พากันเก็บความรู้สึก
วันที่ 8 มิถุนายน 2550 เวลา 7:40 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๐

พากันเก็บความรู้สึก

         สรุปทองคำน้ำไหลซึมถึงวันที่ ๗ มิถุนา ทองคำที่หลอมแล้วได้ ๔๖๒ กิโลครึ่งเท่ากับ ๓๗ แท่ง ทองคำที่ยังไม่ได้หลอม ๖ กิโล ๓๔ สตางค์ รวมทองคำที่หลอมแล้วและยังไม่ได้หลอมเป็น ๔๖๘ กิโล ๓๓ บาท ๒๓ สตางค์ ถ้ารวมกับทองคำ ๓๗ กิโลครึ่งที่มอบไปแล้วนั้นเข้าด้วยกันก็เป็น ๕๐๖ กิโล ๓๔ สตางค์ เราได้เป็นชิ้นเป็นอัน ทุกอย่างนะที่ช่วยชาติคราวนี้ ไม่ได้ทำเล็กๆ น้อยๆ เป็นชิ้นเป็นอันทุกอย่าง ไม่ว่าทองคำไม่ว่าดอลลาร์อะไรเข้าสู่คลังหลวงของเราเป็นชิ้นเป็นอันทุกอย่าง เช่นอย่างที่ว่านี่

         ได้เป็นชิ้นเป็นอันทุกอย่าง พาพี่น้องทั้งหลายทำไม่ได้ทำเหลาะแหละ ทำเป็นชิ้นเป็นอันทุกอย่าง เอาจริงเอาจังทุกอย่าง ได้มาเป็นชิ้นเป็นอันเข้าคลังหลวงของเรา ไม่ได้ทำเหยาะๆแหยะๆ พอเป็นพิธีพิแธอะไร แล้วประกาศลั่นโลก มีแต่เสียง มีแต่ชื่อ มีแต่ลมปาก นี่ไม่ใช่ลมปาก ต่อยหมัดหนึ่งไม่พอซัดสองหมัดเข้าไป เข้าใจไหมล่ะ อย่างนั้นถึงว่าเอาจริงเอาจังซิ ชาติไม่ใช่ของเล่น เป็นของคนทุกคนในเมืองไทยเรา เวลาช่วยต้องช่วยจริง เวลามันจะจมมันก็จมจริงๆ ทั้งประเทศจะว่าอย่างไร เวลาช่วยกันต้องช่วยจริงจังซิ อย่าทำเหลาะๆ แหละๆ นะ ทำอะไรกับชาติของตน กับตัวเองก็ดี กับชาติของตัวเองก็ดี อย่าเหลาะๆ แหละๆ ทำอะไร

         ให้มีจริงมีจังทุกอย่างซี ตั้งแต่ต้นไม้มันยังมีเปลือก มีกระพี้  มีแก่น มีรากแก้ว นั่นฟังซิน่ะ เขามีหลักมีเกณฑ์ของเขา ทำอะไรเหลาะๆ แหละๆ ไม่ดี เวลาผลเกิดมาก็อย่างว่า ไม่ค่อยได้พอเป็นที่ปลื้มใจกับเจ้าของผู้ขวนขวายมา เพราะขวนขวายเหยาะๆ แหยะๆ ไม่จริงไม่จัง เอาจริงเอาจังทุกอย่างเวลาได้มาเป็นที่พอใจๆ นั่นละผลตอบรับกันเป็นที่พอใจ เหตุเหยาะๆ แหยะๆ ผลก็อย่างว่า

         ทองคำคราวนี้ก็ไม่ใช่เล็กๆ น้อยๆ คำว่าช่วยชาติก็ให้เป็นชิ้นเป็นอัน เป็นเครื่องหมายของการช่วยชาติว่าคืออะไร เช่นอย่างทองคำเราเห็นไหมล่ะ ตั้ง ๑๑,๕๐๖ กิโล ฟังเอาซิ ทองคำเราเข้าคลังหลวงแล้ว สำหรับดอลลาร์เข้า ๑๐ ล้าน ๒ แสนกว่า  ทำอะไรให้มีเหตุมีผลทุกอย่าง ติดตามให้ได้เหตุได้ผลมา เช่นอย่างว่าดอลลาร์ทำไมได้เพียง ๑๐ ล้าน ๒ แสนกว่าเท่านั้น ส่วนทองคำได้อย่างว่านี่แหละเข้าคลังหลวง ดอลลาร์ได้เพียง ๑๐ ล้านกว่า ก็เพราะเงินไทยไม่พอที่จะช่วยคนไทยทั้งประเทศ จึงดึงดอลลาร์ออกมา ดอลลาร์เลยเข้าคลังหลวงไม่ได้ ถูกเงินไทยดึงออกมาช่วยกัน เพื่อช่วยชาติบ้านเมืองของเรา เพราะฉะนั้นดอลลาร์จึงไม่ได้เข้าคลังหลวงนะระยะนี้ เรานั่นแหละเป็นผู้พินิจพิจารณาแยกออก

ทำอะไรมีเหตุมีผล มีหลักมีเกณฑ์ เราไม่ได้ทำเหลาะๆ แหละๆ นะทุกอย่าง เวลาภาวนาก็ให้คิดย้อนหลัง ปลื้มปีติในใจ อย่าให้เกิดความท้อใจห่อเหี่ยวในใจว่าตนเองท้อแท้ ผลก็ไม่พึงหวัง คือไม่สมหวัง อย่าให้มันมีซิ ทำอะไรฟัดลงไปให้มันเต็มเหนี่ยวๆ เวลาได้ผลพิจารณาย้อนหลังเป็นที่พอใจๆ เหตุหนักผลก็หนัก เหตุเบาผลก็เบา เช่นอย่างภาวนานี่ไม่ได้ตำหนิเจ้าของ ฟังซิน่ะ เวลาออกภาวนาเป็นเวลาเอาจริงเอาจัง เอาเป็นเอาตายจริงๆ เพราะมุ่งต่อมรรคผลนิพพาน มันแน่นอยู่ในหัวใจแล้วว่าต้องให้เป็นพระอรหันต์ในชาตินี้ ให้ถึงนิพพานในชาตินี้เท่านั้น คำว่าเท่านั้นมัดเข้าไปแล้วจะถอยได้อย่างไรความเพียร

หลังจากไปฟังเทศน์พ่อแม่ครูจารย์มั่น เวลาอ่านหนังสือพระพุทธเจ้านั่นแหละตรัสรู้ธรรม นำประวัติของพระพุทธเจ้าตรัสรู้มาแสดง แต่ผู้อ่านมีกิเลสมันก็สงสัยๆ แล้วใครจะปลดเปลื้องความสงสัยในมรรคผลนิพพานให้เรานา ถ้ามีผู้ปลดเปลื้องเรื่องสงสัยในมรรคผลนิพพานให้เราแล้วเราจะมอบกายถวายตัวต่อผู้นั้น แล้วจะเอาตายเข้าว่าเลย แน่ะ พอไปก็ไปถึงพ่อแม่ครูจารย์มั่นพอดีเลย นั่นแหละคลังแห่งมรรคผลนิพพานอยู่กับพ่อแม่ครูจารย์มั่น

ไล่เข้าทันทีเลยนะ เหมือนท่านเอาเรดาร์จับไว้เลย พอเข้าไปปั๊บนี่เหมือนเป็นคู่ต่อสู้กันอยู่แล้ว เหอ ท่านมาหาอะไร นั่นขึ้นแล้ว เหมือนเป็นคู่ต่อสู้ ท่านมาหามรรคผลนิพพานเหรอ ต้นไม้ภูเขาไม่ใช่มรรคผลนิพพาน ไม่ใช่กิเลส ดินฟ้าอากาศ ไล่ไปหมดทั่วโลกธาตุไม่ใช่มรรคผลนิพพาน ไม่ใช่กิเลส กิเลสแท้มรรคผลนิพพานแท้อยู่ที่ใจ นั่นลงตรงนั้น พระพุทธเจ้าตรัสรู้ที่ใจด้วยจิตตภาวนา เอา ท่านเอาให้ดีนะ ท่านจะไปหาที่ไหนมรรคผลนิพพานให้เสียเวล่ำเวลา ให้หาที่ใจ เพราะกิเลสอยู่กับใจ กิเลสปิดบังไว้ เปิดกิเลสออกมรรคผลนิพพานไม่ต้องถามจะจ้าขึ้นมาเลย โห เปิดขึ้นทันทีเลยฟังท่านเทศน์แล้ว

ต่อจากนั้นก็เอาละ จริงมากนะ พอท่านเปิดทางให้แล้วทีนี้ซัดกันเลย เรียกว่ามรรคผลนิพพานไม่สงสัย แม้กิเลสจะมีเต็มหัวใจก็ตามแต่มรรคผลนิพพานที่จะพึงเกิดขึ้นจากผู้ปฏิบัตินี้มีไม่สงสัย นั่นละเอาตรงนั้น มันก็ซัดใหญ่เลยละ พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นนี่ละเปิดทางให้ นิสัยเราจะว่าทิฐิมันก็ไม่ใช่นะ คือทิฐิมานะไม่ยอมลงใครง่ายๆ ลงอะไรง่ายๆ นี้ก็ไม่ใช่นะ คือหาเหตุหาผล เหตุผลควรลงแล้วอย่างไรก็ลง ไม่อยู่ ถ้าไม่ควรลงก็ไม่ว่าท่านว่าเราจะลงได้อย่างไร มันคาราคาซังจะไปลงได้อย่างไร นี่ก็หาเหตุหาผล

พอเหตุผลลงแล้ว ก็พ่อแม่ครูจารย์มั่นเรานี่เปิด เหตุผลลงแล้วซัดกันเลย มรรคผลนิพพาน เอา เอาเลย คือถ้ามันลักษณะคาราคาซังนี้เราทำอะไรมันก็ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย กำลังวังชามันก็ไม่หนักแน่นถ้ามีลักษณะคาราคาซัง เหมือนเครื่องบินจะร่อนลงก็มีอะไรอยู่สนามเสีย ร่อนลงไปจะเป็นอันตรายทั้งทางเครื่องบินทั้งทางพื้น มันก็ต้องร่อนไปร่อนมา ถ้าสนามบินโล่งมันก็ผึงลงเลย อันนี้ก็เหมือนกัน พอลงใจแล้วเอาละที่นี่ก็ผึงเลยเชียว

นี่ละที่ท่านว่าสฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม ย่อลงก็ว่าสวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบแล้ว ทุกขั้นของธรรมไม่มีปิดบังลี้ลับ แน่นอนทุกขั้น พระพุทธเจ้าแสดงไว้แล้วด้วยสวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบแล้ว เอา ดำเนินลงไปมันก็ได้ละซิ เวลาปฏิบัตินี่ให้มันเปิดในหัวใจซิ ธรรมมีอยู่ที่หัวใจนะเกิดจากภาคปฏิบัติ พอปฏิบัติไปปั๊บ เกิดขึ้นมาปั๊บเจ้าของรู้แล้ว และเป็นสมบัติของตนด้วยๆ ในขณะที่รู้ เป็นสมบัติของตนพร้อมๆๆ ไปด้วยเลย ไม่เหมือนความจำ ความจำเรียนไปเท่าไรก็ได้แต่ความจำ ไม่ใช่สมบัติของตนนะความจำ

ความจริงเกิดจากภาคปฏิบัติต่างหากเป็นสมบัติของเรา พอรู้ขึ้นมานี้เป็นของเราแล้วๆ เรื่อยเลยๆ จึงว่าปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ปริยัติได้แก่การศึกษาเล่าเรียน  ปฏิบัติคือดำเนินตาม ผลก็ปฏิเวธรู้แจ้งผลงานของตนเป็นลำดับลำดาไปจนทะลุเลย นั่น เมื่อทะลุแล้วก็จะไปถามใคร พูดแล้วสาธุ พระพุทธเจ้ากี่พระองค์ที่ได้ตรัสรู้มาแล้ว พระสาวกของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์มากขนาดไหน พอรู้อย่างเดียวกันแล้วมันไปอยู่ในท่ามกลางพระพุทธเจ้า-พระอรหันต์ทั้งหลายแต่เมื่อไร ผางขึ้นเท่านั้นอยู่ท่ามกลางกันแล้ว แล้วถามหาท่านทำไมถามหาพระพุทธเจ้า ถามหาพระสงฆ์สาวกทำไม มันเป็นอันเดียวกัน

ก็เหมือนฝนตกลงมาจากบนฟ้า พอน้ำถึงมหาสมุทรมันก็เป็นมหาสมุทรอันเดียวกันแล้ว จะไปถามเมฆก้อนไหนฝนเม็ดไหนมาจากเมฆก้อนใด อันไหนเป็นน้ำมหาสมุทร อะไรเป็นเมฆก้อนนั้นก้อนนี้ ไม่ต้องถามมันเป็นน้ำมหาสมุทรด้วยกันแล้ว พอตกปึ๊กขึ้นมาก็ลงเป็นมหาสมุทร อันนี้พอผางเข้าไปเป็นอันเดียวกันแล้ว อยู่ในท่ามกลางของพระพุทธเจ้า-พระอรหันต์ทั้งหลาย แล้วท่านจะถามกันหาอะไร

ฟังซิธรรมะประเภทนี้ใครมาพูดวะ นี่ถอดออกมาจากหัวใจมาพูดนะ ไม่ได้มาพูดด้นๆ เดาๆ ถ้าลงได้รู้ประจักษ์ใจแล้วไม่ถามใครเลย ท่านเรียกว่าสนฺทิฏฺฐิโก รู้ผลงานของตนเองเป็นลำดับๆ จนกระทั่งวาระสุดท้ายขาดสะบั้นกิเลส หมดแล้วคนละฝั่งแล้ว วิมุตติกับสมมุติ ไม่เคยรู้เคยเห็นก็ตามมันคนละฝั่งมันก็รู้ หัวใจลงได้ขาดจากสมมุติแล้วมันไม่ได้เหมือนอะไรนะ ท่านพูดพอเข้าใจได้เทียบกันได้ก็คือว่า สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ โมฆราช สทา สโต ดูก่อนโมฆราช เธอจงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ พิจารณาโลกให้เป็นของสูญเปล่า คือมันไม่มีอะไรในจิต มันสูญเปล่าไปหมดเลย ว่างหมดในจิต

ต้นไม้ภูเขาดินฟ้าอากาศไม่ปฏิเสธแต่เขาไม่ได้มาเกี่ยวข้องกับเรา จิตดวงนี้มันคึกมันคะนองไปว่าอันนั้นเป็นนั้นอันนี้เป็นนี้ พอจิตดวงนี้ขาดจากสิ่งเหล่านั้นแล้วโลกมันว่างทันทีเลย นั่นละท่านว่า สุญฺญโต โลกํ โลกว่างว่างที่จิต ไม่ยุ่งกับอะไร มันไม่ได้ว่างที่ไหน ต้นไม้ก็ต้นไม้ว่างได้อย่างไร ศาลาก็เป็นศาลาว่างได้อย่างไร หัวใจว่างต่างหาก แล้ววางหมด

ให้พากันจดจำเอานะมาปฏิบัติอรรถธรรม อย่ามาหาตั้งแต่เพ่งโทษเพ่งกรรมยกโทษยกกรณ์แก่กันและกัน คนนั้นเป็นอย่างนั้นคนนี้เป็นอย่างนี้ พวกนักภาวนาทำไมจึงมาหาอย่างนั้นใส่กัน มันฟังไม่ได้นะเราอกจะแตกแล้วอยู่ในวัดนี้ เพราะไม่เคยมี ไปที่ไหนไม่เคยพูดนินทากาเลคนนั้นคนนี้ สำหรับเราเองเราไม่พูด เพราะฉะนั้นถึงจ้ำเข้าไปเลย ทำไมถึงทำอย่างนั้น อย่าทำอย่างนั้นนะ นั่น จากนั้นแล้วหายเงียบไม่พูดไม่นินทากาเลกัน ผิดตรงไหนบอกกันเลยๆ

นี่นินทากาเลกัน คนนั้นเป็นอย่างนั้นคนนี้เป็นอย่างนี้ เจ้าของเป็นยังไงไม่ดู มาเรียนธรรมะมาปฏิบัติธรรมะยังไงจึงต้องเป็นอย่างนั้น ธรรมะอยู่กับการยกโทษยกกรณ์คนอื่นเหรอ มันอยู่ที่โทษของเรานั่นน่ะ มันคึกมันคะนองอยู่ในหัวใจ ดูหัวใจซิ มันดีดไปตรงไหนตีมันๆ เข้าไป มันก็หมอบเท่านั้นละซิใจ การปฏิบัติธรรมต้องเป็นอย่างนั้น แส่ส่ายไปตั้งแต่ภายนอกได้แต่เรื่องแต่ราว มาทะเลาะเบาะแว้งกันไม่เป็นประโยชน์อะไรเลย โถ หนักนะเราอยู่นี่ แบกอยู่ท่ามกลาง ทางนู้นทางนี้เราแบกอยู่ท่ามกลางอกจะแตก แต่สำหรับทางพระเราไม่ค่อยเท่าไร

อย่าว่าเราดูถูกผู้ย่าผู้หญิงนะ นิสัยผู้หญิงนี้ใจไหวง่ายที่สุด เก็บความรู้สึกได้ยากนะ เอะอะเปาะแปะออกแล้ว ปากเปราะปากบอนไปแล้ว ผู้ชายไม่ค่อยออกง่ายๆ นะ ถ้าออกก็หนัก ผู้ชายไม่เหมือนผู้หญิง อันนี้เราพูดตามหลักธรรมชาติไม่ได้ตั้งใจจะยกโทษผู้หญิงผู้ชาย กิเลสสิ่งที่จะให้เป็นอย่างนี้มันมีอยู่ด้วยกัน แต่มีการเก็บไว้รักษาไว้ การปล่อยมันออกต่างกัน เก็บความรู้สึกไว้เรื่องราวก็ไม่ค่อยมี ให้พากันเก็บความรู้สึกซิ

อยู่ด้วยกันทำไมจะไม่กระทบกัน ลิ้นกับฟันอยู่ด้วยกันมันก็กัดกันเรื่อย บางทีเลือดสาดออก ลิ้นกับฟันนั่นละกัดกัน แล้วจะไปตำหนิใคร ก็ตำหนิเจ้าของที่เซ่อซ่าละซิ สติไม่มีปล่อยให้ลิ้นกับฟันมันกัดกัน ถ้าสติดีแล้วลิ้นกับฟันก็ไม่กัดกัน อยู่ด้วยกันต่างคนต่างระมัดระวังรักษาก็ไม่กระทบกระเทือนกันคนเรา ถ้าปล่อยให้เป็นไปตามนั้นกัดลิ้นขาด เข้าใจ เอาละวันนี้สายแล้ว

(หมอรุ่งเรือง ลิ้มไพบูลย์ ทำบุญกับหลวงตา ๑,๐๐๐ บาท) หมอรุ่งเรืองนี่มาเรื่อย มาถวายอยู่เรื่อยๆ หมอนี้เราพูดตามหลักความจริง หมอเข้าวัดน้อยมาก หมอธรรมดาก็มีกิเลสด้วยกัน แต่มันมีอะไรๆ เข้าไปแฝงก็ได้ทำให้หนาเข้าไปอีก คือทางหมอนี้เรียนสรีรศาสตร์ร่างกาย เรียนสรีรศาสตร์คล้ายกันกับพุทธศาสตร์ หมอเรียนสรีรศาสตร์ร่างกายส่วนต่างๆ ตลอดถึงเส้นเอ็นทำงานอะไรต่อยังไงๆ หมอจะพิจารณาเรียนนั้นๆ อันนี้มาแก้โรค แก้ส่วนบกพร่องในร่างกาย เส้นเป็นยังไง เนื้อหนังเอ็นกระดูกตอนนั้นๆ เป็นยังไงหมอจะพิจารณาแล้วแก้ไขดัดแปลง แล้วก็หายโรคหายภัย หมอเรียนหาทางแก้ให้หายโรคหายภัย เรียนสรีรศาสตร์คล้ายคลึงกันกับพุทธศาสตร์

แต่พุทธศาสตร์นี้เรียนเข้าไปเพื่อรื้อภพรื้อชาติ รื้อทุกสิ่งทุกอย่างจากร่างกาย เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ พิจารณาเข้าไปพังทลายลงหมด ทิ้ง เรียกว่าปล่อยวางโดยสิ้นเชิง หมอเรียนสรีรศาสตร์เหมือนกัน แต่นี้แก้กิเลส อันนั้นแก้โรคแก้ภัยต่างกันอย่างนี้ พูดถึงเรื่องเรียนสรีรศาสตร์ หมอ แต่มันไปทางโลก แก้โรคแก้ภัยไปไม่ได้แก้กิเลส ส่วนสรีรศาสตร์ทางพุทธศาสนานี้แก้กิเลสตัณหาแก้ภพแก้ชาติ ความทุกข์ทั้งหลายจากความเกิดแก่เจ็บตาย แก้ออกหมดโดยสิ้นเชิง ต่างกันเรียนสรีรศาสตร์ทางด้านโลกกับด้านธรรมต่างกัน

เราพูดอย่างนี้เราไม่ได้ตำหนิผู้ใดนะ คือเอาตำรามาพูด พระท่านเดินจงกรมอยู่ ท่านก็พูดแบบธรรม เราตรงไปตรงมา ถ้าเป็นแบบโลกเขาก็ว่า ท่านไม่รักษาสมมุตินิยมอะไรเลย ท่านพูดตรงไปตรงมาเกินไปเขาจะว่างั้น แต่ความจริงมันก็เป็นธรรมอยู่แล้ว ท่านเดินจงกรมอยู่ เห็นผู้หญิงคนหนึ่งทะเลาะกับผัว หนีจากผัวผ่านไปทางจงกรมท่านไปเลย ท่านก็เดินจงกรม ตอนนั้นท่านกำลังพิจารณาร่างกายนี้ กำลังเป็นอสุภะอสุภัง เป็นร่างกระดูก เข้าใจไหม มองเห็นอะไรเป็นกระดูกไปหมด จิตถึงขั้นเป็นกระดูกเป็นเนื้อเป็นเอ็นหรือเป็นแดงโร่ไปหมด นี่ถึงขั้นท่านพิจารณาคน ดูคนดูเป็นหนังเป็นโครงกระดูกไปเลย

ตอนนั้นท่านกำลังพิจารณาอยู่ในขั้นโครงกระดูก ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งทะเลาะกับสามีมันหนีผ่านมานี้ ท่านมองเห็นภายในใจของท่านยังไง ท่านมองเห็นข้างนอกมันก็แบบเดียวกัน เป็นโครงกระดูกมา ทีนี้สักเดี๋ยวสามีเขาตามมา เห็นผู้หญิงผ่านไปนี้ไหม ไม่เห็นท่านว่า เห็นแต่โครงกระดูก แน่ะ เห็นแต่โครงกระดูกผ่านไปนี้ท่านว่า อย่างนั้นนะ บอกว่าเห็นเสียคำเดียวมันก็แล้ว ใช่ไหม นี่ท่านก็พูดตรงเกินไป นี่ละเวลาพิจารณาอะไรมันเห็นอย่างนั้นจริงๆ เห็นแต่โครงกระดูก นี่ละอยู่ในขั้นโครงกระดูกเป็นโครงกระดูก ขั้นไหนมองไปปั๊บนี้เห็นเลยๆๆ จิตมันถึงขั้นนี้จะไปไหน พอถึงขั้นว่างว่างหมด ร่างกายไม่มี พิจารณาเป็นขั้นๆ

การภาวนา ตั้งแต่จับพุทโธมาเป็นคำบริกรรมให้จิตเกาะ จากนั้นก็ค่อยมีความสงบร่มเย็นสว่างไสวก็ค่อยขยายตัวออกๆ จนกระทั่งมองเห็นสัตว์เห็นคนเป็นหนังห่อกระดูกไปเลยขั้นนี้ จากนั้นก็ว่าง ทีนี้ไม่มี จิตผ่านไปจากขั้นนี้แล้วว่างๆๆ เป็นอวกาศ จากนั้นก็ว่างถึงนิพพาน มันเป็นขั้นๆ นะการพิจารณา เอาละ ให้พร

 

รับชมและรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน  FM 103.25 MHz

และเครือข่ายทั่วประเทศ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก