูกลิ้นกายเมื่อใจบอดมันก็บอดไปตามๆ กันหมด เวลาชำระสะสางไปตามคนตาดีที่ท่านชักจูงไปแล้วก็ฝืนไปๆ ก็ค่อยแคล้วปลอดภัยไปๆ ต่อไปก็ค่อยสว่างไสวขึ้นมา สุดท้ายมาเชื่อตัวเองได้เป็นลำดับ ทีแรกเชื่อพระพุทธเจ้าเสียก่อน ครั้นต่อมาหนักเข้าๆ เชื่อทั้งพระพุทธเจ้า เชื่อทั้งตัวเอง แล้วเชื่อเสมอกันไปหมด สุดท้ายตัวเองกับพระพุทธเจ้าความเชื่อเชื่อมโยงถึงกัน ดีดผึงถึงพระนิพพาน ไม่ต้องถามพระพุทธเจ้า นั่นเห็นไหมล่ะ

เมื่อถึงพระนิพพาน ถึงความบริสุทธิ์แล้ว ต่างองค์ต่างอยู่ในท่ามกลางแห่งพระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลายเหมือนกันหมด ไม่มีใครจะอยู่นอกเหนือจากนี้ไป เหมือนน้ำในมหาสมุทรนี้มันกว้างขนาดไหนฝนตกลงมาจากบนฟ้า พอตกลงในมหาสมุทรมันเป็นน้ำมหาสมุทรเหมือนกันหมด ไม่ว่าเม็ดไหนตกมาก่อนมาหลังจะแยกเม็ดฝนไม่ได้นะ มันเป็นมหาสมุทรด้วยกันแล้ว อันนี้จิตของผู้บำเพ็ญเมื่อก้าวเข้าไปๆ จนกระทั่งถึงขั้นบริสุทธิ์เป็นมหาวิมุตติมหานิพพานอันเดียวกันหมด แล้วจะไปถามใครว่าใครยิ่งหย่อนกว่ากัน บรรดาพระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลายเมื่อจิตได้ถึงขั้นบริสุทธิ์แล้วเสมอกันหมด

ท่านจึงบอกว่า  นตฺถิ เสยฺโยว ปาปิโย บรรดาท่านผู้บริสุทธิ์สุดส่วนแล้วนี้เสมอกันหมดเลย ไม่มีองค์ใดยิ่งหย่อนกว่ากัน ถึงแล้วไม่ถามกันด้วย นั่งอยู่ในท่ามกลางของกันและกัน บรรดาท่านผู้บริสุทธิ์วิมุตติพระนิพพานเป็นธรรมธาตุเหมือนกันหมด ให้พากันตั้งอกตั้งใจปฏิบัติ ธรรมพระพุทธเจ้าไม่ใช่ธรรมของเล่น เป็นของจริงโดยแท้ สร้างพระบารมีมาบางองค์ ๑๖ อสงไขย บางองค์ ๘ อสงไขย บางองค์ ๔ อสงไขย ล้วนแล้วแต่เพื่อปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า รื้อถอนขนสัตว์ออกจากกองทุกข์ทั้งหลายให้ถึงแดนพ้นทุกข์ คือพระนิพพานเหมือนกันหมดนั่นแหละ ถ้าปฏิบัติตามท่านนั้นได้เหมือนกันหมด เพราะไม่มีพระพุทธเจ้าองค์ใดสอนสัตว์โลกให้ผิดพลาดไป

มีแต่พวกลูกศิษย์ของตถาคตของพระพุทธเจ้าผิดพลาดตลอดเวลา ฟังธรรมอยู่หยกๆ นี้จิตใจมันส่งไปนอกทวีปนู่น ไปทวีปไหนก็ไปเถอะ มันเป็นอย่างนั้นนะ จิตดื้อด้านหาญคิดหาญอ่าน อรรถธรรมที่จะนำมาคิดให้เป็นประโยชน์แก่ตนไม่ยอมคิด มันก็เสียไปๆ ให้พากันตั้งอกตั้งใจ วันนี้ได้มาเยี่ยมพี่น้องทั้งหลาย นานๆ มาทีหนึ่งๆ มาแต่ละครั้งอดไม่ได้ก็ต้องเทศนาว่าการอย่างนี้ละ

การเทศนาว่าการพี่น้องทั้งหลายเราเทศน์ด้วยความเมตตาสงสาร เราไม่ได้หวังอะไรทั้งนั้น สามแดนโลกธาตุเราปล่อยหมดโดยสิ้นเชิงเราไม่เอา ถึงจะดีดจะดิ้นไปนู้นมานี้รับสมบัติเงินทองข้าวของที่เขานำมาถวายเราก็ออกช่วยโลกทั้งหมด เราไม่เอา คำว่าพอแล้วในหัวใจของเรานี้พออย่างเลิศเลอ สิ่งที่เขาเอามาให้นั้นว่าเป็นของดีเลิศไหม เลิศเหมือนใจที่บริสุทธิ์สุดส่วนที่เลิศเลอนั่นไหม มันไม่บริสุทธิ์เหมือนนั้นแล้ว สรรเสริญมาจะดิบดีขนาดไหนตกไป นินทามาจะว่าดิบว่าดีตามคนที่มานินทาตกไป เพราะฉะนั้นความสรรเสริญความนินทาจะเลิศเลอขนาดไหนตกไปหมด สู้ความเลิศเลอด้วยความพอแล้วภายในหัวใจนั้นไม่ได้ ให้จำเอา วันนี้ว่าจะไม่เทศน์อะไร เอาแค่นี้ก็เอาละ ไม่เอามาก เหนื่อยมาก

 

รับชมและรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน  FM 103.25 MHz

และเครือข่ายทั่วประเทศ

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก