อุบายวิธีที่จะสนับสนุนให้มีสติต่อเนื่อง
วันที่ 14 พฤษภาคม 2550 เวลา 7:45 น. ความยาว 50.34 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐

อุบายวิธีที่จะสนับสนุนให้มีสติต่อเนื่อง

ก่อนจังหัน

พระ ๓๔ นะ  วัดภูสังโฆ ผาแดง มาก...พระ ไปทางลึกๆ อย่างศรีชมภูก็ ๒๐ กว่า นาคำน้อยเหมือนกัน นาคำน้อยก็ ๒๐ กว่า พระกรรมฐานมีมากมาตลอดนะ รากแก้วก็คือหลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ ท่านอยู่ภาคอีสาน เพราะฉะนั้นพระกรรมฐานจึงมีภาคอีสานมาก คือกระจายธรรมะทั่วๆ ไปจากสองพระองค์ท่าน หลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ สมัยนี้ชี้นิ้วเลย ไม่มีเคลื่อนคลาดจากพระธรรมวินัย เรียบตลอด เก็บหอมรอมริบได้หมดเลยพ่อแม่ครูจารย์มั่น พ่อแม่ครูจารย์เสาร์เราไม่ได้ไปเห็นท่าน แต่กับพ่อแม่ครูจารย์มั่น ตั้งแต่วันไปถึงปั๊บจนกระทั่งท่านนิพพานจาก ดูตลอด ดูจริงๆ สังเกตสังกาทุกระยะๆ ความเคลื่อนไหวของท่าน

ที่ปรากฏชื่อลือนามก็คือหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ทางภาคอีสาน แม่นยำหลักธรรมหลักวินัย การประพฤติตัวไม่มีเคลื่อนคลาดเลย ปฏิบัติถูกต้องทุกอย่างทั้งธรรมทั้งวินัย ก็ได้อาศัยสองพระองค์นี้แหละที่เป็นรากฐานทางกรรมฐานเรา แล้วกระจายไปทั่วประเทศออกจากสองพระองค์นี้ละ มีทุกภาคกรรมฐานเรา ภาคเหนือมีมากเพราะมีป่ามีเขาเยอะ ภาคใต้ก็มี แต่ดูว่าไม่ค่อยมากนัก ภาคเหนือละมาก ภาคอีสานมาก พระกรรมฐานที่ท่านเที่ยวภาวนา ท่านอยู่ในป่าในเขาใครรู้เมื่อไร ท่านสั่งสมอรรถธรรมเข้าสู่ใจตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นนอน

พิจารณา สติควบคุมงานตลอดปัญญาทำงาน ปัญญาเป็นผู้ทำงาน ความพากความเพียรความอดความทน สติเป็นผู้ควบคุมงานทุกอย่าง ทีนี้จะร่อยหรอลงๆ พระเรา ไม่ว่าวัดใครวัดใดก็ตาม เดี๋ยวนี้กำลังไหลเข้าสู่วัดกลายเป็นส้วมเป็นถานไปหมด พระเณรกลายเป็นมูตรเป็นคูถไปหมด เพราะปฏิบัติตัวเหลวแหลกแหวกแนว เอาผ้าเหลืองมาคลุมหัวแล้วก็ว่าตัวเป็นพระๆ เป็นบ้าโลภ บ้ายศบ้าสักการะ บ้าเคารพนับถือแบบโลกๆ เขา ดูแล้วพระหัวโล้นๆ นี้มันน่าอายนะ เป็นยังไงผู้ใหญ่ๆ ถึงขั้นไหนๆ มันอายไหม ถึงขั้นสมดกสมเด็จก็มีนะมันเป็นบ้ายศอยู่ทุกวันนี้ มันบวชมาหายศหาลาภอะไร

พระพุทธเจ้าบวชมาหาธรรม สาวกบวชมาหาธรรม เป็น พุทธํ ธมฺมํ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเรา แต่เรามันบวชมาหาส้วมหาถานคือกิเลสตัณหา ความโลภโลเลความตะกละตะกลามในลาภยศสรรเสริญ มันมาอยู่ในพระสมัยปัจจุบันนี้นะ ตั้งวัดไหนขึ้นมานั้นน่ะตั้งส้วมตั้งถานขึ้นมา พระเณรกองอยู่ในนั้นมีแต่มูตรแต่คูถปฏิบัติตัวเหลวแหลกแหวกแนว ตัวเองก็หาหลักเกณฑ์ไม่ได้แล้วคนอื่นจะให้เขาเคารพนอนใจได้ยังไง นี่ซิมันน่าทุเรศนะ เอาฟังให้ดีที่มานี้มาฟัง เราเอาธรรมพระพุทธเจ้ามา เราไม่ได้ว่าเราอวดดิบอวดดีต่อผู้ใด เอาธรรมมาสอนพวกเราต่างหาก ให้พากันพิจารณา โลเลๆ แหม แล้วอรรถธรรมจะไม่มีเหลือในวัดละ หมดไปๆ

สร้างวัดที่ไหนๆ สร้างส้วมสร้างถานที่นั่น พระเณรหลั่งไหลเข้าไปมากน้อยพวกมูตรพวกคูถไหลเข้าไปส้วมไปถาน คือวัดทั้งนั้นละเดี๋ยวนี้ เหลวขนาดนั้นนะจิตใจคนต่ำจิตใจพระต่ำ ศาสนาเลยไม่มีความหมาย กอดคัมภีร์ไว้อย่างนั้นละ แบกกรรมฐานอวดตัวอยู่ อาตมาเป็นกรรมฐานๆ กรรมฐานๆ ส้วมนั่นแล้วจะว่าอะไร มันโลเลมากนะเวลานี้ พอพูดอย่างนี้มันก็ลามไปถึงประชาชน เอาเรื่อยละเรา เรากับประชาชน คนอื่นไม่มีใครกล้าพูด เรานี่ให้ฟากเมฆมาบอกเลย ไม่มีอะไรเหนือธรรมทั้งนั้น ธรรมจ้านี้มันครอบโลกธาตุแล้วมาดูมูตรดูคูถดูส้วมดูถานมันดูได้ยังไง

ส่วนมากจะเป็นเวลา ๕ โมงเราออก ออกมาดู ๔ โมงครึ่งเริ่มมาดู ๕ โมงครึ่งเป็นเวลาดูจริงดูจัง เพราะเป็นเวลาตัดหมดแล้วระหว่างประชาชนญาติโยมไม่ให้เข้ามาเกี่ยวข้องในวัด ให้ท่านปฏิบัติสะดวกสบาย นี่ละเราออกมาตอนนี้ มาถาม ถ้าไม่ได้เรื่องได้ราวไล่เดี๋ยวนั้นเลย สถานที่นี่ท่านรักษาท่านไม่ได้มาทำลาย มาทำลายหาอะไร ไล่เดี๋ยวนั้นเลย บางทีรถบัสใหญ่ๆ สองคันสามคันมาเต็มอยู่หน้าประตูวัด ออกไปไปเจอกันพอดี เจอก็ขึ้นเลยทันที นี้อวดสักหน่อยเถอะว่า นี่สมภารวัดบอกเลยนะ สถานที่นี่เป็นสถานที่รักษา เราเป็นผู้ควบคุมรักษา มาเก้งก้างๆ อะไรไม่ใช่เวลา ไปออก เอาอย่างนั้นนะ ไล่จริงๆ เรา

ไม่มีอะไรเลิศยิ่งกว่าธรรมในโลกอันนี้ นี่กราบตลอดเวลาอยู่ในหัวใจ จ้าอยู่งั้นตลอดเวลา แล้วอันนั้นมันมีแต่ส้วมแต่ถานกราบได้ลงคอเหรอ นั่นซิมันน่าทุเรศนะ การพูดทั้งนี้เราไม่ได้ดูถูกเหยียดหยามผู้ใด ว่าตำหนิติเตียนสำหรับความชั่วช้าลามกติดอยู่กับคน มันก็กลายเป็นคนชั่วช้าลามกไปละซิ ออกมาเรื่อยๆ ละตอน ๕ โมงเย็น เข้มงวดกวดขันมาก ไม่อย่างนั้นหมดวัดจะไม่มีเหลือ เฮ้อ เลอะเทอะ ฆราวาสเขาก็ไม่มีขอบมีเขต ยิ่งเข้ามาในวัดต่างคนต่างไม่มีขอบเขตแหลกไปเลยนะไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร การพูดทั้งนี้เม็ดหินเม็ดทรายหนึ่งไม่มีที่จะดูถูกเหยียดหยามโลก เอาธรรมขึ้นให้เป็นคติตัวอย่าง เพราะธรรมนี้จ้าอยู่ตลอดเวลา

ในแดนโลกธาตุอะไรจะเหนือธรรม เลิศเลอยิ่งกว่าธรรมไม่มี นี่ละเอาธรรมออกกาง แล้วมันเข้ากันไม่ได้มูตรคูถกับธรรม แล้วก็ค่อยเตือนๆ ให้ชะให้ล้าง คำว่าเตือนก็คือชะคือล้างตัวเองให้เป็นคนดีขึ้นมา เข้ามาวัดให้มาดู ให้สังเกตดูด้วยดี อย่ามาเพ่นๆ พ่านๆ เก้งๆ ก้างๆ มันมาด้วยนิสัยอย่างนั้นละ เพราะมันไม่เคยรักษาตัว ไปไหนก็นิสัยเถ่อมองไปอย่างนั้น ผู้รักษาท่านรักษาอยู่นี้นะ มันขวางตาขนาดไหนมองเข้ามา ขวางหูขวางตา แต่ส่วนมากไม่ได้ยินเขาพูดแหละ มันขวางแต่ตาละ ยั้วเยี้ยๆ เข้ามา ก็พอดีถ้าเป็นหลวงตาออกมาประตูวัดแล้วเหมาะ

พระท่านไม่สนใจท่านเฉย มีแต่หลวงตาบัว ถ้าอย่างนั้นไม่ฝ้าไม่ฟางนะ ถ้าอย่างอื่นตาฝ้าตาฟาง ถ้าเรื่องอย่างนี้ไม่ฝ้าไม่ฟาง มาอะไร ไล่ๆ ไล่เดี๋ยวนั้นอีกด้วยนะไม่ใช่ธรรมดา ก็ดูธรรมธาตุกับสิ่งเหล่านี้มันเข้ากันได้ยังไง ที่พูดนี่มันมีเครื่องเทียบเคียงมีเครื่องวัดเครื่องตวง ดึงอันนี้ขึ้นใส่อันนี้ ปัดอันไม่ดีออกความหมายว่าอย่างนั้นต่างหาก เราไม่ได้ไปดูถูกเหยียดหยามผู้ใด ธรรมไม่เคยดูถูกใคร มีแต่ตักเตือนสั่งสอนฉุดลากขึ้นเท่านั้น ธรรมไม่เคยทำลายผู้ใดดูถูกเหยียดหยามผู้ใด มีแต่กิเลสนั่นละ ตัวเย่อหยิ่งจองหองก็คือกิเลสไม่มีอะไรเกินกิเลส พองตัวที่สุดก็คือกิเลส ธรรมท่านไม่พอง กิเลสนั่นตัวพองตัว

เข้ามาในวัดในวา กิเลสเข้าไปเหยียบวัดวา โห ตำแหน่งนั้นตำแหน่งนี้ เจ้าฟ้าเจ้าคุณ ปลัด อยากได้ปลัดมาตั้งแต่ออกจากโบสถ์ บวชออกมาแล้ว นี่ปลัดบัวขึ้นเลย เข้าใจไหม พอบวชออกจากโบสถ์ อุปัชฌาย์อาจารย์ที่ไปสวดบวชยังไม่เสร็จ พอออกมา นี่ปลัดบัวบวชมาเสร็จแล้วใครจะมากราบมา มันไปอย่างนั้นนะเดี๋ยวนี้ มันเอากิเลสออกหน้าออกตา ความสำรวมระวังเพื่อความเป็นพระไม่มี มันสลดสังเวช ใหญ่ๆ เท่าไรยิ่งเป็นบ้ากับยศกับลาภสรรเสริญเยินยอ พระบ้าพระสมัยปัจจุบันนี่ มันมีดีที่ไหน ไปนี้ดูวัดไหนวัดเขาวัดเราดูให้เสมอ มันมีแต่ส้วมแต่ถานเต็มวัดเต็มวา พระเณรมีแต่มูตรแต่คูถปฏิบัติเหลวแหลกแหวกแนว ดูไม่ได้นะเวลานี้

เป็นยังไงพระเราดูตัวหรือยังที่นั่งอยู่เดี๋ยวนี้น่ะ หรือมีแต่จะให้โยมเขากราบ เจริญพรๆ แหมกล้วยหอมนี้อาตมาฝันเห็นมันตั้งแต่เมื่อคืนนี้ เมื่อเช้านี้ปรากฏแล้วนะ โฮ้ นี่ยังไม่ได้กินก็หวานแล้วนะโยม นู่นน่ะมันไปละ ถ้าจะได้สะแตกเขาละยอเขา กิเลสเหยียบหัวมันไม่ดูนะ ดูธรรมซิดูในหัวใจ ถ้าดูในหัวใจจะไม่มีความสรรเสริญเยินยอตำหนิติเตียน จะดูตั้งแต่จุดมันบกพร่องแก้ออกๆ นั่นผู้ปฏิบัติเพื่อมรรคเพื่อผล สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเราท่านปฏิบัติอย่างนี้ ไม่ได้ว่าเจริญพรๆ นี่บวชออกมาเป็นปลัดแล้ว จากนั้นเป็นพระครูพระคัน เป็นเจ้าฟ้าคุณเป็นสมเด็จแล้ว แล้วแห้งผากในหัวใจไม่มีธรรมสักนิดหนึ่ง มีแต่มูตรแต่คูถเต็มหัวใจ นั่นเหรอสมณศักดิ์ที่ให้คนกราบไหว้ เจ้าของก็หาจุดลงตัวไม่ได้เลย เลว

ฟังให้ดีทุกคน ไม่มีใครพูดอย่างนี้ เราพูด เราเอาธรรมมาพูดไม่เคยสะทกสะท้านกับสิ่งใด เพราะธรรมเหนือโลกหมดแล้ว เอาธรรมมาพูด หลวงตาบัวก็เหมือนเราๆ ท่านๆ นั้นแหละ แต่เอาธรรมมาสอนพวกเรา ในฐานะว่าเราเป็นครูเป็นอาจารย์สอนโลกก็สอนออกไปให้ท่านทั้งหลายได้ฟังทุกคน อย่าปล่อยเนื้อปล่อยตัว การอยู่การกินการใช้การสอยอย่าฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมลืมเนื้อลืมตัว เห็นอะไรเข้ามาคว้ามับๆ ในครัวไฟรถยนต์มันมีอยู่ห้าคันเหรอ มอเตอร์ไซค์มีสิบคัน รถยนต์มีห้าคันในครัวไฟนั้นน่ะ ไปดูซิครัวไฟของใครๆ มันมีอะไรเครื่องฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมเครื่องลืมเนื้อลืมตัว หาเท่าไรไม่พอๆ มันจะพออะไรไฟคือความโลภความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมมันเผาเอาหมดนั่นละ

ทุกข์จนหนโลกหาไม่ทัน เอ้า ยืมคนนั้นกู้คนนี้มา กู้แล้วไม่คืนเขาละ ผู้ให้ยืมก็ให้ด้วยความเมตตา แล้วผู้กู้ยืมไปแล้วไม่ยอมส่งเขา เลยกลายเป็นข้าศึกกันระหว่างเจ้าหนี้กับรายนี้ เป็นอย่างนั้นนะ ไปที่ไหนระโยงระยางมีแต่หนี้แต่สินติดกันพะรุงพะรังเหมือนตาข่าย ท่านทั้งหลายรู้หรือยัง นี่อยู่ในวัดอดรู้ไม่ได้ ตาข่ายพวกติดหนี้ติดสินหาไม่ทัน คว้านั้นคว้านี้ๆ มีตั้งแต่ตาข่ายแห่งหนี้สินติดกันนั่นแหละ จำให้ดี อย่าฟุ้งเฟ้อเกินเนื้อเกินตัวหนี้สินจะไม่ค่อยติด ถ้าติดก็เป็นความจำเป็นจริงๆ อันนี้มันติดจนเป็นนิสัย กู้แล้วไม่คืนๆ กู้ดะกันไปเลย หากินด้วยการกู้การยืมแบบไม่มีหลักมีเกณฑ์ ลอยลมๆ เป็นยังไงหาความสุขมาตั้งแต่วันเกิด

นี่หลวงตาบัวมาอุตริหาว่าท่านทั้งหลายหรือ เอาธรรมมาพูดนี่นะ หลวงตาบัวก็เหมือนท่านทั้งหลายนั้นแหละไม่ได้แปลกกัน เราเอาธรรมมาสอน ให้พากันพินิจพิจารณา อย่าโลเลโลกเลกเกินไปเราเป็นลูกชาวพุทธ ขอให้รู้เนื้อรู้ตัวบ้างจะสมนามว่าเป็นลูกชาวพุทธๆ มันเป็นชาวเปรตชาวผีแล้วเดี๋ยวนี้ จำเอานะ เอาละให้พร ครั้นพูดไปพูดมามันเหนื่อย พูดอะไรเป็นอะไรก็มันไม่มีอะไรกับใคร พูดตรงๆ ไม่มี หมดโลกธาตุไม่มีเลย พูดได้อย่างสบายเลย พูดแล้วหนักกับเบาพอๆ กัน แต่คนอื่นเขามองเห็นดูไม่ได้นะ อู๋ย อีตานี้มันเหมือนยักษ์ ยักษ์ก็ยักษ์กูไม่ได้เป็นยักษ์ สูเป็นยักษ์ต่างหาก มีอะไรกินดะ เอาละให้พร

หลังจังหัน

         (พระลูกพระหลานถามปัญหาธรรม) ถามมาหาใคร มาหาปู่เหรอ เอาถามมาปู่จะฟัง

         ผู้กำกับ        ข้อที่ ๑ ครับ จิตที่เป็นสมาธิก็เข้าใจแล้ว จิตรวมเป็นอุปจารสมาธิก็เข้าใจ ปัญญาขั้นต้นก็เข้าใจแล้ว จนถึงขั้นอสุภะอยู่ข้างหน้า แล้วมาถึงอสุภะคืนเข้ามาหาตัวเรา จนไล่เข้าไปถึงจิตตัวที่ผ่องใส แต่ทำไมรู้สึกว่ายังมีกามราคะอยู่

         หลวงตา       มันยังไม่หมด การพิจารณาอสุภะยังไม่สิ้นซากโดยถ่ายเดียว อันนั้นจึงยังติดกันมา กามราคะกับร่างกายสุภะอสุภะเป็นอันเดียวกัน อสุภะหนาเข้าเมื่อไรๆ กามราคะจะด้อยลงๆ พอหมดอสุภะเสียเมื่อไรกามราคะก็หมดไป หมดขั้นรูปธรรม ขั้นนามธรรมก็เอาพวกรูปเหล่านี้ละมาฝึกซ้อม จิตจะค่อยละเอียดเร็วเข้าๆ ทางสุภะหรืออสุภะ ตั้งขึ้นพับดับๆ พิจารณาแยกไม่ทัน จะพิจารณาให้เป็นอสุภะก็ไม่ทัน สุภะก็ไม่ทัน เหมือนแสงหิ่งห้อยแว็บ หรือฟ้าแลบแปลบๆ ดับปุ๊บๆๆ จากนั้นก็เอานี้ละซักฟอกเข้าไปจนกระทั่งความว่างของจิต ร่างกายหมดความหมาย พิจารณาเป็นขั้นเป็นตอนไปอย่างนี้

เมื่อหมดความหมายเหมือนเรารับประทานอิ่ม รับประทานอิ่มแล้วไม่ว่าหวานว่าคาวอิ่มแล้วหยุดทันที อันนี้เมื่อมันพอแล้วมันก็ปล่อยของมัน อันไหนที่ยังไม่พอมันก็ดูดดื่มของมัน เช่นอย่างเรารับประทานข้าวแล้วหวานยังมันก็ดูดดื่มหวาน พอหวานหมดแล้วปล่อยเลย การพิจารณาโลกสมมุติทั้งมวลเหมือนกัน สมมุติขั้นหยาบขั้นกลางขั้นละเอียดพอถึงขั้นสุดยอดแล้วปล่อยหมดโดยสิ้นเชิง ไปยุติที่ อวิชฺชาปจฺจยา ดับสิ้นเชิงที่นั่น สมมุติดับที่นั่น หมด ทีนี้วิมุตติจ้าอยู่นั้น

เราอยากให้มีผู้ถาม ถ้าเราจนตรอกจนมุมต่อบรรดาลูกศิษย์ลูกหา สอนไม่ได้เราจะไปเรียนคัมภีร์ใหม่อีก นี่ไม่มีใครถาม อยู่คนเดียว ธรรมพระพุทธเจ้าเป็นของเลิศเลอขนาดไหน รู้ก็รู้อยู่ภายในใจ ไม่มีใครรู้ได้ก็เหมือนไม่มี

ผู้กำกับ        ข้อ ๒ ครับ เวลาพิจารณาความผ่องใสมันก็จ้าขึ้น พร้อมกับร่างกายสะอึกสะอื้นเหมือนคนจะร้องไห้ แล้วผมก็ถอนจิตออกมาก่อน ถ้าเป็นแบบนี้เกล้ากระผมจะพิจารณาอย่างไรต่อไปครับ

หลวงตา      ถ้าอยู่ในขั้นนี้ก็ชมผลงานของตนเสียก่อน ที่มันเกิดความสว่างไสวให้เกิดความสะอึกสะอื้น นี่เป็นผลงานของเราภาวนา เราก็ชมอยู่นี้ก่อน แล้วมันจะค่อยเปลี่ยนแปลงไปเอง ค่อยจางไป คืออันนี้มันก็ไม่คงเส้นคงวามันจะค่อยเปลี่ยนไป ค่อยจางไป มันเป็นระยะๆ

การภาวนานิสัยของจิตไม่เหมือนกัน ผู้ปรากฏเร็วก็เร็ว ผู้ช้าก็ช้าเป็นลำดับลำดา ผู้เร็วเร็ว พอทำไปไม่กี่วันเวลาบางทีหนแรกเลยก็เป็น มันหากแสดงขึ้นในใจ การภาวนาเป็นการฝึกบารมีของตัวเอง เปิดขึ้นในทางด้านจิตตภาวนา ภาวนาเป็นเหมือนกับทำนบใหญ่ ฝนตกมาจากที่ไหนแม่น้ำลำคลองไหลมาไหนลงทำนบใหญ่ จากนั้นก็ลงมหาสมุทร บารมีของเราทั้งหลายเหมือนกับแม่น้ำลำคลองไหลมาจากที่ต่างๆ สุดท้ายก็มาลงจิตตภาวนา ลงที่นี่ ลงสุดท้ายลงนี้หมดถึงวิมุตติพระนิพพาน มหาวิมุตติมหานิพพาน

สายบารมีไหลมาที่ต่างๆ ที่เราสร้างทั้งหมดเหมือนแม่น้ำไหลลงมาสู่ทำนบใหญ่ ทำนบใหญ่คือจิตตภาวนา เวลาจะลงจริงๆ มาลงทำนบใหญ่หมด จิตตภาวนารวมเข้าๆ จะมาเด่นวาสนาบารมีของตัวเองที่จิตตภาวนา เช่นเดียวกันกับเราสร้างเขื่อนไว้แล้ว ทำนบใหญ่ไว้แล้ว ฝนตกที่ไหนๆ มันก็ไหลมา ยังไม่ชัดเจน พอเข้าถึงทำนบใหญ่นี้จ้าขึ้นเลย น้ำที่ไหนมาอยู่ที่นั้นหมด บารมีของเราที่สร้างมามากน้อยมันก็ค่อยไหลเข้ามาๆ เข้าสู่จิตตภาวนาแล้วจ้าอยู่ตรงนั้น จิตตภาวนาจึงเป็นทำนบใหญ่ เป็นที่รวมแห่งมรรคผลนิพพาน ลงมานั้นหมดแล้วดีดผึงเลย

เรามีวาสนาได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาชั้นเอก เราตัดคอรองได้เลย เราไม่สงสัย พูดให้มันชัดเจนว่าเราจะว่าเราเข้ามาอยู่ในท่ามกลางของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์และสาวกทั้งหลายทุกพระองค์ก็ไม่ผิด มันเป็นอยู่ในจิต แต่ก่อนใครไปอาจเอื้อมใช่ไหม คำพูดเช่นนี้อาจเอื้อมได้อย่างไร เมื่อมันเข้าถึงกันแล้วก็เป็นได้อย่างนั้น พุทธศาสนาเป็นที่รวมแห่งธรรม สุดยอดอยู่ตรงนั้นหมดเลย พุทธศาสนาเป็นศาสนาของท่านผู้สิ้นกิเลส สอนด้วยความถูกต้องแม่นยำ ไม่ผิด ว่าอย่างนั้นเลย

นอกนั้นไม่ได้ตำหนิท่านตำหนิเรา คือมันเป็นตามนิสัย คนที่เป็นเจ้าของศาสนาที่มีกิเลสมันก็ต้องกิเลสออกตลอด มีมากมีน้อยออกไปตามกิเลส เมื่อไม่มีกิเลสมีแต่ธรรมล้วนๆ ออกเป็นธรรมเรียกว่าสวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบแล้ว ออกตามความชอบธรรมทั้งนั้น ท่านจึงเรียกว่าสวากขาตธรรม หรือสฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ชอบแล้วๆ สวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบแล้ว แม่นยำ

คำพูดที่ว่านี่เราเคยเป็นที่ไหน ไม่เคยเป็น ไม่เคยเป็นเอาอะไรมาพูด ก็เวลามันจ้าขึ้นมาครอบโลกธาตุมันเป็นอันเดียวกันแล้ว เหมือนฝนตกมาจากบนเมฆ เมฆกี่ก้อน ลงมาจากขอบเขตจักรวาลลงน้ำมหาสมุทรเป็นมหาสมุทรอันเดียวกันหมด ใครจะไปแยกเมฆก้อนไหนๆ เป็นน้ำประเภทใด เมื่อตกมาถึงมหาสมุทรแล้วมันเป็นอันเดียวกันแยกไม่ออก นี่จิตตวิมุตติเหมือนกันปฏิบัติลงไปๆ ตูมเดียวเข้าไปถึงความบริสุทธิ์แล้วนั่นละมหาวิมุตติมหานิพพาน ไม่ว่าจิตดวงใดเข้านั่นปั๊บเป็นมหาวิมุตติมหานิพพานเหมือนกันหมด

ผู้ที่ว่าอาจเอื้อมๆ ไม่ต้องพูด พูดอะไรมันเป็นอย่างนั้นจะให้ว่าอย่างไร นี่ละมรรคผลนิพพานเข้านั่นปั๊บอันเดียวกันเลย แล้วท่านจะไปถามใคร พระพุทธเจ้ามีกี่พระองค์ท่านไม่ถามมันเป็นอันเดียวกันแล้ว เหมือนแม่น้ำในมหาสมุทรฝนตกมาจากบนฟ้าลงในมหาสมุทรแล้วไปถามหาน้ำเม็ดไหนมาจากเมฆก้อนไหน ถามได้อย่างไร ก็เป็นมหาสมุทรอันเดียวกันแล้ว นี่จิตเมื่อเข้าถึงวิมุตติพระนิพพานเป็นอันเดียวกันหมดเลย

นี่ละธรรมพระพุทธเจ้าที่ว่าศาสนาเอกคือพุทธศาสนา ไม่ได้ดูถูกเหยียดหยามศาสนาใดๆ เอาการปฏิบัติพิสูจน์กันซิ พิสูจน์ในขั้นใดภูมิใดมันก็ยอมรับที่ยังไม่รู้ๆ ที่รู้แล้วเป็นสักขีพยาน ที่ยังไม่รู้ก็เริ่มยอมรับๆ สูงเข้าไปเท่าไรยิ่งน้อมเข้าไปหาพระพุทธเจ้าหนักเข้าๆ ผางเป็นอันเดียวกันแล้ว เมื่อถึงขั้นสุดท้ายเป็นอันเดียวกันหมด ไม่ว่าพระพุทธเจ้าสาวกองค์ใดเป็นอันเดียวกันหมดเหมือนแม่น้ำในมหาสมุทร

ธรรมเหล่านี้ใครไปค้นคว้ามาพูดได้ในเบื้องต้น ก็พระพุทธเจ้า เห็นไหมล่ะ ถูกกิเลสเหยียบย่ำทำลายมากี่กัปกี่กัลป์ พระพุทธเจ้ามาอุบัติแต่ละพระองค์นั่นละเปิดออก เปิดธาตุที่เลิศเลอออก ธาตุมรรคธาตุผลธรรมธาตุเปิดออก แล้วเราทั้งหลายก็ได้ปฏิบัติๆ นอกจากนั้นมีแต่กิเลสเหยียบแหลกๆๆ ในหัวใจเราแหละถ้าจะทำความเพียรความขี้เกียจขี้คร้านเหยียบแหลก เป็นอย่างนั้นนะไม่ได้เรื่อง ถึงขั้นที่กิเลสหนามันหนาอย่างนั้น ให้จำไว้ทั้งสองภาค นี่เราพูดเป็นสองภาค

เวลากิเลสมันหนานี้ตั้งสติไม่อยู่ ตั้งความเพียรไม่ได้ ถูกมันเตะล้มๆๆ เวลากระแสของกิเลสมันหนักหนักอย่างนั้นแหละ ตั้งความเพียรไม่ได้ หาอุบายวิธีการหลายด้านหลายทางที่จะฝึกตนให้ได้ ฝึกไปฝึกมาก็ได้ การภาวนาหลักใหญ่คือสตินี้เป็นพื้นฐาน สติฝึกความพากเพียรมีการภาวนาเป็นต้น สติเป็นพื้นฐานสำคัญมาก จากนั้นอุบายวิธีที่จะสนับสนุนให้มีสติต่อเนื่องกันไปๆ ก็วิธีการอดนอนผ่อนอาหาร อดอาหาร หรือเดินมากเดินน้อย นั่งมากนั่งน้อยเป็นอย่างไร สังเกตวิธีการของตัวเอง เดินมากเป็นอย่างไร นั่งมากเป็นอย่างไร นอนมากนอนน้อยเป็นอย่างไร ผ่อนอาหารเป็นอย่างไร อดอาหารเป็นอย่างไร สังเกตตัว มีแต่สักแต่ว่าทำไม่สังเกตไม่ได้นะ ต้องสังเกต

สำหรับเรานี้เราพูดจริงๆ ถูกทางอดอาหาร จนท้องเสีย คือมันอดเสียจนท้องเสีย มันหมุนตั้งแต่มรรคผล เหมือนว่านิพพานอยู่ชั่วเอื้อมๆ มันก็พุ่งๆ ร่างกายจะเป็นอะไรช่างหัวมันไม่สนใจ ฉันมานี้พอตะวันบ่ายท้องร้องโก้กเก้กๆ มันจะถ่าย พอฉันลงไปนี่ท้องมันเสียมันไม่มีอะไร หรือมันย่อยไม่ทันหรืออะไร มันก็บูดก็เน่าเสียอยู่ภายใน พอตกค่ำมาถ่ายหมด ตอนเช้าหยุดอีก เมื่อไม่ฉันก็ไม่มีอะไรถ่าย นี่ท้องเสียแล้วนะ ทีนี้พอมาฉันอีกกลางคืนถ่ายออกหมดๆ นั่นละเรียกว่าธาตุเสียเราไม่ได้คำนึงถึงธาตุถึงขันธ์ คำนึงแต่เรื่องจิตตภาวนาเรื่องธรรมล้วนๆ มันก็บกพร่องได้อย่างนี้

จึงได้มาสั่งสอนหมู่เพื่อน เราดำเนินมาก่อนแล้ว การอดอาหารให้พอประมาณ แน่ะบอก คือเลยเถิดเราเลยมาแล้วจนท้องเสียจะตาย อายุ ๘๐ นี้ออกช่วยโลก เสียมากแล้ว ได้ยาตั้งฮั่วไถ่มาฉัน เขามาขอวิงวอนเลยเชียว เขาบอกฉันแล้วยานี้หาย ไปโรงพยาบาลไหนๆ เขาก็ให้ยามาเม็ดสองเม็ดพอเป็นมารยาท ไม่หาย แต่มาได้ฉันยาอันนี้แล้วหายเลย เดี๋ยวนี้หายหมด ขอนิมนต์ท่าน ถึงท่านจะหยุดอะไรขอให้ฉันยาขนานนี้ก่อน จะตายค่อยตาย เจ๊กมันพูดตรงไปตรงมา ฉันอันนี้ก่อนเมื่อมันไม่ถูกจะตายค่อยตาย แกพูด เจ๊กตั้งฮั่วไถ่

เอาถ้าอย่างนั้นก็ลองดู เอายาหมอเติ้งมาฉัน อ้าว แปลกอยู่นะ นั่นละได้เริ่มช่วยโลกตอนนั้นละ ไม่อย่างนั้นจะตายระยะนั้นชนพรรษา พอฉันยาเขาก็แนะนำดี ไม่ให้วิตกวิจารณ์ คือยานี้ฉันลงไปแล้วจะถ่าย ถ่ายมาก ถ้าโรคยังหนาแน่นเท่าไรจะถ่ายเต็มเหนี่ยว แต่ไม่เพลีย ไม่เหมือนถ่ายด้วยโรค ถ้าถ่ายด้วยโรคถ่ายเท่าไรเพลีย แต่ถ่ายด้วยยานี้ไม่เพลีย เราก็จับอันนั้นเอาไว้ ถ่ายจริงๆ นะ แต่ไม่เพลีย จากนั้นก็ฟื้นตัวขึ้นได้ช่วยโลกเรื่อยมา

จึงได้เอาเรื่องเหล่านี้มาสอนหมู่เพื่อน ท้องนี้เสียมาตั้งแต่อดอาหารในการประกอบความพากเพียร ไม่สนใจกับอาหาร สนใจแต่อรรถแต่ธรรม อดอาหารหลายวันเท่าไรจิตเหมือนจะเหาะเหินเดินฟ้า ธาตุขันธ์อ่อนลงๆ จิตนี้แข็งขึ้นๆ ก็เรามาหาธรรมเราไม่ได้มาหาธาตุหาขันธ์นี่วะ ฉันเมื่อไรมันก็อิ่ม เวลามาจากภูเขาลงไปหมู่บ้านบิณฑบาตไม่ถึงหมู่บ้านนะ กะตวงแล้วจะพอไปถึงหมู่บ้าน คืออยู่ภูเขา อดกี่วันก็ตามคำนวณเจ้าของจะไปหมู่บ้านถึงไหม กะว่าจะพอถึง เอา วันพรุ่งนี้ไปเสีย ถึงอย่างนั้นมันไม่ถึง ไปถึงกลางทางนั่งเจ่า มันหมดกำลัง

แต่จิตนี้มันจ้าๆๆ ก็เรามาหาธรรม อันนี้กินเมื่อไรยากอะไร กำลังมาทันทีร่างกาย เวลาลงไปอ่อนเปียก เวลาฉันเสร็จแล้วม้าแข่งสู้ไม่ได้ กำลังมาเร็ว แต่จิตไม่มาเร็ว ต้องพยุงทางจิตให้มาก นี่ธรรม วิธีการต้องสังเกตเจ้าของ ไม่สังเกตสักแต่ว่าทำไม่ได้นะความเพียร ที่เราพูดเหล่านี้เราทดลองมาหมดแล้ว ที่พูดให้ฟังนี่ คือเราทดลองโดยลำพังเราเองแหละ ครูบาอาจารย์ท่านก็สอนยกให้ทั้งดุ้นเลย เราไปเจียระไนเอง แล้วไปพิจารณาก็ขึ้นได้ด้วยการพิจารณาเรื่อยมา

จึงได้เอาอุบายวีธีการนี้มาสอนหมู่เพื่อน ให้ใช้ความคิดความอ่านพินิจพิจารณา สักแต่ว่าทำความเพียรไม่ได้เรื่องนะ ต้องใช้ความคิด ความคิดเป็นความเฉลียวฉลาด ปฏิบัติตามแล้วนี้จะดีขึ้นๆ นี่พูดจริงๆ เรื่องการภาวนานี้จะว่าอาจหาญหรือไม่อาจหาญมันเลยทุกอย่าง ขี้ขลาดหวาดกลัวก็ไม่มี อาจหาญก็ไม่มี เลยไปหมดแล้ว มีแต่ความจริงล้วนๆ ใจกับธรรมเป็นอันเดียวกัน จ้าตลอดเวลา

ท่านทั้งหลายฟังเสียนะ การปฏิบัติธรรมแทบเป็นแทบตายผลเป็นอย่างนี้ ไม่ว่ายืนเดินนั่งนอนไม่มีอิริยาบถจ้าตลอดเวลา นั่นละนิพพานเที่ยง อันนั้นเที่ยงแล้ว พอขันธ์พรากปั๊บอันนี้หมดคำพูดไปเลย นิพพานดับสนิท สมมุติดับสนิทความหมายว่าอย่างนั้น แต่ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ขันธ์ยังไม่ดับ ท่านบริสุทธิ์ท่านยังครองขันธ์ที่เป็นสมมุติอยู่ก็เรียกว่ายังไม่บริสุทธิ์เต็มที่ เพราะยังอาศัยขันธ์อยู่ พอขันธ์แตกสลายปึ๊บดีดผึงหมดแล้ว อนุปาทิเสสนิพพานมาทันที เวลายังมีชีวิตอยู่ก็สอุปาทิเสสนิพพาน ใจบริสุทธิ์ครองขันธ์ที่สกปรกเป็นสมมุติ พอขันธ์นี้กระจายออกไปแล้วแตกไปเลย

ปฏิบัติให้มันเห็นซิ พระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน อยู่สดๆ ร้อนๆ ที่หัวใจผู้ปฏิบัติ เพราะฉะนั้นจึงกล้าพูดได้เลยว่า ไปนั่งท่ามกลางพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ทั้งอยู่แต่เมื่อไร พอมันถึงอันนี้แล้วมันเป็นอันเดียวกันแล้ว ไม่มีแยกนั้นแยกนี้แยกไม่ได้เลย เป็นอันเดียวกันแล้ว จิตที่บริสุทธิ์เป็นอันเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องถามหาพระพุทธเจ้าองค์เช่นไรๆ อันนั้นเป็นเรือนร่างต่างหาก ธรรมชาติที่บริสุทธิ์ นตฺถิ เสยฺโยว ปาปิโย ไม่มีความยิ่งหย่อนต่างกัน เสมอกันหมด อย่างนั้นการปฏิบัติ ธรรมพระพุทธเจ้าท้าทายความจริงตลอดเวลา เอา ปฏิบัติให้มันเห็นซิ นี่ทำอะไรหย็อกๆ แหย็กๆ ไม่เป็นหน้าเป็นหลังใช้ไม่ได้นะ

เวลานี้มักจะมีแต่หลวงตาบัวละ เทศน์ทั่วประเทศไทยก็รู้สึกจะมีแต่หลวงตาบัว ออกทางวิทยุทางไหนๆ ก็ตาม ครูบาอาจารย์ก็มาช่วยสนับสนุนบ้างเล็กน้อย สุดท้ายก็เราออกหน้าสนามตลอดเวลา มันหากเป็นเองนะ อย่างเทศน์เหล่านี้เราก็ไม่เคยสนใจว่าเทศน์แล้วให้เอาไปอัดเทปไว้เราไม่มี เทศน์แล้วหายเงียบๆ แต่ผู้ที่มีเจตนารักใคร่ใกล้ชิดต่อธรรมท่านก็เสาะแสวงหามาแล้วเปิดออกทางเทป ทางอะไรก็แล้วแต่ จึงได้ยินมาจนกระทั่งทุกวันนี้ เทศน์ของเรารู้สึกจะมากกว่าบรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลายในสายปฏิบัตินะ

แล้วเทศน์ทั้งหมดนี้ไม่สงสัยเสียด้วย ถอดออกมาจากหัวใจที่บริสุทธิ์ล้วนๆ แล้ว จึงไม่มีข้อสงสัย ไม่ว่าธรรมะขั้นใดภูมิใดหายสงสัยตั้งแต่พื้นถึงนิพพานพูดให้มันชัดเจน มันจวนจะตายแล้วนะ ครองนิพพานธรรมมาตั้งแต่วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ จนกระทั่งป่านนี้นานไหม ๕๖-๕๗ นี่ละนิพพานธรรมเข้าสู่หัวใจ ธรรมธาตุเข้าแล้วนั่น นี่ผลแห่งการปฏิบัติ เห็นได้ชัดๆ หายไปไหน มรรคผลนิพพานหายไปไหน กิเลสมันตั้งอยู่ในหัวใจของสัตว์โลกกี่กัปกี่กัลป์มันหายไปไหนมันก็ไม่หาย ไม่ชำระมันไม่หาย  นิพพานถูกกลบถูกปิดด้วยกิเลสมันก็ปิดอยู่อย่างนั้นตลอด ไม่หาย ถ้าเปิดกิเลสออกทีนี้ก็จ้าขึ้นมาซิ เปิดออกหมดจ้าเลย โลกวิทูรู้แจ้งโลกนอกโลกในตลอดทั่วถึง เอาละ พูดเท่านั้นละวันนี้

 

รับชมและรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน  FM 103.25 MHz

และเครือข่ายทั่วประเทศ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก