เอาธรรมไปซักฟอกกายวาจาใจของตน
วันที่ 6 เมษายน 2550 เวลา 19:00 น. ความยาว 63.13 นาที
สถานที่ : ณ วัดป่าเขาน้อย
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมฆราวาส . วัดป่าเขาน้อย อ.เมือง จ.บุรีรัมย์

เมื่อค่ำวันที่ ๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๐

เอาธรรมไปซักฟอกกายวาจาใจของตน

เอ้า แดดก็แดดเถอะ เราตากแดด ตกกล้าดำนาเราแดดยิ่งกว่านี้อีก จะไปกลัวอะไรประสาแดดนี่วะ เราตกกล้าดำนา ตากแดดๆ ทั้งนั้น เอาข้าวมาเลี้ยงโลกนี้ มีแต่พวกตากแดดทั้งนั้น พวกไม่ตากแดดมันไม่เป็นท่าหรอก ทำนาไม่เป็น พวกเราพวกทำนาเป็น เอาข้าวมาเลี้ยงโลกอยู่เวลานี้ ก็พวกเราที่ตากแดดอยู่นี่ละ อย่ากลัวนะ หลวงตาไม่พากลัว หลวงตาก็เคยตากแดด เคยตกกล้าดำนามาแล้ว หลวงตาบัวเป็นชาวนา หลวงตาบัวเคยเป็นชาวนา การคราดการไถ การปักการดำ เคยชินทุกอย่างแล้ว ก่อนที่จะได้มาบวชนี้อายุได้ ๒๐ ปี กับ ๙ เดือน ได้เริ่มออกมาครองผ้ากาสาวพัสตร์ ตั้งแต่วันที่ ๑๒  พฤษภา ๒๔๗๗ ก็ไม่เห็นกลัวแดดนี่วะ พี่น้องทั้งหลายเดินตามหลังหลวงตา อย่ากลัวแดดนะ อย่าไปกลัวแดด หลวงตาไม่พากลัว

วันนี้นับว่าเป็นวันมหามงคลของพี่น้องชาวไทยเรา ซึ่งเป็นลูกชาวพุทธเป็นจำนวนมาก ได้รวบรวมกำลังศรัทธาทุกสิ่งทุกอย่าง จตุปัจจัยไทยทาน ชีวิตจิตใจ เวล่ำเวลา ได้เสียสละมาทั้งหมดเพื่อบุญเพื่อกุศลเข้าสู่ดวงใจ จะได้นำเราไปสู่สวรรค์นิพพาน ซึ่งท่านผู้ดีทั้งหลายท่านไปสวรรค์ไปนิพพานกัน ไม่ได้เหมือนกับคนชั่วช้าลามก สร้างแต่บาปหาบแต่กรรม ตั้งแต่วันเกิดมาก็สร้างบาปแล้ว จนกระทั่งถึงวันตาย จนกระทั่งหนักไม่มีอะไรต้านทานได้ มีตั้งแต่นรกอเวจีต้านทานได้พวกนี้

เรามาสร้างคุณงามความดีวันนี้ เพื่อฉุดลากตัวเองให้ได้หลุดพ้นจากทุกข์โดยประการทั้งปวง โดยในงานนี้มีนายก้องเกียรติ  อักขระประเสริฐกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธาน และพลโทวิบูลย์ศักดิ์ หนีพาล แม่ทัพน้อยที่ ๒ พลตำรวจตรี อำนวย มหาผล รองผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค ๓ เป็นประธานดำเนินงานมหากุศลของเราในครั้งนี้

         บัดนี้ได้เสร็จสิ้นลงไปแล้วในพิธีการต่างๆ เช่น ยกพระบรมสารีริกธาตุขึ้นสู่เบื้องบน พวกเราทั้งหลายก็ได้ทำเต็มเม็ดเต็มหน่วยมาแล้ว บัดนี้เราจะได้ฟังเสียงอรรถเสียงธรรม เพราะเสียงอรรถเสียงธรรมนี้น้อยมากที่เราจะได้ยินได้ฟัง ไม่ได้เหมือนเสียงเพลงเสียงระบำรำโป๊ มีอยู่ทุกแห่งทุกหน  ไปที่ไหนก็ได้ฟังแต่เสียงเลอะๆ เทอะๆ หูตาจิตใจเราจึงเลอะๆ เทอะๆ  หาความสุขไม่ได้

วันนี้เราได้เข้ามาฟังอรรถฟังธรรม ได้มาบริจาคการกุศลผลประโยชน์แก่เรา ทุกวิถีทางที่เราได้ช่วยกันด้วยความพร้อมเพรียงสามัคคี ดังมีท่านหัวหน้าที่กล่าวถึงเมื่อสักครู่นี้เป็นประธานในงานนี้ ก็เรียกว่าลุล่วงไปด้วยดี มีผลมหาศาล บัดนี้จะได้ฟังเสียงอรรถเสียงธรรม  เสียงอรรถเสียงธรรมนี้มีน้อยมากที่จะได้ยินได้ฟัง ไม่เหมือนเสียงอย่างอื่น วันนี้ให้พากันตั้งอกตั้งใจ จิตใจจดจ่ออยู่กับหัวใจตัวเอง อย่าส่งใจเข้ามาหาผู้เทศน์ มันห่างไกลกันกับผู้นั่งฟังเทศน์ กับผู้เทศน์ห่างไกลกันมากอาจจะไม่เข้าใจ

เพราะฉะนั้นจงตั้งใจ ตั้งสติลงที่ใจ ให้ความรู้มีสติครอบอยู่ที่หัวใจ ธรรมเทศนามากน้อยจะไหลเข้าสู่ใจนี้ได้ความอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง จิตก็จะมีความสงบร่มเย็นในขณะที่ฟัง การฟังเทศน์ท่านบอกอานิสงส์ไว้ถึง ๕ อย่าง

๑. ผู้ฟังจะได้ยินได้ฟัง สิ่งที่ยังไม่เคยได้ฟัง

๒ สิ่งใดที่เคยได้ยินได้ฟังแล้วยังไม่เข้าใจแจ่มแจ้ง จะได้เข้าใจแจ่มแจ้งในธรรมทั้งหลายเหล่านั้น

แล้วข้อ ๓ ว่าไง เราลืมแล้วละ ได้เพียงสองสามข้อ จิตผู้ฟังย่อมมีความสงบผ่องใส เมื่อจิตรวมอารมณ์เข้าสู่ธรรม ที่ท่านกำลังเทศน์นี้ จิตใจของเราจะสงบแล้วจะเกิดความผ่องใส

อะไรอีกข้อหนึ่ง  จะทำความเห็นให้ถูกต้อง หลวงตานี่เทศน์ไป เรียนไปด้วยนะ มันจำไม่ได้แล้วเวลานี้  จะทำความเห็นให้ถูกต้อง

ข้อ ๕ จิตผู้ฟังย่อมสงบผ่องใส อันนี้เป็นสำคัญมาก

พระพุทธเจ้าประทานธรรมให้แก่บรรดาสัตว์ทั้งหลาย มีสาวกเป็นประธาน ที่ได้มาเป็น สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเราอยู่นี้ ล้วนแล้วแต่การได้ยินได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าลงมา ฟังหลายครั้งหลายหน จิตมีความสงบผ่องใสกระจ่างแจ้งขึ้นมา สติปัญญาเกิดขึ้น นอกจากความสงบร่มเย็นและสว่างไสวเกิดขึ้นภายในใจแล้ว สติปัญญามีความสอดส่องมองทะลุทั้งใกล้ทั้งไกล จนกลายเป็นโลกวิทูก็เกิดขึ้นที่ใจ จากการอบรมจิตใจนี่เป็นสำคัญ

ขอให้ท่านทั้งหลาย ได้มีการอบรมจิตใจบ้าง อย่ามีตั้งแต่เรื่องตกแต่งภายนอก อันนั้นก็ดี อันนี้ไม่ดี ตกแต่งนั้นตกแต่งนี้ ส่วนกายวาจาใจ ความประพฤติ หน้าที่การงานของตน ไม่ได้ตกแต่งแก้ไขดัดแปลงเลย ก็หาความสวยงามไม่ได้  ไปที่ไหนก็ชมแต่ความสวยงามของผู้อื่น ของคนอื่น ของสัตว์อื่น วัตถุต่างๆ ของอื่นๆ ที่นั่นดี อันนั้นดี อันนี้ดี ส่วนเจ้าของไม่ทราบว่าดีหรือไม่ดี เพราะไม่ดู ไม่ได้ตกแต่งกายวาจาใจของตนให้ไปในทางที่ถูกที่ดี

เพราะฉะนั้นจึงรับธรรมนี้ไป ฟังเสียงอรรถเสียงธรรมแล้ว เข้าไปปรับปรุงแก้ไขตนเอง มันคิดไม่ดีในทางใด ให้แก้ไขทันที วาจาการพูดมีการกระทบกระเทือนกันได้ ถ้าพูดไม่ถูกทางขัดหูคนอื่นแล้ว ก็ย่อมเป็นการกระทบกระเทือน การกระทบกระเทือนคนอื่น ก็เป็นทุกข์ด้วยกัน ดีไม่ดี เกิดฟืนเกิดไฟ เผาไหม้กันได้ จึงต้องได้รับการอบรมทางจิตใจเป็นสำคัญ ก่อนจะพูดอะไรออกไป ให้พินิจพิจารณาเสียก่อน อย่าพูดพล่ามพิ่มๆๆ ไปตามใจที่ชอบ ซึ่งเป็นนิสัยของใจมาดั้งเดิมอย่างนั้นไม่ดี  ไปที่ไหนมักได้รับความกระทบกระเทือนเสมอ จิตที่มีการอบรมแล้ว ท่านบอกว่า นิสมฺม กรณํ เสยฺโย ใคร่ครวญแล้วจากหัวใจที่มีธรรมประจำอยู่แล้ว จะพูดออกมาก็ให้คิดเสียก่อน จะกระทำอะไรให้มีการคิดอ่านไตร่ตรองให้เรียบร้อยก่อนแล้ว ก็เป็นความดีงามสำหรับเรา

         วันนี้ท่านทั้งหลายได้มาฟังอรรถฟังธรรม ให้ฟังให้ดี  ตั้งสติลงที่จิต ไม่ต้องส่งจิตมาหาผู้เทศน์ ให้ตั้งจิตลงที่ตัวเองในทรวงอกนี่แหละ แล้วตั้งสติรับทราบอยู่ที่ตรงนั้น เมื่อจิตมีผู้เฝ้ามีผู้รักษา คือสติเป็นผู้รักษาอยู่แล้ว ธรรมะที่ท่านแสดงไปนั้นมากน้อยจะไหลเข้าสู่ความรู้ ความรู้จะให้ความเข้าใจออกมาโดยลำดับลำดา ทีนี้เวลาเพลินกับการฟังอรรถฟังธรรม ต่อไปจิตใจมีความสงบเย็น ในขณะที่ฟังเทศน์นั้น จิตสงบผ่องใส สำคัญตรงนี้นะ เมื่อสงบแล้วก็ผ่องใส กระจ่างแจ้งออกไป การฟังเทศน์มีอานิสงส์ ๕ อย่าง ขอให้ท่านทั้งหลายนำธรรมนี้ไปปฏิบัติ

         เราเกิดกับโลก มีแต่ความสกปรกโสมมเต็มบ้านเต็มเมือง เต็มเขาเต็มเรา หาความสะอาดพอที่จะได้ชมตนเองบ้างไม่มี  ตั้งแต่เกิดมาสร้างตั้งแต่ความชั่ว สั่งสมแต่ความชั่วช้าลามก ทั้งกายก็สั่งสม ทั้งจิตก็สั่งสม ความประพฤติก็สั่งสม คนทั้งคนมีตั้งแต่ความชั่วช้าลามกสกปรกรกรุงรังใช้ไม่ได้นะ ต้องให้มีธรรมเป็นเครื่องขัดเกลาซักฟอกเหมือนกับน้ำที่สะอาดซักฟอกสิ่งสกปรก สิ่งสกปรกนั้นย่อมสะอาดไปตามน้ำที่สะอาดซักฟอกลงไป ให้เอาธรรมไปซักฟอก กายวาจาใจของตน ให้มีความสะอาดสะอ้าน เวลาจะหลับจะนอน ก็อย่าลืม พุทโธ  ธัมโม  สังโฆ

         เราเกิดมานี้ เกิดมาด้วยอำนาจแห่งบุญแห่งกรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้แล้วทุกอย่าง เวลาจะหลับจะนอนให้กราบพระพุทธเจ้า กราบพระธรรม กราบพระสงฆ์ พุทโธ ธัมโม สังโฆ เข้าที่ใจของเรา ขอบิณฑบาตให้พี่น้องทั้งหลายนั่งภาวนา เคยนั่งภาวนาไหม นั่งท่าไหนก็ได้ เวลาเรายังไม่เข้าใจ นั่งพับเพียบก็ได้ นั่งเก้าอี้ก็ได้ หรือจะนั่งขัดสมาธิ ขัดสมาธิก็ได้ ให้มีพุทโธๆ แล้วสติติดแนบกับพุทโธ

ห้ามความคิดที่มันเคยคิดมาตั้งแต่วันเกิด ตั้งแต่วันตื่นนอน จนกระทั่งมาพุทโธ ธัมโม สังโฆ เดี๋ยวนี้นั้น มันคิดมามากต่อมากแล้ว ไม่เกิดผลประโยชน์อะไร คราวนี้ให้คิดกับพุทโธ ให้คิดกับธัมโม ให้คิดกับสังโฆ ที่เป็นธรรมอันเลิศเลอ โลกทั้งหลายกราบไหว้ธรรมทั้งนั้นแหละ ให้เราคิดอันนี้เข้าสู่ใจของเรา แล้วนึกประจำใจไว้ มีสติคุ้มครองอยู่เสมอ เช่น พุทโธก็ได้ ธัมโมก็ได้ สังโฆก็ได้ มีสติกำกับ อย่าให้คิดอย่างอื่น ให้คิดแต่คำว่า พุทโธ ธัมโม หรือ สังโฆ เรียกว่า สร้างธรรมขึ้นที่ใจ เมื่อสร้างธรรมขึ้นที่ใจแล้ว ใจจะมีความสงบร่มเย็นไปโดยลำดับ เมื่อสงบร่มเย็นมากเข้า ใจนี้จะมีความสว่างไสว จากการอบรมภาวนา

พระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยการภาวนา มาเป็นศาสดาเอกสอนโลก มาจากการภาวนา พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเรา ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ ธรรมเกิดขึ้นในพระทัยของพระพุทธเจ้า เพราะการภาวนา เราได้กราบไหว้ธรรมอยู่ทุกวันนี้ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ พระสงฆ์เกิดขึ้นด้วยการภาวนา มีธรรมเต็มหัวใจแล้วสอนโลก เป็นสรณะของโลกได้เป็นที่ตายใจ ดังที่พวกเราชาวพุทธได้นับถืออยู่เวลานี้ว่า พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ข้าพเจ้าขอฝากเป็นฝากตายกับพระพุทธเจ้าจนตลอดชีวิต ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ ข้าพเจ้าขอกราบไหว้บูชา ฝากเป็นฝากตายกับพระธรรม จนกระทั่งถึงตลอดชีวิต สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ข้าพเจ้าขอกราบไหว้บูชาพระสงฆ์สาวกตลอดชีวิต มาเป็นสรณะของใจเรา จากใจของท่านที่วิเศษเรียบร้อยแล้ว

ไปที่ไหนอย่าลืมพุทโธ ธัมโม สังโฆ เวลากิเลสมันหนาแน่นเข้ามานี้ พุทโธ กลายเป็นมูตรเป็นคูถ เป็นส้วมเป็นถานไปหมด แต่กิเลสตัณหากลายเป็นทองคำทั้งแท่งไป เวลานี้ให้ดูหัวใจของเรา มันเห็นกิเลสตัณหาเป็นทองคำทั้งแท่ง เห็นธรรมเป็นมูตรเป็นคูถไป หรือมันเห็นเป็นยังไง ให้ดูใจเจ้าของ ธรรมเป็นของเลิศเลอนำสัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นจากทุกข์ เพราะธรรมเท่านั้น ไม่ได้ให้หลุดพ้นจากทุกข์ เพราะกิเลสตัณหาพาดีดพาดิ้นตลอดเวลา

ทั้งเขาทั้งเราทั่วโลกดินแดน มีแต่ฟืนแต่ไฟของกิเลส ก่อขึ้นเผาหัวใจสัตว์โลก สุดท้ายก็แสดงกิริยาอาการออกมาไม่พอใจ รบราฆ่าฟัน จนเป็นเถ้าเป็นถ่านไปหมด มีตั้งแต่กิเลสเท่านั้นละ สร้างความทุกข์ สร้างความฉิบหายให้โลก ธรรมท่านไม่ได้สร้าง ท่านมีแต่เป็นน้ำดับไฟๆ คือดับไฟที่มันรุ่มร้อนไปด้วยอำนาจของกิเลสตัณหาให้ชุ่มเย็น ให้ดับให้มุดให้มอดลงไป ใจมีความสว่างไสวเย็นขึ้นมาๆ  เพราะการภาวนา

วันหนึ่งเรานั่งภาวนาไม่ให้ต่ำกว่า ๕ นาที เราจะบริกรรมพุทโธก็ได้ มีสติกำกับ อย่าให้คิดไปกับอะไร ให้คิดอยู่กับพุทโธๆ ธัมโมก็ได้ สังโฆก็ได้หรือคำบริกรรมคำใดก็ได้ ให้มีสติกำกับรักษา อย่าให้คิดอย่างอื่น ให้คิดแต่ธรรมบทที่ตนนำมาบริกรรมนี้เท่านั้น เช่นพุทโธ ก็ให้มีสติอยู่กับพุทโธ แล้วพุทโธติดต่อกันไป สติติดต่อกันไป  ธัมโม ติดต่อกันไป และสติติดต่อกับธัมโมกันไป สังโฆก็ให้ติดต่อกันไป สติติดต่อกับสังโฆเรื่อยๆ ไป

ใจเมื่อได้รับการอบรมหรือหล่อเลี้ยงด้วยธรรมแล้ว จะสงบลงไปๆ ใจบางดวงจะเกิดความแปลกประหลาดอัศจรรย์ขึ้นมาโดยที่ตนไม่คาดไม่ฝันเลย เช่น พุทโธๆ  จิตค่อยสงบเข้ามาๆ  แสดงเป็นความสว่างไสว แน่นหนามั่นคงเกิดความอัศจรรย์ภายในใจของตนที่กำลังพุทโธๆ  นั้นมีมากต่อมากสำหรับนักภาวนา เว้นแต่ผู้ไม่เคยภาวนาเลย  จนกระทั่งวันตายมันก็ไม่ได้อรรถได้ธรรมเข้ามาครองใจ จะได้แต่ฟืนแต่ไฟจากกิเลสตัณหานั่นน่ะ มาเผาตัวเองตั้งแต่วันเกิด วันตายหาความวิเศษวิโสอะไรไม่ได้เลย มีแต่มืดกับแจ้งๆ ลมหายใจหมดแล้วก็ตายจมไปเลยๆ ใช้ไม่ได้อย่างนี้ อย่านำมาใช้ในวงมนุษย์เราซึ่งเป็นลูกชาวพุทธ

ให้นำ พุทโธ ธัมโม สังโฆ เข้ามากล่อมใจ เมื่อพุทโธๆ กับสติติดแนบกันแล้ว ใจจะมีความสงบเย็นๆ จากนั้นก็สว่างไสวเป็นความอัศจรรย์ขึ้นมาภายในใจของตน เมื่อจิตได้ลงสงบ เป็นความสว่างไสวภายในใจแล้ว คนเราย่อมมีความตื่นเต้น มีความกระตือรือร้นที่จะภาวนาต่อไป ถึงไม่รู้เหมือนวันก่อน วันนี้ก็เอาอีกต่อไปก็เป็นได้อีก ถ้าเป็นได้มากเข้าๆ จิตก็ค่อยสว่างไสวขึ้นมา กลายเป็นจิตแปลกประหลาดอัศจรรย์ขึ้นมาเช่นอย่างจิตพระอรหันต์ท่าน

จิตพระอรหันต์กับจิตเราต่างกันมากมายราวฟ้ากับดิน จิตเราคลุกเคล้าไปด้วยมูตรด้วยคูถ คือ ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง ขี้ราคะตัณหา เต็มอยู่ในหัวใจจะหาความสะดวกสบายที่ไหนได้ ส่วนจิตของพระอรหันต์ไม่มี ความโลภไม่มี ความโกรธ ราคะตัณหาไม่มี มีแต่ธรรมกับใจเป็นอันเดียวกัน สว่างไสวอยู่ตลอดเวลา ยิ่งท่านผู้สิ้นจากทุกข์จากกิเลสโดยประการทั้งปวงแล้ว อยู่อิริยาบถใด ท่านสว่างจ้าตลอดเวลา นอนอยู่ร่างกายนอน ความสว่างก็อยู่กับการนอน ยืนอยู่ เดินอยู่ นั่งอยู่ ความสว่างก็อยู่กับการยืน การนั่ง การนอน ไม่มีเวลาไหนที่จะพลัดพรากจากความสว่างไสว ที่เป็นอยู่ประจำใจนั้นเลย นี่ละจิต เวลาได้อบรมให้ดีแล้วเป็นอย่างงั้น

ไม่มีอะไรเลิศยิ่งกว่าใจ ความเลวร้ายที่สุดก็คือใจ พาให้เลวร้ายตกนรกอเวจี มีแต่คนสร้างบาปสร้างกรรมทำความชั่วช้าลามก หาบบาปหาบกรรมใส่ตน จึงตกลงในนรกๆ นรกว่าไม่มีหรือ พระพุทธเจ้าองค์เลิศเลอแท้ๆ เป็นผู้สอนไว้ พวกเราเป็นคนตาบอดหูหนวก จะไม่ยอมฟังเสียงท่านเหรอ ถ้าไม่ยอมฟังเสียงแล้วเราจะจมอีกนะ  ต้องฟังเสียงท่าน บาปมี พระพุทธเจ้าไม่ปฏิเสธ ไม่ว่าพระพุทธเจ้าพระองค์ใดมาตรัสรู้ ยอมรับบาปว่ามี บุญว่ามี นรกมี สวรรค์มี นิพพานมี เหมือนกันหมดทุกๆ พระองค์ นี่ละจอมปราชญ์ ท่านแสดงเป็นแบบเดียวกัน แต่เราพวกคนโง่ คนหูหนวกตาบอด จะลบล้างทั้งหมดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มี แล้วก็สร้างตั้งแต่สิ่งชั่วช้าลามก ที่ตนสำคัญว่าไม่มีนั่นแล เผาหัวใจตนเอง

คนที่ไปตกนรกหมกไหม้ ก็โดยสำคัญว่านรกไม่มี บาปไม่มีนั่นละ มันตกกันเต็มอยู่ในนรก ที่ไหนจะมากยิ่งกว่าสัตว์นรก เต็มไปหมดนะ นี่คือความสำคัญของตนเอง หลอกลวงตนเอง ให้สร้างแต่ความชั่วช้าลามก ว่าบาปไม่มี บุญไม่มี นรกไม่มี ครั้นตายแล้วก็ตัวผู้ที่ปฏิเสธนั้นละ ไปรับกรรมของตนเอง หนักเบามากน้อยก็รับเต็มเหนี่ยวๆ ให้พากันระวัง

ธรรมเหล่านี้ไม่มีคนหูหนวก ศาสดาหูหนวกตาบอดจากที่ไหนมาสอนเรา สอนตั้งแต่ศาสดาองค์เอก โลกวิทู รู้แจ้งโลกนอกโลกใน ตลอดทั่วถึงเมืองผี เมืองคน เมืองเปรต เมืองสวรรค์นิพพาน รู้แล้วด้วยกันทั้งนั้นมาสอน จึงไม่มีการผิดเพี้ยนไปไหนเลย ถูกต้องแม่นยำ เราเป็นคนตาบอดให้เดินตามคนตาดี ถ้าคนตาบอดอวดดิบอวดดี แล้วก็เดินสะเปะสะปะ ตกหลุมตกบ่อตกเหว สุดท้ายก็คนตาบอดที่อวดดีๆ นั่นละมันตายมันจม ไม่ฟังเสียงคนตาดีท่านก็ปล่อยเสีย ชักสะพานแล้วเราก็ไปจมคนเดียวท่านไม่จม ให้พากันฟังเสียงท่านนะ

เกิดมาตั้งแต่วันเกิดนี้ ได้ระลึกพุทโธหรือไม่ล่ะ ให้พิจารณาซิ  เราเป็นลูกชาวพุทธ พุทโธเกิดได้ง่ายๆ หรือ พระพุทธเจ้าสร้างพระบารมีมาถึง ๓ ขั้น ขั้นแรก ๑๖ อสงไขยแสนมหากัป ประเภทที่สอง ๘ อสงไขยแสนมหากัป ประเภทที่สาม ๔ อสงไขยแสนมหากัป ติดแนบด้วยแสนมหากัปๆ กว่าจะได้มาเป็นพระพุทธเจ้าสอนโลก ให้เราทั้งหลายพอลืมหูลืมตา ไปสวรรค์นิพพานได้ ก็เพราะธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์นั้นเอง

อย่าประมาทธรรมทั้งหลาย เห็นว่ากิเลสดี กิเลสพาโลกให้ล่มจม มามากต่อมากแล้ว ยังไม่เข็ดหลาบอิ่มพอกันอยู่เหรอ ยังจะพากันจมไปกับกิเลส ด้วยความคิดชั่วช้าลามก การปฏิบัติตัวด้วยความเป็นคนเลวทรามอย่างนั้นตลอดไป จะจมตลอดไปนะ จะไม่มีวันฟื้นขึ้นมาได้ ถ้าความดีของตนไม่มี ถ้ามีความดีของตน ความดีนั้นแหละจะฉุดลากขึ้นมา เพราะฉะนั้นจึงให้รีบทำความดีเสียตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่นี้ ตายแล้วทำไม่ได้นะ

ตายแล้วจะนิมนต์พระมา กุสลา ธมฺมา กุสลา ธมฺมา หาประโยชน์อะไร ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย กุสลา ธมฺมา แปลว่า การสร้างกุศล ให้สร้างเสียตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่นี้ ตายแล้วสร้างไม่ได้นะ ยุติทันทีเลย การสร้างบาปก็ดี สร้างบุญก็ดี แต่ผลนั้นไม่ยุติ ผลจะเป็นเครื่องเสวยได้ทั้งดีทั้งชั่ว เป็นสุขได้ทั้งจากบาปจากบุญ ได้ทั้งสองนั่นละ ให้พากันสร้างตั้งแต่บัดนี้

วันนี้ก็เป็นวันอุดมมงคลอย่างยิ่งแล้ว ที่เราได้มาพร้อมเพรียงสามัคคีกัน ได้มาบำเพ็ญมหากุศลครั้งนี้โดยยกพระบรมสารีริกธาตุขึ้นบนที่สูงสุด เสร็จแล้วก็ได้มาฟังอรรถฟังธรรม เพื่อเป็นคติเครื่องเตือนใจตนเอง กลับไปบ้านไปเรือน ก็ให้มี พุทโธ ติดตัว ไปที่ไหนก็ตามเถอะ รถก็นั่งไป พุทโธติดใจไป ธัมโม สังโฆ ติดใจไป นี่เรียกว่าผู้เฝ้าพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ตลอดเวลา อยู่ที่ไหนเป็นผู้มีราค่ำราคา แต่คนไม่มีพุทโธ ธัมโม สังโฆเลย ขึ้นบนจรวดดาวเทียม มันก็ไปร้อนอยู่บนจรวดดาวเทียมนั่นละ ตายแล้วก็จมไม่เกิดประโยชน์อะไร ถ้าไม่มีธรรมคือพุทโธ เป็นต้น  ติดกับหัวใจแล้ว จะไม่มีวันขึ้นได้เลย ขอให้พี่น้องทั้งหลาย ได้พากันจดจำเทศนาว่าการก็เพียงเท่านี้แหละ

สำหรับหลวงตาเวลานี้มันวัยชราแล้ว เทศน์ไปๆ ธาตุขันต์อ่อนไปๆ สุดท้ายก็เทศน์ไม่ได้ แล้วก็ต้องหยุด ไม่เหมือนแต่ก่อน ที่ยังหนุ่มยังน้อย เทศน์ไปเท่าไรก็ได้ หมุนเป็นไฟไปเลยก็ได้ เราเคยฟังเทศน์เราตั้งแต่ยังหนุ่มน้อย กับมาดูทุกวันนี้มันเข้ากันไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่เป็นคนๆ เดียวนั่นแหละเทศน์ คือธาตุขันต์เครื่องมือแสดงธรรมมันอำนวย เทศน์สะดวกสบาย ไหลไปเลยเหมือนปืนกล เดี๋ยวนี้ไม่ได้ ถ้าเทศน์อย่างนั้น ชักตายเลย ตายตกธรรมาสน์ก็ได้ นั่น เป็นอย่างนั้น

จึงขอให้พี่น้องทั้งหลาย ระลึกธรรมที่สอนวันนี้ เป็นมงคลอันสูงสุดแล้วแก่จิตใจ หูตาของท่านทั้งหลาย วันนี้มาเห็นกัน ก็มาในนามของกุศล ตาก็เป็นมงคล หูก็ได้ยินเสียงอรรถเสียงธรรม เป็นมงคลทุกอย่าง ใจก็เป็นมงคล มิหนำซ้ำเวลานี้ ก็ยังได้ฟังอรรถฟังธรรม เป็นมงคลล้นหัวใจของเรา ให้นำธรรมที่เป็นมงคลนี้ เข้าสู่จิตใจของตน ไปบ้านไปเรือนอยู่ที่ไหน อย่าลืมพุทโธ ธัมโม สังโฆ ให้นึกอยู่เสมอภายในใจ

เวลาจะหลับจะนอน ดังที่เคยพูดแล้วให้กราบพุทโธ ธัมโม หรือสังโฆเสียก่อน เรียบร้อยแล้วให้นั่งภาวนาอย่างน้อยได้ ๕ นาที นึกพุทโธ คำเดียวนั่นแหละ มีสติติดแนบอยู่กับพุทโธ หรือธัมโม หรือสังโฆ ก็ได้ทุกวัน วันละ ๕ นาที ต่อไปจิตของเราจะมีความสงบ ดีไม่ดี จะเกิดความตื่นเต้นอัศจรรย์ขึ้นมาในขณะที่นั่งภาวนา โดยที่เราไม่คาดไม่คิดก็ได้ ให้พากันจำเอานะ สิ่งเหล่านี้ท่านเป็นมาแล้ว ท่านจึงมาสอนพวกเรา ให้นำไปประพฤติปฏิบัติ จิตใจจะได้มีความสง่างาม อยู่โลกนี้ก็สง่างาม ด้วยอรรถด้วยธรรม ไปโลกหน้าก็สง่างามด้วยบุญด้วยกุศล อย่าไปอับเฉา เมาแต่กองทุกข์อยู่ในนรกอเวจี ใช้ไม่ได้เลย

การแสดงธรรมนี้ก็เห็นว่าสมควรแก่ธาตุแก่ขันธ์ แก่กาลเวลา จึงขอความสวัสดี จงมีแก่บรรดาท่านทั้งหลาย มีท่านผู้เป็นประธานเป็นต้น โดยทั่วกันเทอญ  (สาธุ)

 

รับชมและรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน  FM 103.25 MHz

และเครือข่ายทั่วประเทศ

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก