ภูมิเราภูมิหนู
วันที่ 28 พฤษภาคม 2550 เวลา 7:30 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐

ภูมิเราภูมิหนู

         เทศน์หม้อเล็กหม้อจิ๋วนี่เทศน์อยู่บนศาลา ตั้งแต่ยังไม่มีประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้อง เทศน์สอนพระล้วนๆ เทศน์หม้อเล็กหม้อจิ๋วอยู่ข้างบน ที่ได้ฟังทุกวันนี้ก็จะได้อันที่เก็บเอาไว้ อัดเทปไว้ เทศน์ทุกวันนี้มันแกงหม้อใหญ่ๆ ไม่ค่อยมีแกงหม้อเล็กหม้อจิ๋ว นานๆ จะมีทีหนึ่ง ถ้าไปสถานที่ใดมีพระตั้งใจประพฤติปฏิบัติดีทางจิตตภาวนาแล้วก็ออกบ้างๆ ส่วนที่เทศน์อยู่บนศาลานี้ร้อยทั้งร้อยเลยออก ธรรมะแกงหม้อเล็กหม้อจิ๋วทั้งนั้น ทุกวันนี้ก็ได้อันนี้ละฟังสำหรับนักภาวนาทั้งหลาย ส่วนมากเขาจะออกตอนดึกๆ เขาจัดรายการดีเหมือนกัน คือรายการดึกๆ เป็นรายการภาวนาต้องการเงียบๆ

ที่เราเทศน์ทั้งหมดในธรรมทุกขั้นนี้ เทศน์ถอดออกมาจากหัวใจด้วยนะ จึงกล้าพูดได้ทุกอย่าง เหมือนพระพุทธเจ้า เราไม่ได้วัดรอย พระพุทธเจ้าพระองค์ไปถามใคร พอตรัสรู้ผางขึ้นมาเป็นศาสดาเอกในเดี๋ยวนั้นเลย อันนี้ภูมิใดๆ ก็ตามสาวกแต่ละองค์ๆ ตามนิสัยวาสนาของท่านจะเกิดของท่านเอง ไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้าเพื่อนำธรรมะไปสั่งสอนโลก ไม่มี พอบรรลุธรรมปึ๋งแล้ว นั่นเต็มภูมิของท่านแล้วออก เป็นอย่างนั้นละ ก็ดูซิที่เราเทศน์นี่ก็เหมือนกัน เราเทศน์ก็ออกเต็มภูมิหนูของเรา ภูมิเราภูมิหนู ถ้าเห็นแมวมาเราก็หมอบเสีย พอแมวผ่านไปแล้วเราค่อยออก เข้าใจไหม เราสภาหนูนี่วะ

(มีคนเขียนจดหมายมาครับ เรื่องงานบุญข้าวเปลือกที่ผ่านมาเมื่อเดือนกุมภา ๕๐ หลานได้มาร่วมงาน ได้ไปเจอพระบอกบุญบริเวณลานข้าวเปลือกทางทิศตะวันออก มีป้ายบอกบุญว่า มาจากวัดป่าจำกู่ อ.เมือง จ.ลำพูน ท่านมีรูปภาพให้บูชาใบใหญ่ใบละ ๕๐ บาท ใบเล็กใบละ ๒๐ บาท โดยมีหลักฐานเป็นรูปภาพพระพุทธเจ้า รูปครูบาอาจารย์องค์ต่างๆ และรูปของนางสาวจ้อที่ทำร้ายร่างกายแม่ขณะแม่สวดมนต์ ร่างกายจึงแปรสภาพมาเป็นสุนัขดังภาพที่ส่งมาพร้อมนี้ นอกจากนี้ยังมีเทปและวีซีดีเรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องนี้หลานสงสัยว่าทางวัดป่าบ้านตาดรับทราบหรือไม่ เพราะหลายคนที่ไปบูชาต่างวิเคราะห์กันว่าทางวัดอาจจะทราบหรือไม่ทราบหนอ ถ้าหลวงตากับทางวัดไม่ทราบอาจจะเป็นความเสียหายได้ หลานจึงกราบเรียนมาด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่ง) หลานเอ๊ย หลวงตาได้ทราบ แล้วแต่หลานจะหาบเอาบุญหรือบาปเป็นของหลานหมด เท่านั้นพอ ไม่ตอบยาก ตอบเท่านั้นพอ เอาเลยนะหลาน มีทุกแบบนั่นแหละ แบบไหนก็แบบนั้นเป็นของใครของเรา กมฺมสฺสโกมฺหิ กรรมเป็นของตัวจะไปแยกให้ใครไม่ได้

(ชาวมาเลเซียถวายหนังสือปฏิปทาพระธุดงคกรรมฐาน ภาคภาษาอังกฤษ พิมพ์ในมาเลเซีย จำนวน ๑,๐๐๐ เล่ม) ปฏิปทาฯ กับประวัติหลวงปู่มั่น เราเป็นผู้แต่งเอง ประวัติหลวงปู่มั่นสำคัญมากทีเดียว พอพูดอย่างนี้แล้วก็มาระลึกถึงโยมแม่ โยมแม่ไม่เคยยกยอลูกสักที โยมแม่เรา เราเข้าไปครัวกับท่านปัญญา โยมแม่ก็มานั่งปั๊บ ให้แม่ชมเชยลูกสักหน่อยเถอะวันนี้ ชมเชยอะไรตั้งแต่เป็นเด็กเป็นเล็กทั้งเฆี่ยนทั้งตีทั้งดุทั้งด่า พอโตขึ้นมาแล้วจะมายกยอเรื่องอะไร โอ๋ย ตอนเด็กก็เป็นอย่างหนึ่ง ผู้ใหญ่เป็นอย่างหนึ่ง จากนั้นก็พูดถึงเรื่องการแต่งประวัติหลวงปู่มั่น แม่อ่านแล้วน้ำตาร่วงเลย

เราก็ตอบว่า พ่อแม่ครูจารย์มั่นท่านเป็นจอมปราชญ์สมัยปัจจุบัน ก็แต่งไปตามร่องรอยของท่านนั่นแหละ ดีหนักเบาแค่ไหนก็เป็นเรื่องของท่านเอง อันนั้นก็ยกให้ แต่ผู้แต่งนี่ละสำคัญมาก เอาอีกแหละ บอกตรงๆ เลยผู้แต่งสำคัญมาก เหมือนไม่ได้เกิดในท้องแม่เลย ว่างั้น พูดตรงๆ เลย ทำไมถึงหยดย้อยเอานักหนา ไปที่ไหนตามกันได้หมดเลย สุดท้ายโยมแม่ก็ลงลูกนะ ลงเอง นั่นละแม่ลงลูกก็คือโยมมารดา ลงจริงๆ ลงสุดขีดเลย เราก็ไม่เคยตั้งแต่บวชมาแล้วที่จะไปพูดในฐานะแม่กับลูก ไม่เคยมีนะ ที่จะไปพูดในฐานะแม่กับลูกคุยกันไม่มี เราไม่เคยมี เข้าไปในครัวนี้ก็เป็นสาธารณะๆ ตลอดเวลาเข้าไป พูดที่ไหนเหมือนกันเราไม่เคยพูด เฉพาะแม่กับลูกไม่เคย แต่โยมแม่นี้ลง

ตอนที่ลงมากที่สุดก็คือตอนเราไปเทศน์สอนคุณเพาพงา ตั้ง ๙๐ กัณฑ์กว่าละมั้ง ๓ เดือน เขาไปพักอยู่ ๓ เดือน เขาเขียนจดหมายมาหาเราว่า หมอเขาตรวจดูแล้วว่าเป็นโรคมะเร็งในกระดูก อย่างนานไม่เลย ๖ เดือนตาย ไม่มีทางอื่นทางใดที่จะแก้ไข สำหรับร่างกายนี้มีเท่านั้น อย่างนาน ๖ เดือนเขาบอก แล้วหมดหนทาง ทางแก้ไขก็มีแต่แก้ไขทางด้านจิตใจแกว่างั้น เพราะฉะนั้นจึงอยากจะมาภาวนาที่วัดป่าบ้านตาดจนกว่าจะถึงวันตาย เราก็เปิดให้สองทาง แกมาทางแรกเลย มาทางเด็ด เราจึงให้อยู่ที่กุฏิคุณหญิงก้อย ตั้งแต่นั้นมาเราไปเทศน์ให้ฟังทุกคืนเลย เทศน์อยู่ตั้ง ๓ เดือน นั่นละโยมแม่ลงเต็มที่ตรงนั้น เขาบอกว่าแกจะอยู่ได้ ๖ เดือน สุดท้ายอยู่ได้ถึงปีนะ ปีกว่าเพาพงาน่ะโรคมะเร็ง ที่ว่าแม่ลงลูกก็คือโยมแม่ลง ลงจริงๆ

บางทีร้องแวดขึ้นเลย มันหากมีธรรมะของเราที่พูดไปๆ สัมผัสสัมพันธ์อะไรไปเรื่อยๆ ไม่ได้เจตนาที่จะพูดอย่างนั้นๆ นะ พูดไปสัมผัสสัมพันธ์ไปก็พูดไปเรื่อยๆ ไปจนถึงสุดขีดเลย สุดขีดแล้วก็ไปเวลานั้นด้วย สุดขีดของธรรม สุดขีดของชีวิตว่างั้นเถอะ พอถึงจุดนั้นแล้วก็ลาโลกไปเลย โยมแม่ร้องแว้ด โอ๊ย แม่ไม่อยากฟังคำนี้ สุดขีดของธรรมแม่อยากฟัง แม่น้ำตาร่วงตลอดมาว่างั้น แต่สุดขีดของชีวิตแม่ไม่อยากฟัง ร้องแวดๆ เลยโยมแม่ เราก็พูดตามหลักความจริง  เราพูดไม่มีอะไรนี่ พูดไปธรรมดาๆ เราไม่มีอะไร อย่างทุกวันนี้เราก็ไม่มีอะไรกับโลก ถึงจะมีกิริยาท่าทางน่าติน่าชมขนาดไหน ก็เป็นเรื่องสมมุติต่อสมมุติเข้ามาประสานกันเท่านั้นเอง สำหรับเรื่องจิตใจของเราเราไม่มีอะไรในโลก เราบอกตรงๆ  ผ่านไปหมดแล้วโดยสิ้นเชิงไม่มีเหลือ ใครจะตำหนิติฉินนินทาอะไรมันก็อยู่ในวงสมมุติด้วยกัน กิริยาอาการดีหรือไม่ดียังไง ควรชมก็ชม ควรติก็ติไปตามนี้เท่านั้น ส่วนธรรมชาตินั้นไม่มีทาง นั่น มันเป็นคนละวรรคละตอน

การเทศนาว่าการสอนโลกนี้เราก็สอนเต็มภูมิของเราที่จะรับได้แค่ไหน ที่ได้รับมานี้ก็จากพ่อแม่ครูจารย์มั่น เราลืมเมื่อไรพ่อแม่ครูจารย์มั่น แหม ท่านเทศน์นี้เด็ดเดี่ยวเฉียบขาด ฟังตั้ง ๔ ชั่วโมงลืมเลยละ นั่งถึง ๔ ชั่วโมง ไปถึงท่านทีแรกท่านเทศน์ถึง ๔ ชั่วโมง ตั้งแต่เริ่มจนกระทั่งจบ ๔ ชั่วโมง ครั้นนานเข้ามาก็ ๓ ชั่วโมง สุดท้าย ๒ ชั่วโมงจบ จากนั้นไม่เทศน์อีกเลย ท่านเทศน์ ๓ พัก พัก ๔ ชั่วโมง ๓ ชั่วโมง ๒ ชั่วโมง จบตอน ๒ ชั่วโมง จากนั้นไม่เทศน์อีกเลย

เราเกิดมาก็ได้ฟังเทศน์หลวงปู่มั่นเราที่ฟังถึงใจจริงๆ เพราะท่านถอดออกจากหัวใจ มรรคผลนิพพานอยู่นี้หมด เปิดออกๆ สำหรับผู้ที่ตั้งใจฟังเพื่ออรรถเพื่อธรรมจริงๆ นี้ โหย ฟังไม่อิ่ม คิดดูซิท่านเทศน์ถึง ๔ ชั่วโมงยังว่าท่านเทศน์น้อยไปอีก นั่นเห็นไหม เวลามันกล่อมลง ธรรมะกล่อมจิตเป็นอย่างนั้น ก็ไม่เห็นมีใครตั้งแต่เราผ่านมา เราไม่ได้ประมาทครูบาอาจารย์องค์ใดนะ มีหลวงปู่มั่นองค์เดียวเท่านั้นที่เทศน์เรียกว่า จอมปราชญ์ในสมัยปัจจุบัน มีหลวงปู่มั่นเท่านั้น เทศน์นี้ไหลเลยเชียว ออกจากนี้ล้วนๆ

คือจิตของท่านเปิดหมดแล้ว เรื่องสมมุติอะไรๆ นี้ไม่มีเข้ามาผ่านเลย กิเลสเป็นจอมสมมุติ พอกิเลสสิ้นไปแล้วสมมุติก็สิ้นภายในใจ โล่งไปหมด เมื่อโล่งแล้วมีแต่ธรรมล้วนๆ ออกได้เต็มเหนี่ยวๆ แล้วแต่จะออกหนักเบามากน้อยเพียงไร สมควรแก่ผู้มาฟังจะรับผลประโยชน์ได้มากน้อยเพียงไร ธรรมะจะออกทันทีๆ รับกัน สำหรับพ่อแม่ครูจารย์เป็นอย่างนั้น

ไปอยู่หนองผือ ไปอยู่บ้านโคกนามน มีแต่ธรรมะแกงหม้อเล็กหม้อจิ๋วทั้งนั้น เพราะไม่มีประชาชนเข้าไปเกี่ยวข้อง ฟังนี้โถ ถึงใจๆ เราจึงได้เคยพูดออกมาเลย ที่เราบวชมานี้พรรษาที่ ๑๐ เป็นพรรษาที่เราหนักมากที่สุดเลย เราจำได้ที่จำพรรษาบ้านนามน เป็นพรรษาที่หนักมาก หนักทั้งทางร่างกาย หนักทั้งด้านจิตใจ ทางร่างกายก็ทรมาน ทางจิตใจก็ทรมาน นอกนั้นก็หนักทางนู้นเบาทางนี้บ้างไม่เสมอกัน แต่สำหรับบ้านนามนนั้นหนักทั้งสองฝ่ายเลย นั่นละปีพรรษา ๑๐ เป็นพรรษาที่เราหนักมากที่สุดในการฝึกทรมานตน นอกนั้นไม่ปรากฏ อันนั้นมันเสมอกันทั้งร่างกายทั้งจิตใจหนักเท่ากัน ทรมานเท่ากัน

จากนั้นไปแล้วทางด้านจิตใจแหลมคมเท่าไร ทางด้านจิตใจยิ่งหนักเข้าไป ส่วนร่างกายก็ค่อยตามกันไป ส่วนจิตใจมันหมุนติ้วๆ เลย เรียกว่าจิตใจหนักมาก หนักโดยอัตโนมัตินะ ไม่ใช่หนักโดยบังคับ หนักโดยอัตโนมัติ มันหมุนของมันไปเรื่อยๆ พรรษา ๑๐ เป็นพรรษาที่หนักมากทั้งทางร่างกายและจิตใจ หลังจากนั้นมาแล้วก็เป็นสติปัญญาอัตโนมัติ อันนี้หนักทางด้านจิตใจเรื่อยมา นั่นละตอนที่พ่อแม่ครูจารย์มั่นป่วย ในพรรษาท่านจะมรณภาพ ตอนนั้นตอนจิตเราหมุน หมุนตลอดเลยไม่ได้นอน บังคับมันก็ไม่หลับนะ ต้องได้ใช้พุทโธเราไม่ลืม

คือเราจะบังคับธรรมดาไม่ได้ อำนาจของสติปัญญามันลากทีเดียวพุ่งๆๆ เลย มันไม่อยู่ในความสงบ ความสงบไม่มีค่า สู้สติปัญญาที่แก้กิเลสเบิกกว้างๆ ไปไม่ได้ สติปัญญาเบิกกว้างแล้วรุนแรงมากทีเดียว เราจะยับยั้งให้อยู่ด้วยความสงบธรรมดาไม่ได้ ต้องยับยั้งด้วยพุทโธ เอาพุทโธมา นึกให้จิตอยู่กับพุทโธ คือพอรามือเท่านั้นมันจะผึงเลย ออกทางด้านปัญญา เพราะมันรุนแรงมาก ต้องได้พุทโธ พุทโธๆ บังคับเสียด้วยนะเผลอไม่ได้ รามือไม่ได้มันจะออกทางปัญญา ต้องบังคับกับพุทโธๆ แล้วจิตสงบแน่วเลย สงบเป็นสมาธิแน่ว เอาพุทโธบังคับนะ เอาธรรมดาบังคับไม่ได้ พลังของสติปัญญามันรวดเร็วมันรุนแรงมากเอาไว้ไม่อยู่ ต้องเอาพุทโธหักห้ามเอาไว้ พุทโธๆ บังคับ บังคับเรื่อยๆ แล้วก็ลงแน่ว

พอมันลงแล้วก็เหมือนถอดเสี้ยนถอดหนาม จิตเวลามันลงมันปล่อยภาระทั้งหมดเข้าสู่ความสงบแน่ว นั่นเหมือนถอดเสี้ยนถอดหนาม เบาหวิวหมดทั้งตัว บังคับให้อยู่นั้นถอยมาไม่ได้มันจะออกทางด้านปัญญาอย่างรวดเร็ว ต้องบังคับเอาไว้ ถึงจะสงบเย็นก็บังคับให้อยู่ในนั้น จนกระทั่งมันพอแก่ความต้องการแล้วถึงค่อยรามือ รามือก็ผึงเลย ปัญญาออก นั่นขั้นปัญญา ขั้นปัญญาแก้กิเลสอยู่ไหนแก้หมดแก้กิเลส ถึงขั้นสติปัญญาแก้กิเลสแก้ตลอดเว้นแต่หลับ เช่นเดียวกับกิเลสอยู่บนหัวใจสัตว์ อยู่ที่ไหนๆ กิเลสทำงานตลอด ทำงานโดยอัตโนมัติของมัน ไม่ว่าสัตว์บุคคลใดก็ตามกิเลสทำงานตลอด

เราก็ไม่เคยรู้แต่ก่อน แต่เวลาธรรมะแก้กิเลส แก้จนกระทั่งนอนไม่หลับ บังคับกัน คือมันหมุนเพื่อแก้กิเลสตลอดเวลา อยู่ที่ไหนมีแต่แก้กิเลสโดยอัตโนมัติๆ จึงได้ทราบว่า อ๋อ เรื่องธรรมะนี้เมื่อมีกำลังแล้วแก้กิเลสก็แก้อัตโนมัติเหมือนกันกับกิเลสผูกมัดสัตว์โลกเหมือนกัน นั่น มันจับได้ทันทีเลย ทีนี้พอกิเลสขาดสะบั้นไปแล้วหมด ไม่มีอะไรมาผ่าน แน่ะ ก็กิเลสเท่านั้นตัวเป็นข้าศึกใหญ่โต เหล่านี้ก็มาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังหมดแล้ว ธรรมเหล่านี้ไปหาที่ไหน หาคัมภีร์ก็เห็นอยู่ตัวหนังสือ หาในภาคปฏิบัติสำหรับผู้ปฏิบัติจิตตภาวนาจะเจอ เจอที่หัวใจของผู้ภาวนา

พระพุทธเจ้าพระสาวกทั้งหลายเจอที่ภาวนา ไม่ได้ไปเจอในคัมภีร์ คัมภีร์พอเป็นปากเป็นทางเพื่อเข้าสู่ความจริงเท่านั้น เอาจริงๆ แล้วเข้าจิตตภาวนา จะไปเจอความจริงที่นั่นแหละ ธรรมเหล่านี้มีใครมาพูดทุกวันนี้ เราอยากจะพูดให้เต็มปาก ก็ไม่มีใครสนใจภาวนาแล้วจะเอาอะไรมาพูด ดีไม่ดีดูถูกพุทธศาสนาด้วยซ้ำ แล้วดูถูกผู้นั่งภาวนาอยู่ในป่า ว่าภาวนานั่งหลับหูหลับตาจะได้เรื่องได้ราวอะไร ไปอย่างนั้นนะ พวกเรียนเป็นหนอนแทะกระดาษอยู่นั้นเป็นผู้ทำประโยชน์ ทำประโยชน์ขี้หมาอะไร ต่างคนต่างเรียนมามันฟัดกันได้ เข้าใจไหมล่ะ

เราก็เรียนเราก็ปฏิบัติ มันตามได้ทุกอย่าง ภาคปฏิบัติเป็นภาคสำคัญมากทีเดียว เวลาเรียนได้ช่องทางแล้วทีนี้เปิดๆๆ นะ ถ้าไม่เรียนก็ไม่รู้ ธรรมะประเภทที่พูดเหล่านี้ใครเอามาพูด ก็ไม่มีใครทำไม่มีใครพูด นี่ทำแทบเป็นแทบตายเฉียดสลบไสลถึงได้ธรรมประเภทนี้มา เวลาได้มาแล้ว นี้ก็เคยพูดบ้างแล้วไม่ใช่หรือว่า เวลามันผางขึ้นมานั้นแล้วอ่อนใจหมดที่จะสอนโลกทั้งหลาย สอนไปทำไม นู่นดูซิน่ะ เราไม่เคยคาดเคยคิด แล้วมันก็วิ่งไปหาพระพุทธเจ้าที่ทรงปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าเพื่อนำธรรมมาสอนโลก พอตรัสรู้ขึ้นมาแล้วทรงทำความขวนขวายน้อยไม่อยากสอนโลก จนท้าวมหาพรหมมาอาราธนา พฺรหฺมา จ โลกา ว่าสัตว์ทั้งหลายผู้มีมลทินเบาบางยังมีอยู่มากไม่ใช่จะหนาไปหมด ขออาราธนาพระองค์ทรงเมตตาสัตว์โลก

อันนี้เพียงตัวเท่าหนูเป็นนะ เวลามันจ้าขึ้นมานี้มองดูที่ไหน เอ๊ะ สอนไปหาอะไร เราทำแทบเป็นแทบตายถึงมาเป็นอย่างนี้ แล้วใครจะมาสละชีพเพื่อเป็นเพื่อตายได้อย่างนี้ เพื่อจะรู้ธรรมอย่างนี้ อ่อนใจนะ สุดท้ายก็ย้อนหน้าย้อนหลังมันก็ไปได้เหมือนกัน เป็นอย่างนั้นละ เวลามันเป็นขึ้นทีแรกอ่อนใจท้อใจ ทำความขวนขวายน้อยไม่อยากสอนใครเลย อยู่ไปกินไปวันหนึ่ง พอถึงวันตายแล้วไปเสียเท่านั้นละ ไปอย่างนั้นนะ ไปง่ายๆ อยู่ไปกินไปก็คือ ไปอยู่ในป่าในเขา หาอาศัยเขากินไปวันหนึ่งๆ เวลาอยู่ก็อยู่ในป่าสบาย สงบร่มเย็นในธรรมทั้งหลายในป่าในเขา พอถึงกาลเวลาแล้วดีดผึงไปเลย ไม่ได้มาเกลื่อนกล่นวุ่นวายกับส้วมกับถานดังที่เป็นอยู่เวลานี้นะ

นี้มีแต่ส้วมแต่ถานจะว่าอะไร ไปที่ไหนใครมีความสะอาดมาอวดกันไม่มีในหัวใจ มีแต่ส้วมแต่ถาน ท่านผู้นักภาวนานั่นละเป็นผู้มีอรรถมีธรรมมีทองคำอยู่ในใจๆ จนกระทั่งจ้าขึ้นมาแล้วทองคำทั้งแท่งอยู่ในใจ เทียบกับส้วมกับถานมันเข้ากันได้ยังไง นั่นละท่านท้อใจ ท้ออย่างนั้นเอง เอาละวันนี้พูดเพียงเท่านี้ละ พอ

ที่ฝันแปลกๆ เคยเล่าให้ลูกศิษย์ฟัง ตอนเราไปร้อยเอ็ด ที่ว่าฝันแปลกๆ แต่ดูว่าเป็นมงคลที่ว่า ท้าวสักกเทวราชมาขอฟัน ในความฝันไม่ใช่ภาวนานะ ฝัน ฝันว่าท้าวสักกเทวราชมาขอฟัน ฟันซีกนั้นมันโยกคลอนอยู่เจ็บอยู่ แล้วเราก็รู้สึกว่าได้ปลงใจให้นะในความฝัน พอตื่นเช้าขึ้นมาฟันนั้นไม่เห็นเลย ไม่ทราบหายไปไหน จะกลืนก็ไม่ได้คิดไม่รู้สึกว่าได้กลืนนะ หายไปเลยจนกระทั่งป่านนี้ เอาไปแล้ว ท้าวสักกเทวราชมาขอฟัน เอ้อ มันแปลกอยู่นะ นอนหลับไม่ใช่ภาวนา ฝัน มาขอฟัน บอกด้วยนะบอกชัดเจน ว่าจะเอาไปให้พวกทวยเทพทั้งหลายกราบไหว้ อยู่กับมนุษย์มันยุ่ง เลยพูดทั้งสองภาคนะ เราก็พูดให้ฟังทั้งสองภาค เขาว่าจะไปให้พวกทวยเทพทั้งหลายกราบไหว้เขาว่างั้น อยู่กับมนุษย์มันยุ่ง เขาบอกว่ามนุษย์ยุ่ง ไม่ทราบว่ามนุษย์นี้ยุ่งอะไรก็ไม่รู้ เขาพูดย่อๆ เท่านั้น อยู่กับมนุษย์ยุ่งว่างั้น

 

รับชมและรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน  FM 103.25 MHz

และเครือข่ายทั่วประเทศ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก