พุทธวิสัย
วันที่ 21 เมษายน 2550 เวลา 18:50 น.
สถานที่ : ศาลาสวนแสงธรรม กทม.

เทศน์อบรมฆราวาส ณ ศาลาสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อค่ำวันที่ ๒๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๐

พุทธวิสัย

 

          (หลวงตาท่านมองไปที่รูปองค์พระสังฆราชถ่ายกับหลวงตาท่าน) พบกันตอนไหนนะ คราวก่อนเหรอ (ของปีที่แล้วครับ) เที่ยวที่แล้วเหรอ นั่นซี วันนี้ไปดูพระอาการท่านก็เหมือนเก่า เราไม่มี เราไม่พูดอะไรสักคำกับท่านวันนี้ วันนี้ไม่พูด พระถามว่าอยากจะพูดอะไรๆ กับท่าน ไม่รบกวนท่านเราบอก เราบอกว่าเราไม่รบกวนท่านนะ เราไม่พูดอะไรละ วันนี้ท่านถวายทองคำมาสักเท่าไร (ทั้งหมด ๓๐ บาท) ค่อนๆ กิโลนะ กิโลหนึ่งมัน ๖๖ ไปจุฬามานี้ไกลไม่ใช่เล่น ดูพระอาการของท่านก็เหมือนเก่านั้นแหละ  ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลง ลักษณะก็เป็นอยู่อย่างนั้น จะว่ากำเริบขึ้นก็ไม่ใช่ อยู่ธรรมดาเราไม่ได้พูดอะไรสักคำกับท่าน เจ้าคุณยนเปิดโอกาสให้ว่าจะมีอะไรก็คุยได้ ไม่คุย ไม่กวนท่านแหละ เราบอกว่าเราไม่กวนท่านละ สภาพของท่านที่อยู่นั่นมันก็หนักพอแล้ว เลยไม่พูดอะไรสักคำแหละ ก็มีแต่กิริยาที่เอาผ้าไตร นอกจากนั้นทองคำก็ให้เขายกออกไป ทองคำนี่ ๓๐ บาท

พระอยู่กับท่านเป็นประจำเราก็ไม่ถาม แต่ก่อนถาม อยู่ประจำเลยเชียว ๔ องค์ อยู่ประจำทั้งวันทั้งคืน ผลัดเปลี่ยนกันมาครั้งละ ๔ องค์ ๔ องค์เป็นประจำ นั่นละที่ว่ามันเป็นบ้ามันเสือกมา มาเป็นอุปถัมภ์อุปัฏฐากสมเด็จสังฆราชนั่นละ เราตีหน้าผากเอา กลัวใครเมื่อไรนี่ ไม่ได้มีคำว่ากลัวใคร กล้ากับใครไม่มี เพราะฉะนั้นจึงพูดได้เป็นธรรมไปเลย ก็พระในวัดบวรมีสักจำนวนเท่าไร ลูกของท่านทั้งนั้นนะ ลูกกับพ่อกับแม่การอุปถัมภ์อุปัฏฐากใครจะไปสนิทกว่าระหว่างพ่อแม่กับลูก ที่ไหนๆ มาอวดมาโฆษณาจะมาเป็นอุปถัมภ์อุปัฏฐากทำหน้าที่ดูแลสมเด็จสังฆราช นู่นอยู่ทวีปยุโรปมันเสือกมาพูดหาอะไร มันน่าหัวเราะ ในหลักธรรมวินัยก็ไม่มี พูดเอาหลักธรรมวินัยยืนกันซี

พระที่ดูแลรักษาครูบาอาจารย์แต่ละแห่งแต่ละวัดๆ ในวัดนั้นๆ เท่านั้น ไม่ได้ไปหายุ่งเอาวัดนู้นมาอุปัฏฐาก วัดนี้มาอุปัฏฐาก อยู่วัดไหนก็ดูแลกันอยู่ในวัดนั้นระหว่างพ่อกับลูก ท่านก็เป็นอาจารย์เป็นพ่อ ลูกวัดทั้งหมดพระก็เป็นพระลูกวัด ใครจะอุปถัมภ์อุปัฏฐากสนิทสนมยิ่งกว่าระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์ที่อยู่ในวัดเดียวกัน ซึ่งเป็นเหมือนครอบครัวเดียวกัน แยกไปข้างนอกผิดทั้งนั้นนะ นี่ละมันมีธรรมวินัยบังคับอยู่นี้ เพราะอย่างนั้นจึงเสือกนู้นมาเสือกนี้มา ตีหน้าผากเอาเรา เข้าใจไหม ก็มันเรียนมาด้วยกันมันรู้ด้วยกัน

เสือกหาอะไร ดิ้นไม่เข้าท่า ดิ้นแบบโลกแบบสงสาร ดิ้นอยากมีชื่อมีเสียง ดิ้นเสือกไป ไม่มีธรรม มันฟังไม่ได้นะ การปฏิบัติท่านปฏิบัติโดยธรรม อาจริโย เม ภนฺเต โหหิ ขึ้นปั๊บ นั่นละระหว่างลูกศิษย์กับอาจารย์ให้นิสัยพึ่งพิงซึ่งกันและกัน พึ่งเป็นพึ่งตายกัน ออกในจุดนี้ อยู่ในวัดนั้น ท่านไปหาเอามาจากทวีปไหนมาเป็นอาจารย์เป็นลูกศิษย์ขอนิสัยจากกันและกันไม่มีในพระวินัย นั่นเห็นไหม การพูดให้มีหลักมีเกณฑ์ซิ พูดอะไรพูดสุ่มสี่สุ่มห้าได้เหรอ ดีไม่ดีหมามันหัวเราะเอาวะ นักบวชพูดต้องพูดตามหลักธรรมหลักวินัย พอแย็บออกไปผิดถูกมันรู้กันทันทีเลย

เขาจะว่าเราเป็นขวานผ่าซากก็ตาม ไม่ผ่า เราพูดอย่างแบบหลักธรรมหลักวินัย เป็นแบบฉบับของโลก สายเดินของธรรมต้องเดินแบบธรรมแบบวินัย จะไปพูดแบบอื่นไม่ได้นะ เราพูดในนี้เราไม่ได้สงสัยในคำพูดของเรา เพราะเราก้าวเดินตามหลักธรรมหลักวินัย อยู่ที่ไหนคัมภีร์มันก็มีด้วยกันทุกคน คัมภีร์-ธรรมวินัยมี เรียนเป็นแบบเป็นฉบับมาปฏิบัติมันก็เข้ากันได้สนิทเลย เพราะต่างคนต่างเรียนมาตำรับตำราอันเดียวกัน นี่ละภาษาธรรมภาษาวินัยพูดอย่างตรงไปเลย นี่ละองค์ศาสดาเป็นอย่างนั้น

มาแบบสุ่มสี่สุ่มห้าประจบประแจงสอพลอไม่ใช่แบบธรรมวินัย รับไว้ไม่ได้ ครูบาอาจารย์กับลูกศิษย์ปฏิบัติต่อกันแบบประจบประแจงสอพลอไม่ได้นะ หลักธรรมวินัยไม่ยอมรับ นั่น ต้องเดินตามหลักธรรมหลักวินัยระหว่างอาวุโสภันเตผู้ใหญ่กับผู้น้อย ต้องเดินให้ถูกหลัก ทั้งผู้น้อยก็เดินตามหลักผู้น้อย ผู้ใหญ่เดินตามหลักผู้ใหญ่ แล้วเข้ากลมกลืนเป็นอันเดียวกัน เป็นหลักธรรมวินัยที่ถูกต้องดีงามเหมือนกัน นั่น

อะไรจะละเอียดยิ่งกว่าพุทธศาสนาวะ เลิศเลอ เราหาที่ค้านไม่ได้นะ คือภาคปริยัติก็เรียนเต็มกำลังความสามารถ ไม่ละเอียดลออมากนัก ไม่ได้เหมือนภาคปฏิบัติ ภาคปฏิบัตินี้ละเอียดลออสุดขีดเลย ยอมรับหมดบรรดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ยอมรับ ในหัวใจที่ปฏิบัติถูกต้องกับหลักธรรมธรรมชาตินี่เหมือนกันหมดแล้ว ค้านกันไม่ได้เลย เป็นอันเดียวกัน

ได้ไปกราบเยี่ยมท่านเท่านั้นก็เอาล่ะพอ ที่ไปกราบเยี่ยมสมเด็จสังฆราชนะ ไม่ได้มีคำพูดคำใดคำจาอะไรละ เพราะเป็นการรบกวนท่าน การแสดงออกของท่านลำบากมากนะ เพราะฉะนั้นเวลาเจ้าคุณยนเปิดโอกาสให้เราจะพูดสนทนาอะไรกับท่านให้สนทนาได้ อ๋อไม่กวนท่าน เราบอกอย่างนั้นเลย ไม่กวนจริงๆ เพราะดูอาการของท่านก็รู้อยู่แล้ว เราเป็นคนดีไปให้ท่านลำบากด้วยหาอะไร อะไรที่จะสะดวกแก่ท่านเป็นเรื่องของเราจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามอัธยาศัยของท่าน นั่นถูกต้องแล้ว

มีพระอยู่นั้นแต่ก่อนเราไปเราถามดูว่ามีพระประจำ ๔ องค์นะ อยู่ที่จุฬานะ ตลอดเวลาเลย ๔ องค์ ไปคราวที่แล้วเราถาม เพราะอยากจะทราบเหตุผลกลไกที่มีผู้มายุ่มย่ามจะมาปฏิบัติอุปัฏฐากท่าน ซึ่งมันเข้ากันไม่ได้เลย คนละวัดละวา คนละทวีปกับพระในวัดพ่อแม่กับลูกปฏิบัติกัน บกพร่องขาดเขินอะไรต้องเอาวัดอื่นๆ เข้ามายุ่งมันใช้ไม่ได้ ลูกกับพ่อแม่ปฏิบัติต่อกันสมบูรณ์แบบแล้วนั่น

เพราะอย่างนั้นเราถึงถามว่าอยู่ที่นี่ประจำมาดูแลท่านประจำมีกี่องค์ ๔ องค์ นั่นของเล่นเมื่อไร พระ ๔ องค์เรียกว่าไม่ขาดทั้งวันทั้งคืน ๔ องค์ ผลัดเปลี่ยนกันมา ท่านทำถูกต้องแล้วนั่น หาที่ค้านได้ที่ไหน ไม่มี แล้วจะเอาพระที่ไหนมายุ่มย่ามๆ ซึ่งเป็นพระนอกวัด มิหนำซ้ำยังเป็นต่างนิกายเข้าไปอีก็ยิ่งไปใหญ่เลย เข้ากันไม่ได้

วันนี้เราก็เหนื่อยทั้งวันนั่นแหละ เราก็ทนเอานะ ทั้งไปทั้งมา หมุนนั้นหมุนนี้ เวลารวบรวมผลรายได้แล้วได้แต่ความเหนื่อยเต็มตัว ไม่เห็นมีอะไรได้นะ มีแต่ความเหนื่อยเต็มตัววันนี้ เราก็ทนเอานะ ออกจากนั้นก็ยังลงมานี้อีก ยังมาพูดนั้นพูดนี้ให้ฟัง ขอให้ท่านทั้งหลายฟัง ฟังเสียงธรรมนี่ชุ่มเย็น ไม่ได้เหมือนเสียงโลกเสียงกิเลสตัณหาเป็นเสียงฟืนเสียงไฟ เสียงหอกแหลมหลาวทิ่มแทงกัน แต่เสียงธรรมนี่นุ่มเป็นน้ำดับไฟ น้ำดับไฟ ไปที่ไหนชุ่มเย็นกันไป

อย่างพระท่านอยู่ในวัด พระท่านผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มุ่งหน้ามุ่งตาต่อมรรคผลนิพพานด้วยกัน มองดูองค์ไหนนี้เราก็เคยมาพูดเสมอ ที่เราไปหาหลวงปู่มั่นทีแรกนั่น ดูพระของท่านก็ไม่มีกี่องค์ล่ะ มี ๙ องค์หรือ ๑๐ องค์ ส่วนมากท่านไม่รับพระมากนะ นั่นเรียกว่ามากที่สุดแล้ว เราไปดูอากัปกิริยา ไม่พ้นละมันหากเป็นเองในจิต ดูองค์ไหนพระทั้งวัดเลยเหมือนผ้าพับไว้ เรียบหมดเลย ดูตั้งแต่ท่านลงมาถึงพระทั้งวัดดูองค์ไหนน่าเคารพเลื่อมใสทั้งนั้นๆ เลยนะ  จนกระทั่งมายกโทษตัวเอง โอ้ พระเหล่านี้ท่านเป็นพระอรหันต์หมดแล้วเหรอ มันมีพระเทวทัตองค์เดียวนี้แต่เราเท่านั้นเหรอที่เข้ามาขวางวัด มันคิดในใจนะ ดูองค์ไหนๆ เหมือนผ้าพับไว้

ครั้นอยู่ด้วยกันไปนานก็ค่อยรู้แหละ อยู่ด้วยกันไปนานระหว่างลูกศิษย์กับอาจารย์จะต้องเทศนาว่าการ อบรมสั่งสอน มีปัญหาข้อข้องใจอะไรๆ ระหว่างลูกศิษย์ลูกหากับอาจารย์ก็ต้องสนทนากัน ทีนี้ก็ค่อยรู้ละสนทนาออกมาในแง่ใดมุมใด เพราะเป็นนักปฏิบัติภาวนาด้วยกันก็ค่อยรู้เรื่องของท่านของเราไป อีตาบัวเทวทัตนี้ก็ค่อยลดลง ทีแรกนึกว่าอีตาบัวคนเดียวเป็นเทวทัตไปขวางพระอรหันต์ทั้งหลายในวัดหลวงปู่มั่น ๙ องค์ ๑๐ องค์ เหมือนว่าท่านเป็นพระอรหันต์ทั้งหมดนะ เรียบขนาดนั้นละ ดูเอา

ครั้นต่อมาได้ยินเสียงอรรถเสียงธรรม มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงต่างกัน จากการปฏิบัติของตัวได้ผลมาเป็นอย่างไรๆ ก็มาเล่าครูบาอาจารย์ฟัง เราก็ฟัง ก็ค่อยรู้เรื่องของกันและกันไป นี่ละที่ว่าเราเป็นเทวทัตไปขวางวัด พูดให้มันชัดไปขวางวัดบ้านโคกนามน ดูมันน่าเคารพเลื่อมใสหมดทุกองค์นะ ดูองค์ไหนเรียบเหมือนผ้าพับไว้ เพราะจิตมุ่งต่อมรรคต่อผล หลักใหญ่ของจิตมุ่งต่อธรรม ต่อมรรคผลนิพพาน การประพฤติปฏิบัติก็ต้องตีตะล่อมเข้ามา ให้สวยงามเข้ามาในส่วนกลางคือธรรม ดูองค์ไหนจึงน่าดูหมดแหละ น่าเคารพเลื่อมใสทั้งนั้นๆ ตลอดไปเลย

นี่ท่านผู้เป็นธรรมจริงๆ ไม่ค่อยระแคะระคายแสลงหูแสลงตานะอยู่ด้วยกัน เรียบไปคนละทิศละทาง พูดกันเรื่องใดอย่างนี้ไม่มีเรื่องทิฐิมานะจะมาถกมาเถียงกันด้วยความรู้ความเห็นของตนไม่ยอมใครอย่างนี้ไม่มีเท่าที่ผ่านมา ไม่ว่าผู้ใหญ่ผู้น้อยเอาธรรมเป็นใหญ่กว่าครอบไว้หมด ผู้น้อยพูดก็พูดเพื่อธรรม ผู้ใหญ่พูดก็พูดเพื่อธรรม ผิดถูกชั่วดีประการใดเอาธรรมเป็นเกณฑ์ๆ ทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อยพูดกันนี้น่าฟังหมดนะ

นั่นละธรรมเข้าหากัน ผู้น้อยก็มีธรรมเต็มตัว ผู้ใหญ่ก็มีธรรมเต็มตัว ต่างคนต่างมีธรรมเต็มตัวเข้าหากันนี้นิ่มหมดนะ เพราะฉะนั้นความเข้าอกเข้าใจทุกแง่ทุกมุมท่านจึงได้จากกัน ไม่ว่าอาวุโสภันเต ท่านต้องการแต่ธรรมเท่านั้นละ อาวุโสภันเตก็ตั้งไว้อย่างนั้นละ ผู้แก่ผู้อ่อนมีเหมือนผู้ใหญ่เหมือนเด็ก เฒ่าแก่ชรามันก็มีอย่างนั้น อันนี้อาวุโสภันเตก็มีอย่างนั้น แต่ความเคารพถือธรรมเป็นหลักใหญ่ ปฏิบัติตามธรรม พูดออกคำไหนนี้มีแต่เรื่องธรรม ไม่ว่าองค์ใดจะแย็บออกมาทางด้านทิศใด นั่งกันอยู่นั้นจะมีแต่เรื่องของอรรถของธรรม อาจารย์ก็เป็นผู้คอยแก้ไขดัดแปลงแนะนำสั่งสอน

หลวงปู่มั่นเป็นคลังแห่งมรรคผลนิพพานเต็มตัวอยู่แล้ว ท่านสงสัยที่ไหน ท่านบกพร่องอะไร  ท่านไม่ได้บกพร่อง สมบูรณ์แบบ มรรคผลนิพพานเต็มหัวใจก็คือหลวงปู่มั่นเรา นี่ละสมัยปัจจุบัน พระอรหันต์ในสมัยปัจจุบันยกนิ้วเลยหลวงปู่มั่นเรา เวลาท่านพูดถึงเรื่องจิตใจที่มีความละเอียดลออนี้ แหม เราไม่ลืมนะ คุยธรรมะกับท่านโดยเฉพาะนะ ถ้าอยู่ทั่วๆ ไปท่านไม่ค่อยพูดละธรรมะที่สำคัญๆ ท่านจะพูดเป็นกลางๆ ถึงหยาบละเอียดก็เป็นกลางๆ แต่ถ้าพูดกันโดยเฉพาะสองสามองค์ต่อกันนี้ละเอียดสุดยอดเลย ท่านจะเปิดออกมา เปิดออกมา

เราฟังนี่มันเกิดความอัศจรรย์นะ บางทีหันหน้าเข้าฝา คือน้ำตาร่วงอัศจรรย์ธรรมท่าน หันหน้าเข้าฝา น้ำตามันร่วงกลืนน้ำตากลืนน้ำลายอยู่ในใจนั้นแหละ อัศจรรย์ แต่อัศจรรย์เหล่านี้มันดีอันหนึ่ง มันเป็นกำลังใจนะพอออกมาแล้วนี้กำลังของจิตมันพุ่งๆ ของมันนะ เร่งใส่ความพากเพียร ถือแดนอัศรรย์ของท่านที่เล่าให้ฟังเป็นจุดหมายปลายทางอันสำคัญของใจเรา ทีนี้จิตมุ่งมั่นต่อนั้นความพากเพียรมันก็หมุนของมันตลอดละ

นี้ละการได้ยินได้ฟังจากครูอาจารย์ที่เป็นแม่เหล็กใหญ่ ดึงดูดจิตใจของผู้ต้องการมรรคผลนิพพานให้เข้าสู่มรรคผลนิพพานอันเดียวกัน เป็นจุดสนใจอันเดียวกัน กำลังความเพียรก็มีมาก มีมากนะ ไม่ใช่เราอยู่ต่างคนต่างอยู่ ไม่มีครูมีอาจารย์แนะนำสั่งสอน มันจืดๆ ชืดๆ ไปได้นะ ถ้ามีครูบาอาจารย์มีหลักใจอยู่ในนั้นมีรสมีชาติ การอยู่ด้วยกันมีครูบาอาจารย์ผู้มีหลักใจเป็นชั้นๆขึ้นไป ยิ่งเป็นผู้ถึงขั้นบริสุทธิ์ด้วยแล้วเรียกว่าครอบหมดเลย เป็นกำลังใจเครื่องดึงดูดของผู้น้อยได้เป็นอย่างดี ทีนี้ความเพียรมันจะอ่อนได้อย่างไร ไม่อ่อน คือมันดูดมันดื่มของมันอยู่นั้นนะ ความขี้เกียจขี้คร้านนี่เหมือนว่ามันหายหน้าไปนะ อำนาจแห่งความดึงดูดเพื่อมรรคผลนิพพานให้ได้เป็นไปตามที่ท่านสอน จิตใจมันก็เร่งๆ

การประกอบความเพียรนี้อย่างเราเราก็ไม่เคยได้คิดได้คาด ว่าความเพียรจะเป็นถึงขนาดนั้นจนขยะตัวเองนะ เวลามันเร่งของมันเป็นก็เป็นตายก็ตายมันฟัดกันนะ เพราะความอยากหลุดพ้นมันมีกำลังมากกว่าความที่จะมากลัวเป็นกลัวตาย มันหมุนของมัน นี่ก็เคยพูดให้ฟัง ท่านได้รั้งเอาไว้ เวลามันผาดโผนมากในทางความเพียรผลที่ได้มาจากการประกอบความเพียรอย่างหนักแน่น อย่างทุกข์ยากลำบากแสนสาหัส แล้วผลที่เกิดขึ้นมาก็เป็นของอัศจรรย์สุดหัวใจ

นี่ละนำออกมากราบเรียนท่าน การนำออกมานี้นำออกมาด้วยความรู้ความเห็นเป็นจริงๆ ของตัวเองนี้มันมีกำลังนะ มันเหมือนนักมวยแชมเปี้ยน ขึ้นไปหาท่านทีแรกเหมือนผ้าพับไว้ เคารพ แต่พอเริ่มธรรมะนี้ธรรมะที่มีอยู่ในใจของเรามันมีกำลังมากนะ มันไม่เคยรู้เคยเห็นแต่มันรู้มันเห็นมันเป็นขึ้นมา มันเป็นเครื่องผลักดันออกมา อยากพูด คำว่าอยากพูดอยากพูดให้ครูบาอาจารย์ฟัง มันขัดข้องตรงไหนให้ท่านค่อยตบค่อยดี ไม่ใช่จะพูดแบบโอ้แบบอวดนะ ไม่มีอย่างนั้น แต่อยากพูดให้ครูบาอาจารย์ฟัง แล้วขัดข้องตรงไหนๆ ท่านจะได้แก้ไขดัดแปลงแล้วมันจะพุ่งไปตาม เพราะฉะนั้นเวลาพูดกับท่านจากความรู้นี้มันถึงพุ่งๆ

ในขั้นสมาธิขั้นอัศจรรย์ในสมาธิก็มี จากนั้นขั้นปัญญา ขั้นปัญญาสำคัญมากนะ ปัญญาเป็นขั้นๆ ๆ นักปฏิบัติเท่านั้นจะรู้เรื่องสมถะ สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติหลุดพ้นได้เป็นอย่างดีคือภาคปฏิบัติ พวกปฏิบัติ คือก้าวเดินๆ มันจะรู้ขึ้นมา รู้ขึ้นมา ทีนี้จิตใจมันห้าวหาญนะ มันไม่ได้อ่อนแอ นับวันห้าวหาญขึ้นมาๆ แล้วมีครูมีอาจารย์คอยแนะนำสั่งสอนอยู่เรื่อยยิ่งเป็นกำลังใจใหญ่ อย่างพ่อแม่ครูอาจารย์นี้ท่านสอนเป็นกำลังใจมากทีเดียว

คิดดูซิอย่างเรานั่งตลอดรุ่งธรรมดามันจะนั่งได้อะไร นี่มันฟาดเอาเสียตลอดรุ่ง ดีไม่ดีก้นแตก เราก้นแตกถึงเอามาเล่าให้ฟัง นี่ท่านก็รั้งเอาไว้ ส่วนมากท่านมักจะได้รั้งเอาไว้ เพราะท่านรู้นิสัยจริงจังมาก แล้วทุกอย่างจริงจังทุกอย่าง ทำเหลาะแหละโยกเยกคลอนแคลนนี้รู้สึกจะไม่มี ที่แสดงอยู่ในตัวของเราและกับหมู่กับเพื่อน เพราะมันเป็นลึกๆ อยู่ภายในใจ มันเป็นแกนจริงจังอันสำคัญอยู่ในใจ ทำอะไรจริงทุกอย่าง ถ้าว่านั่งภาวนาก็เอาซัดพอตลอดรุ่งวันนั้นละวันได้ของอัศจรรย์

จิตนี้เวลามันจนตรอกจนมุมมันหาทางออกนะ เราอย่าเข้าใจว่าคนเราจะโง่อยู่ตลอดไปนะ ไม่ได้โง่นะ เวลามันจนตรอกจนมุมความทุกข์ความทรมานเฉพาะอย่างยิ่งเรานั่งตลอดรุ่งนี้นะร่างกายที่เรานั่งเหมือนหัวตอนะ ความทุกข์ความทรมานที่มันโหมเผาร่างกายนี้มันเหมือนกับไฟเผาหัวตอ นี่ละทีนี้ปัญญาจะเป็นน้ำดับไฟ สติปัญญาอยู่ภายในใจจะเป็นน้ำดับไฟที่กำลังเผาหัวตอซึ่งเรากำลังนั่งอยู่นั่น ฟัดกันไปฟัดกันมา ทุกข์มากเท่าไรสติปัญญายิ่งหมุนตลอดๆ

นี่จึงกล้าพูดได้ว่าคนเราไม่ได้โง่ตลอดเวลานะ เวลามันจนตรอกจนมุมมันหาทางออกจนได้นั่นละ นี่มันหาได้แล้วอย่างนั้น ทีนี้พอได้ทางออกมันจ้า หมดเลย ร่างกายที่ทุกข์เหมือนฟืนเหมือนไฟเผาหัวตอนี้ดับพรึบหมด เหลือแต่ความอัศจรรย์ที่สักแต่ว่านะ คือปรากฏ คำว่าปรากฏคือความรู้ที่ละเอียดอัศจรรย์ยิ่ง นั่นละที่ว่าสักแต่ว่าปรากฏ  เราจะพูดเอาอย่างนั้นอย่างนี้เทียบไม่ได้นะ ถ้าแย้งไปมันผิด ถ้าว่าสักแต่ว่าปรากฏ แต่ปรากฏที่ว่าสักแต่ว่าเป็นของอัศจรรย์หมดเลย ร่างกายก็หมด โลกธาตุหมด เหลือแต่ความรู้ที่อัศจรรย์เพียงปรากฏเท่านั้น

นั่นละแดนอัศจรรย์แท้ๆ อยู่ตรงนั้นนะ ร่างกายหายหมดเลย ทั้งๆ ที่มันเผากันอยู่นั่น จะเป็นไฟนรกอเวจีเผาคนทั้งเป็นก็ไม่ผิด แต่เวลามันแก้กันตกแล้วอันนี้ดับหมด เลย หายเงียบเลย เหลือตั้งแต่ความรู้ที่อัศจรรย์สุดขีดนั่น เรียกว่าสักแต่ว่ารู้ ถ้าจะให้มากกว่านั้นไม่ได้มันผิด คำว่าสักแต่ว่าเป็นของอัศจรรย์นะนั่น สักแต่ว่าปรากฏคือความรู้นั้นสักแต่ว่าปรากฏ นี่ละอัศจรรย์มากอยู่ตรงนี้ หมดละนั่น เวลานั้นร่างกายทุกสัดทุกส่วนหมด ดินฟ้าอากาศไม่มาเกี่ยวข้อง แม้แต่ร่างกายอยู่กับตัวเองดับไปพร้อมกันหมด เหลือแต่ธรรมชาติที่สักแต่ว่าปรากฏแต่เป็นของอัศจรรย์ นั่นละเหลืออันนั้น

เวลามันเห็นแล้วมันจะไม่เป็นกำลังใจได้อย่างไร ความเป็นความตายไม่มีความหมายนะ เราเห็นอันนี้แล้วอันนี้มีความหมายหนัก เป็นก็เป็น ตายก็ตาย ซัดกันเลย มันดูดมันดื่ม ท่านเลยยกข้อเปรียบเทียบ เราก็รู้ ตั้งแต่นั้นมาเราก็ไม่ทำอย่างนั้นอีก คือท่านไม่บอกจริงๆ นะ เพราะจอมปราชญ์บอกจอมโง่ท่านก็บอกอย่างนั้นละ ม้าตัวใดที่มันคึกคะนองผาดโผนโจนทะยานมาก สารถีฝึกม้าเขาต้องฝึกอย่างหนัก พอเราขึ้นไปกราบท่านเราจะเล่าธรรมะถวายท่าน เพราะเคยเป็นอย่างนั้น ถ้าขึ้นกับท่านสองต่อสองแล้วเอาล่ะ

ท่านขึ้นก่อนแล้ว ท่านสอนเรานะนั่น ม้าตัวไหนที่มันผาดโผนโจนทะยานมาก ไม่ฟังเสียงสารถีผู้ฝึกม้าเลยเขาจะฝึกอย่างหนัก ว่าอย่างนั้นนะ ไม่ควรให้กินหญ้าไม่ให้กิน ไม่ควรให้กินน้ำไม่ให้กิน แต่การฝึกฝึกไม่ถอย เอาจนกระทั่งม้านี้ค่อยลด ลดพยศลง การฝึกเขาก็ลดลงๆ จนกระทั่งม้านี้ใช้การใช้งานได้แล้วการฝึกแบบนั้นเขาก็ระงับไป ท่านพูดเพียงเท่านี้เราเข้าใจ จากนั้นมาเราก็ไม่ทำอย่างนั้นอีก นี่ท่านสอนโดยอุบาย เรียกว่าท่านรั้งไว้ให้อยู่ในความพอดี เรามันไม่พอดี ผาดโผน ที่ท่านสอนมานั้นพอดีแล้ว นั่นสมกับท่านเป็นอาจารย์เรา จับอันนั้นปุ๊บไว้เลย แต่ไม่นอนใจ ไม่อ่อนแอ ถึงจะไม่ทำแบบนั้นก็ไม่ให้อ่อนแอ ให้อยู่ในระดับพอดี นั่น

ใครจะไปฉลาดแหลมคมยิ่งกว่าพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นการแนะนำสั่งสอน จอมปราชญ์ในสมัยปัจจุบันละเอียดแหลมคมมากทีเดียว การฝึกลูกศิษย์ลูกหาละเอียดมาก ตรงไหนที่มันจะผาดโผนเกินไปท่านก็รั้งเอาไว้ ตรงไหนที่มันจะอ่อนท่านก็หนุนเข้าไป หนุนเข้าไปอย่างนั้น สมัยปัจจุบันที่เราเคยผ่านมานี้ครูบาอาจารย์ทั้งหลายนี้ก็มีหลวงปู่มั่นองค์เดียว นอกนั้นเราไม่ได้ประมาทนะ เราไม่ค่อยได้สนิทสนมกับท่านนักนะ เหมือนหลวงปู่มั่น แต่หลวงปู่มั่นนี่ถึงเป็นถึงตายเลย ด้วยเหตุนี้จึงได้คำพูดนี้มาพูดอย่างเต็มปากไม่กระดากอายละ ท่านล่วงไปแล้วนี่จะฟังที่ไหนเทศน์อย่างท่านไม่มี

วันนี้ก็ไม่พูดอะไรมากละเหนื่อย มันทรมานมากต่อมากแล้ว เพียงเท่านี้พากันจำเอานะ การฝึกตัวเองเป็นของดีไม่เสีย การฝึกฝนอบรมตัวเองอยู่ในขั้นของฆราวาสญาติโยมให้ฝึกตามขั้นของตน ให้มีธรรมเป็นขอบเขตเป็นเครื่องกำกับ อย่าปล่อยให้กิเลสเป็นผู้ฉุดผู้ลากไปอย่างเดียวจะแหลกไปหมด กิเลสสอนคนให้ดีไม่เคยมี แต่ธรรมสอนคนให้ดีจนกระทั่งถึงนิพพานยอดคนมีตลอด นี่ละให้เอาธรรมไปปฏิบัติตัวเอง มันจะเลวขนาดไหนก็ตามธรรมเป็นเครื่องซักฟอกส่งเสริมให้ดี ดีได้ ดีตามสัดตามส่วนของเราที่ฝึกทรมานได้ เอาล่ะวันนี้พูดเท่านี้

เป็นอย่างไรละฟังเทศน์ ฟังเทศน์กรรมฐานนี่มันหลายขั้นนะ เอาประมาณไม่ได้นะ เทศน์ธรรมะภาคปฏิบัตินี้เอาประมาณไม่ได้ จะกว้างจะแคบจะลึกจะตื้นหยาบละเอียดแล้วแต่เหตุการณ์ปัจจุบันที่จะมาหนุนกันให้ขึ้นนะ ถ้าควรเด็ดเผ็ดร้อนนี้ผึงเลยทันที ถ้าธรรมดาก็ธรรมดาไปเรื่อยๆ เอาแน่ไม่ได้ ไม่เหมือนปริยัติ ปริยัติเราก็อ่านตามตำราๆ เวลาเทศน์ก็เทศน์ตามตำรา แต่ภาคปฏิบัติไม่ได้ตามตำรา ตามความจริงที่มีในจิต พระพุทธเจ้าสอนโลกสอนตามความจริงที่มีในพระทัย พระสาวกทั้งหลายสอนโลกสอนตามหลักความจริงที่มีในใจของท่าน ถอดออกๆ ผึงๆๆ จบแล้วหายเงียบเลย ท่านไม่ได้เป็นอารมณ์ เพราะการเทศนาว่าการจะนิ่มนวลอ่อนหวานไพเราะเพราะพริ้งดุเด็ดขาดขนาดไหนมันเป็นสายทางเดินของธรรมทั้งนั้น ไม่ได้เป็นอันตรายต่อผู้ใด จึงเรียกว่าสายของธรรม สายเด็ดเดี่ยวเฉียบขาดเหมือนจะฉีกกันกินนี้ก็เป็นสายของธรรมเสีย เป็นอย่างนั้นนะ

เราก็คิดว่าจะได้อาศัยท่านสิงห์ทององค์หนึ่งนะ เพราะเราดูท่านสิงห์ทองดูเรียบร้อยแล้ว แน่ใจว่าไม่ผิดนะ ถ้าลงได้ดูจริงๆ แล้วร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ผิดเลย อันนี้ก็ดูท่านสิงห์ทอง เอ้อจะได้อาศัยท่านสิงห์ทอง เราก็เลยพูดเป็นปัญหา ไม่ได้บอกตรงๆ นะท่านสิงห์ทองนะผมจะมอบศพให้ท่าน เวลาผมตายให้ท่านมาเผาศพให้ผม แต่เวลาท่านตายผมจะเผาศพให้ท่าน มอบอยู่ลึกๆแล้วนะ เพราะดูอาการทุกอย่างท่านสิงห์ทองจะนำศาสนาไปได้กว้างขวางพอประมาณ แต่ท่านก็ตายเสียโดยตกเครื่องบิน

ธรรมะของท่านก็แน่นหนามั่นคงแล้วตั้งแต่ไปอยู่ครั้งสุดท้ายนี่ ท่านก็คงมาพูดให้ฟังธรรมดา เรียกว่าสุกขวิปัสสโก คือรู้อย่างละเอียด อย่างสงบเรียบ แล้วหมดไปเลย นี่เรียกว่าสุกขวิปัสสโก คือรู้ไปอย่างเรียบๆๆ แล้วหมดเลย ท่านสิงห์ทองเป็นประเภทอย่างนั้นแหละ เตวิชโช ได้วิชชา ๓ ฉฬภิญโญ  ได้อภิญญา ๖ จตุปฏิสัมภิทัปปัตโต ได้ปฏิสัมภิทาญาณทั้ง ๔ อรหันต์มี ๔ ประเภท ท่านสิงห์ทองเราเป็นอย่างนั้นละ

ท่านมาเล่าให้ฟัง เพราะท่านอยู่กับเรามาตั้งแต่ไหนแต่ไรนะ แล้วก็เล่าให้ครูบาอาจารย์ฟัง ท่านว่าอย่างนั้นนะ คือจิตนี้มันค่อยละเอียดไป ละเอียดไป จนกระทั่งปัจจุบันนี้มันหายสงสัยหมด ท่านว่าอย่างนั้นนะ จะว่ามันยังอะไรเหลืออะไรก็ไม่มี แล้วหายสงสัยว่ากิเลสมีอยู่หรือไม่มันก็หายสงสัย หมด ท่านว่าอย่างนั้นน่ะ แต่ไม่บอกขณะ ท่านว่าอย่างนั้นนะ เช่นอย่างพระสาวกทั้งหลายท่านบรรลุธรรม องค์นั้นบรรลุในสถานที่นั่นๆ อิริยาบถนั้น นั่นมันบอกขณะ เช่นขณะจะหลับจะนอนบรรลุปึ๋ง รู้ขณะนั้น กำลังเดินจงกรมเป็นขึ้นในขณะเดิน เวลายืนอยู่รู้ในเวลายืน เวลานั่งภาวนารู้ในเวลานั่งภาวนา เป็นขณะๆ แต่สำหรับท่านท่านบอกไม่รู้เลยท่านว่า มันค่อยหมดไปๆ แล้วหมดไปเลย เงียบไป ท่านว่า

แต่เวลาท่านพูดผลของธรรมที่ว่าหมดไปมันตรงกัน มาหาที่ค้านไม่ได้ เราก็ไม่มีอะไรจะพูด ผมก็ค้านท่านไม่ได้แหละ บอกตรงๆ เลย ที่ท่านพูดมานี้มันไม่ผิด เป็นแต่เพียงไม่บอกขณะเท่านั้นเอง ผมไม่มีที่ค้านท่าน มันก็เข้าในพวกสุกขวิปัสสโก คือรู้ไปอย่างละเอียดๆ ๆ เรียบ หมดไปเลย ไม่ได้บอกขณะนั้นขณะนี้ นี่เรียกว่ารู้อย่างสงบเงียบไปเลย สุกขวิปัสสโก เตวิชโช มีขณะ ฉฬภิญโญ จตุปฏิสัมภิทัปปัตโต มีขณะ ขณะที่จิตระหว่างกิเลสกับธรรมขาดสะบั้นจากกันมีขณะตัดสินออกมา

แต่ของท่านสิงห์ทองเป็นประเภทที่ ๔ หรือประเภทที่ ๑ สุกขวิปัสสโก เรียบไปเลย นี่ก็เป็นประเภทหนึ่งของพระอรหันต์ เตวิชโชนี่ก็เป็นประเภทหนึ่งของพระอรหันต์ ทั้ง ๔ ประเภทนี้จะเป็นขึ้นมาประเภทไหนสิ้นกิเลสแล้วก็เรียกพระอรหันต์ได้เหมือนกันหมด ท่านบอกไว้แล้วมี ๔ ประเภท สำหรับท่านสิงห์ทองท่านบอกเป็นอย่างนี้ละ หมดไปๆ จนกระทั่งทุกวันนี้มันก็ไม่มีอะไรสงสัย ท่านว่า เป็นที่แน่ใจว่าหมด ท่านว่าอย่างนั้นนะ แต่ขณะที่จะมาตัดสินอย่างนี้ไม่มี อะไรตัดสินไม่ตัดสินก็ตามให้รู้ว่ากิเลสกับจิตขาดสะบั้นจากกันแล้วนั้นละขณะของมันอยู่นั่นละ เราก็เลยว่าอย่างนั้น ขาดตรงนั้นแหละ

อย่างพระอานนท์ที่พระพุทธเจ้าทรงทำนายไว้ว่า..วันทำสังคยนา เหตุที่พระพุทธเจ้ารับอย่างนั้นคือว่าพระอานนท์ร้องห่มร้องไห้ถึงพระพุทธเจ้า ไปเกาะประตูไม่ยอมเข้ามาเฝ้าพระพุทธเจ้าในคืนที่ท่านจะปรินิพพาน ไม่เห็นนั่นเลยรับสั่งถามพระอานนท์ไปไหน นู้นไปเกาะประตูร้องไห้อยู่นู้น ให้เรียกเข้ามา เรียกพระอานนท์เข้ามา  พอเรียกเข้ามา อานนท์อย่าร้องไห้ ร้องไห้อะไรเรื่องธาตุเรื่องขันธ์ เรื่องความพรัดพรากจากไปมันมีประจำโลกทั่วๆไป ขอให้บำเพ็ญธรรมของเธอให้ดี วันทำสังคยนานั้นแหละจากนี้ไปสามเดือน ท่านรับสั่งไว้หมด เป็นวันที่เธอจะสิ้นกิเลสในวันทำสังคยนา แล้วสังคยนาจะเกิดเพราะเหตุผลกลไกอะไรใครรู้เมื่อไร พระองค์ทราบแล้ว เพราะทรงเล็งญาณทราบไปหมด จากนี้ไปอีกสามเดือน

อย่าร้องไห้ ท่านว่า ต่อไปนี้อีกสามเดือนเธอจะเป็นผู้สิ้นกิเลสโดยสิ้นเชิง แล้วเข้าอยู่ในท่ามกลางพระสงฆ์ ๕๐๐ องค์ทำสังคยนา บอกไว้อย่างนั้นเลย ทีนี้ถึงวันยกไว้ว่า ๔๙๙ องค์ คือที่ ๕๐๐ ไว้ให้พระอานนท์ พระอานนท์ยังไม่สำเร็จ มีช่องหนึ่งเอาไว้ คอยฟังการตัดสินพระอานนท์จะแสดงตัวออกมาแบบไหนวันที่สงฆ์จะทำสังคยนา นี่พระพุทธเจ้าทรงทราบไว้ก่อนแล้ว มีเหตุผลกลไกอะไรจึงต้องสังคยนา แล้วต่อจากนี้ไปอีกสามเดือน พระองค์ทราบหมดแล้ว

คือพระแก่คนหนึ่งมาพูดทำลายบรรดาพระเจ้าพระสงฆ์ทั่วสังฆมณฑล ให้เกิดความกระทบกระเทือนจิตใจเป็นอย่างมาก คือร้องห่มร้องไห้ถึงพระพุทธเจ้าเมื่อพระองค์ปรินิพพานไปแล้ว พระสงฆ์ทั้งหลายร้องห่มร้องไห้ แล้วมีพระแก่องค์หนึ่งจะร้องห่มร้องไห้ไปหาอะไร เวลาพระพุทธเจ้าทรงพระชนม์อยู่ทั้งดุทั้งด่าทุกสิ่งทุกอย่าง เวลาท่านไปแล้วไม่มีใครดุใครด่า เราก็อยู่สบายอย่างนี้ แล้วจะร้องห่มร้องไห้หาอะไร พระกัสสปะรับปุ๊บเลย เพียง ๗ วันเสี้ยนหนามเกิดแล้ว เอาอันนี้ละออกเป็นสังคยนาร้อยกรองธรรมวินัย อันนี้เป็นสิ่งทำลายที่พระแก่องค์นี้มาพูดเป็นสิ่งทำลายพุทธศาสนา เอาไปเป็นสังคยนา นั่นละสามเดือนตั้งสังคยนาขึ้นมา

พอดีพระอานนท์ได้รับคำนายจากพระพุทธเจ้า ตายใจล่ะ วันนั้นจะเป็นพระอรหันต์แล้ว ทีนี้พอกลางคืนวันนั้นเร่งความเพียรเต็มที่จะให้ได้เป็นอรหันต์ แต่ทีนี้จิตมันไม่อยู่ปัจจุบันที่กิเลสมันอยู่ ข้าศึกมันอยู่ปัจจุบัน ธรรมก็ไม่อยู่ปัจุบันเสีย ธรรมคาดนู้นคาดนี้ว่าเราจะได้เป็นพระอรหันต์ๆ จิตมันออกนอก มันก็ไม่สำเร็จ ตามสัญญาอารมณ์ที่พระพุทธเจ้าทรงทำนายไว้ จนกระทั่งมันจะสว่างแล้ว เดินจงกรมจนจะก้าวขาไม่ออก นี่ทำอย่างไรนะ ว่าจะให้เป็นพระอรหันต์ในคืนวันนนี้ตามที่พระพุทธเจ้าทรงทำนาย ไม่เป็นแล้วพักสักหน่อยก่อน ว่าอย่างนั้นนะ

ทีนี้จิตที่มันคาดไปตามว่าจะเป็นอรหันต์อย่างนั้นมันไม่ได้อยู่ในปัจจุบันนะ มันก็ถอนตัวเข้ามาทอดอาลัยทุกอย่างเข้ามาเป็นปัจจุบัน พอเอนลงอย่างนี้ศีรษะยังไม่ถึงหมอนจึงเรียกว่าพระอานนท์บรรลุธรรมในอิริยาบถสี่ จะว่ายืนก็ไม่ใช่ นั่งก็ไม่ใช่ นอนก็ไม่ใช่ เอนลงไปพอศีรษะยังไม่ถึงหมอนบรรลุธรรมปึ๋งขึ้นในขณะนั้นเลย นั่นแหละสำเร็จ คือทอดอาลัย พอทอดอาลัยในความหวังทั้งหมดนั่นละมันเป็นข้าศึก พอมาเป็นปัจจุบันนี้มันก็ผึงเลย ตรงตามพระพุทธเจ้ารับสั่งไหม เห็นไหมล่ะ พระองค์รับสั่งไว้อย่างนั้น

ลงได้ทรงทำนายอะไรแล้วไม่มีผิด เอกนามกึ คืออะไร คือพระญาณหยั่งทราบของพระพุทธเจ้าไม่มีสอง ถ้าลองได้รับสั่งแล้วไม่ผิดไม่พลาดไปเลย ยกตัวอย่างเช่นอย่างพระเจ้าตาพระเจ้าสุปปพุทธะเป็นพระเจ้าตา เป็นเชื้อพระญาติพระวงศ์กัน โกลิยวงศ์ ศากยวงศ์ ท้าทายพระพุทธเจ้าบอกว่าพระเจ้าหลาน เพราะเป็นสกุลศากยวงศ์อริยวงศ์มาแต่งเป็นนั้นกัน ภาษาเราเรียกว่าเป็นดองกัน เลยไม่เรียกอะไร เรียกพระเจ้าหลานตามเดิม ท้าทายพระพุทธเจ้าว่า เออ พระเจ้าตาของเรานี่มันจะตกนรกจะถูกแผ่นดินสูบนะนี่ ว่าอย่างนั้นนะ

พอได้ยินอย่างนั้นทางนี้ไปกราบบังคมทูลละซิ ว่าพระเจ้าหลานท่านว่าพระเจ้าตาถูกแผ่นดินสูบ มันจะสูบได้อย่างไร เราจะขึ้นไปอยู่หอปราสาท ๗ ชั้นนู่น มันจะไปสูบ เราได้อย่างไร ท้าทายพระพุทธเจ้า ทางนั้นก็เอามาทูลพระพุทธเจ้าอีกแหละว่าท้าทายพระพุทธเจ้า จะไม่ให้แผ่นดินสูบ ให้พระเจ้าตาของเราไปอยู่ชั้นดาวดึงส์ก็ไปเถอะ ทีนี้ลงแล้วนะ จากนี้ไป ๗ วัน เอาแล้วนะทีนี้ พระเจ้าตาจะต้องถูกแผ่นดินสูบที่เชิงบันไดอย่างแน่นอน

อย่างจะถึงวันพรุ่งนี้เช้ากลางคืนม้าคะนอง ม้าที่ทรงอยู่แต่ก่อน พอได้ยินเสียงพระเจ้าสุปปพุทธะนี้มันจะสงบนะ มันจะคึกคะนองขนาดไหนก็ตามพอได้ยินเสียงพระเจ้าสุปปพุทธซึ่งเป็นเจ้าของแล้วจะสงบ แต่วันนั้นไม่สงบ พอถึงกาลเวลาเท่าไรยิ่งดีดยิ่งดิ้นตะพัดตะพือเลยละ มันเป็นอย่างไรม้านี่มันทำไมถึงเป็นอย่างนี้ พูดอย่างไรมันก็ไม่ฟังเสียงอะไร โผล่ไปตกลงบันได ถูกแผ่นดินสูบเดี๋ยวนั้นไปเลย แน่ะก็อย่างนั้นแล้ว หายเงียบไปเลย

นี่ละวิสัยของธรรม พุทธวิสัยด้วย แม่นยำไม่มีผิดมีพลาด ใครจะไปลบล้างให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้ ว่าเป็นอย่างไรต้องเป็นอย่างนั้น นี่บอกว่าจะถูกแผ่นดินสูบในวันนั้นก็เป็นเลย ขยับเข้ามาบอกเวล่ำเวลาเสียด้วย แน่ะก็เป็นอย่างนั้น นั่นละพระญาณหยั่งทราบ เพราะฉะนั้นเวลาผู้ที่ปรารถนาพุทธภูมิจะเป็นพระพุทธเจ้านี้ปรารถนาพุทธภูมิต้องหนักนะ กว่าจะได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าแต่ละองค์ๆ ของง่ายเมื่อไร จะปรารถนาเป็นล้านๆ ก็ตาม

คิดดูอย่างที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากชั้นดาวดึงส์ ประชาชนเห็นเกิดความอัศจรรย์เกินคาดเกินหมาย ได้เห็นกันหมด ทรงดลบันดาลให้เห็นเทวบุตรเทวดา มนุษย์มนาให้มองเห็นกันหมดเลย พระองค์ทรงบันดาล ใครก็ปรารถนาอยากเป็นพระพุทธเจ้าเพราะอัศจรรย์มาก เวลาพระองค์รับสั่ง เอ้อ อานนท์ ที่ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้ามากขนาดไหนมีแต่ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า เพราะเห็นเราเป็นของอัศจรรย์ แต่ครั้นได้จริงๆ แล้วอย่างมากไม่เลยสองคน เท่านั้นละฟังซิน่ะ คือมันไปไม่ไหว ก็ปล่อยวางๆ เลยเป็นไม่ได้

วันที่ ๒๑ เมษาทองคำตั้งแต่เช้าถึงค่ำวันนี้ได้ ๑ กิโล ๘ บาท ๖๑ สตางค์ ทองคำที่ได้ตั้งแต่วันที่ ๖ ถึงค่ำวันนี้ได้ ๒๓ กิโล ๓๑ บาท ๓๕ สตางค์ เราว่ามันจะได้ ๒๐ กิโล ที่ไหนมันฟาดเข้าไป ๒๓ แล้วนี่ เราคิดว่าจากนี้เราถึงกลับอย่างไรก็จะต้องได้ ๒๐ กิโล เดี๋ยวนี้ยังไม่ถึงไหนเราฟาดเสีย ๒๓ กิโล ได้เป็นชิ้นเป็นอัน ถ้าเรามานี้ได้เป็นชิ้นเป็นอัน เหลืองอร่ามอยู่ในคลังหลวงเรา ประดับชาติไทยของเราทั้งชาติเหลืองอร่ามไปหมด

ตอนนั้นเราไปหาท่านคราวก่อนเหรอนั่น รูปของเราที่ถ่ายกับสมเด็จสังฆราช คราวที่แล้วเหรอ (ครับ) (ผู้ว่าอุดรฝากกราบมาถวายหลวงตา ๑๐,๐๐๐ บาท)

ทองคำเราเหลืองอร่ามเลย ต่อไปนี้จะเข้าไปเหลืองอยู่ในคลังหลวง ทองคำอยู่ในคลังหลวงเรามีน้อยอยู่นะ เพราะอย่างนั้นจึงได้เตือนบรรดาพี่น้องทั้งหลายให้เห็นความสำคัญของคลังหลวงเรา ไม่ควรจะขาดทอง เวลานี้ขาดอยู่มากนะ ได้เตือนให้พี่น้องทั้งหลายทราบ ให้พากันพยายามหาทองคำมาเพื่อจะประดับชาติไทยของเราให้เหลืองอร่ามไปหมดทั้งประเทศนี่ เวลานี้ยังไม่มีมากนะ เราจึงได้รบกวนบรรดาพี่น้องทั้งหลายเสมอ รบกวนเรื่อยมา อย่างอื่นหยุด อันนี้ไม่หยุดนะทองคำ ขอออดขออ้อนเรื่อยเลย ได้เท่านั้นเท่านี้เดี๋ยวก็ซึมซาบ เอามาหลายแบบ จะให้ทองคำเข้าสู่คลังหลวง เอาล่ะเท่านั้นละนะ

 

รับชมและรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน  FM 103.25 MHz

และเครือข่ายทั่วประเทศ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก