ความรู้ภายในของหลวงปู่คำดี
วันที่ 10 เมษายน 2543 เวลา 19:00 น.
สถานที่ : สวนแสงธรรม กทม
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม กทม.

เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๓ (ค่ำ)

ความรู้ภายในของหลวงปู่คำดี

เอามาให้แต่เราคนเดียว ดูหัวใจคนอื่นบ้างซิเป็นยังไง นี่ละธรรมฟังเอานะ ภาษาธรรมเป็นอย่างนี้ ภาษากิเลสอ้อมแอ้ม ๆ เกรงอกเกรงใจกัน ก็เหยียบกันทำลายกันนั่นแหละ ภาษาธรรมไม่เหยียบใคร ใครผิดตรงไหนซัดตรงนั้น ถูกแตะกันทำไมเสียประโยชน์ ถ้าถูกแล้วไม่ต้อง ถ้าผิดตรงไหนซัดตรงนั้นเรียกว่าธรรม ชะล้างตรงนั้น นั่นละธรรมท่านเป็นอย่างนั้น สอนโลกท่านสอนอย่างนั้น ท่านไม่เอียงหน้าเอียงหลัง ตรงไปตรงมาเรียกว่าธรรม ตายใจได้เรียกว่าธรรม โลกตายใจไม่ได้นะ หวานปาก ข้างในเหมือนเปรตเหมือนผี

วันนี้เราไปให้อาหารที่เขาดิน อาหารปลา ปลาไม่ค่อยกินนะ มีแต่ปลาแก่ ๆ ตัวใหญ่ ๆ ยาว มันแก่พอแล้วไม่ค่อยกิน เลยให้เล็กน้อย ต้องไปให้วัดลานบุญ อาหารเป็นเม็ดเขาไม่ค่อยชอบเหมือนขนมปัง เขากินเหมือนกันแต่กินขนมปังมากกว่า เราให้เขามากพอนั่นแหละ จนกระทั่งขนมปังหมดพอดี เอาไปเยอะ ซื้อที่นั่นอีกเยอะ หมด อาหารเม็ดเอากลับมาให้ปลาเรา เพราะเราแย่งเอาจากปลาของเราไป มีเท่าไรเอาไปหมด พอเหลือแล้วก็เอากลับคืนมาให้มัน เดี๋ยวมันคิดดอกกับเรา ลำบากนะ เราจะว่าคิดดอกได้แต่คน ปลามันคิดดอกได้เหมือนกัน

อ้าว ถ้าให้ความเป็นธรรมก็ต้องเป็นอย่างนั้น ต้องเห็นใจเขา เรากลับมาต้องเอาเพิ่มให้เขาอีก ถึงเรียกว่าคิดดอกให้เขา เราเตรียมขนมปังไปเยอะก็หมด ซื้อเอาจากนั้นเพิ่ม หมด สงสารสัตว์จะว่าไง สัตว์หิวสัตว์ก็เป็นทุกข์เหมือนคน ไม่ว่าคนว่าสัตว์มีท้องมีปากมีความหิว แล้วก็ต้องมีความทุกข์เหมือนกัน ควรจะเฉลี่ยเผื่อแผ่กันได้ยังไงก็ต้องเฉลี่ยกัน อย่างไปหาเลี้ยงที่นั่นที่นี่ก็คือเห็นอย่างนี้เอง เห็นภัยแห่งความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากความหิว เมื่อพอเป็นไปได้ก็ช่วยกันไปอย่างนั้น นี่ที่ดุ-ดุอย่างนี้

เราระลึกถึงท่านอาจารย์คำดีได้ เราเคยเล่าให้ใครฟังบ้างแล้วหรือไง อันนี้คุยกันโดยเฉพาะ ท่านอาจารย์คำดี หลวงปู่คำดี วัดถ้ำผาปู่ ที่จะได้คุยกัน ได้พบเหตุผลอย่างนี้ก็คือว่า เราขโมยหนีจากหมู่เพื่อนไป นิสัยเราเป็นอย่างนั้น ไม่อยากเล่นกับใคร อยู่คนเดียว ๆ อยู่ในป่าในเขาคนเดียว หมู่เพื่อนก็ไปเกาะไปติด ไปอยู่ที่ไหนตามไปถึงหมด ขโมยหนีจากหมู่จากเพื่อนเราเป็นที่หนึ่งนะ ถ้าหากว่าเป็นบาปเป็นกรรมตกนรก เราจะตกลึกกว่าเทวทัตอีก

เพราะมันไม่สบาย อยู่คนเดียวสบาย ดูแต่ธาตุแต่ขันธ์ มันคิดตามเรื่อง ดีดดิ้นตามเรื่องของมัน มันไม่มีความหมายนะ เหมือนหางจิ้งเหลนขาด อวัยวะเราทุกส่วน ๆ มันดีดมันดิ้นมันคิดมันปรุงของมันไป ไม่มีเจ้าของเข้ายึด ไม่มีเจ้าอำนาจตัวเหล่านี้ก็ไม่เป็นภัย ความคิดความจำคิดดีคิดชั่วคิดไปได้ธรรมดา ไม่มีเจ้าอำนาจเข้าไปกุมอำนาจไว้ให้คิดชั่ว แล้วถึงใจทำชั่วได้ ๆ ดึงเข้าสู่นั้น ไสเข้าสู่ความชั่ว ทำชั่วได้ ถ้ามีเจ้าอำนาจอยู่ข้างใน

เมื่อไม่มีเจ้าอำนาจแล้วก็มีแต่ขันธ์ล้วน ๆ เรียกว่า ขันธ์ล้วน ๆ ขันธ์ไม่เป็นสมุทัย คือ กิเลสไม่เข้าแฝง คิดอะไรมันก็คิดของมัน คิดแล้วมันก็ดับเท่านั้นเอง ไม่มีเงื่อนต่อ มันจะคิดได้เช่นโลกทั่ว ๆ ไป แต่เป็นขันธ์ล้วน ๆ ไม่มีพิษเหมือนกิเลสเข้าแทรก กิเลสเข้าแทรกแล้วเป็นพิษไปหมด ตาก็เป็นพิษ เห็นอะไรเกิดความดีใจ เสียใจ ความรัก ความชัง ขึ้นมาทันที ๆ นั่นคือกิเลสเข้าแทรก ให้รักให้ชังให้เกลียดให้โกรธ ให้พอใจไม่พอใจ กิเลสตัวนี้เป็นเจ้าอำนาจ ทีนี้เมื่อกิเลสตัวนั้นหมดไปแล้ว เห็นก็สักแต่ว่าเห็น คิดว่าดีว่าชั่วก็ธรรมดาผ่านไปดับไป ๆ คิดดีก็ดับ คิดชั่วก็ดับ ไม่มีเจ้าของยึดก็ไม่สืบต่อไม่ลุกลาม ท่านจึงเรียกว่าขันธ์ล้วน ๆ

ขันธ์พระพุทธเจ้า ขันธ์พระอรหันต์เป็นขันธ์ล้วน ๆ ไม่ใช่เหมือนขันธ์ของเรา ขันธ์ของเรานี้มันขันเข้า ๆ จนหายใจไม่ออก ขี้แตก คือมันขันเข้าไป ๆ ขันธ์ของเรามันขันเข้าไปมัดเข้าไป ขันธ์พวกเรามันเป็นขันธ์อย่างนั้น มัดเจ้าของ มันขันเข้าไปมาก ๆ ก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ เวลาไปอยู่นั้นมันสบาย ไม่มีอะไร อันนี้มันก็ยุ่งของมันอยู่ธรรมดาของมัน ธรรมชาติที่เป็นเจ้าของไม่ไปยึดมัน เป็นหลักธรรมชาติเองไม่บังคับกัน ต่างอันต่างอยู่ ต่างอันต่างจริง อยู่ที่ไหนก็สบายหมด จะอดจะอิ่มอะไรไม่เป็นอารมณ์ คือไม่มีอะไรกวนใจเสียอย่างเดียวเท่านั้น แสนสุข ท่านเรียกว่าบรมสุข

ก็กิเลสเท่านั้นเข้ากวนเข้ายุเข้าแหย่เข้าทิ่มเข้าแทงตลอดเวลา มีมากมีหนามันก็เหมือนหอกเหมือนหลาวทิ่มแทงเข้าไป บางลงไปมันก็เหมือนเสี้ยนเหมือนหนาม ถอดออกหมดเสียจริง ๆ ไม่มีแตะไม่มีอะไรยุ่ง นั่นละเรียกว่าหมดแล้วสมมุติ สมมุติก็คือกิเลส มันเข้าเสียดเข้าแทง หนักเบามากน้อยขึ้นอยู่กับกิเลสที่หนักเบามากน้อย ความทุกข์ก็เพิ่มขึ้น ๆ เพราะมันทิ่มมันแทงหนัก มันอยู่ในหัวใจสัตว์ มันติดมาพร้อมกันทุกภพทุกชาติมันติดอยู่นั้น เมื่อฆ่ามันไม่ได้

เพราะฉะนั้นสัตวโลกจึงเกิดตาย ๆ มากี่กัปกี่กัลป์ แต่ละราย ๆ นี้อย่าไปนับนะ ถ้าสมมุติว่าไม่เปื่อยไม่ผุไม่พัง เราตายคราวนี้ทิ้งไว้นี้ ให้มันอยู่นี้ แล้วไปเกิดใหม่ตายอีก ประมวลดูซิ เมืองไทยไม่มีที่วางศพของคนคนเดียว คือมันเกิดมันตายมาทับกันอยู่ตลอดเวลา เพราะมันไม่สลายนี่ กี่กัปกี่กัลป์มันก็กองเทินขึ้น ๆ เมืองไทยไม่มีที่ไว้นะคนคนเดียว นานหรือไม่นานมันเกิดมันตาย เบื้องต้นของเกิดตายก็มองไม่เห็น แล้วข้างหน้ามันก็จะเป็นของมันไปอย่างนั้นอีก อยู่อย่างนั้นเรื่อย นี่ละตัวพาให้เป็น ฝังอยู่ในจิตนี่ นี่ละที่ว่าตัวเสียดตัวแทงตัวยุตัวแหย่คือตัวนี้ ตัวให้เกิดความทุกข์มากทุกข์น้อยภายในจิตในใจจนกระทั่งกายวิการไปตามก็ตัวนี้ มันขึ้นอยู่กับตัวนี้ ๆ

เมื่อชำระตัวนี้ให้เบาไป การยุแหย่ก่อกวนก็เบาลง ๆ จนกระทั่งอันนี้หมดแล้ว ทุกข์ไม่มีในหัวใจพระอรหันต์ ตั้งแต่วันตรัสรู้หรือบรรลุธรรมปึ๋งขึ้นมาเท่านั้น นั่นละกิเลสขาดตรงนั้น ตัวเสี้ยนตัวหนามตัวก่อเหตุ ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานคือตัวนั้น พอตัวนั้นซึ่งเป็นเหตุขาดสะบั้นลงไป ทุกข์ซึ่งเป็นผลก็ดับไปพร้อมกันเลย แล้วท่านก็ไม่มีทุกข์เป็นอนันตกาลเลย นั่นละเรียกว่านิพพานเที่ยง จิตเป็นธรรมธาตุล้วน ๆ แล้ว หรือว่าเป็นนิพพานล้วน ๆ แล้ว

พระอรหันต์ไม่เคยมีทุกข์ในทางใจ แต่เรื่องร่างกายอันนี้มันเป็นสมมุติ มันก็เดินตามสมมุติของมัน มีเจ็บไข้ได้ป่วยปวดหัวตัวร้อน มีหิวมีกระหายของมันเป็นธรรมดา เพราะเป็นสมมุติ อันนี้ก็เข้ากันได้ ความเจ็บปวดแสบร้อน เจ็บไข้ได้ป่วย ความทุกข์มันก็มี มันก็มีอยู่ในขันธ์นี้เสียไม่ได้มีอยู่ในจิตของท่าน ท่านเป็นเพียงแต่ว่ารับผิดชอบอยู่เฉย ๆ ท่านไม่ได้มีทุกข์กับสิ่งเหล่านี้ เป็นหลักธรรมชาติเองไม่มีใครตกใครแต่ง เหมือนน้ำตกลงบนใบบัว พอตกลงปั๊บกลิ้งปั๊บ ๆ น้ำก็ไม่ตั้งใจจะซึมซาบใบบัว ใบบัวก็ไม่ตั้งใจจะซึมซาบน้ำ ต่างอันต่างตกแล้วกลิ้งไป ๆ อารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจของพระอรหันต์ คือความคิดความปรุง มันตั้งขึ้นปั๊บเหมือนน้ำตกลงบนใบบัว กลิ้งไป ๆ เป็นหลักธรรมชาติของมัน

นิสัยเราก็เป็นอย่างนั้นละ ทำความเพียรก็รู้แล้วว่าอยู่โดดอยู่เดี่ยวเพื่อความเพียรอย่างเดียว หลังจากนั้นมาแล้วก็อยู่โดดอยู่เดี่ยว เป็นวิหารธรรมความสุขโดยลำพัง เพียงครองขันธ์ไปวันหนึ่ง ๆ เท่านั้นพอแล้ว ไม่หาอะไรอีกแล้ว คือพอ พอหมดเลยถ้าใจพอเสียอย่างเดียว ไม่มีอะไรมาเพิ่มเติมจึงเรียกว่าพอ อยู่ไปดูไปขันธ์มันอยู่ได้ขนาดไหนก็เยียวยากันไป เยียวยาไม่ได้ก็ทิ้งเสียเท่านั้น ไม่เห็นมีอะไร อยู่ที่ไหนสบาย ๆ เพราะฉะนั้นพ่อแม่ครูจารย์ไปอยู่ที่ไหนท่านถึงได้หลบหลีกตลอด หมู่เพื่อนก็ตามเกาะ ๆ อยู่ตลอดเวลา ท่านไม่มีอะไรท่านพอทุกอย่างแล้ว ถ้าว่านิพพาน จิตของท่านก็เป็นนิพพานอยู่แล้ว เป็นแต่เพียงรับผิดชอบในขันธ์ เพราะขันธ์นี้ยังต้องรับผิดชอบอยู่ พอขันธ์สลายปุ๊บลงไปเท่านั้นหมด ทีนี้ความรับผิดชอบไม่มี ท่านจึงเรียกว่านิพพาน ๒

สอุปาทิเสสนิพพาน ใจเป็นนิพพานแล้ว แต่ยังครองธาตุครองขันธ์อยู่ นี่เรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพาน คือ ยังรับผิดชอบในธาตุในขันธ์อยู่

อนุปาทิเสสนิพพาน ธาตุขันธ์สลายไปแล้วนั้นเป็นธรรมธาตุ คือ นิพพานล้วน ๆ สมมุติไม่มีเลยให้รับผิดชอบไม่มี ขันธ์เป็นสมมุติให้รับผิดชอบ ถึงท่านไม่ติดก็ตามก็รับผิดชอบเป็นสัญชาตญาณอันหนึ่ง ความรับผิดชอบหากเป็นของมันเอง เช่นเดินไปอย่างนี้ เราเดินไปตามทางก้าวลงจะเหยียบ แล้วเห็นรากไม้เหมือนงู กำลังจะก้าวเหยียบนี้ กระโดดผึงเหมือนกัน หรือลื่นอย่างนี้ก็เหมือนกัน ลื่นจะหกล้ม ท่านต้องช่วยตัวเองเหมือนกันกับคนทั่ว ๆ ไป นี้คือสัญชาตญาณ ต่างกันก็เพียงแต่ว่า คนทั่ว ไปนี้เวลาเป็นอย่างนั้นจิตมันวูบ มันตกใจมันวูบ หรือลื่นอย่างนี้มันก็มีของมันอย่างนั้นเหมือนกัน ถ้าจะเหยียบงูมันตื่นมันสะดุ้งในตัวในจิต แต่ท่านไม่มี หากเป็นแต่เพียงแย็บ ทราบว่างูท่านแย็บ ผ่าน ท่านไม่มีความสะดุ้งอย่างนั้น ต่างกันเท่านั้นเอง

แต่กิริยานี้เหมือนกัน จะหกล้มนี้ต้องช่วยตัวเองจนสุดเหวี่ยง ควรล้มถึงจะยอมให้ล้ม เหมือนกันอันนี้ เช่นอย่างจะเหยียบขวากเหยียบหนามมองเห็นโดดปั๊บ จะเหยียบงู ทั้ง ๆ ที่เป็นรากไม้ไม่ใช่งูนะ โดดพับ นี่เรียกว่าสัญชาตญาณรับผิดชอบกัน พระอรหันต์กับปุถุชนเราเหมือนกัน ต่างกันที่จิตของปุถุชนกระเพื่อมจนสะดุ้งว่างั้นเถอะ แต่จิตพระอรหันต์ท่านไม่มี เพียงแย็บเท่านั้นเอง พอทราบปั๊บ ปั๊บไปเลย เท่านั้น ต่างกันตรงนี้ ภายในจิตต่างกัน

นี่ละธรรมพระพุทธเจ้า เป็น อกาลิโก มีตลอดอยู่อย่างนี้ ถ้าใครขวนขวายจะมีได้ ๆ ถึงอย่างนี้ ถ้าไม่ขวนขวาย ให้กิเลสมันปิดมันบังไว้หมด ก็บอกว่ามรรคผลนิพพานไม่มี สิ่งที่มีก็มีแต่มูตรแต่คูถเต็มหัวใจ อันนั้นกิเลสมันไม่บอก มูตรคูถคือกิเลสเต็มหัวใจ ขี้โลภ ขี้เป็นอะไร ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง ขี้ราคะตัณหา มีแต่ขี้เต็มหัวใจ มันไม่บอกนะอันนี้ มันบอกงู ๆ ปลา ๆ ไปโน่น มรรคผลนิพพานไม่มี ปฏิบัติเท่าไรก็ไม่ได้ ส่วนปฏิบัติตามกิเลส ปฏิบัติเท่าไรจนกระทั่งบางคนฆ่าตัวตายก็มี ทุกข์ขนาดไหนมันก็ไม่บอก ทุกข์จนนอนไม่หลับหัวอกจะแตกมันก็ไม่บอก กิเลสสร้างขึ้นมาขนาดนั้นมันก็ไม่บอก นั่นละกิเลสปิดธรรมปิดอย่างนั้น

พูดถึงเรื่องนี้ก็เกี่ยวกับเรื่องที่ดุตะกี้นี้ ทำให้คิดถึงท่านอาจารย์คำดี คือท่านอาจารย์คำดีแต่ก่อนท่านมีนิสัยผาดโผน ดุ เด็ด ตามนิสัยกิริยาออกมาเป็น นิสัยเด็ด ใจเด็ด กิริยาออกมาก็เป็นอย่างนั้น ควรดุ-ดุ ท่านมาเล่าให้ฟังนะ คือเห็นกิริยาท่านเรียบตลอดเวลา เราก็ไม่ได้ถามท่าน ครั้นพูดกันไปกันมาสองต่อสองคุยกัน ท่านก็เลยพูดถึง นิสัยผมแต่ก่อนไม่ได้เป็นอย่างนี้นะท่านมหา นิสัยผมผาดโผนมากแต่ก่อน พอดุ-ดุเลย ทีนี้มันจะเกิดเหตุก็คือ วันนั้นเขาเอาผ้ามาถวายแล้วก็ให้เณรตัดเย็บเป็นสบง เณรเย็บผ้าละเย็บผิด เย็บสบงผิด ท่านก็มาดู พอมาดูเห็นผ้าเย็บผิดจริง ๆ ท่านเลยฉีกต่อหน้าเณร ท่านเล่าให้ฟังเอง ฉีกต่อหน้าเณร นั่นละเป็นนิสัยของท่าน

ทีนี้เณรก็เลยร้องไห้ เณรร้องไห้กระเทือนถึงจิต นี่ละต้นเหตุที่จะได้เปลี่ยนนิสัยท่านว่า เพราะเณรร้องไห้ต่อหน้า เณรเสียใจเณรร้องไห้ต่อหน้า เอ้อ นิสัยอันนี้เราถ้าจะฝืนทำไปอย่างนี้จะไม่มีเพียงเท่านี้ ยังจะมากกว่านี้ นั่นท่านคิดนะ นิสัยอันนี้จะให้มันอ่อนตัวลงไม่มี ถ้าไม่แก้ จะให้มันหายไปเองไม่มีละ แล้วนิสัยอันนี้กระทบกระเทือนแก่คนอื่น เช่นอย่างเวลานี้เณรเสียใจถึงขนาดร้องห่มร้องไห้เพราะเรานี้เอง เพราะนิสัยของเรานี้เอง ท่านเลยทำความเด็ดขาด ตั้งแต่วันนี้ต่อไปเราจะไม่นำนิสัยนี้มาใช้เป็นอันขาด นั่นฟังซิน่ะ ตัดกันอย่างขาดสะบั้นเลย แล้วตั้งแต่บัดนั้นมาผมก็ฝึกนิสัยไม่ให้มันดีดได้เลยท่านว่าอย่างนั้นนะ เอาอย่างเด็ดขาดเหมือนกัน จนกลายมาอย่างทุกวันนี้

ผมไม่ดุใครนะ นี่ที่จะมาถึงเรานะ ผมไม่ดุใครนะ ถ้าว่าผมจะดุผมก็ยืมท่านมหามาดุ ท่านว่าอย่างนี้นะ ผมก็ยืมเอาท่านมหามาดุ ผมไม่ดุ อยู่อย่างนี้อยากให้ไปอยู่กับท่านมหาบัว อย่างมากไม่เลย ๓ วัน ถูกขนาบออกจากวัดหมดเลย ไอ้เพ่น ๆ พ่าน ๆ อยู่นี้น่ะท่านว่าอย่างนั้น ท่านไม่ดุแต่ท่านก็ยืมเอาเรามาเป็นเครื่องมือ ไอ้เพ่น ๆ พ่าน ๆ อย่างนี้อย่างมากไม่เลย ๓ วันไปอยู่กับท่านมหาบัว ถูกขนาบไล่ออกจากวัดเลยท่านว่าอย่างนั้น ท่านพูดถึงเสมอเวลาเทศน์สอนพระ วันไหนประชุมถ้าไม่ขึ้นต้นท่านก็เอาตอนปลาย ยกมาเรื่อยแหละ เอาท่านมหามา ก็มาเข้ากันได้ตรงนี้

ตอนนั้นมันบันดลบันดาลยังไงก็ไม่รู้ แทบจะทุกครั้งเรื่องมันรับกันได้พอดี ๆ อันนี้ท่านนิมิตในภาวนาของท่าน ท่านบอกท่านฝัน ถ้าพูดนอก ๆ ท่านก็บอกว่าฝัน จริง ๆ ก็คือฝันภาวนานั่นเองเป็นไรไป นักภาวนารู้กัน เพียงว่าฝันเท่านั้นก็รู้แล้ว ท่านฝันในของท่าน นักภาวนารู้กัน วันนั้นภาวนาอยู่มันเกิดเรื่องราวขึ้นมา พอตื่นขึ้นมาตอนเช้าก็รีบสั่งพระเลย เอ้อ เมื่อคืนนี้ผมได้นิมิตแปลกประหลาดมาก จะมีพระองค์สำคัญ แต่ว่าองค์ไหนท่านก็ไม่ได้บอก จะมีพระองค์สำคัญมาวัดเราในเร็ว ๆ นี้ ท่านจัดพระมาเลยนะ จัดพระมาเฝ้าศาลา ไม่ให้ไปไหน คือท่านสั่งไว้ว่า ถ้าพระกรรมฐานมาไม่ว่าองค์ใดก็ตาม แก่หรือหนุ่มก็ตาม ถ้าเป็นพระกรรมฐาน นอกนั้นท่านไม่พูด แล้วมานี้อย่างไรก็ขอให้พบผมเสียก่อนก่อนที่ท่านจะผ่านไป ให้ได้พบผมเสียก่อน ผมจะได้พบพระองค์สำคัญเร็ว ๆ นี้นะท่านว่างั้น ท่านจึงจัดพระให้มาอยู่มาเฝ้าศาลา

ครั้นเวลาพระมาเฝ้าศาลา พอดีเราไปที่นั่นองค์เดียว ขโมยหนีนี่ ตีตั๋วก็ไม่ให้ใครทราบ มาเยี่ยมมารดา ๒ คืน นี่ละต้นเหตุที่จากหมู่เพื่อนได้ ถ้าว่าไปเที่ยววิเวก โอ๋ย ไม่ได้นะ แหลกเลย รุมเข้าใจไหม นี่จะไปเยี่ยมมารดาจะไปได้ยังไง จะไปหาที่สงัดยังไง ฟังแต่ว่าไปเยี่ยมแม่เป็นไรล่ะ มันก็หาทางออกได้ เราก็มาพักอยู่กับแม่ ๒ คืน ต่อจากนั้นก็ออก ออกไปไม่ให้ใครทราบ ให้น้องไปตีตั๋วสถานีรถไฟคำกลิ้งนี่ละ ไปลงขอนแก่นแล้วจะไปเข้าในภูเขา ความคิดว่าอย่างนั้น อำเภอภูเวียง พอตีตั๋วแล้วก็ขึ้นรถไฟ ไปคนเดียว มันก็บันดลบันดาลไปเจอเอาโยมคนหนึ่ง โยมคนนั้นก็คุ้นกับเรา คุ้นมหาคุ้นว่างั้นเถอะ แล้วคุ้นกับท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ อุปัชฌาย์เราด้วย

พอไปเจอเราบนรถไฟ เอ้ย ท่านอาจารย์มายังไง ขึ้นเลย เป็นบ้าหรือไงเราว่างั้น หมดละที่นี่ความขลังของกู หมดละที่นี่ เป็นบ้าเรอะเราว่างั้น มันโมโห มันหมดแล้วความขลังของเรา เขาลบลายหมดแล้ว ไปนี้มันก็จะไปบอกท่านเจ้าคุณว่าเราไปทางไหน ๆ นี่ท่านจะลงไหน ตีปากเอานะ บอกเท่านั้นพอไม่พูดมากนะ ทีแรกถามเราก็ว่าเป็นบ้าเหรอ แล้วท่านอาจารย์จะตีตั๋วลงไหน นี่ ฟาดปากเอานะ เลยนิ่งเลย ทีนี้มันไม่อยู่เฉย ๆ ซีมันคอยแอบดูเราเวลาเราจะลงสถานีรถไฟ มันจะไปโคราช เราไปลงขอนแก่น ปั๊บลง มันเห็นแล้วนะนั่น พอกลับไปก็ไปหาท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ล่ะซี แว้ด ๆ โอ๋ย อยากฟาดปากมันอีก มันโมโห หมดขลัง ไปอยู่ไม่ได้นานท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ให้คนไปตาม บอกจะพาไปกรุงเทพฯ อย่างนั้นละเรื่องราวนะ

พอลงรถไฟก็ไปวัดท่านอาจารย์คำดี ไปองค์เดียว พระองค์นั้นท่านเล่าละเอียดลออตามที่ท่านอาจารย์คำดีสั่งนะ ผมมาอยู่ที่นี่เพราะท่านอาจารย์คำดีสั่งให้ผมมา มาเฝ้าวัดอยู่ที่นี่ คือท่านบอกว่าท่านได้เหตุ ว่าจะมีพระองค์สำคัญมาวัดเราเร็ว ๆ นี้ แล้วท่านก็สั่งเอาไว้ว่า ถ้าเป็นพระกรรมฐาน ไม่ว่าหนุ่มว่าแก่อย่าด่วนให้ท่านไปไหน ให้พบกับท่านเสียก่อน เพราะฉะนั้นท่านถึงได้สั่งให้ผมมาพักอยู่ที่ศาลา คอยต้อนรับพระสังเกตพระที่ควรจะได้พบหรือไม่ได้พบ ผมจึงได้มาอยู่นี้ เราก็ถาม ตอนนั้นพระไม่รู้เรานะ พระองค์นั้นไม่รู้ เราก็เลยถามว่า ท่านให้มาอยู่ได้กี่คืนแล้ว ได้ ๒ คืนนี้แหละว่างั้นนะ จำได้จนกระทั่งชื่อ ชื่อท่านชื่อพระฮวด อย่างนี้ละถ้ามีเหตุมันไม่ได้ลืมนะเรา มันจับปั๊บเลย

ทีนี้พอนั่งอยู่นั้นเราดูไปที่ไหน ๆ ท่านก็ว่ามาเฝ้าศาลาเฝ้าอะไร มีสาระอะไรบ้างบนศาลา มีที่ไหนมันก็ไม่มี มีแต่กระบอกไม้ไผ่ตัดเป็นกระโถน แทนกระโถน แล้วก็ถ้วยดินแทนกระโถน แต่ก่อนกระโถนไม่มี ถ้วยดินครอบไว้มุมเสา ๆ แล้วกระโถนนั่นก็คือไม้ไผ่ตัดครึ่งเอาเป็นกระโถนแทน เราดูก็ไม่เห็นมีอะไร ที่ท่านสั่งไว้นั้นน่าจะเป็นความจริงเราก็คิด ต่อไปท่านก็ถามชื่อ ท่านอาจารย์ชื่อว่ายังไง ถามไปทำไม คือเวลามีพระกรรมฐานมาอย่างนี้แล้ว เวลาไปกราบเรียนท่าน ท่านถามชื่อถามนามก็จะได้กราบเรียนให้ท่านทราบ นั่นซีเราก็เลยบอกว่า บัว เหอ ๆ อาจารย์มหาบัวเหรอ อาจารย์อะไรก็จะเป็นไร เราว่างี้ ดุเลย ต่อจากนั้นก็รู้ล่ะซี โอ๊ย ท่านอาจารย์พูดถึงท่านอาจารย์อยู่ตลอดเวลา เทศน์สอนพระนี้เอาท่านอาจารย์มาขนาบพระอยู่เรื่อย

ทีนี้พอเราไปนั้นพระยังไม่รู้จักเรานี่ พอตกกลางคืนมาก็คุยธรรมะกัน ตอนเช้าตอนมาฉันจังหันพระยังไม่รู้เรานี่ รู้เฉพาะท่าน เพราะเราไปอยู่กุฏิข้าง ๆ ท่าน ไปคุยกับท่านตอนกลางคืนแล้วกลับมานอนกุฏิ ตอนเช้าออกบิณฑบาต พอมาแล้ว อันนี้ตอนสำคัญนะ คือท่านนั่งองค์หัวหน้า พอดีเราก็เป็นองค์ที่สอง นั่งอยู่ข้าง ๆ ท่าน แล้วพระเณรก็นั่งเป็นแถว ทีนี้เวลาพระเณรแจกอาหารไปใกล้ ๆ ท่าน พอจัดอาหารถวายท่าน ท่านกระซิบ นั่นรู้ไหมเสือ ท่านว่าอย่างนั้นนะ

ท่านพูดเบา ๆ ให้รู้เฉพาะพระองค์นั้น แต่เราหูดีก็ได้ยินอยู่ตลอด องค์ไหนก็ตามพอเข้าไปหาท่านใกล้ชิดท่าน ให้รู้นะเสือ ระวังนะ มีแต่ว่าเสือ ระวังนะ รู้ไหมนี่เสือ ให้ระวังนะ พระเณรกิริยาท่าทาง ก็เป็นธรรมดาของพระเณรที่ท่านไม่ดุว่างั้นเถอะ มันก็อาจเป็นไปอย่างนั้นละ ทีนี้พอท่านกระซิบต่อไปแล้ว องค์ใดผ่านท่านจะกระซิบทั้งนั้นละ เราได้ยินตลอด ๆ เลย แต่เราก็เฉยเหมือนไม่ได้ยิน ระวังนะเสือ รู้ไหม ท่านว่าเสือ รู้ไหม

พอวันหลังมาพระเณรเรียบหมด แปลกอยู่ หลังจากนั้นแล้วเรียบหมด คงรู้กันหมดทั้งวัด นี่ละองค์ที่ท่านเอามาขนาบพวกเราอยู่ทุกวันคือองค์นี้เอง ความหมายว่างั้น นี่ละที่ว่าท่านอาจารย์คำดีท่านไม่ได้บอก รู้ไหมเสือ ท่านกระซิบเบา ๆ ว่า เสือ เราได้ยินหมดว่าอะไร ก็เป็นคนหูดีอยู่นี่ ท่านกระซิบพระที่เข้าไปใกล้ ๆ ชิดท่าน กระซิบเบา ๆ นะ คือจะให้รู้เฉพาะพระไม่ให้ได้ยินถึงเรา แต่เราก็ยินจนได้นั่นแหละ รู้ไหมเสือ ให้ระวังนะ องค์ไหนมาเกี่ยวข้องท่านบอกตลอด บอกอยู่อย่างนั้นตลอด ๆ เลย ท่านไม่ได้พูดเปิดเผย ท่านพูดให้ระวัง คือกิริยาของพระของเณรอาจจะเพ่น ๆ พ่าน ๆ ตามประสีประสา ให้ระวังนะ เสือ เรายังไม่ลืม อย่างดุตะกี้นี้ ระวังนะเสือพวกนี้น่ะ ท่านอาจารย์คำดีท่านยังรู้ว่าเสือ พวกนี้ยังไม่รู้อยู่เหรอ ยังจะเอาอีกเหรอ เข้ามาซิ ว่างั้นนะ เลือดสาดเลย ไม่มีเล็บก็สาดได้ เราไม่ลืม

เราเป็นอย่างนั้นจริง ๆ กับพระกับเณรนี้เด็ดจริง ๆ เพราะฉะนั้นท่านถึงได้นำมาพูด คือจริงจังทุกอย่าง หลักธรรมหลักวินัยเคลื่อนไม่ได้ แต่ก่อนเป็นอย่างนั้น นี่ที่เขาร่ำลือว่าอาจารย์มหาบัวดุ ๆ คือเขาเห็นแต่เผิน ๆ คือเข้มงวดกวดขันข้อปฏิบัติ แต่ก่อนไม่ค่อยมีประชาชนญาติโยมเข้าไปเกี่ยวข้อง มีแต่พระเณรล้วน ๆ มันก็เข้มงวดกวดขันกันได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยใช่ไหมล่ะ พวกญาติโยมมา ควรว่าบ้างก็ว่าบ้างเล็กน้อย ดุบ้างอะไรบ้างอย่างนี้ละ ใครก็ร่ำลือว่าอาจารย์มหาบัวดุ ๆ เดี๋ยวนี้เขาลบลายหมดแล้ว ไม่มีเหลือละคำว่าดุ ๆ แล้วดุเท่าไรยิ่งคลานเข้ามา พวกบ้าไม่รู้จักดุ

เราพูดถึงเรื่องนิสัยท่านอาจารย์คำดีท่านเป็นอย่างนั้น แต่นิสัยเราไม่เคยแก้นะ ไม่คิดจะแก้ตรงไหน เห็นว่าเหมาะแล้วกับลิง เวลาไปเห็นครูบาอาจารย์ เช่นอย่างท่านอาจารย์ฝั้นนี้ กิริยามารยาทท่าน โอ๋ย สวยงามมาก นุ่มนวลทุกอย่าง เราดูแล้วเราก็ชอบนะ เราดู โอ๋ย กิริยาท่านสวยงาม เราทำอย่างนี้ได้ก็จะดีนะ แต่ลิงมันอยู่บนคอนี่ซี มันฟังอยู่ด้วย พอออกมาแล้วลิงมันเกาะปั๊บเป็นภาษาลิงไปเลย มันไม่ได้สนใจกับภาษาสวยงามของท่าน นี่จึงเรียกว่านิสัยของใครของเรา เห็นชอบอยู่แต่เอาไม่ได้นะ เพราะเรื่องของเรามันติดอยู่กับเรา เรื่องนั้นเราไปยึดเอามา มันก็ไม่ใกล้ชิดติดพันกับนิสัยของเราที่เป็นมาดั้งเดิมน่ะซี ทีนี้เราไม่เคยดัดไม่เคยแก้ตลอดมาเลย

ถ้าพูดถึงว่าหย่อนยาน ก็เมื่อเพื่อนฝูงประชาชนพระเณรเข้ามาเกี่ยวข้องมากก็ลดลงตามสัดตามส่วน ถึงอย่างนั้นก็ว่าดุ แต่ก่อน โอ๋ย เด็ดจริง ๆ ไม่มีคำว่าอ่อนเลย พระเณรเราก็ไม่รับมาก อย่างมากสุด ๑๘ องค์ นี่อย่างรับมากที่สุดนะ ก็อยู่ใน ๑๔-๑๕ องค์แต่ก่อน การปฏิบัติก็ไม่มีอะไรมายุ่ง การภาวนาทั้งวันทั้งคืนเป็นกิจจำเป็นตลอดเวลา น้ำร้อนน้ำชาก็ไม่มีแต่ก่อน ไม่เคยฉันน้ำร้อนน้ำชาแหละ พระเณรทั้งหมดก็ไม่เคยมีใครสนใจ ครั้นนานมา ๆ คนนั้นเอานั้นไปถวาย คนนี้เอานี้ไปถวาย เดี๋ยวน้ำอ้อย เดี๋ยวน้ำตาล แล้วมากเข้า ๆ ก็จะเอาไว้ทำไม เลยปล่อยให้พระเณรแล้วแต่จะฉันกัน

เดี๋ยวนี้มันเลยเป็นบ้าน้ำอ้อยน้ำตาลไปหมดนะพระเณร มันก็อนุโลมไปอย่างนี้จะว่ายังไง มันหากเป็นของมันเอง เดี๋ยวนี้เลยเลอะ ๆ เทอะ ๆ ไปหมด วัดป่าบ้านตาดใครจะชมว่าดีอะไร ๆ เราไม่เคยสนใจนะ ไม่สนใจฟัง เพราะเราเป็นผู้ปกครองมาเอง ยิ่งมามากยิ่งเลอะ ๆ เทอะ ๆ ดูไม่ได้ ถ้าจะดูพระดูเณรต้องหลับตาดูเอา ปิดหูฟัง ถึงจะดูได้ฟังได้ ถ้าจะให้ดูตามหลักตามเกณฑ์ที่เคยปฏิบัติและปกครองหมู่เพื่อนมานี้ เรียกว่าดูไม่ได้ แล้วเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของเราเอาไปเทียบกันนี้ ไม่ได้ยกยอนะ มันดูไม่ได้นี่ คือมันขวางกันขนาดนั้น

ทีนี้คนเรามันก็นิสัยหยาบละเอียดต่างกัน คิดไป เฉลี่ยไป ปล่อยไป แบบหูหนวกตาบอดไปอย่างนั้นแหละ หากเป็นไปตามของเราจริง ๆ แล้ว โถ มันฝืนไปได้เมื่อไร ไม่ให้มันฝืนเลย ว่ายังไงต้องเป็นอย่างนั้น ดัดเจ้าของดัดอย่างนั้น แล้วทีนี้จะแนะนำสั่งสอนคนอื่นจะให้เป็นอย่างเรา มันไม่ใช่เราจะว่าไง นิสัยคนละนิสัย แน่ะ มันต้องได้เฉลี่ยไปอย่างนั้น มันถึงไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรทุกวันนี้

เราพูดถึงเรื่องท่านอาจารย์คำดี น่าพูดนะ อย่างที่ท่านว่าจะได้พบนี่ แล้วอยู่ ๆ เราก็ไปตรงนั้นพอดี ท่านพูดว่าพระองค์สำคัญ ท่านไม่ได้บอกว่าใคร แต่ตอนที่วัดถ้ำผาปู่นั่นซีที่ได้คาหนังคาเขาว่างั้นเถอะนะ ไม่มีอะไรคัดค้านท่าน ท่านว่า ขออาราธนาท่านมหาบัวมาโปรดโดยด่วน คือท่านภาวนาติดขัดภายในใจ เดินจงกรมอยู่ตอนตีสี่ ทีนี้ปัญหามันขึ้นภายในใจแก้ไม่ตก มันก็เหมือนหอกเหมือนหลาว มันทิ่มมันแทง ระลึกถึงใครก็ไม่ได้ ท่านพูดเองนะ คิดเห็นแต่ท่านมหาองค์เดียว ปุ๊บปั๊บออกจากทางจงกรมมาจุดธูปจุดเทียน ท่านพูดอย่าง โถ เป็นตุเป็นตะ ขึ้นมากราบพระ จุดธูปจุดเทียน กราบพระ แต่ท่านไม่ได้บอกว่านิมนต์นะ ท่านบอกว่า จุดธูปจุดเทียนกราบพระเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขออาราธนาท่านมหาบัวมาโปรดโดยด่วน ให้มาโปรดโดยด่วน

แล้วเราอยู่ดี ๆ ก็คึกคักให้เขาสั่งรถมาเดี๋ยวนี้ เราจะไปถ้ำผาปู่เดี๋ยวนี้ นั่นซิมันถึงได้รับกัน ไปก็จังหวะพอดี โอ๊ะ มาเร็วนี่นะ มาเร็วอะไร เดี๋ยว ๆ จะได้พูดกัน เวลามาพูด ท่านพูดอย่างที่ท่านว่าละ โอ๊ย ผมมาตามภาษีภาษาสะเปะสะปะของผมต่างหาก ไม่ได้ทราบเรื่องราวอะไรละ ผมก็มาตามภาษา….เอาละอันไหนก็เอาละ พอแล้ว ว่าอย่างไรก็ตามพอแล้วละ เลยได้คุยธรรมะกัน ที่ท่านเกี่ยวกับเรานี้รู้สึกไม่ค่อยพลาดนะ ตื่นเช้าขึ้นมานี้ท่านจะสั่งพระเลย นั่นเป็นครั้งแรกที่เราไปวัดถ้ำผาปู่ ที่ท่านว่าขออาราธนาท่านมหาบัวมาโปรดโดยด่วน นั่นเป็นครั้งแรก เราไม่เคยไปนะ แต่วันนั้นมันคึกคักขึ้นเลย ตอน ๑๑ โมง คึกคัก ให้จัดรถมาเดี๋ยวนี้จะไปเดี๋ยวนี้ แต่ไม่ได้ไปวันนั้น ไม่ได้ถึงวันนั้นนะ คือไปวันนั้นแต่ไปค้างวัดท่านอาจารย์ชอบเสียก่อน ถึงอย่างนั้นท่านยังบอกว่ามาเร็วนะ คือวันหลังถึงไปหาท่าน ไม่ได้ไปเช้าวันที่ท่านอธิษฐาน วันหลังถึงไป ท่านยังบอก โฮ้ มาเร็วนะ

ทีนี้เวลาท่านออกจากที่ภาวนามา เอ้อ วันนี้ท่านมหาจะมาเยี่ยมเรานะ พระเณรเราอย่าหนีห่างไกลนะ ส่วนมากท่านมาจะมาถึงในราวเที่ยง เพราะท่านฉันเสร็จเรียบร้อยแล้วท่านคงจะมา ในย่านนั้นพระเณรอย่าหนีไปไหน ให้รออยู่นี่ เวลาท่านมาจะไม่ให้ท่านเสียเวลาอยากเข้าพบกับเรา ทีไรก็ทีนั้นนะแปลกอยู่ ครั้นเวลาเราไปเห็นพระเณรเพ่นพ่าน ๆ อยู่บริเวณกำแพงนอก กำแพงข้างในเป็นบริเวณกุฏิท่าน ข้างนอกพระเณร ๔ องค์ ๕ องค์เพ่นพ่าน ๆ พอเห็นเรามารุมมาเลย มาอะไรมากมายนักหนา ว่า ท่านอาจารย์สั่งให้รอท่านอาจารย์ อย่างนั้นนะ ท่านบอกท่านมหาจะมาเยี่ยมเราวันนี้ จึงบอกไม่ให้พระเณรไปที่อื่น เวลาท่านมาจะไม่ให้เสียเวลา จะเข้าพบกับเรา จึงได้พากันมารออยู่นี้ พอไปหาท่าน ท่านก็พูดแบบเดียวกันอีก ไปทีไรเป็นอย่างนั้น เราไปหาท่านทีไรมีพระเณรอยู่นั้น ท่านทราบไว้แล้ว นิสัยท่านนิ่มนวลมาก แต่ฝึกหัดใหม่ ตั้งแต่นั้นมาผมไม่เคยดุใคร ทำอะไรก็อย่างนั้นละ ไม่เคยดุใคร นอกจากไปเอาท่านมหามาดุแทน ท่านก็พูดเองอย่างนี้นะ เอาท่านมหามาดุแทน เดี๋ยวนี้เรียกว่าดุไม่เป็นแล้ว ต้องเอาท่านมหามาดุแทน

มันก็คงเป็นเกี่ยวกับนิสัยวาสนาอยู่นะ อย่างนิสัยเราไม่เคยไม่มีอะไรกับใคร ๆ เป็นนิสัยวาสนาอาภัพตั้งแต่เดิมมาเลย ไม่เคยเกาะเกี่ยวกับเพื่อนกับฝูง ไปเกาะเกี่ยวเวลาไปอยู่กับหลวงปู่มั่นเท่านั้น พระเณรมีมากมีน้อยเราก็ทนเอา เพราะเราไปศึกษากับท่าน ใคร ๆ ก็มีหัวใจก็อยากไปศึกษาอบรมเหมือนกัน เราก็ทนเอา เวลาออกจากท่านไปแล้ว องค์เดียว ๆ ตลอดเลย ไม่ให้ใครไปยุ่งเลย เพราะฉะนั้นใครจะมาเขียนประวัติของเรานี้ เขียนไม่ได้ เขียนก็สุ่ม ๆ เดา ๆ ไปอย่างนั้นแหละ ออกจากเราเวลาพูดอะไรแล้วมันไปสัมผัส ที่ไหน ๆ เราก็เล่าให้ฟัง ไปพักที่นั่นอย่างนั้น ๆ แล้วก็ขาดไปเสีย เวลาพูดสัมผัสอะไรก็เล่าเรื่องอย่างนั้น ๆ ออกมา พระก็อาจจะจับได้ตอนนั้น

ที่จะให้พระเณรติดตามเราไปจนกระทั่งได้ประวัติเรามานี้ไม่มี เช่น องค์นี้ไปกับเราระยะนี้ องค์นั้นไปกับเราระยะนั้น อาจจะเอาเงื่อนนี้ต่อเงื่อนนั้นไปก็ได้ นี่เราไม่เคย นอกจากเราเล่าให้ฟัง ไปพักอยู่ที่นั่นเป็นอย่างนั้น ๆ ไปที่นั่นเป็นอย่างนั้น ๆ ไปเสีย เวลาไปสัมผัสตรงไหนก็พูดตรงนั้นออกมา โดยไม่ตั้งใจจะเล่าแหละ มันก็เป็นเรื่องโดยดีแหละ ไปก็มีแต่อย่างนั้น

พอออกปฏิบัติแล้วโดดตลอดเวลาเลย อยู่กับเพื่อนฝูงก็เวลาอยู่กับพ่อแม่ครูจารย์มั่น พอออกแล้วก็ เท่านั้น ๆ แล้วอยู่ ๆ ก็อย่างนี้เห็นไหมล่ะ พอหลวงปู่มั่นมรณภาพเท่านั้นพระเณรนี้เกาะพึบเลยนะ เรื่อยมา เราก็หลบก็หลีกเรื่อยมาไม่ใช่ไม่หลบไม่หลีกนะ ถ้าว่าตกนรกเพราะหลบหลีกจากหมู่เพื่อน ขโมยหนีจากหมู่จากเพื่อนนี้ ตกนรกหลุมลึกที่สุด ว่างั้นเถอะนะ ถึงขนาดนั้นก็ยังเกาะติด ๆ เข้าไปอยู่ในป่าในเขาลูกไหนไม่นานนะ ประมาณสัก ๒ อาทิตย์ เดี๋ยวองค์นี้โผล่ไปแล้ว ปั๊บไปอยู่ทางโน้น เดี๋ยวองค์นี้โผล่ไปแล้ว อยู่อย่างนั้น ก็เลยเกาะติดเรื่อย

ตอนเอาโยมแม่บวชนี่ละเหตุที่หมู่เพื่อนจะเกาะติด มาสร้างวัดป่าบ้านตาด เอาโยมแม่บวช ทีนี้เมื่อมีภาระแล้วถึงเกาะติดที่นี่นะ เรื่อยมา แต่ก่อน โอ๋ย ไม่ นอกจากนั้นแล้วยังไม่แล้ว การเทศนาว่าการ ถ้าพูดถึงเรื่องการเทศน์นี่เราเทศน์ทั่วประเทศไทยมานานแล้วนะ ไปหมดทุกภาค ภาคเหนือ ภาคใต้ ตะวันออก ภาคกลาง แต่เทศน์อยู่ใต้ดิน คือไม่มีวิทยุ ไม่มีทีวี เทศน์แล้วก็หายไป ๆ ไปติดอยู่ในเทปเป็นอย่างมากนะ เทศน์บางแห่งก็ไม่มีเทป เทปเกิดทีหลังนี้ ดูจะมีเทปปี ๐๕ มั้ง เทปเข้าไปในวัดนะ ก่อนหน้าก็ไม่มี เราเทศน์อยู่ก่อนนั้นแล้ว เมื่อไม่มีเทปก็เป็นแบบเทศน์อยู่ใต้ดิน ๆ จนหนักเข้า ๆ ได้ออกมาช่วยชาติบ้านเมือง

เวลาออกสนามขึ้นเวทีแล้วก็ต้องได้ต่อยใช่ไหมล่ะ เทศน์แบบไหน ๆ ก็ดังที่เห็นนี่ละ ก็ออกละซิที่นี่ธรรมะ การเทศนาว่าการทุกแบบทุกฉบับแล้วแต่เหตุการณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง จะควรหนักเบามากน้อย ลึกตื้นหยาบละเอียดขนาดไหน จะอาศัยเหตุการณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ๆ มันจะเป็นไปตามนั้น ๆ ที่จะให้เราคาดเราคิดว่า จะเทศน์อย่างนั้นจะเทศน์อย่างนี้เราไม่เคย ออกเหตุการณ์ประจำนั้นเลย ไปที่ไหนก็เอาเหตุการณ์ประจำนั้นละ เทศน์เลย ๆ จะให้เป็นโครงการเทศน์อย่างนั้นยังไม่เคย

จนกระทั่งป่านนี้ละ นี่ก็อ่อนลง ๆ ขนาดที่เทศน์มาสองปีนี้มันก็พอแล้วนะถ้าจะฟังเอาอรรถเอาธรรม เพราะเราเทศน์เป็นอรรถเป็นธรรมทุกสัดทุกส่วนทุกขั้นทุกภูมิของธรรม เราไม่ได้เทศน์ด้วยความสงสัยเราบอกแล้ว นี่ที่วิตกวิจารณ์มากที่สุดก็ดูเอาซิในป้ายที่รูปหลวงตาบัวอยู่นั้น ขอให้เชื่อพระพุทธเจ้าเถิดว่า บาปมี บุญมี นรกมี สวรรค์มี พรหมโลกมี และทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ขอให้ฟังก็แล้วกัน ถ้าใครฝืนนั่นละจม เราพูดจริง ๆ ขนาดนั้นนะ แน่ใจขนาดนั้นนะ นี่ละเราจึงวิตกวิจารณ์เอามากที่พวกทำความสกปรกโสมมด้วยความโลภ ความเห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัว เห็นแก่พวกแก่พ้อง เห็นแก่คณะของตัวเอง สร้างบาปสร้างกรรมโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวนะพวกนี่ นี่ที่น่าวิตกมากที่สุดนะ

พูดอะไรมันก็กระทบหัวกิเลส กิเลสต้องเป็นภัยต่อธรรมเสมอ จะมายอมรับธรรมไม่มีขึ้นชื่อว่ากิเลสแล้ว พูดไปมันก็กระทบกระเทือน จะให้ส่งเสริมกิเลสเข้าอีกนั่น แล้วพูดไปหาอะไร ให้อยู่ธรรมดาที่เขาทำมันก็หนักพอแล้วนะ แล้วยิ่งไปว่าอย่างนั้นอย่างนี้ กำลังตาแดงโร่มันจะฟังใคร ก็ยิ่งจะคิดทางแง่อกุศลหนักเข้า ดีไม่ดีว่าเราอย่างนั้นอย่างนี้ ยิ่งสร้างบาปหนักเข้าไปอีก ก็ปล่อยไปเสีย ช่วยไม่ได้ก็ปล่อยไปเสียทำไง เพราะฉะนั้นจึงบอกกลาง ๆ เอาไว้ว่า ให้เชื่อพระพุทธเจ้าเถิดว่า ไม่มีสองละว่างั้นเลย ธรรมพระพุทธเจ้าไม่มีสองเลย เวลาเรารู้มันก็ไม่มีสอง ไปทูลถามพระพุทธเจ้าอะไรที่พูดมาเหล่านี้ ของอันเดียวกัน รู้อย่างเดียวกัน เห็นอย่างเดียวกัน ค้านกันได้ยังไง นอกจากหมอบราบ ๆ เท่านั้น โถ ๆ ไม่มีใครรู้มีแต่พระพุทธเจ้ารู้

จิตเวลามันเปิดแล้วปิดได้ยังไง เวลามันปิดถึงยังไงมันก็ไม่รู้ เหมือนคนตาบอด เขามาวัดหน้าผากมันก็ไม่รู้ คือมันไม่เห็น มันรู้เฉย ๆ หน้าผากแตกก็แตก เจ็บทนเจ็บเอา แต่มันไม่เห็นจะว่าไง บาป บุญ นรก สวรรค์ มันไม่เห็น นี่ซิที่น่าวิตกมากนะ ไปเทศน์ที่ไหนเราถึงหนักตรงนี้นะ มันจะลงจริง ๆ นะชาวพุทธเรานี่ ผู้พอได้สติสตังบ้างก็ได้ เพราะฉะนั้นจึงอุตส่าห์เทศน์ไป เห็นว่ามันพอมีได้มีเสียอยู่สับปนกันไป ถ้ามีแต่เสียจริง ๆ ไม่เล่น ปล่อยเลยไม่เอา

คือเทศน์มันไม่ได้สงสัย มันไม่มีอะไรสงสัยเทศน์นี่นะ ยังบอกว่าไม่ได้ลูบ ๆ คลำ ๆ มาเทศน์หนา เราบอกขนาดนั้นนะ อาจหาญขนาดไหน คำว่าอาจหาญนี้ยังต่ำอยู่นะ เลยอันนี้อีกธรรมชาตินั้น โลกมีว่าอาจว่าหาญว่ากล้าว่ากลัวก็ว่าไปตามโลกเฉย ๆ ความจริงอันนั้นมันเหนือเสียทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วทำไมจะไม่พูดได้เต็มปาก ก็รู้อย่างจัง ๆ อยู่นั้น ไม่ได้สงสัยจะให้ว่ายังไงอีก จะเอาไปฆ่าก็ตายทิ้งเฉย ๆ จะให้ลบอันนั้น โอ๋ย ลบไม่ได้เลย แน่ะ ตายไปเฉย ๆ เห็นก็บอกว่าเห็น รู้ก็บอกว่ารู้

คำว่าบาป บุญ นรก สวรรค์ นี้ใครสะดุ้งหัวใจเมื่อไร พระพุทธเจ้าไปเจอเสียอย่างจัง ๆ ตรัสรู้ปึ๋งขึ้นมาเพียงพระองค์เดียวเท่านั้นสอนโลกทันทีเลยเห็นไหมล่ะ ไปถามใคร ไปเอาใครมาเป็นพยานไม่มี นั่น สอนทันทีเลย ก็รู้อย่างจัง ๆ ในพระทัยนั้นหมดแล้ว ถ้าว่าเล็งญาณก็เห็นไปหมด ยกตัวอย่างเช่น พระองคุลีมาล นั่นมีอุปนิสัยถึงขั้นจะเป็นพระอรหันต์ แต่ก็เพราะความหลงกลของความชั่วช้าลามก

พระองคุลีมาลเป็นเด็กอยู่ในสำนักอาจารย์เดียวกัน เป็นเด็กดี เด็กทั้งหลายไม่ดีมันก็อิจฉากันซี รวมหัวกันยกโทษองคุลีมาลว่าไม่ดีอย่างนั้นไม่ดีอย่างนี้ ทีนี้เมื่อเหล็กมากกว่าถ่านแล้วไฟมันก็ไม่มีนั่นซิ ความดีก็ไม่ปรากฏ รวมหัวกันมาฟ้องร้องว่าเด็กคนนี้ไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้ง ๆ ที่เด็กคนนี้ดี คืออาจารย์รักนั่นเอง อิจฉา เห็นว่าเด็กคนนี้ดีอาจารย์รัก เลยไปฟ้องอาจารย์ให้พลิกสติปัญญาเสียใหม่ แล้วเชื่อกลอุบายของพวกลามกนี่ละ เอ้อ เราจะจัดการทีหลัง จากนั้นจึงหากลอุบาย เพราะองคุลีมาลบอกนอนสอนง่ายนี่นะ คนดีมันก็ตรงไปตรงมานั่นซี อาจารย์ก็บอกว่าให้ไปฆ่าคนให้ได้ถึงพันคน ฆ่าใครตายแล้วให้เอาเล็บมาหนึ่งเล็บ พอฆ่าคนถึงพันคนได้เล็บหนึ่งพันเล็บแล้วมา เราจะประสิทธิ์ประสาทวิชาให้

ทางนี้ก็เชื่อแบบเถรตรงอย่างว่านะ ก็ไปตามฆ่าคนฆ่าไป ๆ ทีนี้แม่ความกังวลก็สุดหัวใจว่างั้นเถอะ สุดท้ายก็ตัดสินใจจะไปหาลูก ลูกมันไม่ได้ว่าแม่นะ มันจะเอาเล็บเท่านั้น มันไม่ได้คิดว่าแม่ว่าพ่ออะไร ไม่ได้คำนึงถึงบาปถึงบุญ มีตั้งแต่คำนึงถึงวิชาที่จะเอาให้ได้ครบ

พระพุทธเจ้าทรงเล็งญาณเห็นไหมล่ะ โอ๋ ตาย องคุลีมาลนี้ถ้าเทียบแล้ว ตัดกิ่งตัดก้านตัดดอกตัดใบ หดเข้ามา ๆ แล้ว คราวนี้เป็นคราวสุดท้ายก็จะถอนลำต้นนี้ขึ้น ไม้ต้นนี้ก็จะตาย ตัดกิ่งก้านสาขาดอกใบไม่ถึงตาย ยังไม่เสีย ถ้าถอนต้นโค่นต้นมันลงแล้วตาย ฆ่าใครก็ตามกี่คนก็ตาม เหมือนกับตัดกิ่งตัดก้านเข้าใจไหม ยังไม่สามารถที่จะทำลายอุปนิสัยของพระอรหันต์ได้ ถ้ามาฆ่ามารดาเสียอย่างเดียวเท่านั้นหมดเลย พระองค์ทรงทราบแล้ว พอตื่นเช้ามาก็เสด็จไปเลยหาองคุลีมาล ไปก็ไล่จะฟันจะฆ่าพระพุทธเจ้าเอาเล็บ พระพุทธเจ้าก็หลบหลีก นี่ก็วิ่งไล่

บอกว่าหยุด ๆ ท่านก็เอาธรรมะตอบมา เราหยุดแล้ว มีแต่เธอวิ่งตลอด ๆ วิ่งทำความชั่ว นั่นเห็นไหมล่ะ เราหยุดทำความชั่วมานานแล้ว หยุด น่ะหยุดทำความชั่ว เวลาท่านแก้นะ ทางนี้ไล่ตามท่าน ท่านวิ่ง บอกให้ท่านหยุด ท่านบอกท่านหยุดแล้ว ยังไม่หยุดแต่เธอ กำลังจะสร้างบาปสร้างกรรมตลอดเวลา ฟังสะดุดกึ๊กเลย ลงทันทีเลย เราสร้างบาปสร้างกรรม ท่านบอกว่าท่านหยุดแล้วจากการทำบาปทำชั่ว ท่านบอกท่านหยุดแล้ว เรายังทำตลอด สะดุดหัวใจ พอพระพุทธเจ้าเห็นลงใจแล้วก็มาสอนก็บรรลุธรรมเลย

นี่ละอุปนิสัยมี ทรงเล็งญาณทราบแล้วก็รีบมาสะกัด ไม่งั้นหลังจากนั้นแม่มาแล้วก็จะฆ่าแม่ ทีนี้อุปนิสัยนี้เหมือนกับถอนต้นไม้ขึ้นทั้งรากเลย หมด แต่ก่อนตัดกิ่งตัดก้าน ทำบาปทำกรรมมามากมาน้อยก็เป็นเหมือนกิ่งเหมือนก้าน ไม่ใช่รากแก้วรากฝอยของมันจริง ๆ มารดาบิดาคือรากแก้วรากฝอย โค่นนี้แล้วหมดเลย พระองค์จึงมาสอน แล้วได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ขึ้นมา นี่ละเรียกว่าเล็งญาณดู

ภพฺพา ภพฺเพ วิโลกานํ ทรงเล็งญาณดูสัตวโลก ใครมาข้องแห่งตาข่ายคือพระญาณหยั่งทราบก็เสด็จไปโปรดคนนั้น ถ้าคนนั้นมีอุปสรรค มีความจำเป็นที่จะล้มหายตายจากไปเสียก่อนจะไม่ทันเวลา ก็รีบไปหาคนนั้นเสียก่อน เช่นอย่าง พระองคุลีมาล หลังจากนั้นแม่จะมาแล้วก็จะฆ่าทั้งแม่ฆ่าทั้งตัวเอง ฉิบหายจากมรรคจากผล เลยรีบสะกัดเสีย

นี่ก็อ่อนลงแล้วนะเดี๋ยวนี้ เทศนาว่าการยังไม่ได้ไปถึงไหนแหละ เราอ่อนลง ๆ จึงวิตกวิจารณ์กับพี่น้องชาวไทยเรา ใครฟังให้ดีนะบอกตรง ๆ อย่างนี้นะ ให้ตื่นเนื้อตื่นตัวอย่าให้กิเลสกล่อมตลอดไป ให้ฟังเสียงอรรถเสียงธรรมบ้าง ถ้าอยากหลุดอยากพ้นจากกองทุกข์ทั้งหลายที่กิเลสพาให้สร้างอยู่ตลอดเวลา ไม่งั้นจะจมจริง ๆ เราอย่าไปท้าทายพระพุทธเจ้า ไม่มีใครเอกกว่าพระพุทธเจ้าเรา รวมทั้งโลก ศาสดาองค์เอกคือศาสดาของพวกเรา ธรรมก็ธรรมชั้นเอกมาสอนโลก ไม่ได้เอาธรรมขี้หมูราขี้หมาแห้งมาสอนนะ ถ้าเรายังเห็นว่าเราเป็นสาระอยู่ให้รับผิดชอบตัวเองด้วยดี อย่าทำความชั่วช้าลามก ให้ระมัดระวัง ปรับเนื้อปรับตัว แก้ไขดัดแปลง

ทุกข์ยากลำบากฝืนกัน กิเลสต้องเป็นข้าศึกกับธรรม เราจะสร้างธรรมคุณงามความดีนี้มันจะขัดจะขืนตลอดเวลา เอ้า รบกัน นั่นละจึงเรียกว่าสู้กัน แต่สำคัญที่กิเลสไม่เคยอ่อนข้อนะ คือมันดึงมันดูดตลอดเวลา ที่เราจมได้เพราะกิเลสมันดึงดูดตลอดเวลา ธรรมนี้เวลาได้ยินได้ฟังจากครูบาอาจารย์มันก็ได้สติสตัง มีกระปรี้กระเปร่าขึ้นเป็นระยะ ๆ จากนั้นกิเลสดึงเรื่อย ๆ สุดท้ายก็ไปตามกิเลส นี่สำคัญมากนะ

คือกิเลสดึงตลอดเวลา ธรรมนี้จะดึงเวลาที่มาเทศน์สอนเมื่อเรายังตั้งตัวไม่ได้ ถ้าใครตั้งตัวได้แล้วทีนี้ธรรมก็ดึงเอง ถึงขั้นตั้งตัวได้ ๆ แล้วการทำความดีนี้หนักเข้า ๆ ราบรื่นไปเรื่อย การทำความชั่วนี้ขยะ ๆ เรื่อย แต่ก่อนไม่ได้ขยะมันหากเป็นของมันเอง เมื่อธรรมเข้าแทรกมันเห็นบาปเห็นบุญ ทีนี้พอมีกำลังแล้วดังที่เคยพูดให้ฟังนั่นแหละ หมุนติ้วเลยเป็นอัตโนมัติ สังหารข้าศึกตลอดไปเลยจนสิ้นซาก

อันนี้เราวิตกจริง ๆ ไม่ใช่ธรรมดา การสอนก็วิตก พอดุ-ดุ ดุด้วยธรรม เด็ดด้วยธรรม หนักด้วยธรรม มีแต่ความดีงามทั้งนั้น ถ้ากิเลสนี้เป็นเสี้ยนก็เจ็บ เป็นหนามก็เจ็บ เป็นหอกเป็นหลาวก็เจ็บ นั่นถ้าเป็นเรื่องของกิเลส มีแต่เจ็บทั้งนั้น เรื่องของธรรมไม่เจ็บ เพราะชะล้างจะเจ็บอะไร

พากันภาวนานะ หลักของชาวพุทธเราอยู่ที่ภาวนา เพียงว่าถือพุทธเฉย ๆ ไม่ได้เรื่องได้ราวนะ มีแต่คำพูดเฉย ๆ ว่าถือพุทธ เวลาจะหลับนอนก็กราบปลก ๆ สองสามที ให้กิเลสเอาไปถลุงตลอดเลย ถ้าเป็นเรื่องของภาวนานี่ เป็นหลักของชาวพุทธเรา ถึงเวลาจะหลับจะนอนก็ภาวนา ตั้งใจภาวนา ไม่มีวันใดก็ต้องวันหนึ่งมันจะมีอะไรภายในจิตของเรา ที่มันไม่เห็นก็เพราะกิเลสมันหนามันแน่นมันไม่เห็นง่าย ๆ ต้องแหวกต้องว่ายต้องบุกต้องเบิก หลายครั้งหลายหนหากมีวันหนึ่งจนได้แหละ จะเจอความแปลกประหลาด

พอสะดุดกึ๊กเท่านั้นทีนี้มันฝังนะ ความพากความเพียร ความดูดดื่ม ความเชื่อในบุญในกรรมทั้งหลายจะไปพร้อมกันเลย นี่ละธรรมถ้ามีภาวนาแล้วมีบทสรุปอีกนะ ถ้าไม่ได้มีภาวนาเลยมันเลื่อนลอยนะ ต่อไปมันก็กลายเป็นเรื่องบาปไปเสียทั้งนั้น ไม่มีอะไรฉุดละถ้าไม่มีธรรม ถ้าภาวนาแล้วมีได้ ให้ภาวนาเป็นหลักของชาวพุทธ มันจึงมีหลักใจ เวลาคิดมากยุ่งเหยิงวุ่นวายมากเข้าห้องพระเสีย บังคับไม่ให้มันคิดเรื่องเหล่านั้น ให้มันคิดแต่เรื่องคำบริกรรมภาวนาอย่างเดียว บังคับกันไปบังคับกันมา เรื่องอารมณ์เหล่านั้นที่มันผลักดันออกไปมันก็อ่อนตัวลง ๆ ทีนี้คำบริกรรมนี้ก็ค่อยหนาแน่นขึ้น ๆ ทีนี้สงบเงียบลงไป เย็น เรื่องวุ่นทั้งหลายมันก็เห็นโทษกัน เพราะไม่ยุ่งมันก็เป็นสุข ความสงบเป็นสุข ความยุ่งเป็นทุกข์ มันก็รู้ เทียบกันทันที

เวลามันคิดมากยุ่งมาก เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามาก เราพักอารมณ์ใจของเราไม่ให้มันคิดไปเรื่องโลกเรื่องสงสารมันเป็นกงจักร ให้มาคิดถึงเรื่องธรรมจักร เอาธรรมจักรนี้ผันหัวกิเลสด้วยคำว่า พุทโธ หรือธัมโม หรือสังโฆ เอาเท่านั้น มันอยากคิดมากเท่าไรไม่ให้มันคิด บังคับมันลงไป ต้องอย่างนั้นซิ มันอยากดันออกไปมาก บังคับไม่ให้มันออก เคยคิดมาตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งป่านนี้ได้ประโยชน์อะไร คิดแค่ พุทโธ เท่านี้มันจะตายหรือ เอ้า ตายก็ตาย นั่นซิต้องเด็ด เด็ดกันเข้า ต่อไปมันก็ได้

โห กิเลสเป็นข้าศึกของธรรม มันไม่ได้ปล่อยมือนะ ถ้าเราจะบำเพ็ญคุณงามความดีมันจะเข้ามาทันที ถ้าไปตามมันต้อย ๆ อย่างนั้นไม่เป็นไร ไปเรื่อย ๆ ถ้าเราจะแหวกออกมาเพื่ออรรถเพื่อธรรม เรียกว่าจะออกจากเงื้อมมือของมัน มันจะฉุดไว้ทันทีเลย

ต้องต่างคนต่างเข้มแข็งช่วยชาติของตน เราเป็นชาติไทยเต็มตัวทุกคน บกพร่องก็บกพร่องทุกคน ต่างคนต่างหนุนกันมันก็เต็มสัดเต็มส่วนขึ้นทุกคนนั่นแหละ ให้ต่างคนต่างมีกำลังใจทุกคน อย่าเห็นว่าความจำเป็นเหล่านี้จะไปอยู่กับคนนั้นคนนี้ มันอยู่กับเราเสมอกันหมดทุกคน เพราะฉะนั้นเราจึงต่างคนต่างช่วยกันเต็มสัดเต็มส่วนแล้วก็จะเต็มตื้นขึ้นมา

ความสามัคคีความรักชาติเป็นกำลังอันยิ่งใหญ่ จะทำให้ชาติไทยของเรามีความแน่นหนามั่นคง เรื่องความสกปรกนั้นอย่าเอามาเป็นอารมณ์นะ คนทำชั่วมีเยอะ โลกอันนี้มีมาอย่างนี้ดั้งเดิม เราอย่าเข้าใจว่าคนชั่วจะมีเฉพาะปัจจุบันนี้ จะมีเฉพาะเมืองไทยของเรา มีมาดั้งเดิมทุกสัตว์ทุกบุคคล มีกรรมดีกรรมชั่วเต็มตัวอยู่ทุกคน ๆ เพราะฉะนั้นถึงได้เสวยกรรมในภพชาติต่าง ๆ กันตลอดมาอย่างนี้ เสวยกรรมแปลก ๆ ต่าง ๆ กันเรื่อยมา เวลานี้เราช่วยชาติไทยของเรา ก็ให้ต่างคนต่างมีความหมายมั่นปั้นมือต่อชาติของตน ไม่มีใครจะมายกชาติไทยเราได้ นอกจากคนไทยของเราจะต่างคนต่างยกเอง ด้วยกำลังของเราที่รักชาติ แล้วจะค่อยหนาแน่นขึ้นมา ๆ ให้พากันจำนี้เอาไว้

สำหรับคนชั่วช้าลามกเราอย่ามาถือเขามาเป็นอุปสรรคต่อการทำความดีเพื่อชาติของเรา พวกนี้มันพวกจะล่มจะจม ไม่มีใครไปช่วยเขาได้แหละ ความล่มความจมเป็นเขาสร้างของเขาเอง เขาไม่เชื่ออรรถเชื่อธรรมเขาเชื่อกิเลส เขาจะเห็นผลของกิเลสกับตัวเขาเอง เราเชื่ออรรถเชื่อธรรมเราก็จะเห็นผลของอรรถของธรรมในตัวของเราเอง เช่นเดียวกับเขาทำความชั่ว ใครก็จะเห็นผลแห่งความชั่วของตัวเอง เหมือนกับผู้ทำความดีเห็นผลของความดีนั่นแหละ ไม่ผิดกัน เสมอกันหมด จึงว่าทำชั่วได้ชั่ว ทำดีได้ดี ไม่มีคำว่าที่ลับที่แจ้ง เล่ห์เหลี่ยมร้อยสันพันคมเรื่องกิเลสมันหาออกมาทำนั้น มีแต่เรื่องมัดตัวเอง ฉลาดแบบนี้เท่าไรยิ่งโง่ ยิ่งมัดตัวเข้าไป ๆ อย่าถือมาเป็นคติตัวอย่างนะ เท่านั้นละทีนี้จะให้พร

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร ทาง internet

www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก