มันอยู่แบบอิสระพระเหล่านี้น่ะ
วันที่ 21 พฤษภาคม 2550 เวลา 7:50 น. ความยาว 49.14 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐

มันอยู่แบบอิสระพระเหล่านี้น่ะ

ก่อนจังหัน

พระพุทธศาสนาลงในจุดจิตตภาวนานะให้พึงทราบทั่วหน้ากันว่า พุทธศาสนาลงที่จุดไหน ลงที่จิตตภาวนา พระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยการภาวนา พระสงฆ์สาวกที่เป็นสรณะของพวกเรา สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ตรัสรู้ธรรมด้วยจิตตภาวนา จิตตภาวนาจึงเป็นของสำคัญมากทีเดียว ศาสนาถ้าไม่ลงในจิตตภาวนาก็ไขว่คว้าไปตามกิ่งก้านสาขาดอกใบ ไม่ได้มาถึงลำต้นก็ไม่เห็นตัวจริงความจริง ที่กล่าวเหล่านี้พากันจำให้ดี ให้ไปภาวนาดูซิ พระพุทธเจ้าหลอกโลกจริงๆ เหรอ เห็นตั้งแต่กิเลสมันหลอกสัตว์โลก หลอกตลอดเวลาทุกตัวสัตว์

ธรรมะเป็นของจริงตลอดมา แต่ไม่มีใครไปยึดไปถือเอามาเป็นข้อปฏิบัติ เพื่อกำจัดสิ่งที่เป็นภัยภายในจิตใจ โลกจึงรุ่มร้อนทั่วหน้ากันหมด ที่ไหนเจริญ เอามาหลอกธรรมดูซิน่ะ หรือเอามาอวดธรรมดู ว่าบ้านใดเมืองใดประเทศใดหรือโลกใดเจริญ เอามาแข่งธรรมของพระพุทธเจ้าดูซิ ราบเลย ไม่มีที่ใดที่จะมาแซงได้เลย จึงเรียกว่าตรัสรู้โดยชอบ ไม่ผิดไม่พลาด สิ่งที่เป็นภัยภายในใจท่านเรียกว่ากิเลส คือความมัวหมองมืดตื้อ เป็นฟืนเป็นไฟภายในหัวใจของสัตว์นั่น ศัพท์ธรรมะท่านให้ชื่อว่ากิเลส คือความเศร้าหมองมืดตื้อและเป็นภัย เป็นฟืนเป็นไฟอยู่ภายในใจของสัตว์โลกทั่วๆ ไป ท่านเรียกว่ากิเลส

ธรรมคือเครื่องซักฟอก ธรรมเป็นธรรมชาติที่เลิศเลอ นำมาซักฟอกสิ่งมัวหมองมืดตื้อทั้งหลายภายในจิตใจให้ค่อยสว่างกระจ่างแจ้งขึ้นมา จะได้มองเห็นเหตุเห็นผล เห็นบาปเห็นบุญ เห็นคุณเห็นโทษ เห็นที่สูงที่ต่ำ ที่ควรไม่ควรขึ้นภายในใจของผู้มีธรรม ถ้าไม่มีธรรมในใจนี้หัวชนลงไปหัวแตกก็ยังไม่เห็นสิ่งที่ตนชนนั้นคืออะไร ก็คือกิเลสนั่นแหละ มันเอาให้หัวแตกใจแตก ตกนรกอเวจีตั้งกัปตั้งกัลป์มานั่นแหละ พระพุทธเจ้ามาสั่งสอนสัตว์โลกเพื่อรื้อถอนขึ้นมาจากสิ่งเป็นภัยทั้งหลายเหล่านี้ ให้พากันนำไปปฏิบัติ

จิตตภาวนาเป็นสำคัญมากทีเดียว คำว่าจิตตภาวนาคืออบรม คอยมองดูความเคลื่อนไหวของใจ เช่นท่านสอนให้ภาวนามีคำบริกรรมกำกับใจว่า พุทโธบ้าง ธัมโมบ้าง สังโฆบ้าง หรือมรณัสสติบ้าง ตามแต่คำใดที่จะเป็นเครื่องเตือนสติให้รู้เนื้อรู้ตัว ท่านให้นำคำนั้นเข้ามากำกับใจ ใจจะได้รู้เนื้อรู้ตัวตลอดไปเรื่อยๆ จะไม่ถูกต้มถูกตุ๋นจากกิเลสตัณหามากจนเกินไปดังที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ชาวพุทธเราแท้ๆ กลายเป็นชาวเปรตชาวผี ชาวหากินของเศษของเดนของกิเลสไปหมด

กิเลสมันเอาของดีๆ ไปกินหมด เราหากินของเศษของเดนของกิเลสดีแล้วเหรอพวกชาวพุทธเรา อะไรมันเศษเดนของกิเลสแล้วค่อยเอามากินๆ ส่วนที่เป็นของดิบของดีกิเลสเอาไปกินหมด อะไรที่กิเลสเอาไปกินหมด ว่าเป็นของดีคืออะไร ตับปอดมนุษย์เรารู้ไหม มันกินตับกินปอดเสียจนแหลก ที่มานี้มันเอาเสื้อเอาผ้าคลุมมาเฉยๆ ลองเปิดดูซิมันมีตับมีปอดไหม ไม่ใช่กิเลสเอาไปกินหมดแล้วเหรอ ยังโอ่อ่าฟู่ฟ่าอยู่เหรอ โธ้ พูดแล้วเราสลดสังเวช มันผ่านมาหมดแล้วนะการที่มาพูดนี้ ผ่านมาหมดจึงพูดได้อย่างอาจหาญไม่มีสะทกสะท้าน

สามโลกธาตุจิตนี้ทะลุหมดเลย กิเลสขาดสะบั้นลงไปดังที่เคยพูดมาแล้วตั้งแต่วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ นั่นละวันกิเลสพังจากหัวใจ จิตจ้าขึ้นมา ตั้งแต่วันนั้นมามองเห็นโลกนี่เป็น โลกวิทู เต็มภูมิของหนูของแมวของราชสีห์ ภูมิของราชสีห์คือศาสดาองค์เอก ภูมิของแมวก็คือพวกอัครสาวกทั้งหลาย ภูมิของหนูก็คือพวกเราๆ ท่านๆ รู้ขึ้นมา จิตนี้เป็นนักรู้ เมื่อเปิดสิ่งที่ครอบงำจิตใจนี้ออกได้แล้วจะสว่างจ้าขึ้นมาจากจิตตภาวนา

พระภาวนาเอาให้ดีนะ มาเรื่อยเปลี่ยนมาเรื่อยมาภาวนา แล้วมาก็มาวัดป่าบ้านตาดเป็นสถานที่ลับมีดลับอะไรก็ไม่รู้ละ มีดเป็นมีดแทงหัวใจเจ้าของให้มันแหลมคมเข้าไป อาศัยวัดป่าบ้านตาดเป็นพื้นฐาน ใครมาแล้วออกไปก็บอกว่าเป็นลูกศิษย์หลวงตาบัวๆ หลวงตาบัวไม่ทราบว่าดีว่าชั่วอะไรก็ไม่รู้ แล้วก็ไปอวดหยิ่งละที่นี่ อรรถธรรมไม่มีในใจแล้วขลังไปต่างๆ นานา ถ้าว่าเป็นลูกศิษย์หลวงตาบัวใครมักจะเชื่อ แล้วเอาของขลังๆ ที่เขาจะเชื่อ ทั้งๆ ที่มันปลอมนั่นละออกไปหลอกโลกๆ มันจึงไม่ได้หน้าได้หลัง

ของจริงคืออะไร สุปฏิปนฺโน อุชุ ญาย สามีจิปฏิปนฺโน คืออะไร นี่ละหลักศาสนาแท้เอามาปฏิบัติ สุปฏิปนฺโน ก็ปฏิบัติหาที่ต้องติไม่ได้ ตรงแน่วตามหลักธรรมหลักวินัย อุชุ ตรง ไม่มีกลมายาสาไถยเพื่อสินจ้างรางวัลอะไร ตรงแน่ว ญาย เพื่อความรู้แจ้งแทงทะลุในธรรมทั้งหลาย สามีจิ เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมที่น่ากราบไหว้บูชา ตัวเองก็หาที่ตำหนิตัวเองไม่ได้ เป็นที่ภาคภูมิใจในการปฏิบัติของตัว เวลาไปแนะนำสั่งสอนผู้ใด ธรรมะที่เหมาะสมแล้วนี้เอาไปสอนเป็นประโยชน์เป็นคุณมหาคุณทั้งนั้น นี่ละธรรมพระพุทธเจ้าท่านสอนโลก

พวกเรามันเอาตั้งแต่ขี้หมูราขี้หมาแห้งมาสอนโลก โลกมันสกปรกอยู่แล้วเอาอะไรมาสอน ขี้หมูขี้หมามันสะอาดที่ไหน แล้วจะมาสอนโลกที่สกปรกอยู่แล้วมันได้เรื่องได้ราวอะไร ก็มีแต่จมลงๆ ทั้งนั้น ให้พากันตื่นเนื้อตื่นตัว ศาสนาจะไม่มีในเมืองไทย จะมีแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้ แล้วเย่อหยิ่งจองหองพองตัวด้วยอำนาจของกิเลส ให้ได้ภูมิใจในธรรมทั้งหลายในหัวใจตนเองบ้างซิ นี้มีแต่ภูมิใจเห่อไปกับกิเลส ไปที่ไหนมีตั้งแต่ความรุ่มร้อนทั่วโลกดินแดน ที่ไหนที่เย็นถ้าลงกิเลสได้นำหน้าแล้วไม่มี มีแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้ทุกหย่อมหญ้านั่นแหละ

ถ้ามีธรรมเป็นเครื่องควบคุมจิตใจ กายวาจา กิริยามารยาทแล้วจะชุ่มเย็นๆ คนเรา เฉพาะอย่างยิ่งสติ นักภาวนาถ้าไม่เผลอสติกิเลสเกิดไม่ได้ ให้มันหนาเท่าภูเขาก็เถอะน่ะ ที่พูดนี้ได้ทำแล้วนะ ทำด้วยการทดลองทดสอบทุกอย่างเพื่อหาเหตุหาผล ขอยกต้นเหตุมาให้ท่านทั้งหลายฟัง เรียนหนังสือจากกรุงเทพขึ้นมามาจำพรรษาที่อำเภอจักราช โคราช เร่งความเพียรใหญ่เลย จิตก็แน่นหนามั่นคงมีสมาธิ ประหนึ่งว่าเต็มภูมิสมาธิ แต่เพราะความไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นจึงไม่รู้จักวิธีรักษา ขึ้นมาบ้านตาดนี้มาทำกลดหลังหนึ่งยังไม่เสร็จเลย จิตเข้าสมาธิได้บ้างไม่ได้บ้าง เอ๊ ชอบกลๆ

คือแต่ก่อนมันเข้าได้แน่นปึ๋งๆ เลย เราก็ลืมตัวไป เพราะไม่เคยรักษาว่ามันจะเสื่อมหรือไม่เสื่อม บทเวลามันเสื่อมแล้วฟาดไปเสียปีหนึ่งกับห้าเดือน นี่เหมือนไฟนรกนะ จิตเสื่อมอย่าเข้าใจว่าเป็นของดีนะ ถ้าผู้จิตไม่มีความสงบร่มเย็นเสียเลยเหมือนตาสีตาสาเขาอยู่ตามท้องนามันก็อยู่ได้ธรรมดาๆ แต่เศรษฐีไปจมละซิมันอยู่ไม่ได้ อันนี้จิตของเราที่มีอรรถมีธรรมเท่ากับเศรษฐีแล้วจมลงด้วยความเสื่อมจากสมาธินี้ แหมร้อนมากทีเดียว ฟาดกันนี้ปีกับห้าเดือน ทดสอบ ก็มาลงกันได้ที่สติ จับคำบริกรรมมัดเข้าหาจิต เอาสติครอบเข้าไปๆ มีสงสัยอยู่จุดนี้แหละ เอาจุดนี้ให้ได้

ความเสื่อมความเจริญมันเสื่อมเจริญมาได้ปีหนึ่งกับห้าเดือน เอาปล่อย อยากเสื่อมเสื่อมไป เจริญแค่ไหนก็เจริญไป เราจะไม่สนใจยิ่งกว่าคำบริกรรมของเรากับสติติดแนบกันไป คำบริกรรมของเราเราชอบพุทโธ เอาพุทโธติดกันเลย เอาตั้งแต่นี้ พอตั้งคำสัตย์หมายความว่าตีระฆังเป๋ง พอระฆังเป๋งนักมวยต่อยกันเลย อันนี้เอานะลงจุดนี้ละที่นี่ สติไม่ให้เผลอเลย นี่เรียกว่าระฆังเป๋งซัดกันเลย ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับๆ หูหนวกตาบอดไปหมด อวัยวะนี้ไม่ได้ใช้ ให้มีแต่สติกับคำบริกรรมติดกันอยู่เท่านั้น แล้วก็ค่อยเจริญขึ้นๆ นี่จับได้แล้วนะ

จิตนี้มันอยากคิดอยากปรุงนี้อกจะแตกนะ เพราะความอยากคิดอยากปรุงเป็นเรื่องของกิเลส อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา อวิชชาดันให้สังขารสมุทัยคิด ไม่ได้คิดอกจะแตก เอาที่นี่สติฟาดลงไป ไม่ให้มันคิดมันจะไปไหน อกแตกแตก ซัดลงไปสงบ ได้สี่วันถนัดใจ สงบ ในระยะ ๓-๔ วันนี้ฟาดกันอย่างหนัก ไม่ได้มองดูอะไรๆ แหละ อยู่คนเดียว อยู่ในภูเขา จากนั้นมาก็ตั้งตัวได้ๆ จึงจับได้ว่าสติเป็นสำคัญ ถ้าสติมีอยู่แล้วกิเลสจะเท่าภูเขาก็มาเถอะ ไม่มีอะไรเหนือสติไปได้ ขาดสะบั้นไปเลยสติเอาพังๆ ได้ นั่นละจึงได้สอนท่านทั้งหลายให้จับให้ดีสติ อย่าให้เผลอ สติสัมปชัญญะ งานอยู่กับจิต งานรอบตัวเรียกสัมปชัญญะ งานอยู่กับจิตโดยเฉพาะเรียกว่าสติ รอบตัวๆ ตลอดเวลาเรียกว่าสติ งานรอบกิริยาอาการของเราที่เคลื่อนไหวเรียกว่าสัมปชัญญะ นี่ละสติทั้งนั้นนะ ถ้าลงมีสติแล้วจะไม่ค่อยผิดพลาดคนเรา จิตใจตั้งได้

เอา ลองไปตั้งดูซิพระในวัดนี้เป็นยังไง มาเหลาะๆ แหละๆ อยู่ได้เหรอ ที่สอนนี้สอนเหลาะๆ แหละๆ เหรอ เอา ตั้งซิตั้งสติ ไม่ให้มันเผลอเลยมันจะไปไหนว่ะ ตั้งแต่ตื่นนอนปั๊บจับสติกับจิตมัดเข้าใส่กันด้วยคำบริกรรม ถ้าผู้ตั้งรากฐานไม่ได้แล้วให้จับคำบริกรรม เอาพุทโธก็ได้ ธัมโม สังโฆก็ได้ อย่าให้เผลอ มันจะเจริญจะเสื่อมไปไหนมันจะรู้ที่จิตนั่นละ จิตเป็นตัวทำงาน จิตเป็นตัวพาให้เสื่อมให้เจริญ ผลงานอยู่ที่นั่น เอาๆ ลองดูซิน่ะ ทำไมภาวนามันไม่ได้เรื่องได้ราว ก็เพราะทำเหลาะๆ แหละๆ ไม่จริงไม่จังนั่นเอง ให้กิเลสพาจริงไปเสียทั้งหมด ธรรมพาจริงไม่ได้ มีแต่กิเลสพาจริงมันจึงปลอมวันยังค่ำมนุษย์เรา

เอาๆ ให้ดีนักภาวนา ที่พูดเหล่านี้ไม่ได้มาพูดเหลาะๆ แหละๆ นะ พูดอย่างตัวเป็นเครื่องทดสอบทดลองมาหมดแล้ว จึงได้นำมาสอนว่าได้ผลแล้ว ว่างั้นเลย ที่กล่าวนี้ได้ผล เอา ตั้งให้ดีสติ จะตั้งรากตั้งฐานแห่งความสงบได้ไม่สงสัยถ้าสติครอบงำอยู่นั้นแล้ว ต่อไปก็เป็นสมาธิความแน่นหนามั่นคง เรื่องวิปัสสนา ปัญญา วิมุตติหลุดพ้นไม่ต้องพูด ไม่เหนือจากสตินี้ไปได้ ท่านจึงสอนว่า สติ สพฺพตฺถ ปตฺถิยา สติจำต้องปรารถนาในที่ทั้งปวงไม่มียกเว้น เอาสติให้ติดแนบอยู่กับใจมันจะไม่สงบได้ยังไง ไอ้ทำเหลาะๆ แหละๆ ไม่จริงไม่จังนี่ซิ เอาพระพุทธเจ้ามาเป็นฟุตบอลเตะเล่นอยู่ ไม่ได้เป็นของจริง เป็นเครื่องเล่นของเด็กเหมือนฟุตบอล พุทธศาสนามันจึงไม่ได้เรื่องได้ราว

ฆราวาสก็แบบฆราวาส เอาพระพุทธเจ้าคือพุทธศาสนามาเตะฟุตบอลอยู่ด้วยนามเป็นฆราวาส พระก็มาเตะฟุตบอลอยู่ในนามของพระหัวโล้นๆ มรรคผลอันใดก็เลยไม่มีๆ มันจะมีอะไรมีแต่พวกบ้าเตะฟุตบอลลมๆ แล้งๆ ตื่นลมตื่นแล้งตื่นยศตื่นลาภ ยศลาภมันดีอะไร เอามาพิจารณาซิน่ะ มันดีกว่าธรรมเหรอ ถ้ายศลาภดีกว่าธรรมไม่ต้องบำเพ็ญธรรม ตั้งยศขึ้นฟากจรวดดาวเทียม ให้มันไปอยู่กองจรวดดาวเทียมด้วยกันทั้งหมด เฉพาะอย่างยิ่งลูกศิษย์หลวงตาบัวไปให้หมด วัดนี้ร้างเราจะอยู่คนเดียว พวกนี้ขึ้นจรวดดาวเทียมให้หมด ด้วยภาวนาทันสมัย จำให้ดีนะคำนี้น่ะ

ทำไมมันถึงเหลาะแหละๆ ทำอะไรไม่ได้เรื่องได้ราวๆ ก็มันจะได้ยังไงมันมีแต่เรื่องเหลาะแหละเต็มหัวใจ ความจริงเป็นของกิเลส คือความเหลาะแหละนั้นเป็นความจริงของกิเลส มันเลยเถิดไปแล้วนะเวลานี้ จะไม่มีใครทรงมรรคทรงผล ศาสนาก็มีไว้โก้ๆ งั้นแหละ พระพุทธรูปก็เอาไปไว้ที่ห้องพระ กราบเสียวันหนึ่งหรือไม่กราบก็ไม่ทราบแหละ นอกจากนั้นให้กิเลสถลุงไปเลย คอขาดแขนขาดไปเลย มันเป็นยังไงพวกเรา พูดแล้วเราสลดสังเวชนะ เหล่านี้เราผ่านมาหมดแล้ว กี่กัปกี่กัลป์นับไม่ได้ละที่มันเป็นมาดังที่พูดปัจจุบันนี้ ก็เอาธรรมนี้ละเข้าไปฟาดขาดสะบั้นลงไปเลยจ้าขึ้นมานี้ นี่เป็นยังไงธรรมพระพุทธเจ้าแท้เป็นยังไง พวกนั้นพวกกิเลสพาเอาหัวขาดๆ ทีนี้ธรรมเอากิเลสให้หัวขาดเป็นยังไงมันก็รู้ขึ้นมาภายในใจ พากันตั้งใจนะ

มันเลอะๆ เทอะๆ ไปที่ไหนเห็นแต่ความเลอะเทอะ แม้ที่สุดเข้ามาในวัดนี้ เราเขียนไว้หลายบทหลายบาทนะ หน้าประตูวัดนั่น เขียนอย่างสุภาพเรียบร้อยสวยงามธรรมดาโลกเขาใช้กันก็มี เขียนแบบอะไรๆ พูดไม่ถูก ไปอ่านเอาก็แล้วกัน อย่างนั้นก็มี เขียนไว้หมด เพราะกิเลสมันร้อยสันพันคม ธรรมะจะมีประเภทเดียวไม่ได้ ต้องมีหลายสันพันคมหลายสันหลายคมถึงจะทันกัน ไปอ่านหรือยังอยู่ที่หน้าวัดนั่น ทีแรกก็ “ที่นี่เป็นวัด เป็นสถานที่ภาวนาเพื่อความสงบใจ ไม่มีกิจจำเป็นไม่ควรมาเที่ยวเพ่นพ่าน” นี่เป็นภาษาสุภาพเรียบร้อยฟังได้ทั่วๆ ไป ไม่แสลงตาไม่แสลงใจ

ขยับเข้าไปอีกตามกลมายาของกิเลสที่มันมีเล่ห์เหลี่ยมหลายสันหลายคม ว่า “กูจะฟ้องท่านเปา มันมาเที่ยวเพ่นพ่าน” นั่นเห็นไหม พวกนี้พวกหนาต้องเอาท่านเปาฟาดเอา มันมาเที่ยวเพ่นพ่าน ไปอ่านดูหน้าวัดนั่น เขียนไว้หลายบทหลายบาท เป็นของเล่นเหรอ กิเลสมันมีหลายสันพันคม ธรรมะต้องมีหลายบทหลายบาทร้อยสันพันคม ถึงขนาดนั้นมันยังไม่ได้อ่านนะที่ว่านี่ มันมาเก้งก้างๆ อยู่ข้างในแล้ว มันไม่ได้อ่านหนังสือ ที่ว่าจะฟ้องท่านเปา ดีไม่ดีมันจะบอกว่า ให้ยกโคตรไปฟ้องท่านเปาเราจะอยู่สบายของเรามันจะว่าอย่างนั้นกิเลส ให้ยกโคตรไปเลยไปฟ้องท่านเปาเขาไม่กลัว กิเลสตัวเพ่นพ่านเขาไม่กลัว ให้ยกโคตรไปฟ้องท่านเปาเลยเขาจะว่างั้น ให้ระวังนะ เดี๋ยวมันจะมีโคตรท่านเปาขึ้นตรงนั้นนะ เข้าใจ

เมื่อคืนนี้เป็นหวัด ไอแทบเป็นแทบตาย ท่านเปาเป็นหวัดเมื่อคืนนี้ ท่านเปาเกือบตาย หายาเม็ดหนึ่งแก้หวัดก็ไม่มี แล้วท้องก็เสีย หายาแก้ท้องก็ไม่มี ห้องหลวงตาบัวไม่มีทั้งยาแก้ท้องยาแก้หวัด มาค้นหาอะไรไม่มี นี่จะว่าผิดหรือถูกประการใด หรือหลวงตาบัวกลัวตายวุ่นหายาอย่างนั้นเหรอ หรือพระทั้งหลายมันโง่เป็นขอนซุงวะ พิจารณาซิ หลวงตาบัวก็มีลูกศิษย์ลูกหาสอนเพื่อความเฉลียวฉลาด แล้วทำไมเวลาเมื่อคืนนี้เป็นทั้งสองอย่าง เป็นไข้เป็นหวัดด้วย เอายาแก้หวัดมา ไม่มียาสักเม็ดหนึ่ง ท้องเสียเมื่อคืนนี้ หายาแก้ท้องก็ไม่มี แม้เม็ดเดียวไม่มี มันเป็นยังไงพิจารณาดูซิ

ที่ว่าหลวงตาบัวได้ลูกศิษย์มีแต่ขอนซุงๆ หรือหลวงตาบัวเป็นหัวหน้าขอนซุงวะมันถึงเป็นอย่างนั้น น่าคิดไหมเหล่านี้ นี่ละที่เราไม่ให้พระเข้าไปยุ่งกับเรา พอเข้าไปปั๊บมันขวางแล้ว คนหนึ่งใช้ปัญญา คนหนึ่งเอาขอนซุงชนเข้าไปๆ มันเข้ากันไม่ได้ ไม่จำเป็นขึ้นกุฏิเราไม่ได้นะ พอขึ้นไปมันจะเห็นทันทีเลย พูดให้มันชัดเจนมันเป็นอยู่ในหัวใจนี้ มันจ้ามันครอบรอบอยู่นี่ ถึงเจ้าของจะเป็นเหมือนขอนซุงใจไม่ได้เป็นนะ นั่นละธรรม เอาไว้ที่ไหนก็เป็นธรรมล้วนๆ แล้วดูพระดูเณรเข้าไปเกี่ยวข้องจะเห็นความบกพร่อง สิ่งที่จัดที่ทำวางไว้เป็นเครื่องตีตราเจ้าของว่าเป็นคนโง่หรือคนฉลาด พระโง่หรือพระฉลาด ขึ้นมาทำนี้เป็นยังไงๆ

บางทีเราทำต้องทดสอบทดลองทุกอย่างนะ นี่ละสอนลูกศิษย์เพื่อความเฉลียวฉลาด หากมีแง่หนึ่งแง่ใดเอาไว้อย่างนั้นให้พวกพระนี้ขึ้นไป ขึ้นไปถ้ามีการปฏิบัติตามในแง่ที่เราวางนัยๆ เอาไว้นั้น ก็แสดงว่ามีความฉลาด ถ้าไปแล้วชนตูมๆ นี้มีตั้งแต่ว่ามันไม่ได้ติดหางเท่านั้นละพระ เข้าใจหรือยังพวกนี้น่ะ อย่างนั้นละเราทดลองพระ ของง่ายเหรอ ฆ่ากิเลสมันของเล่นเมื่อไร โถ ได้ฆ่ามาแล้วทำมาแล้ว เพราะฉะนั้นจึงเอาออกมาใช้ข้างนอกนี้จนกระทั่งถึงว่าจะอยู่กับหมู่เพื่อนไม่ได้จะให้ว่าไง คือกิเลสมันแหลมคมขนาดไหน มีแต่กิเลสครอบๆ หูหนวกตาบอดๆ ทำอะไรหลับหูหลับตาทำ มันไม่ได้ลืมตาคือสติปัญญาทำเลย แล้วกับศาสนามันเข้ากันได้ยังไง มันอดคิดไม่ได้นะนี่ เอาละให้พร

เมื่อคืนนี้มันเป็นสองยามโรคเมื่อคืนนี้ ทั้งไอทั้งจาม ไออย่างพิลึกพิลั่นเสียด้วยนะเมื่อคืนนี้ ทั้งไอทั้งจามอะไร มาค้นหายาในกุฏินั้นไม่มียาแก้หวัดสักขวดสักเม็ดเลย นี่อันหนึ่ง ท้องก็เสียเมื่อคืนนี้ มันเป็นอะไรก็ไม่รู้นะ มันบันดลบันดาลอะไรก็ไม่รู้ ท้องเสียถ่ายท้องเรี่ยราดใส่สบง แล้วมาหายาแก้ท้องก็ไม่มีสักเม็ดเดียว ยาแก้ท้องก็ไม่มี ยาแก้หวัดก็ไม่มี นั่นละกุฏิหลวงตาบัวทั้งหลังเลยนะ ทั้งๆ ที่พระเณรอุปถัมถ์อุปัฏฐากตลอดเวลารอบด้าน แต่เวลาจำเป็นไปหายาแก้หวัดเม็ดหนึ่งก็ไม่มี ยาแก้ท้องเม็ดหนึ่งก็ไม่มี มันอดคิดได้ไหม สอนคนให้มีความเฉลียวฉลาด มันเป็นอย่างนี้อดคิดได้ไหมพิจารณาซิ

มันอยู่แบบอิสระพระเหล่านี้น่ะ มันลืม อาจริโย เม ภนฺเต โหหิ ไปหมดแล้ว เป็นอิสระลืมเนื้อลืมตัวไปหมดแล้ว เราก็ไม่ชอบให้ใครเข้ามายุ่ง ให้ทำงานอื่นแทน อาจริโย เม แต่ครั้นแล้วมันก็ลุกลามเข้าไปจนไม่มองดูหน้าอาจารย์เลย มันก็พิลึก แน่ะ เอาละนะที่นี่ ต่อไปสั่งให้ใครไปประกาศโฆษณาหรือตีเกราะประชุม บอกว่าวัดป่าบ้านตาดขาดการ์ตูนอันหนึ่ง ขาดการ์ตูนว่า อย่ามาเที่ยวเพ่นพ่าน แล้วถือค้อนเงือดเงื้อไว้ เข้าใจไหม เอาติดไว้สองนั้นน่ะ คือมันขาดอันนี้มันจึงบกพร่องวัดป่าบ้านตาดเดี๋ยวนี้น่ะ ให้ทำการ์ตูนเงือดเงื้อเอาไว้ ถือไว้นี้ใครมาตีเลย อันนี้มันอาจจะค่อยดีขึ้น หรือมันยิ่งจะเลวลงก็ไม่รู้นะ มันยังไงกัน

ใครเป็นช่างการ์ตูน ไปหานายช่างมา เขียนการ์ตูนติดไว้ประตูทั้งสองข้าง การ์ตูนเงือดเงื้อเอาไว้ มันเป็นยังไง ตั้งแต่กูจะฟ้องท่านเปา มันมาเที่ยวนั่นมันก็พอแล้วใช่ไหม มันยังไม่ถึงอีก ต้องเอาการ์ตูนเข้ามาอีกซิ ลืมแล้วพระเท่าไร (๓๖ ครับผม) ๓๖ เอ้อ ข้อวัตรปฏิบัติของพระของเณรที่ทำนี้เรียบร้อยแล้ว เราก็อนุโมทนาด้วยว่าเรียบร้อยมาดั้งเดิมอยู่แล้วไม่บกพร่อง ทำข้อวัตรปฏิบัติปัดกวาดเช็ดถูซึ่งเป็นส่วนรวมเรียบร้อยมาโดยลำดับ แต่ผู้ที่เด่นๆ ก็คือพระฝรั่ง มีองค์หรือสององค์นี้เด่นมากเป็นพิเศษ ทำข้อวัตรปฏิบัติปัดกวาดเช็ดถูหาเก็บใบม้งใบไม้อะไร

มีพระชื่อว่าอะไรนะองค์หนึ่ง (ครูบาซอ) เออ นั่นแหละองค์นี้เก่งมากทำข้อวัตรปฏิบัติ เราก็อดไม่ได้เราเดินผ่านไป เห็นท่านกำลังทำข้อวัตรปฏิบัติหาเก็บใบไม้ คือปัดกวาดเรียบร้อยแล้วท่านยังไปตามเก็บ เช่นอยู่ในตำหนักท่านยังตามเก็บใบไม้ พอดีท่านทำอยู่ประตู เราเดินฉากไปก็ไปเจอกัน เห็นท่านกำลังเก็บใบไม้ เอ้อ อิส เวรี กู๊ด เราว่าไปเลย อิส เวรี กู๊ดๆ เราก็ไปเลย มันหากมีข้อหนึ่งจนได้ บอกว่า อิส เวรี กู๊ด เมื่อคืนนี้มันรุนแรงอยู่นะ ไม่ทราบเป็นยังไง เป็นมาพร้อมๆ กัน เป็นหวัดไอเสียจน แล้วท้องเสียด้วยเมื่อคืนนี้ ขึ้นพร้อมๆ กัน เพราะฉะนั้นจึงว่ามาคว้าใส่ยาแก้หวัดก็ไม่มี มาคว้าใส่ยาแก้ท้องก็ไม่มี มันเป็นยังไง

หลังจังหัน

         (หลวงตาเมตตามอบเครื่องดมยาสลบ ๑ เครื่องและรถพยาบาล ๑ คันให้แก่โรงพยาบาลจังหวัดเลยตามที่ขอ) ได้สนุกทำบุญให้ทาน เราคราวนี้ช่วยโลกจริงๆ นะ ที่ว่าประกาศออกเราจะเป็นผู้นำก็นำจริงๆ อย่างออกหน้าออกตาตั้งแต่บัดนั้นมา อะไรเพื่อส่วนรวมทั้งนั้นเลย ทองคำเราก็ได้ตั้ง ๑๑,๐๐๐ กำลังจะถึง ๕๐๐ กิโลละมัง เข้าคลังหลวงเรียบร้อยแล้ว ไปหาที่ไหนได้ง่ายๆ ทองคำตั้ง ๑๑,๐๐๐ กำลังจะถึง ๕๐๐ กิโล เรียกว่า ๑๑,๕๐๐ ก็ไม่ผิด เพราะไม่กี่วันก็จะถึง มันมาทุกวันๆ ทองคำเป็นกอบเป็นกำเข้าสู่คลังหลวง เป็นเครื่องหมายของการช่วยชาติของเราคราวนี้ ที่มันจะจมปี ๒๕๔๐ เราไม่ลืม เราสะเทือนใจมากถึงร้องโก้กเลยเชียว

ที่ร้องโก้กคือคิดถึงปู่ย่าตายายของเรา ที่พาถ่อพาพายมาด้วยความสงบร่มเย็นเรื่อยมาเมืองไทยเรา ไม่ได้มีความเดือดร้อนอะไร มีความสงบร่มเย็น เป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำเรื่อยมา แล้วก็มาเจอเอาปี ๒๕๔๐ อะไรๆ จะจมลงหมด มองดูหมูหมาเป็ดไก่ผู้คนหัวจ่อลงทะเลแห่งความล่มจมมันก็ว้ากขึ้นมาละซิ เอ้า จะช่วย อย่างนั้นละเอาจริงด้วยนะเรา ถ้าว่าว่าจริงนะไม่ได้เหลาะแหละ ช่วยตั้งแต่นั้นมา ผลแห่งการช่วยชาติของเราคราวนี้เด่นมากอยู่นะไม่ใช่เล่นๆ เช่นอย่างทองคำก็ได้ตั้ง ๑๑,๐๐๐ บอกว่า ๕๐๐ เลยเพราะกำลังจะถึงห้าร้อย ๑๑,๕๐๐ กิโล

ดอลลาร์ได้เข้า ๑๐,๒๐๐,๐๐๐ กว่า จากนั้นก็หักมาช่วยเงินไทยดังที่เล่าให้ฟังแล้ว คือเดี๋ยวนี้เงินไทยกับดอลลาร์ไปด้วยกัน ออกปลูกนั้นสร้างนี้ เฉพาะอย่างยิ่งโรงพยาบาลออกตลอด อย่างนี้ละออกตลอด เราช่วยจริงๆ เราช่วยชาติเราช่วยจริงๆ บอกตามความจริงทุกอย่าง คือเราพอแล้ว ในหัวใจพอหมด พูดแล้วสาธุ เราพูดตามหลักความจริงตามธรรมนั้นเอง คือธรรมมีความพอ นี่เราถึงขั้นพอเราก็บอกเราพอ พอในหัวใจ ธรรมกับใจเป็นอันเดียวกันแล้วพอ จากนั้นปล่อยหมด มีความเมตตาเข้าแทรก ความเมตตานี่ครอบหมด ไปที่ไหนมีแต่ความเมตตา

ตามถนนหนทางไป เขามาขายของ เขาขี่มอเตอร์ไซค์มีสินค้าอะไรอยู่นั้น จอดรถซื้อของเขา ของก็เอาสักชิ้นหนึ่งเท่านี้ละ แล้วมอบเงินให้เขาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ ไปเรื่อยๆ นี่ความเมตตา ไปไฟเขียวไฟแดงเหมือนกัน ถึงไฟเขียวเราผ่านไปแล้วต้องจอดให้พวกขายดอกไม้ เขาขายดอกไม้เขาจะได้ จอดให้เขาไปเอา อย่างนั้นละ แม้แต่รถนำเรามี รถนำไปเราก็สั่งรถนำข้างหน้าไปถึงนั้นให้จอดไฟเขียว ให้พวกขายดอกไม้ไปเอาเงินเสียก่อนแล้วค่อยไป ความสงสารไม่ใช่อะไรนะ มันไม่มีอะไรติดเดี๋ยวนี้ มันอ่อนนิ่มไปหมดทั่วโลกธาตุ ใครจะมีเท่าไรๆ เราไม่มีๆ หมด เรียกว่าเราไม่มีอะไรกับใคร กิริยาอาการที่แสดงต่อสมมุติทั้งหลายเป็นธรรมดาดังที่เห็นนี้ มีที่น่าต้องติที่น่าชมเชยเป็นธรรมดา เพราะสมมุติ ธรรมชาติอันนั้นเป็นอย่างนั้นหาที่ต้องติไม่ได้แล้ว

โกดังนี่ก็โกดังสำหรับใส่ของ เต็มนะนั่นโกดัง โรงพยาบาลต่างๆ มาให้มาได้เลย ไม่ว่าจะมาใกล้มาไกล มีสองระยะ ตั้งแต่ อุบล โคราช อุตรดิตถ์ ออกไปทางโน้นให้พิเศษๆ ส่วนวงในเข้ามานี้ให้ธรรมดา แล้วก็เติมน้ำมันให้ทุกคันรถเลย เราให้อย่างนั้นตลอด พระรู้นิสัยเสียด้วย เพราะเราทุกสิ่งทุกอย่างจริงจังทุกอย่าง ถ้าอย่างสั่งอย่างนี้ก็เคลื่อนไม่ได้นะ ถ้าเคลื่อนตรงไหนซัด ดีไม่ดีไล่พระหนีจากวัดนี่ของง่ายเมื่อไร จริงจังมากทุกอย่าง ที่อยากจะให้เป็นประโยชน์ กลับจะทำประโยชน์ส่วนใหญ่ให้เสียเพราะคนๆ นี้ ไล่คนนี้หนี ประโยชน์อันนั้นจะยัง นั่น เข้าใจไหม ไม่ใช่ไล่เฉยๆ นะ เทียบเคียงปุ๊บปั๊บทันทีเลย ให้พร

 

รับชมและรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน  FM 103.25 MHz

และเครือข่ายทั่วประเทศ

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก