นำความพอแล้วแห่งธรรมมาสอนโลก
วันที่ 13 มิถุนายน 2550 เวลา 7:40 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๐

นำความพอแล้วแห่งธรรมมาสอนโลก

ก่อนจังหัน

วัดป่าบ้านตาดทุกวันนี้สอนธรรมะนี้คละเคล้ากันหมด ทั้งฆราวาสทั้งพระเลยไม่ได้ศัพท์ได้แสงนะ เลอะไปหมดวัดป่าบ้านตาด พูดให้ชัดเจน พระท่านสอนกันท่านไม่ได้เอาญาติโยมเข้ามาคละเคล้านะ เวลาสอนพระเด็ดลงทางพระนี้ขาดสะบั้นไปเลย กิเลสขาดสะบั้นไป ญาติโยมเขาเป็นประเภทหนึ่งของเขา ไม่ได้มาเกี่ยวข้อง นี้กลายเป็นแกงหม้อใหญ่ไปหมดเลย เราก็กลืนไม่ลงจะทำยังไง จะสอนอย่างอื่นมันก็ไม่ได้ ก็ต้องมาสอนคลุกเคล้ากันนี่ละ เป็นอย่างนี้ เลอะไปแล้ววัดป่าบ้านตาด พระที่จะได้ฟังอรรถธรรมสำคัญๆ ประจำองค์ประจำตนนี้จะไม่ได้ยินนะ ทั้งๆ ที่แต่ก่อนวัดนี้พื้นฐานของการสอนพระนี้เป็นที่หนึ่ง เอาจริงเอาจังนะ กิเลสตัวไหนโผล่หน้าออกมาขาดสะบั้นไปเลย

ธรรมะพระพุทธเจ้าเทศน์เด็ด ผู้ปฏิบัติก็เด็ดเฉียบขาดๆ การเทศน์ก็เทศน์ง่ายเทศน์สะดวก นี้มันเลอะเทอะไปหมด จะสอนยังไงคละเคล้ากัน เลยไม่มีเวลาที่จะสอนพระ เดี๋ยวนี้ไม่ทราบว่าท่านสอนพระท่านอะไรสอนโยมสอนยังไง มันคละเคล้ากันหมด เป็นอย่างนั้นนะเดี๋ยวนี้ วันนี้พูดเสียบ้าง การสอนพระกับสอนฆราวาสมันเหมือนกันเมื่อไร นี่พูดถึงผู้ที่ตั้งใจปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพานจริงๆ พระต้องเป็นพระ ฆราวาสต้องเป็นฆราวาส ดูบนศาลานี่เราสอนพระแต่ก่อนเฉียบขาดทีเดียว เวลานี้ธรรมะเหล่านี้ละยังเหลืออยู่ ไปตกอยู่ที่ไหนๆ บ้าง ที่ออกจากนี้อีกไม่มีละ

การสอนต้องหลายประเภท ไม่ใช่ประเภทเดียวกัน การสอนพระจริงๆ เลยไม่มีเดี๋ยวนี้ คละเคล้ากันไปหมดละ คนก็จะทราบว่าท่านสอนพระท่านสอนอย่างนี้ๆ ไม่สอนอย่างนี้ เอา ยกตัวอย่างมาตั้งแต่พ่อแม่ครูจารย์มั่น อันนั้นไม่มีประชาชนญาติโยม ธรรมะของท่านนี้พุ่งเลยเทียว ผู้ฟังนี้แหม ท่านเทศน์ ๓-๔ ชั่วโมง การนั่งฟังเทศน์ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าอะไรเลย จิตมันเข้านี้หมด ธรรมะท่านกล่อมลงๆ ทุกประเภทของธรรม ทีนี้เวลาฟังมันก็เพลินๆ เทศน์ตั้ง ๔ ชั่วโมง เราไปอยู่ทีแรกกับท่าน ไม่มีละพระที่นั่งฟังนี้ที่จะเห็นองค์ไหนๆ กระดุกกระดิก เหมือนหัวตอ คือจิตมันแน่ว อาศัยอำนาจแห่งธรรมกล่อมลง เทศน์ ๔ ชั่วโมง ครั้นนานเข้าไปก็ลดลง ๓ ชั่วโมง พอสุดท้ายนี้ ๒ ชั่วโมงหยุด

ท่านเทศน์เอาจริงเอาจังมาก มองเห็นกันนี้เหมือนว่าเห็นมรรคผลนิพพานอยู่ต่อหน้าต่อตากัน มันจะไม่มีแก่ใจยังไงพระเราน่ะ มองเห็นกันนี้เป็นหน้าศีลหน้าธรรมตาศีลตาธรรม ปาก หู จมูก ลิ้น กาย เป็นศีลเป็นธรรมไปด้วยกันหมด มาพบกันนี้ก็ยิ้มแย้มแจ่มใสต่อกัน ไม่ได้เป็นเหมือนลูกศิษย์วัดป่าบ้านตาดนะ วัดป่าบ้านตาดข้างในนี้พิลึกมาก มันโรงงานรบกันอยู่วัดป่าบ้านตาด เราอกจะแตกแล้วนะ ถ้าทนไม่ไหวเราจะไล่หนีหมดเลย มันทนไม่ไหวนะ ไปหากันมีตั้งแต่เรื่องติฉินนินทาซึ่งกันและกัน มันสมบัติอะไรเข้ามาหาธรรม มันมาติฉินนินทากันหาอะไร ดูซิตัวไหนมันดีดออกมา กิเลสมันดีดออกมาจากหัวใจ มันเป็นบ้าไปหมดแล้วนะวัดป่าบ้านตาด แต่สำหรับพระเราเราได้ชม ไม่มี...พระ เพราะมันต่างระดับกัน ส่วนฆราวาสนี้เอาแหละ เลอะเทอะไปหมด เราทนเอานะ

ไปเห็นหน้ากันมีแต่เรื่องยกโทษยกกรณ์กัน มันไม่ได้มาหาคุณมันหาแต่โทษนั่นแหละ แล้วเข้าใจว่าตัวดีเลิศกว่าเขาทั้งโลก คนในวัดนี้เราดีกว่าเขาทั้งวัด เห็นหน้ากันนี้ยกโทษกัน ยกตัวเป็นใหญ่ขึ้นมา เป็นเจ้าสมบัติมรรคผลนิพพานขึ้นมา ครั้นแล้วมันก็มีแต่มูตรแต่คูถเต็มปากมัน ปากอมขี้มาคุยกัน เพราะใจมันอมขี้ ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง มาคุยกันก็มีตั้งแต่เรื่องอย่างนี้ โอ๊ย เลอะเทอะมากนะ นี่เราก็จวนแล้วจะอยู่สักกี่วัน เราก็ทนไปอย่างนั้น เราไม่เคยเห็นไม่เคยเจออย่างนี้เราก็ทนเอา ฝ่ายผู้หญิงนี้ เราไม่ได้ตำหนิผู้หญิงทั่วๆ ไปนะ ส่วนมากผู้หญิงมักปากเปราะ เก็บความรู้สึกไว้ไม่ได้ พอมองเห็นกันนี้หาโทษของกันละ คุณไม่หา หาแต่โทษของกันแล้วเอามาจาระไน ขายตลาดไม่มีวันเสร็จวันสิ้น

ปากเปราะที่สุด เก็บความรู้สึกไม่ได้ เห็นกันแล้วเอาละหาตั้งแต่โทษกัน จะหาคุณต่อกันไม่หา ทั้งๆ ที่มาบำเพ็ญธรรมเพื่อคุณแท้ๆ ครั้นเวลามาเจอกันละเจอตั้งแต่ฟืนแต่ไฟเผากันๆ จำหรือยังพวกอยู่ข้างในครัวนี่น่ะ เราอกจะแตกแล้วนะเราไม่เคยเป็น พระท่านไม่ได้พูดหลายคำละ ดูแต่หัวใจเจ้าของตลอดเวลา นั่นผู้มาปฏิบัติธรรม คิดไปเรื่องของผู้ใด คิดถูกหรือผิดดูหัวใจเจ้าของตัวคิด ถ้ามันคิดผิดตีลงตรงนี้ทันที อย่าไปว่าคนอื่น คนนั้นไม่ดีๆ ตัวหัวใจเรามันคึกมันคะนอง มันไม่ดีตีลงตรงนี้ซิ มันก็ชิน พากันเข้าใจเอานะ

เลอะเทอะมากนะเดี๋ยวนี้ อยู่ข้างในมากกว่าเพื่อน นี่เราเอาธรรมมาพูด สำหรับในพระนี้เราได้ชมตลอดมา แต่ไหนแต่ไรมาไม่ค่อยได้ตำหนิติเตียนพระ ใจท่านหนักแน่น ท่านเก็บความรู้สึกได้ดี ท่านไม่ค่อยแสดงออกมาในสิ่งสกปรกเลอะเทอะ ท่านสอนกันได้ให้อภัยกันได้ แต่นี้ฝ่ายผู้หญิงมันมีแต่หมาตัวเมีย กัดกันเก่งนะหมาตัวเมีย ไม่ได้เหมือนหมาตัวผู้ พระนี้เหมือนหมาตัวผู้ไม่ค่อยกัดกัน เห็นไหมไอ้เหาะเรามันไปหากัดใครที่ไหน มันไม่กัด...หมาตัวผู้ พากันจำเอานะ วันนี้พูดเสียบ้าง โอ๊ย อกจะแตกนะเราผู้ปกครอง

เราอยู่ศูนย์กลางนี่ ทางนั้นทับเข้ามาทางนี้ทับเข้ามา สำหรับทางพระไม่ค่อยได้มีทับอะไร เพราะท่านตั้งอกตั้งใจปฏิบัติดีอยู่แล้ว ได้ชมท่านตลอดมา แต่ทางภายในนี้เลอะเทอะมาก ก็บอกว่าเลอะเทอะ เราเป็นอาจารย์เป็นครูสอนคน ไม่สอนลูกศิษย์จะสอนใคร มันไม่ดีตรงไหนชะล้างเข้าไปตรงนั้นซิ นี่ละการพูดอย่างนี้เป็นการชะล้างความชั่วทั้งหลาย ให้พากันไปคิดไปอ่านบ้าง มาวัดมาวาได้ประโยชน์อะไร มาก็มีแต่มาเลอะเทอะ ปากอมขี้มานี่ ใจอมขี้ปากอมขี้ ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง ออกมาพ่นกันมันดีอะไรมีประโยชน์อะไร ให้พรแล้วเหรอ

หลังจังหัน

(เมื่อวานนี้หลวงตาไปโรงพยาบาลสัตว์ ขอนแก่นให้ไปอีก ๔,๙๐๐,๐๐๐ สรุป ครั้งที่หนึ่ง เครื่องเอกซเรย์อย่างเดียว ๕ ล้านบาท ครั้งที่สอง ๘ รายการทั้งซ่อมทั้งซื้อ ๓,๗๘๐,๐๐๐ บาท ครั้งที่สาม ๔,๙๐๐,๐๐๐ บาท รวมทั้งหมด ๓ ครั้ง ๑๓,๖๘๐,๐๐๐ บาท) นี่หมายถึงโรงพยาบาลสัตว์ ขอนแก่น ที่เราไปช่วย หมาเราไปเรื่อย ตัวไหนไม่สบายๆ ก็เอาไปให้ทางโรงพยาบาลสัตว์ขอนแก่นรักษา หายแล้วก็เอามาๆ

         (สรุปเครื่องมือตาที่หลวงตาช่วย ๑๗ โรงพยาบาล เป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น ๑๒๙,๕๐๐,๐๐๐ บาทถ้วน ตาอย่างเดียวครับ) ตาอย่างเดียวนะที่เราช่วย จังหวัดต่างๆ จนกระทั่งเชียงใหม่ มาตีโรงพยาบาลพิษณุโลก มาเพชรบูรณ์ ตีอ้อมเข้ามาๆ มาถึงอุดรโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลศูนย์นี่มาก โรงพยาบาลศูนย์อุดรให้ครบเลย เรียกว่ามากกว่าเพื่อน รวมอย่างอื่นด้วยไม่ต่ำกว่า ๖๐ ล้านโรงพยาบาลศูนย์ คือไม่มีแต่ตานะ เครื่องมือแพทย์อยู่ในนั้น พวกเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ อันไหนดีๆ เราช่วยทั้งนั้น ของดีราคาเป็นล้านๆ ขึ้นไปเลยที่อุดร สำหรับตาเราช่วยหมดตา คือปวารณาไว้เลย

เรื่องตาเราถือเป็นสำคัญมาก หากหมอเห็นว่าเครื่องมือที่อยู่ในการอารักขาของหมออะไรไม่ดีควรซ่อมให้รีบซ่อม ถ้าซ่อมไม่ได้ให้รีบสั่งใหม่ เราบอกไว้เป็นขั้นๆ แล้วเครื่องมือตาที่อยู่ในโรงพยาบาลอุดรเครื่องไหนไม่ดีให้หาใหม่มา ถ้าซ่อมไม่ได้หาใหม่มา เอาจนครบ เราจะหาให้จนครบ เราถือหมอเป็นสำคัญ หมอเห็นว่าเครื่องมืออะไรสำหรับตาบกพร่องๆ ให้หามาๆ เมื่อหามาแล้วคุณภาพสมบูรณ์ใช้ได้แล้ว แล้วค่อยส่งบิลมาหาเรา พอส่งบิลมาหาเราแล้วเราดูแล้วเราก็เขียนเช็ค ส่งเช็คไปบริษัทต่างๆ บริษัทเครื่องมือแพทย์มีเต็มอยู่กรุงเทพฯ เขารู้หมดแหละ บริษัทกรุงเทพฯรู้วัดป่าบ้านตาด เพราะมันสั่งนั้นสั่งนี้ สั่งแต่ใหญ่ๆ เข้าบริษัทๆ เลย เขาก็รู้ละซี

อันนี้ก็ตาไม่ทราบกี่บริษัท พอของตกมาถึงโรงพยาบาลแล้ว หมอรับรองคุณภาพเรียบร้อยแล้วส่งบิลมาหาเรา ราคาเท่าไรเราก็ส่งเช็คไป คือบริษัทเขาบอกมาพร้อม ส่งไปหาบริษัทเขาเรียบร้อยๆ ตลอดมา ตาอุดรเรียกว่าครบ ครั้งสุดท้ายนี่ ๕ ล้าน นี่เป็นครั้งสุดท้ายเงียบเลย เพราะเราก็ได้เปิดโอกาสให้แล้ว ปวารณาเรียบร้อยแล้วเครื่องตา ถ้าควรจะซ่อมให้รีบซ่อม ถ้าซ่อมไม่ได้ให้รีบสั่ง แน่ะเราบอก แล้วหมอเห็นสมควรอย่างไรสำหรับเครื่องมือตาควรจะสั่งซื้อใหม่ให้ซื้อได้เลย เมื่อตกมาถึงแล้วหมอรับรองคุณภาพเสร็จแล้วส่งบิลมาหาเรา เราจะจ่าย แม้เช่นนั้นเขาก็ยังเกรงใจเราอยู่

ครั้งสุดท้ายนี้ที่เขามาขอเครื่องมือ ๕ ล้าน เราเปิดโอกาสให้แล้ว เขาไม่ต้องขอก็ได้ เขาสั่งเลยก็ได้ แต่เขายังอุตส่าห์มาบอกเขาเกรงใจเรา มันมาก ๕ ล้าน พอมาติดต่อขอเราอีก เราบอกเราปวารณาแล้ว เราก็ไม่พูดแหละ เครื่องมือนี้ ๕ ล้าน ให้เลย เพราะเราเปิดโอกาสให้เขาแล้วแต่เขายังอุตส่าห์มาขอเรา เขาเกรงใจเรา เราก็ให้ทันทีเลย นี่สุดท้ายเรียบ จากนั้นไม่มีอะไรมาอีกนะ เงียบ คอยฟัง

เรื่องช่วยโลกนี้เราพูดได้เต็มปากไม่กระดากอาย เพราะพูดตามหลักความจริงที่เราทำมา ตรงไปตรงมาเลย เงินสำหรับวัดป่าบ้านตาดเราบอกจริงๆ ว่าเราไม่เก็บ มีเท่าไรออกช่วยโลกทั้งหมด เราแบตลอดไม่มีกำ แบตลอด อย่างพี่น้องทั้งหลายบริจาคมานี้ช่วยโลกที่บกพร่องตรงไหนๆ เงินจำนวนนี้ออกๆๆ ไป อย่างที่ว่าเครื่องมือเหล่านี้ละช่วยตลอดเลย เราไม่เอาอะไรเราบอก เราพอแล้ว พอก็บอกว่าพอ กิเลสหาไม่พอ ธรรมหาพอ กิเลสหาจนกระทั่งวันตายไม่มีพอ ตายทิ้งเปล่าๆ ธรรมหาพอ พระพุทธเจ้า-พระสาวกอรหันต์พอ ท่านเหล่านี้พอ ไม่เอาอะไรอีกแล้ว ปล่อยหมดโดยสิ้นเชิง

นี่ละธรรมมีพอ แต่กิเลสไม่พอ ได้มาเท่าไรหมดๆ เหมือนไฟได้เชื้อ เอาไสเข้าไปไสเชื้อไฟ ไฟจะดับด้วยการไสเชื้อเข้าไปเสริมมันมีไหมพิจารณาซิน่ะ เปลวมันจรดเมฆ นั่นละเปลวของกิเลสได้เชื้อเผาจรดเมฆ เรื่องธรรมนี้พอๆ พระพุทธเจ้าพอ พระสาวกอรหันต์ทั้งหลายพอ นำความพอแล้วแห่งธรรมมาสอนโลกให้พอบ้าง อย่ากินจนกระทั่งวันตาย ตายแล้วมาเป็นเปรตเป็นผีเฝ้ากองสมบัติเงินทองไม่เกิดประโยชน์อะไร หัวใจแห้งผากๆ จากศีลจากธรรม เรียกว่าแห้งผากจากความสุขความเจริญ ไม่มีในหัวใจดวงนั้น

ผู้ใดมีศีลมีธรรมเข้าภายในใจชุ่มเย็น ใจดวงนั้นถึงไม่มีอะไรก็ตามใจนี้มีความชุ่มเย็นตลอด คนมีธรรมในใจ กับคนมีสมบัติเต็มตัวแต่ธรรมไม่มีในใจนี้คนนั้นแห้งผากเป็นทุกข์ คนที่มีธรรมในใจจะจนขนาดไหนไม่จนภายในใจนะ ภายนอกก็รู้ว่าเราด้อยก็รู้ แต่ภายในมันอิ่มเอิบอยู่นั้น เป็นอย่างนั้นนะ พากันจำ เทศน์แทบทุกวันละ ให้พี่น้องทั่วกรุงสยามเราได้ฟัง แล้วส่วนมากจะไม่มีครูบาอาจารย์องค์ใดเทศน์ มีแต่อีตาบัวว้อๆ พูดได้ทุกแบบเรา ว้อๆ นี่ใครมาพูดอย่างนี้ เราพูดได้สบาย เราพูดเรื่องอีตาบัว เราไม่ได้พูดเรื่องใคร อีตาบัวนี่ว้อๆ มันจะตายแล้วอีตาบัว

พูดแบบธรรม เราไม่มีคำว่ากล้าว่ากลัวกับสิ่งใดในสามแดนโลกธาตุ พูดจริงๆ เป็นอย่างไรเราว่าตามนั้นๆ เลย ความกล้าเราก็ไม่มี ความกลัวเราก็ไม่มี เหนือหมด เพราะฉะนั้นใครจะมาตำหนิติเตียนเราแบบไหน...มา ตกไปหมดเลยไม่มีเหลือ อันนี้ไม่รับแล้วเรียกว่าพอ จะเลิศเลอก็ไม่เลิศเลอยิ่งกว่าธรรม พอ ตกออก จะสรรเสริญหรือนินทาก็ตาม นินทาก็ตก สิ่งเหล่านี้ไม่เลิศเลอยิ่งกว่าธรรม ตกออกหมด ไม่ติดธรรมคือหัวใจที่บริสุทธิ์ได้เลย นั่นละพอ พออยู่ที่นั่น พระพุทธเจ้า-พระสาวกอรหันต์ท่านพออยู่ที่นั่น พวกเรามันไม่พอ มันจึงมีแต่กองทุกข์

ผู้กำกับ        ปัญหาจากอินเตอร์เน็ตของหลวงตา  เขาภาวนาพุทโธ เมื่อจิตสงบแล้วมีลักษณะเย็นอยู่ที่กลางอก

หลวงตา       กลางอกถูกแล้ว

         ผู้กำกับ        มีลักษณะเย็นอยู่กลางอก จึงเริ่มพิจารณากายโดยลอกหนังเนื้อ เอ็น กระดูก โดยระหว่างที่พิจารณาจะคงบริกรรมพุทโธอยู่โดยตลอด ใช้กำหนดดูไปเรื่อยๆ เมื่อเหนื่อยจะหยุดพิจารณา ให้เหลือแต่บริกรรมพุทโธอย่างเดียว   สักพักจึงพิจารณาใหม่ ซึ่งจะทำแบบนี้ทั้งในอิริยาบถนั่ง และเดินจงกรม มีปัญหาคือว่า บางครั้งเมื่อเริ่มภาวนาจะปรากฎรูปอสุภะ เช่น จะเห็นเป็นรูปเนื้อแดงที่กระดูกซี่โครง ก็จะใช้ภาพที่ปรากฏเพ่งดูไปเรื่อยๆ โดยยังบริกรรมพุทโธอยู่โดยตลอด  บางครั้งจะปรากฏรูปเดิมอยู่ทุกครั้งที่เริ่มภาวนา จากนั้นจะมีรูปอสุภะรูปอื่นขึ้นมาแทนในครั้งต่อไปก็จะใช้รูปนี้แทนของเดิม โดยเพ่งดูไปเรื่อยๆ  ซึ่งบางรูปก็เกิดจากสัญญาที่เคยดูรูปนี้มา จากการภาวนาแบบนี้ จิตจะสงบดีมาก ดีกว่ากำหนดรูปขึ้นมาเอง ซึ่งลูกใช้วิธีเพ่งไปเรื่อยๆ อย่างนี้ถูกต้องไหมค่ะถูกต้องไหม

         หลวงตา       ถูกต้อง ถ้าเขาทำเวลาออกพิจารณาทางด้านอสุภะอสุภัง เรียกว่าใช้ทางปัญญาออกทำงาน สกลกายอยู่กันมาตั้งแต่วันเกิดมันมีอะไรบ้างอยู่ในร่างกายนี่ เอาธรรมไปจับมันถึงรู้ เอาตาจับไปไหนเพลินไปเรื่อยๆ ถ้าเอาธรรมจับสติปัญญาจับเข้าไปนี้จะรู้ตัวเอง รู้ตัวเองแล้วกระจายออกไปหมด อสุภะอสุภังมีอยู่กับทุกคน มันไม่ดูเฉยๆ ถ้าดูไปแล้วก็กระจ่าง กระจ่างนี้แล้วก็โลกวิทูรู้แจ้งเหมือนกันนี้หมด

         ผู้กำกับ        เขาบอกมาว่า เขาทำแบบที่หลวงตาสอนเมื่อกี้ละครับ เขาบอกใช้ถลกลอกเนื้อหนังอวัยะส่วนใดส่วนหนึ่งไปเรื่อยๆ จิตสงบดี แล้วมีปัญหาสงสัยว่าเมื่อเริ่มภาวนามีรูปภาพปรากฏขึ้นมา รูปอสุภะนั่นละครับ เขาบอกว่าเขาจะไม่ใช้รูปนั้น โดยกำหนดรูปอื่นขึ้นมาแทน จิตสงบได้ยาก ต่อมาเพ่งรูปที่ปรากฏอยู่ โดยบังคับให้มีสติมากยิ่งขึ้น จิตก็สงบนิ่งอยู่กลางอก ทุกครั้งที่ภาวนาก็จะบริกรรมพุทโธโดยตลอด ยังทิ้งคำบริกรรมพุทโธไม่ได้ เป็นอัตโนมัติ บางทีทำอะไรเป็นกิจวัตรประจำวันก็จะมีรูปอสุภะปรากฏขึ้นมา จึงเพ่งดูโดยอัตโนมัติ พร้อมกับคำบริกรรมพุทโธปรากฏอยู่เสมอ อย่างนี้ถูกต้องไหมเจ้าคะ

         หลวงตา       ถูกต้องในขั้นนี้ มันเป็นขั้นๆ คือพุทโธที่บริกรรมเบื้องต้นเพื่อจิตสงบ จิตไม่มีที่เกาะมันไขว่คว้า เอาพุทโธเข้ามาให้เกาะ สติบังคับจิตสงบได้ จำเอานะขั้นแรก ต่อไปก็ดำเนินอย่างนี้ไป ทีนี้เวลาสงบมากเข้าๆ ความสงบนั้นจะเป็นจุดสงบ จุดเย็น ทีนี้เราจะไม่บริกรรมพุทโธก็ได้ กำหนดอยู่กับจิตที่ผ่องใส อยู่ที่นั่นก็ได้  ออกจากนั้นก็พิจารณาร่างกาย ดังที่ว่า นี่ออกทางด้านปัญญาทางร่างกาย อสุภะอสุภัง ทุกฺขํ อนิจฺจํ อนตฺตา อยู่ในขั้นนี้

ทีนี้เวลาพิจารณาขั้นนี้มันพอของมันนะ อิ่มเหมือนกันกับเรารับประทานข้าว ได้ขั้นบริกรรมพุทโธๆ ตั้งรากฐานทีแรก เมื่ออิ่มแล้วมันก็เข้าไปสู่จุดผ่องใส จุดสงบ นี่เข้าไปขั้นนี้แล้ว ออกจากจิตสงบนี้พิจารณาทางด้านปัญญา พอพิจารณาทางด้านปัญญามันก็หมุนทางอสุภะอสุภัง ทุกฺขํ อนิจฺจํ อนตฺตา ป่าช้าผีดิบ ป่าช้าผีตาย จะมารวมอยู่นี้หมดเห็นไปๆ เป็นขั้นๆ นะ ทีนี้เวลามันถึงขั้นนี้แล้วมองไปหาหญิงหาชายที่ไหนใครชำนาญในทางไหน ชำนาญหนังห่อกระดูกก็เป็นร่างกระดูก ถ้าชำนาญทางเนื้อก็แดงโร่ทั้งตัว ชำนาญทางไหนมันจะเป็นออกมาด้วยความชำนาญติดหัวใจๆ

จากนั้นพอพอนี้แล้วเรื่องอสุภะอสุภังทั้งหลายนี้จะหดตัวเข้ามา มาเป็นอยู่ที่ใจดวงเดียว ใจนี่ไปว่าอันนั้นอสุภะ อันนี้อสุภัง ตัวใจเป็นตัวอสุภะ เห็นอันนี้แล้วชัดเจนปล่อยข้างนอก แต่ตั้งอันนั้นเอาไว้เพื่อจะฝึกซ้อมอันนี้ให้ชำนาญ พออันนั้นชำนาญแล้วเกิดปั๊บดับๆ ไม่มีที่จะแยกอสุภะอสุภังให้ทัน ไม่ทัน เกิดปั๊บดับพร้อมๆ มันเป็นขั้นๆ นะการพิจารณา พอถึงขั้นนี้แล้วจะเข้าหาจิต เกิดปั๊บเกิดจากจิตดับพร้อม ดับไปที่จิต ทีนี้ก็ตามลงไปจิต ตามลงไป จิตมันมาจากไหน อะไรอยู่กับจิต ไล่เข้าไปๆ ก็ถึงอวิชชา มันเป็นขั้นๆ การพิจารณา พอถึงอวิชชา อวิชชาขาดสะบั้นลงไปแล้วว่างหมดเลย หมด

นั่นละ  วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ อยู่จุดนั้นละ กตํ กรณียํ การประพฤติพรหมจรรย์ซึ่งเป็นงานอันใหญ่หลวงรื้อภพรื้อชาติได้ขาดสะบั้นลงไปแล้วในขณะนี้ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ จากนี้ก็งานเสร็จ งานของธรรม เมื่อเต็มที่แล้วเสร็จ มาถึงขั้นวุสิตํ พฺรหฺมจริยํ แล้วงานเสร็จ ไม่ได้มีที่จะแก้กิเลสตัวใดอีกจนกระทั่งวันนิพพาน พากันจำเอานะ เราอยากฟังผู้ที่พิจารณา.มาพูดขั้นไหนมันจะออกทันที เข้าใจไหม ก็พิจารณามาหมดแล้วนี่ ไม่ใช่คุยนะ แต่ธรรมไม่โอ้ไม่อวดไม่ผลักไม่ดัน มีเหมือนไม่มีๆ แต่เวลามีอะไรมาสัมผัสมันจะออกรับกันทันทีๆ เลย พุ่งๆ เลย ถ้าไม่มีมันก็เหมือนไม่มี

ถ้าว่าโง่ที่สุดก็คือท่านผู้สิ้นกิเลส ฉลาดที่สุดก็คือท่านผู้สิ้นกิเลส เวลาไม่ควรจะพูดเฉยเหมือนไม่รู้ไม่ชี้อะไรเลย พอถึงขั้นที่จะพูดผางออกเลย เป็นอย่างนั้นละธรรม ธรรมท่านไม่อยากโอ้อยากอวด เสมอตัวอยู่ตลอดเวลา ที่ว่าไปนี้ถูกต้องแล้วนะ ให้พิจารณาไปอย่างนั้นนะ (เขาถามตอนท้ายอีกนิดหนึ่งครับ เขาทำกิจวัตรประจำวัน แล้วก็บริกรรมพุทโธไปด้วยจิตก็สงบทั้งๆ ที่เขาไม่ได้นั่งสมาธิหรือเดินจงกรม เขาก็บอกว่าอย่างนี้ถูกต้องไหมครับ)

ถูกต้อง ขั้นสงบเวลามันสงบจนชำนาญในความสงบแล้วก็เป็นอย่างนี้ อยู่ที่ไหนมันก็สงบๆ เรื่อยๆ พอถึงขั้นปัญญาออกนี้ไปที่ไหนมีแต่ปัญญาออกฆ่ากิเลส เป็นอัตโนมัติ แต่ก่อนเราก็ไม่เคยคิดว่าปัญญาฆ่ากิเลสโดยอัตโนมัติ มันก็ย้อนไปหากิเลสทำลายสัตว์โลกโดยอัตโนมัติของมันเหมือนกัน โลกทั้งโลกนี้มีแต่กิเลสทำงานที่เป็นอัตโนมัติ ตาเห็นปั๊บเป็นกิเลสแล้ว หู จมูก ลิ้น กายสัมผัสสัมพันธ์เป็นกิเลส กิเลสทำหน้าที่แทนแล้วๆ นี่เวลากิเลสมีอำนาจมาก ทีนี้พอธรรมมีอำนาจ เริ่มไปตั้งแต่ความสงบไปถึงขั้นสติปัญญาอัตโนมัติแล้ว มองอะไรปั๊บแล้วเป็นการแก้กิเลสไปในตัวๆ หมดเหมือนกัน เอาจนกระทั่งมหาสติมหาปัญญากลมกลืนกับสติปัญญาอัตโนมัติแล้ว กิเลสขาดสะบั้นไปหมด ว่างหมด นั่นหมดละที่นี่งาน งานของธรรมหมด เข้าใจแล้วเหรอ

วันนี้พูดอย่างนี้เสียบ้าง ไม่มีใครพูด เราก็นั่งอั้นตู้อยู่งั้นละ เอาพูดออกมาซิน่ะ หลวงตาบัวมันโง่หรือฉลาดจะได้เห็นกันวันนี้ละ เอาเสียบ้างเป็นยังไงวะ สามโลกธาตุมันข้ามหมดแล้ว พูดนี้มีการโอ้การอวดอะไร เป็นเรื่องของกิเลสเรื่องสมมุติ มาโอ้มาอวดอะไร ธรรมไม่มี เพราะฉะนั้นจึงพูดได้ตามหลักความจริงไม่มีสะทกสะท้านว่ากล้าว่ากลัวไม่มี...ธรรม

 

รับชมและรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน  FM 103.25 MHz

และเครือข่ายทั่วประเทศ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก