ปลุกใจเพื่อความดี
วันที่ 14 เมษายน 2550 เวลา 18:50 น.
สถานที่ : ศาลาสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส

ณ ศาลาสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อค่ำวันที่ ๑๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๐

ปลุกใจเพื่อความดี

 

          วันนี้ไปเลี้ยงช้างเหลือเฟือนะ พวกอ้อย พวกข้าวโพด กล้วย อ้อย เหลือเฟือเข้าไปโรงช้าง พอให้พวกนี้เสร็จแล้วยกไปโรงช้างเลย ไปทีไรก็เป็นอย่างนั้น คือให้เหลือ พอเลี้ยงช้างพวกจำนวนที่มานี่แล้ว เสร็จจากนี้แล้วก็ยกไปหาโรงใหญ่โรงช้าง วันนี้ไปเต็มเอี๊ยดเลย รถดูเท่าไรคันนะ รถ ๗ คัน ๖ ล้อคันหนึ่งดูว่าอย่างนั้นนะ เสร็จจากนั้นยกไปโรงช้าง

ไปที่ไหนก็สงสารสัตว์ ต้องไปช่วยทางนู้นช่วยทางนี้ ช่วยไปหมด อยู่อุดรก็เหมือนกัน อุดรก็ยกไปช่วยทางนู้น ยกไปช่วยทางนี้ตลอด วัดเรานี้พูดได้เต็มปากเลยว่าเป็นวัดเสียสละ เสียสละรอบวัดเลย กระจายออกหมดเลย ไม่มีชิ้นใดที่เราจะมาถือไว้เป็นสมบัติของตัวเองไม่มี ได้มาเท่าไรออกหมดๆ เพราะอำนาจแห่งความเมตตา ความเมตตามีเท่าไรกวาดออกหมดเลย ความตระหนี่ถี่เหนียวนี้มีเท่าไรไม่พอกวาดต้อนเข้ามา กวาดต้อนเข้ามา

นั่นละท่านว่าธรรมกับกิเลสมันอยู่ในหัวใจดวงเดียวกัน แต่เป็นคุณและเป็นข้าศึกของบุคคลคนนั้นแต่ผู้เดียวจะรับทั้งคุณทั้งโทษนะ

ท่านเนตรเป็นเพื่อนกัน อายุท่านแก่กว่าเราปีหนึ่ง ส่วนพรรษานั้นท่านอ่อนกว่าเรา เพราะท่านเคยเป็นมหานิกายมา แล้วก็มาญัตติ ทีนี้พรรษาตามญัตติต้องลดลงให้เข้าสู่ระดับทางด้านธรรมยุต ท่านเล่าให้ฟังน่าขบขันนะ ท่านใจเป็นธรรมอยู่ ตอนเป็นโลกท่านก็เล่าให้ฟัง ตอนเป็นธรรมท่านก็เล่าให้ฟัง ไปเที่ยวกรรมฐาน เข้าไปบ้านนั้นละบ้านท่านสิงห์ทอง บ้านศรีฐาน โอ๋ย ตั้งพันหลังคาเรือน บ้านใหญ่โตมากทีเดยว ตั้งอำเภอขึ้นที่นั่นก็ได้เพราะบ้านใหญ่โต เราเคยผ่านไปหนหนึ่งรู้ได้ชัดเลย

พอมาถึงปั๊บที่วัดศรีฐานวัดป่านั้นมันมีแม่ชีอยู่ในนั้น พวกแม่ชีเขาก็เอาสมอ เอาน้ำตาลมาถวาย เวลาเขาเอามาถวายกำลังเพลียมาก ท่านว่า เดินทางพึ่งกลับมา มาถึงที่นั่น พอมาเขาเอาอะไรมาถวาย สมอก็สวยงามมาก ส่วนน้ำตาลกับเกลือนี่ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกันหมด แต่เขาก็มีอะไรคั่นไว้นะ ท่านไม่ดู ท่านว่าอย่างนั้นนะ นี่ละที่น่าขบขัน  ท่านไม่ดู เห็นขาวๆ เหมือนกันนึกแต่ว่าเป็นน้ำตาลหรือเป็นเกลือน้า ท่านว่าอย่างนั้น

ท่านก็เอามีดเล็กๆแกะสมอลงมาจิ้มถ้วยนั้นละ ถ้วยนั้นมันมีทั้งน้ำตาลมีทั้งเกลือ แล้วสีอะไรทุกอย่างเหมือนกันหมด ขาวด้วยกันหมดเลย ที่เขาคั่นไว้ท่านก็เห็นแต่ท่านไม่ดู พอแกะสมอแล้วลองทดลองดู ท่านก็ใส่แก๊บลงไปตรงนี้ ทีนี้มันไปถูกน้ำตาลละซี เกลือมันอยู่ทางนี้ แต่ไม่รู้ พอเอาลงไปนี้หวานซึ้ง ท่านว่าอย่างนั้นนะ เอาล่ะทีนี้เตรียมใหญ่ นี่ตอนท่านเตรียมใหญ่นะ ท่านเล่าให้ฟัง เป็นธรรมดีนะ ท่านเล่าเองท่านก็เป็นธรรม

พอเตรียมใหญ่แกะอันนี้ออก แล้วเอาเม็ดออก มีตั้งแต่สมอก็เป็นร่องๆ ท่านก็หลงในจุดนี้ จุดที่สองเป็นเกลือ ไปก็ใส่เต็มเหนี่ยวเลย จุดนี้เป็นน้ำตาล มันมีอะไรผ่านอยู่เขาทำไว้แต่ท่านไม่ดู ท่านว่า ท่านนึกว่าเป็นอันเดียวกัน อันนี้แกะแล้วเม็ดออก ยังเหลือแต่ร่องมันบรรจุน้ำตาลได้สักกระสอบหนึ่ง ท่านก็เอาขึ้นมา คราวหลังนี้ฟัดทั้งเครือทั้งกระทอเลย ใส่ลงไป ใส่ปั๊บลงไปนี้ โธ่ มันไม่ใช่น้ำตาล มันเป็นเกลือทั้งหมด  เลย จะทำอย่างไร อันหนึ่งมันจะไม่ยอมกลืน มันบอกต้องกลืน นี่ละเป็นธรรมนะ ใครเป็นคนโลภมานี่ได้ไม่พอ เอาๆ เอาตรงนี้นะ ท่านบอกว่าเอาให้ได้เลย ให้กลืนให้หมด ตั้งแต่นั้นเข็ด

ท่านพูดเป็นธรรมของท่านดี พอมันเป็นเกลืออันหนึ่งจะคายบอกไม่ให้คาย ตัวนี้ตัวโลภฟาดตัวโลภนี้ ท่านว่าอย่างนั้น น้ำตาลกับเกลือมันเหมือนกัน ท่านเป็นพระสุขุมดีนะ เป็นเพื่อนกัน เคยปฏิบัติด้วยกัน แต่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน พอออกจากพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นแล้วธรรมดาก็เป็นอย่างนั้นต่างองค์ต่างแยกไปเลย ทีแรกจะไปด้วยกัน จะสององค์หรือสามองค์ก็แล้วแต่ พอออกจากหมู่บ้านไปแล้วทีนี้แยกล่ะ องค์ไหนจะไปทางไหนก็ไปตามอัธยาศัยของตน แยกทางไป คราวนั้นไปด้วยกันกับเรา พอไปถึงกลางภูเขากลางป่าทีนี้เราก็แยกไปอีกทางหนึ่ง ท่านก็แยกไปทางหนึ่งของท่าน

ท่านกล้าหาญมากนะ ไปกลางคืนนี้ท่านว่าไปเดินจงกรมที่ไหนมันฝึกจิตยาก ท่านว่าอย่างนั้นนะ ท่านจะไปหาที่ดัดสันดานช่วย นี่อุบายวิธีการของพระกรรมฐานท่านดัดสันดานกิเลสอยู่ภายในใจของท่าน ท่านดัดอย่างนั้นนะ ทีนี้เวลาไปอยู่นั้น สถานที่ไปอยู่ก็เป็นป่าเป็นเขาเรียบร้อยแล้ว ควรที่จะอยู่ได้สะดวกสบายแต่ท่านไม่เอา ที่นี่ก็ว่าเหมาะสมสู้ที่นั่นไม่ได้ ท่านไปหาที่เหมาะสมกว่านี้ หาที่เหมาะสมในป่ามันก็มีแต่ป่าเสือ ตรงไหนที่เป็นหินดานกลางแจ้งหรืออะไรมีร่มไม้ที่มีอากาศดีๆ ท่านมักจะเอาผ้าปูนั่ง ไปปูลงที่นั่น นั่งที่นั่นละ กลางภูเขา กลางป่า เสือป่าสัตว์ป่าเนื้อนะ องค์นี้อาจหาญมาก

กลางคืนท่านไปบนเขา ไปนั่งภาวนาอยู่บนเขาที่มันโล่งๆ อากาศดีๆ ท่านจะไปหาที่เหมาะๆ แล้วผ้าปูนั่งปูลง แล้วท่านนั่งภาวนาอยู่ที่นั่นในกลางป่า ป่าเสือนะ แถวนั้นมีแต่เสือทั้งนั้น ท่านอยากมาเมื่อไรท่านก็มา นี่วิธีการของพระกรรมฐานท่านดัดสันดาน เรื่องกลัวใครจะไม่กลัว เรื่องความเป็นความตายกลัวทุกคน แต่อุบายวิธีการหนึ่งที่จะให้ได้คุณสมบัติหรือธรรมเหนือกว่านั้นยังมี ท่านก็หาที่เหนือกว่านั้น คือดัดสันดานตัวเอง อีกทีหนึ่ง อยู่ที่นี่ภาวนาจิตใจมันชักดีดชักดิ้น ไม่ค่อยสงบเย็น ไปที่นั่น คือไปที่นั่นไปที่เสือชุมๆ เป็นทางเสือผ่านไปผ่านมา ไปอยู่ที่นั่นและ ทีนี่สละเลย

จิตเมื่อมันกลัวแล้วมันก็เข้าภายใน ถ้าส่งไปข้างนอกส่งไปเท่าไรยิ่งกลัวนะ ส่งไปหาเสือกลัวเสือไม่เข็ดหลาบ ชอบจะคิดไปหาแต่เสือ กลัวผีชอบจะคิดไปหาตั้งแต่ผี ทั้งๆที่ว่ากลัว แต่จิตมันไม่กลัวมันคิดไปหาผี มันกลัวมันจะคิดไปหาทำไม มันต้องหดเข้ามา นี่มันชอบคิด ท่านจึงไปดัดสันดานในที่เช่นนั้น นั่งภาวนา องค์นี้น่าชมเชย สุขุมมากนะ ไปด้วยกัน แต่เป็นนิสัยอย่างไรไม่ทราบนะ ท่านกับเรารู้สึกว่าท่านสนิทตายใจกับเรามาก เคารพมากนะ เราก็แก่พรรษากว่าท่านเพียง ๓ พรรษาเท่านั้นแหละ ตอนนั้นไปด้วยกันดูท่านได้ ๑๐ พรรษา เรา ๑๓ พรรษา ไปตอนที่ยังไม่แยก ท่านชอบเที่ยวอย่างนั้นแหละ

บางทีท่านรู้สึกขนลุก ท่านว่าอย่างนั้นนะ ไปเขากง เราก็เคยไป เขากงมันมีถ้ำอยู่ข้างบน ทางจากตีนเขาลงไปหมู่บ้านเขาไกล กลางคืนมานี่เสือมันร้องครวญครางหาตัวเมียนั้นแหละ มันร้องอาวหึ่มๆ ลงไปเหมือนจะถึงหมู่บ้านเขาแล้วก็ร้องกลับมา บางทีจนมาถึงหน้าถ้ำ ท่านนั่งภาวนาอยู่ มันมาถึงหน้าถ้ำ มันจะขึ้นมาหาเราเหนอ ท่านว่าอย่างนั้น คิดถึงแต่ให้กลัวไม่กลัว สักเดี๋ยวร้องลงไปแล้วร้องขึ้นมา คือร้องหาตัวเมีย หาคู่กัน ตัวหนึ่งได้ยินเสียงก็มาหากัน เวลาสัตว์คึกคะนอง ที่เขากงท่านไปอยู่คนเดียวท่าน แต่เราไม่ขึ้นมันสูง ไปดูเพียงตีนเขา ขึ้นลำบากเลยไม่ขึ้น ท่านไปภาวนา นั่นป่าเสือทั้งนั้นละ

นี่ละพระกรรมฐานไปมักจะได้ถูกดัดสันดานตลอด คือจิตใจมันดีดมันดิ้น ต้องอาศัยธรรมเป็นเครื่องบังคับ ทีนี้เวลามันคิดถึงสัตว์ถึงเสือเนื้อร้ายต่างๆ ออกไปข้างนอก มันก็ยิ่งเพิ่มความกลัวเข้าไปนะ คิดไปหาสัตว์เหล่านี้มากเท่าไรยิ่งกลัว ท่านพลิกเข้ามาปั๊บหาธรรมภายในใจ หากจะใช้คำบริกรรมใดให้สติติดอยู่กับคำบริกรรม ให้ทำงานอยู่กับบทธรรมคือคำบริกรรม สติติดอยู่กับนั้นไม่ให้ไปคิดออกนอกลูกนอกทาง เรื่องผีเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ท่านไม่ให้ออก ท่านให้อยู่กับบทธรรม

ทีนี้เมื่ออยู่กับบทธรรม ธรรมเป็นเครื่องคุ้มครองจิตก็สงบเย็นเข้ามา เย็นเข้ามา ถ้าไปคิดถึงเรื่องสัตว์เรื่องเสือเรื่องไปอย่างนั้นมันเตลิดนะ ยิ่งเพิ่มความกลัวมากเข้าๆ ท่านทำของท่านอย่างนั้น ไปที่ไหนน่ากลัวเท่าไรยิ่งเข้าไปดัดสันดาน นี่ละท่านผู้ได้อรรถได้ธรรมมาสอนพวกเราทั้งหลาย ในครั้งพุทธกาลคือสาวกอรหันต์ท่าน ท่านสำเร็จมาจากมหาวิทยาลัยป่า มหาวิทยาลัยป่าครั้งพุทธกาลกับมหาวิทยาลัยทุกวันนี้ผิดกันคนละโลก มหาวิทยาลัยป่ามีแต่ชำระกิเลสโดยถ่ายเดียว

พระพุทธเจ้าก็อยู่มหาวิทยาลัยป่า ๖ ปี นี่เป็นมหาวิทยาลัยหลักธรรมชาตินะ อยู่ในป่าบำเพ็ญในป่า ๖ ปี ได้ตรัสรู้ขึ้นมา บรรดาพระสาวกทั้งหลายไปอบรมศึกษากับท่านก็ไปอยู่ในป่าอย่างเดียวกัน องค์นั้นสำเร็จพระโสดา องค์นี้สำเร็จพระสกิทาคา องค์นี้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ขึ้นมาเป็นลำดับที่ว่าเป็นสงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเราล้วนแล้วแต่ท่านเป็นนักสมบุกสมบัน สละเป็นสละตายจริงๆ ไม่ใช่ไปแล้วล้างมือเปิบแล้วมา ไปแบบรอดเป็นรอดตายมา เอาควรตายเอาตาย บูชาธรรมไปเลย แน่ะ ท่านไปอย่างนั้น เอาตายก็ตายบูชาธรรมไปเลย สละตลอดเลย

การภาวนาเมื่อจิตใจเด็ดเดี่ยวเฉียบขาดมัดเข้าสู่ธรรมๆ มันย่อมไม่คิดออกข้างนอก เมื่อจิตใจกับธรรมกลมกลืนเป็นอันเดียวกันแล้วธรรมเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจ รักษาจิตใจ ใจก็มีความสงบร่มเย็นเข้ามา เย็นเข้ามา ถ้าเป็นขั้นปัญญาพิจารณาแยกธาตุแยกขันธ์ ถ้าเป็นขั้นสมถะคือความสงบก็ใช้คำบริกรรมกับสติติดแนบกัน ไม่ให้คิดกับเรื่องสัตว์เรื่องเสือเรื่องอันตรายอะไรไม่ให้คิด ให้คิดกับบทธรรมที่เป็นคุณเป็นประโยชน์แก่ตนโดยถ่ายเดียว ถ้าคิดเรื่องสัตว์เรื่องเสือเรื่องอะไรเป็นภัย ห้ามไม่ให้คิด ให้คิดกับสิ่งที่เป็นคุณ

จิตตั้งได้ไม่สงสัย เหนือสติไปไม่ได้นะ เรื่องการฝึกอบรมตนเองนี้สติเป็นสำคัญ แต่สตินี้ก็ขึ้นอยู่กับสถานที่ที่จนตรอกจนมุมและไม่จนตรอกจนมุม สถานที่ธรรมดาตั้งสติมักพลาดมักเผลอเสมอ สถานที่เข้าจนตรอกจนมุม ที่อัตคัดขัดสน ที่หัวเลี้ยวหัวต่อ สติจะติดแนบกับคำบริกรรมหรือกับจิตที่อยู่ในภูมิใดสติติดอยู่ในนั้นตลอด แล้วมีแต่การสั่งสม หรือส่งเสริมความสงบร่มเย็น ความสง่าผ่าเผยภายในใจออกเป็นลำดับลำดา เพราะอำนาจแห่งธรรม

นี่ละที่ว่าธรรมรักษาใจ กิเลสทำลายใจ ธรรมรักษาใจ ถ้าปล่อยให้กิเลสคิดไปตามกระแสของมัน ตัวเองนั้นกลัว กลัวสัตว์กลัวเสือกลัวเปรตกลัวผีต่างๆ แต่ชอบคิดกับพวกอันนี้ที่เป็นภัยต่อตัวเองเสมอ จิตมันก็ลงไม่ได้ ทีนี้เมื่อมันคิดเหล่านั้นปัดออก ความคิดเหล่านี้เป็นภัย คิดแต่ธรรมซึ่งเป็นคุณโดยถ่ายเดียวเท่านั้น ถ้าสมมุติว่าจิตอยู่ในฐานสมาธิสงบเย็นสติจับอยู่กับที่สงบเย็น ถ้าจิตยังตั้งฐานไม่ได้ก็เอาคำบริกรรมเข้ามา เอาสติจับอยู่กับคำบริกรรม คำบริกรรมติดกับจิต นี่ก็สร้างคุณขึ้นมา แล้วความสงบก็ปรากฏขึ้นเรื่อยๆ

นี่เรียกว่าการภาวนาหาเหตุหาผล หาอรรถหาธรรมได้ไม่สงสัย ทำสุ่มสี่สุ่มห้าไปทำอะไรไม่ได้กำหนดกฎเกณฑ์ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวนะ ภาวนาอยู่กี่ปีกี่เดือน เอาปีเอาเดือนมาอวดกันมันเกิดประโยชน์อะไร เอาเหตุเอาผลอันเป็นหลักประกอบความพากเพียรเพื่อชำระกิเลสนั่นซิเข้ามาแก้ไขตนเอง เมื่อได้ผลอย่างไรก็แสดงให้คนอื่นฟังอย่างนั้น

ครั้งพุทธกาลท่านสำเร็จมรรคผลนิพพาน ส่วนมากมีแต่ป่า เรียกว่ามหาวิทยาลัยป่า ไล่เข้าป่าเข้าเขารุกขมูล จนกระทั่งปัจจุบันนี้พระโอวาทข้อนี้จะลบล้างไปไม่ได้เด็ดขาดเมื่อพุทธศาสนายังมีอยู่ เป็นธรรมจำเป็นประจำพุทธศาสนาเรื่อยมา เฉพาะอย่างยิ่งกับนักบวชคือพระเรา พอบวชแล้วท่านว่ารุกฺขมูลเสนาสนํ อนุศาสน์ ๘ นิสสัย ๔  อกรณียกิจ ๔  อกรณียกิจ ๔ กิจไม่ควรทำมี ๔ ประการ นิสสัย ๔ ก็คือนี้แหละ รุกฺขมูลเสนาสนํ เป็นเครื่องอาศัยเพื่อการบำเพ็ญให้ได้รับความสะดวกสบาย

พอบวชเสร็จแล้ว รุกฺขมูลเสนาสนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา ตตฺถ เต ยาวชีวํ อุสฺสาโห กรณีโย บรรพชาอุปสมบทแล้วให้ท่านทั้งหลายไปอยู่ตามรุกขมูลร่มไม้ ในป่าในเขาตามถ้ำเงื้อมผา ป่าช้าป่ารกชัฏ ที่แจ้งลอมฟาง อัพโภกาสอันเป็นที่เวิ้งว้างสะดวกสบาย บำเพ็ญเพียรด้วยความมีสติสตังอยู่อย่างนั้น แล้วขอให้อุตส่าห์พยายามอยู่และบำเพ็ญในสถานที่นั้นตลอดชีวิตเถิด ฟังซิน่ะตลอดชีวิตเถิดของนักบวช เอาชีวิตเข้าแลกเลย ไม่ได้ว่าจืดจางว่างเปล่าอะไร หรือว่าจืดๆ ชืดๆ เลยวันเลยคืนไปเลยจืดไปหมดใช้ไม่ได้นะ ธรรมะนี้เป็นธรรมะปัจจุบัน แก้กิเลสได้ปัจจุบัน ถึงมรรคผลนิพพานได้ปัจจุบัน สดๆ ร้อนๆ จึงไล่พระเข้าอยู่ในป่าในเขา

นั่นละพระครั้งพุทธกาลท่านทั้งหลายไม่เคยได้ยินได้ฟังให้ฟังเสีย เวลานี้โอวาทข้อนี้จะไม่มีมาในชาวพุทธของเรา แม้ที่สุดนักบวชก็ไม่มีใครกล่าวถึง ถือว่าเป็นของครึของล้าสมัยไปหมดแล้ว ตัวเองครึล้าสมัยจนหมดราค่ำราคายังเหลือแต่ลมหายใจไม่คิดดูตัวเองบ้างเลย ไปคิดอรรถธรรมที่มีค่ามีราคามหาศาลว่าเป็นของครึของล้าสมัยไปเสียเวลานี้ นี่ก็เพราะกิเลสมันเหยียบย่ำทำลายธรรมที่มีค่ามากให้ลดตัวลงจนกระทั่งไม่มีค่า ไล่เข้าป่าเข้าเขาถือว่าเป็นของครึของล้าสมัย

อย่างสมัยปัจจุบันเราได้ยินอย่างชัดๆ แหม สลดสังเวชมากนะ พระที่มาแสดงในท่ามกลางแห่งชาวพุทธเราทั้งพระทั้งฆราวาสได้ยินทั่วถึงกันนี้ไม่ใช่พระธรรมดา เป็นพระนักเทศน์ นักเทศน์เก่งๆเขาเรียกธรรมกถึกเอก นักเทศน์เอก แล้วยังมาตำหนิได้ลงคอ การตำหนิก็ตำหนิเพราะอำนาจแห่งกิเลสตัณหาความไม่พอใจของตัวเอง ความเคียดแค้น ตำหนิติเตียนด้วยความกระทบกระทั่งกันนั่นแหละ แล้วออกมาว่า พระที่อยู่ในป่าเป็นพระวิกลจริต ฟังซิน่ะมันฟังได้ไหม

นี่ก็พูดเพื่อกระทบกระแทกพระกรรมฐาน เราไม่ชอบกรรมฐาน แล้วพระไปพูดกระทบกระแทก แต่มันไปกระทบถึงองค์ศาสดาซึ่งเป็นวงของพุทธศาสนาให้อยู่ในป่าตลอดมานี้หารู้ไม่ว่ากระทบกระเทือนอย่างไรบ้าง นี่คือเหยียบหัวพระพุทธเจ้าไป พระพุทธเจ้าทรงสอนนักบวชให้อยู่ในป่าในเขารุกขมูลร่มไม้ แต่เราว่าพวกอยู่ในป่าในเขาเป็นพวกวิกลจริต นี่กิเลสมันเลวเหยียบหัวพระพุทธเจ้าไปอย่างนี้ พูดแล้วเรายังสลดสังเวช เราได้โต้ไปแล้วออกทางวิทยุ เอาให้ค้านมา เงียบเลยไม่ได้ยินเสียงค้าน

มันก็เรียนมาด้วยกัน มาโกหกตบตากันได้อย่างไร อวดดีวิเศษวิโสอย่างไร ทั้งที่กิเลสเต็มหัวใจ เป็นส้วมเป็นถานในหัวใจมีแต่กิเลสทั้งนั้น แล้วมาอวดพระพุทธเจ้าอย่างไร พระพุทธเจ้าสอนไว้นี้ไม่มีกิเลสสอน สอนด้วยความไม่มีกิเลสสอนพระ เราเป็นคลังกิเลสไปเหยียบหัวพระพุทธเจ้าด้วยความอวดดิบอวดดี ความเย่อหยิ่งจองหองเพื่อกระทบกระเทือนคนอื่นซึ่งเป็นเรื่องของกิเลสมันทำได้ลงคอมนุษย์เรา นี่กิเลสมันหยาบอย่างนี้

ขอให้ท่านทั้งหลายฟัง นี่หลวงตาบัวจวนจะตายแล้วนะ อายุได้ ๙๓ ๙๔ จะเต็มแล้วนะ วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๐ ครบ ๙๔ ปี ตั้งแต่บวชครองผ้าเหลืองมาดูเหมือน จะเป็น ๗๓ ปีละมัง เราก็ลืมไปแล้วแหละ บวชมานานขนาดนั้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงมาตลอดในธรรมบทนี้ไม่เคยลดละ เป็นอนุศาสน์สอนอย่างเด็ดเฉียบขาดเสียด้วย ใครมาลบล้างไม่ได้เลย เท่ากับเหยียบหัวพระพุทธเจ้านั่นเอง จึงยังมาจนกระทั่งทุกวันนี้ แม้อุปัชฌาย์จะไม่ชอบไม่พอในการอยู่ในป่าในเขา แต่เวลาสอนผู้บวชใหม่ต้องสอนธรรมบทนี้ ไม่สอนไม่ได้ เป็นธรรมที่เด็ดเดี่ยวเฉียบขาด เป็นธรรมเพื่อมรรคผลนิพพานโดยตรง

นั่นละท่านสอนมา เวลานี้ค่อยจืดจางไป จืดจางไป ธรรมเหล่านี้จะไม่มีในวงศาสนา จะมีแต่กิเลสเต็มบ้านเต็มเมือง ถ้าเป็นเรื่องของกิเลสทันสมัยล้ำยุคล้ำสมัยไปหมด พวกเรานี่ลูกศิษย์ตถาคตลูกชาวพุทธเป็นพวกล้ำยุคล้ำสมัย เหยียบหัวพระพุทธเจ้าไปต่อหน้าต่อตาสดๆร้อนๆ ไม่มียางอาย เป็นไปทุกวันๆนะ ให้ท่านทั้งหลายรู้ตัวเสีย ศาสดาองค์เอกเป็นศาสดาองค์เอกมาดั้งเดิม ตั้งแต่ขณะตรัสรู้ทีแรก จนกระทั่งปรินิพพาน แล้วกระทั่งทุกวันนี้ยังเป็นศาสดาองค์เอกไปตั้งกัปตั้งกัลป์จากความบริสุทธิ์ของศาสดาองค์นี้และองค์นั้นๆ ไม่ใช่เป็นของครึของล้าสมัย เอกเป็นปัจจุบันตลอดมา ท่านสอนไว้สอนพวกเรา

สัตว์โลกโง่ขนาดไหน ศาสดาองค์เอกเลิศเลอขนาดไหน สามโลกธาตุนี้เป็นครูสอนทั้งหมด ท่านว่าสตฺถา เทวมนุสฺสานํ เป็นครูสอนทั้งเทวบุตรเทวดา-อินทร์-พรหมทั้งหลาย ไม่มีใครที่จะยิ่งกว่าพระพุทธเจ้าซึ่งจะสอนเขาไม่ได้อย่างนี้ไม่มี ท่านสอนมาหมด นี่ละธรรมประเภทนี้สอนได้สามไตรโลกธาตุ ของเราถ้าหากว่ามีอยู่บ้างในใจสอนอะไร สอนตัวเองมันก็เถลไถลดีดดิ้นเหยียบหัวเจ้าของไป

สอนให้ไปวัดไปวาฟังศีลฟังธรรม ทำบุญบริจาคทาน สอนให้ภาวนา มันเอาความขี้เกียจไปทับเสียหงายหมอนลงไป หงายหมาลงไป หงายหมอนลงไป หงายเสื่อลงไป พลิกขึ้นมาเสื่อกี่ผืน พลิกขึ้นมาดูหมอนขาดกี่ลูกๆ ตื่นขึ้นมาก็มาเย็บหมอนเย็บเสื่อ พอเสร็จแล้วนอนอีกจมอีก ขาด พวกเรามีแต่อย่างนี้นี่น่ะ ไม่ได้มีศีลมีธรรมติดตัวเลย พุทธศาสนานี้กำลังถูกกิเลสตัณหาเหยียบย่ำทำลายจากชาวพุทธเรา

ขอให้พากันรื้อฟื้นขึ้นมาในหัวใจของเรา ที่หวังจะเอาความเลิศเลอจากความดีดความดิ้น ความเหยียบย่ำทำลายศาสนา เหยียบย่ำทำลายพระพุทธเจ้า นั้นน่ะไปสวรรค์-นิพพานแข่งพระพุทธเจ้าอย่าหวังนะ มีแต่เรื่องจะจมโดยถ่ายเดียว ไม่มีใครสอนสัตว์โลกให้ได้พอดิบพอดีด้วยสวากขาตธรรมที่ตรัสไว้ชอบแล้วนี้เลย นอกจากศาสดาองค์เอกสอนไว้พอดิบพอดี ให้เราดึงตัวของเรา กิเลสนั้นละตัวมันดื้อด้านหาญธรรมกับพระพุทธเจ้า คู่ต่อสู้พระพุทธเจ้า คู่ต่อสู้กับเราก็คือกิเลสในหัวใจเรา ให้แก้มันออก พยายามแก้มันออก

ใจดวงนี้เป็นของธรรมดาเมื่อไร ทุกข์ในสามแดนโลกธาตุไม่ไปอยู่ที่ไหน อยู่ที่หัวใจสัตว์ที่สร้างบาปสร้างกรรมสร้างทุกข์ไว้มากๆ ทุกข์จะอยู่ที่นั่นแห่งเดียว สามแดนโลกธาตุตรงไหนๆ พอที่จะเป็นที่ประดิษฐานหรือเป็นที่สถิตอยู่ของทุกข์ไม่มี มีแต่อยู่ในหัวใจสัตว์โลกเต็มไปหมด เพราะฉะนั้นโลกเคลื่อนไหวไปมาที่ไหนจึงเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้กัน ให้เกิดความกระทบกระเทือนไปหมดนั้นแหละ แล้วทีนี้เวลาเราสร้างความดีงามทั้งหลายขึ้นให้ดีโดยลำดาแล้วทีนี้เป็นการรื้อฟื้น ทีนี้กลับตาลปัตร ความสุขในสามแดนโลกธาตุไม่มีอะไรเกินหัวใจไปได้เลย

 หัวใจเป็นจอมหรือเป็นความสุขที่อัศจรรย์เลิศเลอเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อปฏิบัติให้ได้ตามธรรมของศาสดาองค์เอก ซึ่งเป็นผู้ทรงความสุขไว้อย่างเลิศเลอไว้เรียบร้อยแล้วมาสอนพวกเรา ให้พากันตั้งอกตั้งใจปฏิบัติ รื้อฟื้นจิตใจที่มันกำลังหมอบจมอยู่กับกิเลสนี้ขึ้นมา อย่าพากันตื่นกับกิเลส ตื่นไม่รู้จักโทษจักภัยของมัน ไม่มีความเข็ดหลาบอิ่มพอ ยิ่งนับวันจะเสริมขึ้นนะ

เวลานี้เรื่องของกิเลสเต็มบ้านเต็มเมือง ที่สุดในชาวพุทธเราจะไม่มีธรรมเหลืออยู่ จะมีแต่กิเลสเข้าเผาหัวอกๆ ความเคลื่อนไหวไปมาที่ไหนมีแต่เรื่องไฟของกิเลสแสดงเปลวออกเผาบ้านเผาเมือง โลกนี้จะฉิบหายนะถ้าปล่อยให้กิเลสทำงานอย่างนี้ต่อไป ไม่นำธรรมเข้ามายับยั้งหรือดับกิเลสบ้างเลยแล้วจะหาจุดที่หมายปลายทางไม่ได้ จุดหมายปลายทางที่เราจะปลงความทุกข์ลงได้ เอาความสุขขึ้นมาครองมีอยู่ที่ไหน ถ้าไม่มีอยู่ในธรรมะพระพุทธเจ้านี้แล้วไม่มีที่อื่น หมด

พระพุทธเจ้าทรงค้นคว้าหาความสุขได้เป็นบรมสุข นำธรรมเหล่านี้มาสอนโลกเต็มเม็ดเต็มหน่วยแล้ว ผู้ที่ก้าวเดินตามพระพุทธเจ้าสำเร็จเป็นพระโสดา สกิทาคา  อนาคา อรหันต์ จนกลายเป็น สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเรามามีน้อยเมื่อไร นี่ที่ตามเสด็จพระพุทธเจ้า ธรรมครึธรรมล้าสมัยเหรอ ตัวครึตัวล้าสมัยจริงๆ มันกดถ่วงต่ออรรถต่อธรรม กีดขวางทางศีลทางทานทางการกุศลของเรา คือกิเลสอยู่ในหัวใจของทุกคน ให้ดูมันบ้างนะ กิเลสตัวนี้รุนแรงมากนะ มันฝังอยู่ลึกๆ มันอยู่กับหัวใจของทุกคน แต่ไม่มีใครมาเปิดดูมัน เอาธรรมเปิดเข้าไปเห็น

นี่ละพระพุทธเจ้าท่านเปิดด้วยธรรม สาวกทั้งหลายท่านเปิดด้วยธรรม จึงเห็นกิเลสที่เป็นมหาภัยอยู่ในหัวใจของสัตว์โลกทั่วๆไปหมด แล้วก็สอน ใครจะอุตส่าห์พยายามตั้งอกตั้งใจปฏิบัติตนให้พากันปฏิบัตินะ เวลาตายมันไม่มีค่าอะไรนะ เวลามีชีวิตอยู่นี้ก็เพราะลมหายใจ มีความรู้ครองอยู่ภายในร่างกายของเรา แล้วมันจะตายเมื่อไรมันก็ไม่รู้นะนี่ อยู่ด้วยกันไปตั้งแต่วันตกคลอดออกมาเป็นการอยู่เสี่ยงมาๆ จนกระทั่งบัดนี้ เราเป็นที่แน่ใจเมื่อไรว่าเราจะตายเมื่อไร ไม่ได้แน่ใจนะ อยู่ด้วยกันด้วยการเสี่ยงความเป็นความตายของตน แล้วความดิบความดีที่จะสร้างไว้สำหรับเกาะสำหรับยึดให้เป็นที่ตายใจคือการสร้างบุญสร้างกุศลให้เราอุตส่าห์ขวนขวายนะ อย่านอนใจแล้วมันจะจมนะ ให้พากันพิจารณา

ศาสนานี้จมไปโดยลำดับลำดา เรียนมาเอาคัมภีร์ไหนก็เรียน พระไตรปิฎกก็เรียนจบแต่มันเป็นนกขุนทอง เป็นหนอนแทะกระดาษไปเสีย มันไม่เป็นอรรถเป็นธรรมตามที่เรียนมา โดยมีการศึกษาเข้าติดแนบกัน ปฏิเวธคือความรู้แจ้งเห็นจริงในธรรมทั้งหลายอันเป็นผลงานของตนจะไม่ปรากฏ มันจะมีตั้งแต่นกขุนทอง ไปที่ไหนข้าเรียนจบชั้นนั้นชั้นนี้ มีแต่ชั้นกิเลสหลอกคนทั้งนั้นละ ถ้าชั้นธรรมแล้วเรียนตรงไหนแล้วนำมาพิจารณาแยกแยะให้ดู เราผิดพลาดตรงไหนแก้ไปตามแบบแปลนคือธรรมที่ท่านสอนไว้โดยถูกต้องแล้ว เราค่อยดีวันดีคืนขึ้นไป ต่อไปก็ดี สุดท้ายเรารับรองเราได้เลย

จิตใจดวงนี้ถ้ามีธรรมแฝงเข้าไป แฝงเข้าไป ความแน่ใจในคติของตัวเองทั้งความเป็นอยู่และตายไปจะแน่ใจไปโดยลำดับ ถ้าไม่มีศีลมีธรรมความดีงามเข้าไปเคลือบแฝงบ้างเลยอยู่ด้วยความเสี่ยง ดีไม่ดีร้อนเป็นฟืนเป็นไฟแต่ยังไม่ตาย ตายแล้วมันจะลงนรกหมกไหม้ละซิ สร้างแต่ความชั่วช้าลามกให้เป็นความเดือดร้อนแก่จิตใจของตัวเองและผู้มาเกี่ยวข้องกระทบกระเทือนเป็นความเสียหายไปตามๆ กันหมด แล้วเป็นไฟไปตามๆ กัน สิ่งเหล่านี้หรือจะพาโลกให้แน่นอนเพื่อความสุข ไม่มี ต้องเอาความสุขจากความดีงามทั้งหลาย

ให้ไปฝึกหัดดัดแปลงตนเองนะ ถ้าฝึกหัดดัดแปลงไปโดยลำดับลำดาแล้วมันจะมีความอบอุ่นขึ้นมา ทีแรกเราไม่เกี่ยวข้องกับศีลกับธรรม พอพูดถึงเรื่องความตาย แหม ใจเหี่ยวห่อ เป็นทุกข์ขึ้นมาทันทีทันใดนะ ไม่อยากพูดถึงเรื่องความตาย ต้องเอาเรื่องความเพลิดความเพลินเรื่องนั้นเรื่องนี้เข้ามากลบเอาไว้พอหายใจได้ นี่คนไม่มีความดี พูดถึงเรื่องความตายนี้ไม่อยากพูดจะสลบไสลในขณะพูดนั้นเลย ในขณะคิดนั้นเลยนะ แต่เวลาสร้างความดีงามขึ้นมา ความเป็นความตายมันเลยเป็นเพื่อนกัน ระลึกถึงความเป็นความตายมากเท่าไรยิ่งทำให้มีความไม่ประมาท ตั้งเนื้อตั้งตัว พยายามสร้างคุณงามความดีให้มากขึ้นๆ

ทีนี้ความดีหนักเข้าในจิตใจแล้วทีนี้อบอุ่นนะ จะเป็นจะตายก็ไม่เห็นมีอะไรจะเป็นจะตาย ความดีอยู่กับหัวใจ ไม่ได้อยู่กับธาตุขันธ์ดินน้ำลมไฟที่แตกกระจายออกไป มันอยู่กับหัวใจนี้นะ หัวใจเป็นผู้สร้างขึ้นมาความดีทั้งหลาย บุญกุศลอยู่ที่หัวใจ เวลาตายธาตุขันธ์แตกสลายไปใจที่เป็นไปด้วยบุญด้วยกุศลที่ตนสร้างมานี้ไม่พรัดไม่พรากไม่จากกันไปเลย นี่ไปละไปสวรรค์ได้ ธาตุสี่ดินน้ำลมไฟไม่มีพาใครไปสวรรค์-นิพพานได้นะ บุญกุศลต่างหากพาไปสวรรค์-นิพพาน จนกระทั่งถึงนิพพานได้ เพราะการสร้างความดีให้สร้าง

เกิดขึ้นมาอย่าอยู่เฉยๆ เราเป็นลูกชาวพุทธ ปลุกตลอดเวลา ธรรมะพระพุทธเจ้าตั้งแต่ตรัสรู้มาสอนโลกเรียกว่าปลุกใจสัตว์โลกให้รู้เนื้อรู้ตัว ดังที่ท่านแสดงไว้ในธรรมพอจำได้บ้าง นานแล้วไม่ได้มาท่องบ่นเท่าไร โก นุ หาโส กิมานนฺโท นิจฺจํ ปชฺชลิ เต สติ อนฺธกาเรน โอนทฺธา ปทีปํ น คเวสถ. ก็เมื่อโลกสันนิวาสนี้มันร้อนเป็นฟืนเป็นไฟ เพราะอำนาจของกิเลสครอบงำหัวใจอยู่จนลืมหูลืมตาไม่ได้ตลอดมา ท่านทั้งหลายยังเพลิดเพลินหัวเราะลั่นกันอยู่หาอะไร ทำไมไม่เสาะแสวงหาที่พึ่ง

นี่พุทธพจน์แปลออกมาเป็นภาษาไทยเป็นอย่างนี้ ทำไมไม่เสาะแสวงหาที่พึ่ง รื่นเริงบันเทิงถึงแค่วันตายเท่านั้น มันเกิดประโยชน์อะไร ให้รื่นเริงกับศีลกับธรรมซิ นี่ละพระพุทธเจ้ากระตุกเอา เพราะมันประมาทมากสัตว์โลกเรา ท่านเลยกระตุกถึงขั้นโก นุ หาโส กิมานนฺโท นิจฺจํ ปชฺชลิ เต สติ อนฺธกาเรน โอนทฺธา ปทีปํ น คเวสถ. ก็เมื่อโลกสันนิวาสนี้มันร้อนเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้อยู่ในหัวอก เพราะอำนาจของกิเลสครอบงำหัวมัน ยังมาหัวเราะลั่นกันได้อยู่เหรอ ทำไมไม่เสาะแสวงหาที่พึ่ง ท่านกระตุกพวกเรา

ให้ตื่นนะถ้าเราเป็นลูกชาวพุทธให้ตื่น พินิจพิจารณาตามอรรถธรรมของพระพุทธเจ้า ศาสดาองค์เอกไม่เคยโกหกใครนะ ไม่เหมือนกิเลสที่อยู่ในหัวใจของสัตว์และบุคคลโกหกทั้งนั้น มาแต่โคตรแซ่ปู่ย่าตายายของมันมีแต่สกุลโกหก สกุลแห่งธรรมทั้งหลายไม่เคยโกหกใคร ศาสดาองค์เอกตรัสขึ้นมาแม่นยำๆ เรียกว่าสวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบแล้วๆ ไม่มีที่จะได้แก้ไขดัดแปลงเป็นอย่างอื่นอย่างใดได้เลย เพราะชอบเรียบร้อยแล้ว สมบูรณ์แบบแล้ว ถ้าเป็นอาหารก็ไม่เผ็ดนัก ไม่จืดนัก ไม่เค็มนัก เรียกว่าอาหารพอดี พอรับประทานๆ

ธรรมพระพุทธเจ้าเป็นสวากขาตธรรม ตรัสไว้พอเหมาะพอดีกับกำลังของสัตว์ที่จะยึดได้เป็นลำดับจนกระทั่งถึงนิพพาน เรานำไปประพฤติปฏิบัติ ศาสนานี้เอกแล้วในโลกนี้ อย่าพากันเหยียบย่ำทำลายศาสนาโดยเห็นว่าเป็นมูตรเป็นคูถไปเสีย แต่ยกมูตรคูถคือกิเลสตัณหาทั้งหลายขึ้นเป็นเงินเป็นทองทั้งแท่งจะพากันจมไปนะ จมด้วยทองทั้งแท่งของกิเลสตัณหาไม่รู้ตัวนะ ให้พากันพินิจพิจารณาเสีย

ใครที่จะมาสอนตามหลักความอรรถความจริง มันมีที่ไหนทุกวันนี้ ใครเรียนมาก็เรียนลูบๆ คลำๆ ปฏิบัติลูบๆ คลำๆ ผลที่จะปรากฏขึ้นมาพอได้ประจักษ์หัวใจนำไปสอนคนอื่นด้วยความถึงใจมีที่ไหนเวลานี้น่ะ พุทธศาสนามีแต่คัมภีร์ใบลานเต็มบ้านเต็มเมือง หาอรรถหาธรรมจริงๆ ที่จะมีอยู่ในหัวใจจากการปฏิบัติของตนเองตามทางของพุทธศาสนามันมีที่ไหน มันมีแต่หนอนแทะกระดาษทั้งนั้น เอาไปปฏิบัติซิ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เป็นหนอนแทะกระดาษ สอนให้ปฏิบัติตาม ละชั่วทำดี ละชั่วทำดีไปเรื่อยๆ และหลุดพ้นจากทุกข์ได้ตามศาสดา เพราะธรรมที่สอนนี้สอนเพื่อความพ้นทุกข์เป็นลำดับลำดาไป ไม่ได้สอนฉุดลากสัตว์ให้ลงในความทุกข์ความทรมานทั้งหลาย ให้พากันจดจำเอานะ

เราก็สงสารนะ เรื่องความเป็นความตายนี้จะอ่านได้ชัดเจนในตัวเอง ผู้บำเพ็ญความดีงามมาแล้วระลึกถึงความเป็นความตายนี้อบอุ่นในตัวเองนะ เพราะมีที่พึ่งได้แก่บุญกุศลเต็มอยู่ในหัวใจ ไม่พรัดพรากจากใจ แต่ธาตุขันธ์พรัดพราก พอลมหายใจขาดเท่านั้นแตกกระจัดกระจาย ดินน้ำลมไฟอยู่ในร่างกายแตกไปหมดเลย ไม่มีอะไรอยู่ติดกันได้เลยนะ แต่บุญกุศลกับใจติดกันได้ตลอดไป ให้สร้างอันนี้เป็นที่ตายใจ ถึงเวลามันจะตายเอาตายไป จิตใจไม่เคยตาย จิตใจอยู่กับบุญกับกุศล สงบร่มเย็นไปเรื่อยๆ

ครั้นต่อไปกล้าหาญขึ้นมานะ คนมีบุญมีกุศลมากๆ กล้าหาญนะ เรื่องความตาย ไม่สะทกสะท้านกล้าหาญชาญชัย จนกระทั่งทะลุขาดสะบั้นไปหมด ความกล้าไม่มี ความกลัวไม่มี ต่อความเป็นความตายหรือความเป็นอยู่อะไรๆ ไม่มี ท่านพอแล้วในหัวใจของท่าน สถานที่ใดจะไปเกิดไปตายที่ไหนธรรมท่านจัดให้สมบูรณ์แบบทุกอย่างแล้ว เช่นพระพุทธเจ้า-พระอรหันต์ ท่านเหล่านี้ท่านไม่กำหนดเรื่องความเป็นความตาย ดูลมหายใจไปเท่านั้น ถึงกาลเวลาที่มันยังมีชีวิตอยู่ก็เอาเยียวยารักษากันไป พาอยู่พากิน พาขับพาถ่าย พาหลับพานอน ถ้ามีโรคมีภัยไข้เจ็บก็รักษากันไป เมื่อทนไม่ไหว ไม่ไหวแล้วหรือสลัดปั๊วะไปเลย

เพราะเหล่านี้ไม่ใช่ที่พึ่ง ใจกับธรรมต่างหากเป็นที่พึ่งของกันและกัน อันนั้นดีดผึงเลย ท่านไม่ได้ตื่นเต้นนะ กลัวท่านก็ไม่กลัว กล้าท่านก็ไม่กล้า ท่านผู้มีธรรมในใจยิ่งมีธรรมเต็มหัวใจแล้วไม่มีปัญหา จะอยู่จะเป็นจะตายอะไรก็เท่านั้นแหละ ท่านไม่เป็นอารมณ์ ให้พากันทราบ นี่ละปลุกใจเจ้าของเพื่อความดีทั้งหลาย เมื่อได้ความดีมากแล้ว ไม่ตื่นเต้นนะ พูดตรงๆ อย่างนี้ละไม่ตื่นเต้น ท่านทั้งหลายฟัง หรือว่าโกหกหรือเวลานี้ ปฏิบัติมาแทบเป็นแทบตายมาโกหกท่านทั้งหลายเหรอ แล้วพระพุทธเจ้าปฏิบัติแทบเป็นแทบตายมาโกหกสัตว์โลกเหรอ

อันนี้ก็มาปฏิบัติแทบเป็นแทบตายจนขั้นจะสลบไสล ไม่เคยสลบก็บอกไม่สลบ ขนาดนั้นนะ อรรถธรรมที่ได้มาจากการขวนขวายแทบเป็นแทบตายนั้นมาปรากฏในหัวใจเต็มหัวใจ เมื่อเต็มหัวใจแล้วเปิดออกมาในผลของตัวเองที่ได้อุตส่าห์พยายามมาให้พี่น้องทั้งหลายฟังไม่ใช่ธรรมโกหก ธรรมที่สอนเวลานี้ไม่ใช่ธรรมโกหกนะ ทำจริงทำจัง เราทำจริงๆ เห็นจริงๆ รู้เห็นจริงๆ ตั้งแต่ขั้นสงบสมถธรรม สมาธิธรรม ปัญญาธรรม วิมุตติ วิมุตติหลุดพ้นเต็มอยู่ในหัวใจหมด

เวลานี้ที่สอนโลกเราไม่ได้สงสัยในธรรมทั้งหลาย เราหมดเรื่องความสงสัย พูดให้มันชัดเจนเต็มอรรถเต็มธรรม อยู่ในท่ามกลางพระพุทธเจ้าทั้งหลายด้วย พระอรหันต์ทั้งหลายด้วยในตรงนั้น ตั้งแต่ขณะที่จิตขาดสะบั้นไปจากวัฏวนเป็นพระนิพพานขึ้นมาในหัวใจสดๆ ร้อนๆ เป็นธรรมธาตุอยู่ในท่ามกลางแห่งธรรมชาติด้วยกันหมด เราไม่สงสัยพระพุทธเจ้าว่าเป็นองค์เช่นไรๆ มีมากมีน้อยเท่าไรเต็มอยู่ในหัวใจแล้ว ไปวัดไปเทียบไปหาอะไร

เหมือนแม่น้ำมหาสมุทรที่มีอยู่เต็มพื้นแผ่นดินนี้แล้ว ฝนตกลงมาจากบนฟ้ามากน้อยเท่าไรตกลงไปมันก็เป็นมหาสมุทรไปหมด ไปแยกได้อย่างไร อันนี้จิตดวงใจก็ตามเมื่อถึงขั้นที่บริสุทธิ์พุทโธดีดผึงเข้าไปหามหาวิมุตติมหานิพพานแล้วเป็นมหาวิมุตติมหานิพพานเป็นธรรมชาติอันเดียวกันหมดเลย แล้วจะไปแยกที่ไหนหาที่ไหน นั่นละท่านไม่หา เรียกว่าท่านอยู่ในท่ามกลางแห่งมหาวิมุตติมหานิพพาน ท่ามกลางแห่งพระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลายทุกๆ พระองค์ เป็นอันเดียวกันเลย

นี่ละการปฏิบัติธรรม พระพุทธเจ้าไม่มาโกหกโลกนะ เราอย่าให้แต่กิเลสมันหลอกตลอดเวลา ตื่นขึ้นมาวันไหนก็วิ่งตามกิเลส วิ่งตามกิเลส จะวิ่งตามอรรถตามธรรมนี้ยากๆ นะ นี่ละมันจะจม มีแต่ความเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เสี่ยงทุกข์เสี่ยงความลำบาก เพื่อเป็นความสุขเป็นที่แน่ใจมันจะไม่มีนะ พากันจำเอานะ เทศน์เท่านี้ละ

 

 

รับชมและรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน  FM 103.25 MHz

และเครือข่ายทั่วประเทศ

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก