หัวใจเป็นธรรมไปที่ไหนเบิกกว้าง
วันที่ 24 เมษายน 2550 เวลา 18:50 น.
สถานที่ : ศาลาสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เทศน์อบรมฆราวาส

ณ ศาลาสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อค่ำวันที่ ๒๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๐

หัวใจเป็นธรรมไปที่ไหนเบิกกว้าง

         

          พระฝรั่งมาจากวัดไหน (ท่านพูดภาษาไทยได้ครับ มาจากกาญจนบุรี ชื่อวัดสุนันท์) พูดได้ก็พูดละ ตั้งแต่เราก็พูดได้เราไม่เห็นพูด มาอวดเราทำไม ว่าพูดภาษาไทยได้ เราพูดได้มาตั้งแต่วันเกิดเราไม่เห็นพูด เอามาอวดเราทำไม

          ดูเรากับสมเด็จ (สมเด็จพระสังฆราช) สมเด็จท่านเป็นฝ่ายเหม่อมอง เราเป็นฝ่ายจ้อเลย จ้อท่าน ท่านเป็นฝ่ายเหม่อมอง นั่นละเครื่องมือใช้ธาตุขันธ์เมื่อมันขัดข้องแล้วก็เป็นอย่างนี้ละ ท่านเป็นเปรียญ ๙ ประโยค ๙ ประโยคก็ไม่มีความหมาย เพราะ ๙ ประโยคที่จำมาเป็นเครื่องมือทั้งนั้น เมื่อเครื่องมือเสียไปหมดแล้วก็อย่างนั้นละ  ความจดความจำที่เราเรียนมามากน้อยนั้นไม่ใช่สมบัติของตัวนะ เป็นปากทางที่จะก้าวเข้าสู่ภาคปฏิบัติเพื่อเป็นสมบัติของตัว มันอยู่ตรงนั้นต่างหาก ความจำไม่ได้เป็นสมบัติ

          (อาจารย์จากโรงเรียนหล่มสักวิทยาคมมากราบถวายปัจจัยหลวงตา ๔,๐๐๐ บาท) พอใจ ที่หล่มสักก็ให้ อาจารย์นี่ละเป็นอาจารย์อยู่หล่มสักวิทยาคม เป็นผู้ดูแลตึกหล่มสักทั้งหลังเลย (ตึกที่หลวงตาเมตตาตั้งชื่อให้ว่าตึกเมตตาธรรม) อันนั้นเป็นสระ ใช่ไหมล่ะ เราถมสระหมด ดินภูเขาลูกนั้นขนมาถมหมดสระใหญ่ ที่มันก็มีว่างเท่านั้น ทางโรงพยาบาลเจ้าของที่รู้สึกว่ามันคับแคบ เขาอยากจะได้ตึกสักหลังหนึ่ง ทีนี้เวลาจะเอาจะปลูกจะสร้างที่ไหนเหมาะก็ชี้ลงไปสระนั้น สุดท้ายสระนั้นเราเลยหาดินมาถมหมดเลยนะสระใหญ่ไม่ใช่สระเล็กๆ น้อยๆ นะ สระใหญ่ พอถมสระแล้วเอารถทับ พร้อม ถมให้ปัจจุบันเลย ให้แน่นในปัจจุบัน รถทับลงๆแน่นปึ๋งแล้วขึ้นเลย รวมทั้งหมด ๑๕ ล้านตึกหล่มสัก ทั้งถมสระทั้งอะไรทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งการก่อสร้าง รวมทั้งหมด ๑๕ ล้าน

          เพราะฉะนั้นเราถึงบอกว่าโรงพยาบาลเป็นที่หนึ่ง ทั่วประเทศไทยการช่วยโลกนี้คือโรงพยาบาลเป็นที่หนึ่ง หมายถึงว่าทั่วประเทศไทยเลยนะ ทั้งใกล้ทั้งไกลมีหมดทุกภาคที่ได้ช่วย ช่วยโรงพยาบาล ปลูกตึกปลูกอะไร ส่วนมากตึกและเครื่องมือแพทย์ไปด้วยกัน   นู่นสุดขีดทางภาคใต้จังหวัดพังงา พังงามีโรงเรียนและมีตึกมีอะไรอีก สุดท้ายทางนู้นก็มี แล้วขยับขึ้นมา ขยับขึ้นมาเป็นระยะๆ

เราช่วยจริงๆ ช่วยโลก เราไม่พูดอะไรพล่อยๆแพ่ๆ พูดประจบประแจงเลียแข้งเลียขา เราไม่ใช่หมาเราพูดไม่เป็นเลียไม่เป็น ว่าอย่างไรเป็นอย่างนั้นไปเลย เพราะฉะนั้นคำพูดเราจึงเชื่อถือได้ ไม่สงสัย เราเชื่อเราแล้วเราค่อยพูดออกไป ไม่มีคำว่าโกหก ถ้าลงได้จริงแล้วจริงขาดสะบั้นไปเลย ถ้าเวลาเล่นกับหมาก็สบายไปเลย เล่นกับหมาไม่มีใครสู้นะนี่น่ะ เวลาเล่นกับหมาใครอย่ามายุ่ง เล่นกับหมาเอาจริงเอาจังถ้ากับหมา พอเล่นกับคนหมาเขาไม่มายุ่งอยู่แล้วแหละ เราชอบยุ่งกับเขาต่างหาก

จริงจัง นิสัยเราเป็นนิสัยที่จริงจังมาดั้งเดิม อันนี้มันเป็นนิสัยนะ ไม่ใช่เรามาสั่งสมขึ้นทีหลัง ตั้งหน้าตั้งตาจะสั่งสมความสัตย์ความจริงจากความเหลาะแหละๆ เราไม่มี คำว่าเหลาะแหละไม่มี ตั้งแต่เป็นฆราวาสก็เหมือนกัน ได้พูดถึงเรื่องโยมพ่อให้ฟัง โยมพ่อไม่ได้มีละการชมเชยลูกไม่มี พ่อกับแม่ไม่เคยชมเชย แต่ใครหนักใครเบาแง่ไหนๆ หากรู้หมดนั่นละ แต่เรื่องหน้าที่การงานทุกอย่างนี้มาอยู่กับเรา เหมือนว่าเราเป็นพ่อบ้านแม่บ้านแทนพ่อแทนแม่นั่นละ

พอว่าอะไรลองได้ลั่นคำแล้วมันไม่ได้ทำอยู่ไม่ได้นะ ขาดคำสัตย์คำจริงนี้ไม่ได้ มันเป็นนิสัย ถ้าลงว่าเอ้อจะทำให้เท่านั้นละเป็นเสร็จเลยละ จะให้ผ่านไปนี่ไม่มี เราไม่เคยมี นิสัยจริงจัง อย่างที่เคยเล่าให้ฟังที่โยมพ่อน้ำตาร่วงเราไม่ลืม สะเทือนหนักมากนะ น้ำตาพ่อน้ำตาแม่นี้ แหม สะเทือนมาก เรื่องคาราคาซังอะไรที่ยังลงตัวไม่ได้พอโยมพ่อน้ำตาร่วงเกี่ยวกับการบวชขาดสะบั้นไปหมดเลย ลงจุดนี้หมดเลย จึงว่าน้ำตาโยมพ่อหรือโยมแม่นี้พอๆ กัน เราเคารพ เราเคารพอยู่ลึกๆ ถ้าว่าคุณพ่อกับลูกมันก็เป็นอวัยวะเดียวกันก็ไม่ผิด ทีนี้เวลาลั่นคำออกมาคำไหนนี้มันจึงกระเทือนใจมากทีเดียว

ตั้งแต่มากรุงเทพฯคราวนี้เราไม่มีเวลาว่าง ไปก็สงเคราะห์โลกนั่นแหละ เราไม่ได้สงเคราะห์เรา เราพูดให้เต็มสัดเต็มส่วนถึงเรื่องการสงเคราะห์ตัวเองนี้หมดโดยสิ้นเชิง ไม่มีอะไรที่จะมาสงเคราะห์ ก็มีข้าวกับน้ำตอนเช้าบิณฑบาต เขาใส่บาตรให้วันนี้ตั้ง ๑๐๘ บาตรนู่นเห็นไหม อดอยากอะไรละ แล้วพระไปบิณฑบาตให้ด้วย เราไม่ไป มีแต่คอยกินเฉยๆ มันสมบูรณ์ทุกอย่างแล้วการประพฤติตัว

อย่างที่พระท่านอยู่ในป่าในเขาใครจะไปมีความสุข ความรื่นเริง ความแปลกประหลาดอัศจรรย์ยิ่งกว่าพระผู้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม เพื่อมรรคผลนิพพานอยู่ในป่าในเขา อดอยากขาดแคลนท่านไม่เป็นอารมณ์นะ นี่เคยเป็นมาแล้ว จะอดอยากขาดแคลนขนาดไหนไม่เคยถือสิ่งเหล่านี้เป็นอารมณ์ ยิ่งกว่าความมุ่งต่อมรรคผลนิพพาน อันนี้พุ่ง ๆ ตลอด ไม่อ่อน อ่อนไม่ได้อันนี้ ส่วนธาตุขันธ์มันจะไปไม่ได้ก็ช่างมันไป เช่นเวลาเราอดอาหารเป็นเวลาหลายๆ วัน บิณฑบาตหมู่บ้านเขาไม่ถึงอันนี้ก็เคยเล่าให้ฟัง ไปพักอยู่ตามกลางทาง มานั้นมาฉันจังหัน มาฉันอยู่บนหินดานนะ กลางป่าในเขาหินดานที่มันมีแอ่งน้ำ แอ่งน้ำอยู่บนเขา

พอมานั้นมาฉันจังหัน ฉันเสร็จเรียบร้อยแล้วล้างบาตรเช็ดบาตร ตากบาตรแห้งเสร็จเรียบร้อยแล้วสะพายบาตรขึ้นบนเขา ทีนี้เหมือนม้าแข่ง เวลาลงมาหมู่บ้านเขาไม่ถึงหมู่บ้านก็มี พักกลางทาง คือมันหมดกำลังเนื่องจากเราอดอาหารมาหลายวัน แต่เวลาฉันเสร็จแล้วนี้เหมือนม้าแข่ง นั่นเห็นไหมล่ะกำลังทางร่างกายมันยังหนุ่มน้อยอยู่นะนั่น พอฉันเสร็จแล้วกำลังมาพร้อมกัน ดีดผึงเลยไปเลย แต่กำลังทางด้านจิตใจนี้ขึ้นยากนะ จึงต้องได้อุตส่าห์พยุงทางด้านจิตใจ เช่นเราอดอาหารผ่อนอาหารเป็นการบำรุงทางด้านจิตใจให้เจริญงอกงามสงบร่มเย็น สง่างามขึ้นเรื่อยๆ เราก็ต้องพยายามพยุง ถึงจะอดบ้างอิ่มบ้างเราก็ทนเอา เพราะอาหารนี่เรื่องกำลังทางร่างกายมาได้ง่ายมากทีเดียว กำลังทางด้านจิตใจมาได้ช้า บำรุงรักษาขนาดไหนมันก็ช้า จึงต้องได้หนักทางด้านจิตใจให้มาก

นี่พูดถึงเรื่องกำลังกายกับกำลังใจ กำลังกายนี้มันมาเร็ว กำลังธรรมะภายในใจนี้มาช้า จึงต้องได้พยุงทางนั้นให้มาก ถ้ามันมาได้ผลดีทางอดอาหารผ่อนอาหารเราก็ต้องผ่อน ใครจะไม่หิวไม่โหย ใครจะไม่อยาก ใครจะไม่เป็นทุกข์ มันต้องได้อดได้ทนก็จำต้องยอมรับเอา เพราะผลที่เกิดขึ้นจากอันนี้มี ต้องอุตส่าห์พยายาม เรายังไม่ลืมอยู่ในป่าในเขา บิณฑบาตในป่า คือในป่าในเขาอย่าเข้าใจว่าไม่มีบ้านคนนะ เรามองไปภูเขามีบ้านคนแห่งละสองสามหลังคาเรือน สี่หลังคาเรือน ไม่มากละ มีอย่างนั้นละ นั่นละไปอาศัยเขา

บิณฑบาตได้เท่าไรมาข้าวปั้นหนึ่งพอเท่านั้น เขาจะเอาอะไรมาใส่บาตรให้เรา ตลาดตเลก็ไม่มี เขาก็มีแต่ข้าวเปล่าๆ พอก็นั่งอยู่บนก้อนหินฉันได้คำสองคำ ฉันข้าวเปล่าๆ มันจะมีรสมีชาติพอที่อยากจะให้มันฉันให้หมด มันก็ฉันไม่หมด ฉันนิดหน่อย เศษจากนั้นไปวางไว้ตามขอนไม้ พวกกระจ้อนกระแตมันอยู่แถวนั้นแล้วเขาก็มาเอาไปกิน เราก็ฉันนิดหนึ่งเท่านั้นพอ แต่การเดินจงกรมตัวเบาเลยนะ แล้วนั่งนี้เหมือนหัวตอ ไม่โงกไม่ง่วงนะ ถ้ามีแต่ข้าวเปล่าๆ ไม่มีกับไม่ง่วง นั่งภาวนานี้เหมือนหัวตอ ถ้ามีกับ กับขึ้นอยู่หลายประเภท ถ้ากับพวกผัดๆมันๆ อย่างกับในกรุงเทพฯเรานี้ไปฉันนี้กล่อมเลย มันนอนไม่ตื่น

ทีนี้ฉันอาหารในป่ากับในป่ามันจะเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร มีอะไรพวกหน่อไม้พวกอะไรที่เขาเอามาทำนิดหน่อยพอได้ฉันเท่านั้นพอ ไม่ง่วง ความง่วงขึ้นอยู่กับนะ ถ้าพวกผัดพวกมันง่วง ภาวนาไม่ดี ถ้าพวกอาหารตามป่าๆเขาๆ หลักธรรมชาติจริงๆ แล้วไม่ง่วง เดินจงกรมตัวเบา นั่งภาวนาไม่ง่วง นอนน้อย ถ้าผ่อนอาหารอดอาหารการหลับนอนไม่มากนะ บางทีคืนหนึ่งไม่น่าจะเลยสองชั่วโมง มันไม่ง่วงของมันเองนะ มันง่วงกับกับนะ สำคัญ เฉพาะข้าวไม่เห็นปรากฏว่าง่วงอะไร แต่ถ้ามีกับมี กับชนิดไหนบ้างจะทำให้ง่วงอยากหลับอยากนอนมี เป็นอย่างนั้นละ

ทีนี้ไปอยู่ในป่าในเขา เขาก็เป็นคนป่าคนเขาหาได้อะไรเขาก็ใส่บาตรบ้างอะไรบ้าง ส่วนมากจะกินแต่ข้าวเปล่า ๆ นี่เห็นไหมล่ะนักรบ อันนี้ไม่ได้เป็นอารมณ์นะกับเรื่องอาหารการกิน พอยังอัตภาพให้เป็นไปวันหนึ่งเท่านั้นเพื่อ นั่น เพื่อความพ้นทุกข์ เพื่อมรรคผลนิพพาน เรียกว่าเพื่อธรรมล้วนๆ เลย จิตมันก็พุ่งๆ จิตนี้ไม่อ่อนทางด้านธรรมะ อะไรๆ จะอดอยากขาดแคลนอะไรนี้ไม่มาทำ หรือไม่เป็นอุปสรรคต่อความมุ่งมั่นต่อแดนพ้นทุกข์ได้เลยนะ อันนี้แข็งแกร่งตลอดเวลาไปภาวนา

ทีนี้เราบำรุงตลอด คิดดูซิตั้งแต่ตื่นนอน พอตื่นนอนพับสติจับปุ๊บ นั่นละความเพียรแล้วนะ ถ้ามีความเพียรกำกับจิตใจเรียกว่าเป็นผู้มีความเพียร ถ้าสติไม่มีเดินจงกรมฝ่าเท้าแตกก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร มันขึ้นอยู่กับสตินะ สติควบคุมจิตใจกิเลสไม่เกิด มันจะหนาแน่นขนาดไหนก็ตามเถอะกิเลส ถ้าลงสติได้ครอบไว้แล้วมันจะไม่เกิด กิเลสจะเกิดขึ้นจากทางสังขาร สังขารคือความคิดความปรุงเรื่องนั้นเรื่องนี้ อยากคิดอยากปรุง ทีนี้สังขารอะไรหนุนมัน อวิชชา อวิชชาหนุนให้เกิดสังขาร ท่านบอกว่าอวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา อวิชชามันดันออกมาให้สังขารคิดปรุง คิดปรุงออกมาเป็นกิเลสทั้งนั้น เพราะอวิชชาเป็นกิเลส สติครอบเอาไว้ ไม่ให้มันคิด

คิดให้คิดทางหน้าที่ของธรรม งานของธรรม เช่นเราคิดพุทโธ บริกรรมพุทโธๆ นี่ก็เป็นงานของธรรม สติครอบอยู่แล้วทำจิตให้สงบ จากนั้นก็งานทางด้านปัญญา ปัญญาออกพิจารณาคลี่คลายตามขั้นภูมิของผู้บำเพ็ญธรรม เมื่อก้าวถึงขั้นปัญญา ปัญญาเป็นงานก็เป็นงานของธรรมล้วนๆๆเลย กิเลสค่อยเบาลงๆๆ กิเลสคือสิ่งรบกวนใจ อยากให้คิดให้ปรุงอะไรนี้ไม่มีอะไรเกินกิเลส ตัวนี้อยากคิดอยากปรุง ตัวสังขารน่ะสำคัญมาก มันอยากคิดอยากปรุงตลอดเวลา เมื่อสติมีอยู่มันคิดไม่ได้ ให้คิดทางด้านธรรมะ ให้มันทำงานทางด้านธรรมะ เช่นพุทโธๆ เป็นต้นถ้าผู้บริกรรม ถ้าเป็นสมาธิก็ให้สติอยู่กับความสงบ ไม่ให้มันคิด ให้อยู่กับความสงบมันก็อยู่ ต่อไปเรื่อยๆ

ท่านอยู่ในป่าในเขาความอดอยากขาดแคลนอย่าไปถามเลยนะ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่ได้มาเป็นอาจารย์สอนพวกเรากระเทือนอยู่ทั่วประเทศไทยเวลานี้ มีภาคอีสานเป็นต้น เพราะครูบาอาจารย์มีหลายท่านทางภาคอีสาน ท่านแทบเป็นแทบตาย มาทั้งนั้นแหละ ท่านไม่ได้อยู่สะดวกสบายนะ มีแต่ความทุกข์ความยากความลำบาก แต่จิตท่านไม่ได้มากังวลกับความทุกข์เหล่านี้นะ จิตท่านมุ่งต่อแดนพ้นทุกข์คือธรรมเพื่อพระนิพพาน ไปอยู่นู้นหมด อันนี้จะทุกข์ยากลำบากท่านบึกท่านบืนได้สบายๆ

ท่านมุ่งต่ออรรถต่อธรรม ทีนี้เมื่อมุ่งต่ออรรถต่อธรรมก็เรียกว่าบำรุงจิตใจ ไม่ให้กิเลสเข้าเหยียบย่ำทำลาย จิตใจก็ได้ทำงานกับธรรม เมื่อทำงานกับธรรมแล้วจิตใจก็ค่อยสงบร่มเย็นสว่างไสว จิตใจสว่างไสวนี่ โห ไม่ใช่ของเล่นๆ นะ เราเองยังเคยพูด ก็พูดให้ลูกศิษย์ลูกหาฟังไม่ได้พูดเพื่อโอ้เพื่ออวดนะ ถึงขั้นมันอัศจรรย์มันอัศจรรย์จริงๆ นะจิต เมื่อมันละเอียดเข้าไป ละเอียดเข้าไป สมาธิก็ผ่าน ความสงบธรรมดาก็ผ่าน  สมาธิแน่นหนามั่นคงเท่าไรก็ผ่านๆ

ออกทางด้านปัญญา ปัญญาเกี่ยวกับรูปกับนามผ่าน ทีนี้ผ่านแล้วหมดละทีนี้ อะไรจะมาพิจารณาเป็นปัญญาต้องเป็นเรื่องสังขารคิดภายใน จะเอารูปเอานามมาพิจารณาเป็นปัญญาไม่ได้ พอเกิดพับดับพร้อมๆ เราจะไปแยกธาตุแยกขันธ์มันได้อย่างไร มันเป็นขั้นๆของการภาวนา พอถึงขั้นที่มีแต่นามธรรมล้วนๆ อสุภะอสุภังไม่มี หมด นี่มันผ่านไปแล้ว มันไม่เอา มีแต่เรื่องนามธรรม สังขารคิดปรุงขึ้นมามากน้อย ดีชั่วประการใดมันจะเกิดจะดับ จะเกิดจะดับอยู่ที่สังขารกับจิตที่มันผุดออกมา ผุดออกมาจากจิตนั้นแหละ สติจับๆ ตลอดเวลามันก็ไม่มีเงื่อนต่อ เพราะสติควบคุมดี ทีนี้กิเลสจะเกิดขึ้นท่าไหน ทางใด ไม่เกิด ลงสติได้ครอบดีแล้วไม่เกิด

เพราะฉะนั้นจึงได้ย้ำเสมอ การภาวนาสติเป็นสำคัญ ธรรมะขั้นใดก็ตามสติเป็นพื้นฐานตั้งแต่ต้นจนถึงขั้นมหาสติมหาปัญญา หลุดพ้นไปโดยสิ้นเชิง ขึ้นอยู่กับสตินี้ทั้งนั้นนะ เราพูดถึงเรื่องความอัศจรรย์ของจิตนะ พอมันถึงขั้นอัศจรรย์หมดนะ  พิจารณาร่างกายรูปธรรมหมด ไม่มีเหลือเลย เป็นว่างไปหมดเลย จิตว่าง เรื่องพิจารณารูปธรรมไม่มี ปรุงพับดับพร้อมๆ เหมือนแสงหิ่งห้อยหรือฟ้าแลบ ปรุงพับดับแล้วจะไปแยกมันได้อย่างไร มันเกิดแล้วมันก็ดับพร้อมกัน จะไปแยกว่าเป็นนั้นเป็นนี้ได้อย่างไร  นี่ถึงขั้นมันดับ ทีนี้พิจารณาเรื่องรูปธรรมไม่ได้ ก็มีแต่นามธรรมคือความคิดปรุงของสังขาร คิดดีคิดชั่วแย็บออกไปทางไหนสติทันๆ มันก็ต่อเงื่อนไปหาเรื่องหาราวต่างๆ   ที่จะให้เกิดกิเลสไม่ได้ ค่อยระงับลงๆ

นี่ละกิเลสเกิดที่ใจ กิเลสอยู่ที่ใจ วัฏวนของสัตว์โลกอยู่กับกิเลส กิเลสอยู่ที่ใจ นั้นละความเพียรจึงเน้นหนักลงที่ใจ พระพุทธเจ้าภาวนาตีเข้าไปตรงนั้น นั่นละรวงรังแห่งวัฏวนอยู่ที่ อวิชฺชาปจฺจยา ซึ่งครองในหัวใจ ตีอันนี้แตกกระจายหมดแล้วหมดเลย ไม่มีกิเลสตัวใดจะมากวนใจ กิเลสประเภทใดอวิชชาเป็นหลักใหญ่ ตีแตกกระจัดกระจายหมดไม่มีเหลือแล้ว หมด คำว่าสมมุติหมดโดยสิ้นเชิง จึงไม่มีอะไรมากวนใจ สามแดนโลกธาตุไม่มีสมมุติใดเข้าไปกวนใจพระอรหันต์ เพราะสมมุติเหล่านี้กับกิเลสเป็นคู่เคียงกัน กิเลสดับเหล่านี้มันก็ดับไปด้วยกัน ไม่มีอะไรกวนใจ

นั่นละทีนี้ว่างเปล่าหมด ว่างเสียจริงๆ ไม่ใช่ธรรมดา เมื่อเวลาสิ้นจริงๆ กิเลสสิ้นจากใจจริงๆ แล้วจะว่างสุดขีดสุดแดน ไม่มีประมาณ ท้องฟ้ามหาสมุทรยังมีขอบมีเขต จิตที่ว่างนี้ครอบโลกธาตุเลย นั่นละว่างจากการประพฤติปฏิบัติ คำว่าว่างนี้เป็นขั้นๆ ของจิตนะ จิตเวลาเราพิจารณาทางธาตุทางขันธ์อสุภะอสุภังทุกฺขํ อนตฺตา ผ่านไปๆ มันจะปล่อยของมัน เรื่องเหล่านี้จะหมดไปๆ จนกระทั่งเข้าถึงช่องอวกาศช่องว่าง เรื่องธาตุเรื่องขันธ์รูปธรรมไม่มี ทีนี้ก็พิจารณาตั้งแต่อารมณ์แห่งธรรม คิดดีคิดชั่วมันเป็นนามธรรม ไม่ใช่เป็นรูปธรรม คิดดีคิดชั่วเกิดดับๆ ค่อยดับไปๆ จิตมันก็ว่าง ว่างหมดเลย

วันไหนมองเห็นต้นไม้ภูเขามันก็เป็นต้นไม้พอเป็นเงาๆ ความว่างนี้เหยียบไปหมดเลย นี่ว่างอันหนึ่ง เพียงขั้นนี้มันก็อัศจรรย์แล้วแหละจิตนะ เพียงว่างขั้นนี้แล้วอัศจรรย์ เราเคยอัศจรรย์เราแล้วนี่ เราเดินจงกรมอยู่คือมันเด่นมากถึงได้อุทานในเจ้าของ ตอนตีสี่เดินจงกรมอยู่วัดดอยธรรมเจดีย์ นี่มันเด่นมากเลยจำได้มันก็เอามาพูดได้ ที่มันเคยเป็นมันเป็นมามากต่อมากมันไม่จำ อะไรที่ติดอยู่ในความจำมันก็นำมาพูด ได้ เช่นอย่างที่ว่านี่

กำหนดไปที่ไหนว่างหมดเลย ไม่มีอะไรเลย ว่างในหัวใจ โอ้โหจิตเรานี้ทำไมมันถึงได้ว่างเอานักหนานะ แล้วอัศจรรย์เอานักหนา เราก็ไม่เคยเห็นจิตเป็นอย่างนี้ มันทั้งว่างทั้งอัศจรรย์อยู่ในหัวใจ ทั้งๆ ที่กิเลสยังอยู่นะ ในขั้นนี้มันก็ว่างพอได้ชม จากนั้นความว่างมันว่างตั้งแต่จากจิตออกไป ตัวจิตเองยังไม่ว่าง มันว่างจากจิตไป เหมือนเรา ไปอยู่ในห้องว่าง ห้องว่าง แต่ตัวเองไปยืนขวางห้องอยู่นั้นมันก็ไม่ว่าง ตัวเองหากไม่รู้ตัวเองว่าไปยืนขวางห้องอยู่เมื่อไร มีแต่ไปดูห้องนี้มันว่างไหมๆ ห้องก็ยังไม่ว่าง สติจับปุ๊บมานี้ อ้าวมันว่างอย่างไรก็ตัวเองไปยืนขวางห้องอยู่นั้นน่ะ ถ้าอยากให้ว่างเต็มสัดเต็มส่วนให้ถอนตัวออกมาซิ พอถอนตัวออกมาจากห้องปั๊บว่างหมดเลย นี่จิตติดตัวเองจิตไม่ว่าง สิ่งเหล่านั้นว่างหมดแต่จิตยังไม่ว่างตัวเอง

พอย้อนเข้ามาถึงนี้จิตว่าง ตัวเองวางตัวเอง ปล่อยตัวเองหมดแล้วว่างหมด ไม่มีอะไรเหลือเลยทีนี้ นี่เรียกว่าว่างสุดขีด ว่างวิมุตติ ว่างพระนิพพาน ว่างความพ้นทุกข์ ว่างอยู่ทางจุดนี้ มันมีสองว่าง ว่างข้างนอกจิตยังไม่ว่างก็ยังไม่เต็มที่ พอเข้ามาวางภายในจิตวางภายในจิตทีนี้ว่างหมด วางหมด ทุกข์ไม่มี นั่นละการบำเพ็ญธรรม ไม่ใช่พระพุทธเจ้าแสดงไว้อย่างปาวๆนะ เป็นธรรมที่สดๆร้อนๆ มันปาวๆเปยๆ ตั้งแต่พวกเราที่ปฏิบัติทำอะไรไม่จริงไม่จัง เหลาะๆแหละๆ ให้ทำอะไรเหลาะๆแหละๆ มันเลยกลายเป็นศาสนาเหลาะแหละ ชาวพุทธเหลาะแหละ ธรรมเลยเหลาะแหละ พุทธศาสนาที่เป็นของเลิศเลอก็มาเป็นเหลาะแหละอยู่กับหัวใจคนที่ไม่ตั้งอกตั้งใจนั้นเสีย

ถ้าเราตั้งใจปฏิบัติแล้วเหลาะแหละได้อย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสรู้ปึ๋งขึ้นมาตรัสรู้ความเหลาะแหละเหรอ ขาดสะบั้นไปหมด กิเลสไม่มี สาวกทั้งหลายตรัสรู้กิเลสไม่มีเหลือเลย จ้าครอบโลกธาตุ นี่ละที่ว่าจิตสว่าง อาโลโกอุทปาทิ สว่างจ้าตลอด กลางวันกลางคืนยืนเดินนั่งนอน นี่เรียกว่าสว่างเต็มสัดเต็มส่วนเต็มหลักธรรมชาติของจิตที่บริสุทธิ์เรียบร้อยแล้ว นี่ละผลแห่งการปฏิบัติเห็นได้อย่างชัดเจน

แล้วเป็นอย่างไรศาสนาทุกวันมันมีแต่ในตำรานะ ใครก็ไปอ่านตำราแล้วไปให้กิเลสมากอบโกยเอาไปหมด ผลประโยชน์ไปเป็นของกิเลสทั้งหมด เรียนได้ชั้นนั้นชั้นนี้ นักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก มหาเปรียญ ๓ ประโยค ๔ ประโยค ๘ ประโยค ๙ ประโยค เป็นลมๆ แล้งๆ ไปหมด สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เครื่องแก้กิเลส มันจำมาเพื่อจะมาปฏิบัติแก้กิเลสต่างหาก มันไม่ใช่การแก้กิเลสความจำ ทีนี้จึงพลิกจากความจำนั้นออกมากางแปลน

ความจำนั่นละเป็นแปลน เอาท่านสอนว่าอย่างไรคลี่คลายตามคำสอน ปฏิบัติตามนั้นๆ เช่นอย่างท่านสอนว่าให้ภาวนาพุทโธ ให้บริกรรมกับพุทโธๆ ให้สติติดอยู่นั้นแล้วจะตั้งรากฐานได้ มาตั้งปุ๊บได้จริงๆ ไม่ผิด แต่เรามันเหลาะแหละ มันก็ตั้งไม่ได้ ลองเอาดูซิน่ะ มันจะวุ่นไปไหนยนะจิต มันจะเก่งขนาดไหนเหนือธรรมไปได้เหรอ  ถ้าจิตเหนือธรรมได้พระพุทธเจ้าตรัสรู้ไม่ได้ พระพุทธเจ้าไม่มี นี้ธรรมเหนือกิเลสนั่นเอง กิเลสอยู่ในจิตฟาดกิเลสขาดสะบั้นลงไปแล้วจ้าไปหมดเลย เวลานี้มันเป็นอยู่นี้เอาตีเข้าไป ต่อไปมันก็สงบได้ สงบเย็น

ธรรมะหรือพุทธศาสนาเป็นศาสนาปัจจุบัน เป็นศาสนาสดๆ ร้อนๆ ทันกับเหตุการณ์ทุกด้าน กิเลสก็เป็นปัจจุบันอยู่ในหัวใจสัตว์โลก ธรรมะที่แก้กิเลสก็แก้ในปัจจุบันเหมือนกันหมด ทันกัน กิเลสขาดสะบั้นไปเหมือนกันหมดถ้านำมาปฏิบัติ  ถ้าไม่ปฏิบัติก็อย่างนี้แหละอย่างพวกเรา หนังสือที่เรียนมามากน้อยก็ให้กิเลสกอบโกยเอาไปเป็นผลประโยชน์ของมันเสีย เรียนมาเท่านั้นเท่านี้เลยเย่อหยิ่งจองหองว่าตัวเรียนได้ชั้นนั้นชั้นนี้ ชั้นอะไรชั้นกิเลส  ไม่ใช่ชั้นธรรม ถ้าชั้นธรรมแล้วมันเป็นขึ้นในใจนะ

อย่างที่ท่านว่าชั้นโสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์ นี่ชั้นภาคปฏิบัติ เป็นขึ้นมาจริงๆ รู้จริงๆ เห็นประจักษ์ใจใจ ชั้นธรรมที่เราเรียนมาสอบได้ชั้นนนั้นชั้นนี้มันเป็นเรื่องโลกไปหมด มันไม่ใช่เรื่องความจริง เราจึงกล้าพูดซิเราก็เคยเรียนมาแล้ว ถ้ามีแต่เรียนเฉยๆ ไม่สนใจปฏิบัติก็ไม่ผิดอะไรกับหนอนแทะกระดาษ บอกตรงๆ เลย เอาใครจะว่าเราผิดว่ามาก็เราเรียนมาแล้ว ถ้าไม่ฏิบัติเป็นอย่างนั้น ถ้าปฏิบัติเหมือนเราเอาแปลนมาปลูกบ้านปลูกเรือนมันก็เป็นบ้านเป็นเรือนขึ้นมาจากแปลนนั้นแหละ อันนี้เป็นมรรคผลนิพพานขึ้นมาจากตำรับตำราที่เรียนมาซึ่งเรียกว่าแปลนนั้นแหละ ผ่านได้ ขอให้ปฏิบัติ อันนี้มันไม่ปฏิบัติ มันไม่ได้เรื่องได้ราว

พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่สดๆร้อนๆ ทันกับกิเลสตลอดเวลา แต่มันไม่นำมาแก้นั่นซิ ให้แต่กิเลสมัดเอาๆ ๆ สุดท้ายให้กิเลสบีบหัวใจเราว่ามรรคผลนิพพานไม่มี นั่น ศาสนาล่วงได้เท่านั้น มรรคผลนิพพานไม่มี พระอรหันต์ไม่มี ศาสนาล่วงไปเท่านั้นปีเท่านี้ปี มรรคผลนิพพานไม่มีๆ ไปแล้วนะ สุดท้ายมรรคผลนิพพานไม่มี ศาสดาก็เป็นศาสดาโมฆะละซิ มันไม่ได้เป็นสวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบ ตรัสผิดทั้งนั้น แต่นี้มันผิด สำหรับคนมีกิเลสตีความหมายไปต่างหาก

พระพุทธเจ้าสอนไว้โดยถูกต้องแล้ว ใครปฏิบัติเมื่อไร มันไม่มีอดีต-อนาคต กิเลสเป็นปัจจุบันเหมือนกันกับธรรม เอาฟาดกันลงให้ขาดสะบั้น กิเลสขาดได้เหมือนกัน มันจะมาอวดอ้างว่ามันเคยอยู่ในจิตใจของสัตว์มาตั้งกัปตั้งกัลป์ไม่ยอมหนีไม่ได้ ธรรมก็เคยอยู่ตั้งกัปตั้งกัลป์เหมือนกันงัดกันมันทำไมไม่แตกกระจาย..กิเลส พระพุทธเจ้าตรัสรู้ขึ้นมาท่านเอามาจากไหน ธรรมอยู่กับท่านมาตั้งกัปตั้งกัลป์ท่านสร้างบารมีมาเท่าไร บารมีธรรมของท่านงัดออกมาฟาดกิเลสขาดสะบั้น ตรัสรู้ขึ้นมา มันทันกันมันอยู่ด้วยกัน มันทันกันมันต้องแก้กันตกละซิ

จะทำความดีให้กิเลสมาหลอกๆ เลยไม่ทันกับกิเลสซิ ไปที่ไหนก็มีแต่ชื่อแต่นามของผู้นับถือพุทธศาสนา มันไม่เกิดประโยชน์อะไรนะ เวลานี้ยิ่งกิเลสตีเข้ามา ตีเข้ามาตีบตันอั้นตู้ไปหมดแล้วนะ โอ้ยเราสลดสังเวชนะ เดินไปไหนพิจารณาไป มันอดพิจารณาไม่ได้นะ จิตดวงนี้ใครจะมาปิดมันได้ พูดให้มันชัดๆ ไม่มีอะไรมาปิดจิตดวงนี้ได้ กิเลสมันจะหนาขนาดไหนก็ตาม จิตดวงนี้ฟาดขาดสะบั้นไปหมด โล่งตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืนยืนเดินนั่งนอน ไม่มีอะไรจะมาปิดจิตนี้ได้นอกจากิเลส กิเลสขาดสะบั้นลงไปแล้วอะไรมาปิด นั่นมันก็เห็นกันละซิ

ทีนี้กิเลสมันทำงานบนหัวใจสัตว์ไปที่ไหนมีแต่กิเลสทำงาน มันก็สลดสังเวชละซิ อยู่ที่ไหนมีแต่ความสกปรกโสมมเต็มบ้านเต็มเมือง เต็มพระเต็มเณรเต็มฆราวาสญาติโยม มีเกาะใดดอนใดของผู้มีอรรถมีธรรมปฏิบัติตนเพื่อความเป็นธรรมๆ ให้ความร่มเย็นแก่ตนและโลก หรือส่วนรวมตลอดโลกนี้มีที่ไหน มันมีแต่กิเลสกว้านเข้ามา กว้านเข้ามา ความเห็นแก่ตัว ความเห็นแก่ตัวจากผลประโยชน์ของตัว เลยไม่ได้คิดถึงเรื่องอรรถเรื่องธรรม ความเห็นแก่ตัวมีขนาดไหน ถูกความเห็นตัวนี้ลบหมด โลกเป็นอย่างนั้นนะ น่าสลดสังเวชนะ

ไปที่ไหนแม้ที่สุดในวัด เอ้อ มันสลดสังเวชจริงๆ มันเห็นจริงๆ ความกีดความขวางของกิเลสขวางธรรมนะ ไปแล้วมีผลประโยชน์อยู่ในนั้น เลี้ยงปูเลี้ยงปลาเต็มวัดเต็มวาอยู่นั้นก็มีผลประโยชน์อยู่กับปูกับปลา มีอาหารเอามาขายให้ญาติโยมเขาก็ไปเลี้ยงปลาๆ เอาผลประโยชน์กับปลา มีคนอื่นเอาอาหารการกินไปจะไปเลี้ยงปลานี้กีดขวางขาดผลประโยชน์ของตัวเอง แหม สลดสังเวชนะเรา เขาเอาไปเท่าไรๆ ห้ารำเรือเทตูมลงไปให้มันได้กิน มาหาเรื่องว่าปลากินแล้วมันดิ้นมันตาย มันเคยเกิดเคยตายมาทั้งอดทั้งอิ่มนั้นละสัตว์โลกอันนี้นะ อย่าเอามาอวดอย่างนี้นะ

พูดให้มันชัดๆ อย่างนี้ ใครมีเท่าไรเอาทุ่มลงไป เลี้ยงสัตว์ให้สัตว์ได้กินพอ อย่าเอาผลประโยชน์ของตนมากีดมาขวาง นี่มันมีแล้วเราเห็นประจักษ์เราพูดได้เต็มปากเต็มคำ นี่ละกิเลสไปที่ไหนมันไม่ได้มีอรรถมีธรรมนะ เห็นแก่ตัวเองผลประโยชน์ของตัวเอง อู๊ย เราสลดสังเวช แยกไปตรงไหนมีแต่กิเลสห้อมล้อมๆ ธรรมไม่มี เห็นแก่ตัว เห็นแก่พรรคพวกของตัว เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว เลยสุดท้ายก็เลอะเทอะไปหมด แล้วเวลานี้โลกนี้ที่ไหนมีธรรม ถ้าหัวใจเห็นแก่ตัวแล้วไม่มีธรรมละ ไปที่ไหนร้อนเหมือนกันหมด ถ้าหัวใจเป็นธรรมไปที่ไหนเบิกกว้างๆๆ เบิกกว้างไปหมด ไม่มีอะไรมากีดมาขวางได้เลยใจเป็นธรรม โล่งไปหมดเลย นั่นละต่างกันนะ ใจที่เป็นธรรมกับใจที่มีแต่กิเลสมันตัดหนามกั้นทางๆให้หาทางไปไม่ได้ แต่ธรรมนี้เบิกกว้างๆ ๆ ไปได้หมด เวิ้งว้างไปถึงพระนิพพาน นั่นละธรรมเป็นอย่างนั้น

พุทธศาสนาเราเวลานี้คับแคบเข้ามา คับแคบเข้ามาจนจะไม่มีพุทธศาสนาติดเนื้อติดตัวชาวพุทธเราแล้วนะ ไม่ว่าชาวพุทธชาวพระชาวฆราวาสมันเป็นแบบเดียวกันหมดแล้วเดี๋ยวนี้ กิเลสเข้าไปเป็นเจ้าอำนาจบีบคอพระไปหมดแล้ว พระก็ไม่มีอรรถมีธรรม มีแต่ความเห็นแก่ตัว-พรรคพวกของตัว เห็นแก่ผลประโยชน์ของตัว นี่ละกิเลสมันตีเข้าไป ให้พากันพิจารณาเสียนะ มองไม่ทันนะ นี้ทันทันทีเลย เพราะได้ดูมันหมด ฆ่ามันมาหมดแล้ว มันแย็บออกมาช่องไหนรู้หมด นอกจากจะพูดหรือไม่พูดเท่านั้น เรื่องของกิเลสให้ออกมา ว่าอย่างนั้นเลย แย็บเท่านั้นรู้ทันทีๆ

มันอยู่ในใจมันก็แบบดียวกัน เวลาจะฆ่ามันให้ม้วนเสื่อนี้มันแย็บออกมาปั๊บขาดสะบั้น แย็บออกมาปั๊บขาดสะบั้น สุดท้ายไม่มีอะไรแย็บขาดไปหมดเลย นั่น อำนาจของธรรมที่มีเต็มที่แล้วกิเลสโผล่ตัวขึ้นมาไม่ได้ขาดไปหมดเลย พากันตั้งใจ กิเลสคือสิ่งที่เป็นภัยอยู่ในจิตใจของเรา ท่านว่ากิเลสๆ คือสิ่งมัวหมองมืดตื้อและเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้หัวใจสัตว์โลก เรียกว่ากิเลสอยู่ในใจของเรา ธรรมคือความสว่างไสว พลิกตรงกันข้าม เช่นกิเลสความเห็นแก่ตัว ธรรมไม่ได้เห็นแก่ตัว เห็นแก่โลกทั่วๆไป สม่ำเสมอไปหมด นี่ตรงกันข้าม มันเทียบกันได้อย่างนี้ ธรรมเป็นอย่างนั้นเสมอตัวๆธรรม มีความสม่ำเสมอ กิเลสเห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัว พรรคพวกของตัว ถ้าธรรมแล้วเห็นไปหมด กระจายไปหมด ไม่ลำเอียง

มันจะหมดแล้วนะศาสนาพุทธเราเวลานี้ นี่หลวงตาบัวจะตายแล้วอยู่ไม่อีกกี่วัน กี่ปีกี่เดือนก็จะตาย ขอเปิดธรรมะให้พี่น้องทั้งหลายได้ฟังจากการปฏิบัติมา ไม่อ้อมค้อม ไม่ปิดไม่บัง ไม่โอ้ไม่อวด เอาตามหลักความจริงในธรรมทั้งหลายที่ปฏิบัติตามธรรมพระพุทธเจ้านี้เปิดจ้าหมดแล้วเวลานี้ในหัวใจ ไม่มีที่จะสงสัยธรรมพระพุทธเจ้าในข้อใดนี้ ประหนึ่งว่านั่งอยู่ในท่ามกลางพระพุทธเจ้าทั้งหลายและสาวกทั้งหลาย ตั้งแต่จิตขาดจากกิเลสผึงนี้เข้าตรงกลางเป็นมหาวิมุตติมหานิพพานไปด้วยกันหมดเลย นี่ละธรรมสดๆ ร้อนๆ อย่างนี้ ให้พากันจำ เอาล่ะเทศน์เท่านั้นละพอ เหนื่อย

ไม่ได้พูดอะไรมากกับพระฝรั่ง วัดเราพระฝรั่งก็มีหลายองค์ ระยะนี้เป็นระยะที่กลั่นกรองนะ เพราะเราจวนจะตายเข้ามา แล้วพระเณรที่ใครระเกะระกะเลอะๆ เทอะๆแล้วจะไม่วินิจฉัยนะไล่ออกๆ เลย เดี๋ยวนี้ใช้แบบนี้ เพราะเราสอนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย สอนอย่างจริงอย่างจัง ไม่มีข้อสงสัยที่เราสอนว่าจะผิดไป เอาจริงเอาจังด้วย ทีนี้พระเณรพอเราแก่ลงไปๆ เห็นองค์ไหนมีเลอะๆเทอะๆแล้วไล่ทันที ไม่วินิจฉัยนะ ระยะนี้เฒ่าแก่มาขนาดนี้ เพราะสอนเต็มภูมิแล้ว แล้วจะมาวินิจฉัยเป็นอย่างไรผิดถูกอย่างไรไม่ละ สืบเหตุสืบผลได้ข้อมูลมาชัดเจนแล้วไล่เลยๆ

ไม่มีใครเราจะอยู่คนเดียวเรา จะไม่มีอะไรใครกวนเรา ว่างหมดโลกธาตุนี่ อยู่คนเดียวว่างหมด ไม่มีอะไรมากวน พวกลิงพวกยุงพวกลิ้นก็ไม่มากวน ก็เราอยู่ในมุ้งมันกวนได้อย่างไร แน่ะก็อย่างนั้นซี เราอยู่สบายเลย เฒ่าแก่เท่าไรมาเลอะๆ เทอะๆ ให้เห็นนะเดี๋ยวนี้เป็นอีกอย่างหนึ่งนะ คือที่สอนนี้สอนเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่สงสัยว่าจะผิดไป สอนอย่างถูกต้องแม่นยำ พวกธรรมะในขั้นสมาธิภาวนาตลอดถึงนิพพาน เราพูดอย่างตรงไปตรงมาเราไม่สงสัย สอนด้วยความถูกต้องแม่นยำ เต็มเม็ดเต็มหน่วยในการสอน

ทีนี้เวลาเราแก่มาเราปล่อยไม่อยากเล่นอะไรนะ อยู่โดยลำพังเจ้าของ วันหนึ่งๆ อยู่อย่างนั้นสบาย ในกุฏิเราใครไปยุ่งได้เมื่อไร พระไม่เคยไปนะ เพราะรู้นิสัยมาดั้งเดิม นิสัยเป็นอย่างนั้นดั้งเดิม ถ้าเราอยู่เราอยู่คนเดียวในกุฏิ จนกระทั่งทุกวันนี้ยิ่งอยู่คนเดียว พระท่านไม่ไปยุ่งท่านรู้นิสัย อยู่อย่างนั้น มาเลอะๆเทอะๆ ให้เห็นไม่ได้ ไม่วินิจฉัยใคร่ครวญใครผิดใครถูกละ ไล่เลย

วันที่ ๒๔ เมษายน ทองคำตั้งแต่เช้ายันค่ำวันนี้ได้ ๒ กิโล ๖๓ บาท ๙๖ สตางค์ ทองคำตั้งแต่วันที่ ๖ ถึงค่ำวันนี้ได้ ๒๘ กิโล ๒๐ บาท ๔๐ สตางค์ มันจะขึ้น ๓๐ แล้วนะ   ได้เยอะแล้ว มาคราวนี้จากนี้ถึงอุดรมันควรจะได้ถึง ๒๐ กิโล ทีนี้มันฟาดไปมันจะ ๓๐ แล้วนะ เอาขยับนะมันจะ ๓๐ แล้ว (สาธุ) ถ้าไม่ถึง ๓๐ กิโลนี่หลวงตาบัวจะกลับวัดไม่ได้ หรือไม่อยากให้กลับจะไม่ให้ถึง ๓๐ กิโล เปิดเลยเราไม่อยู่ ถ้าอย่างนั้นเราไม่อยู่

 

รับชมและรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน  FM 103.25 MHz

และเครือข่ายทั่วประเทศ

 

 

 

 

 

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก