เหมือนว่าจะไม่สอนใครเลย
วันที่ 20 มิถุนายน 2550 เวลา 7:40 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๐

เหมือนว่าจะไม่สอนใครเลย

ก่อนจังหัน

ศพท่านชิตตกลงเอาไปไว้ที่สวนแสงธรรมแล้ว ท่านชิตน้ำหนาวที่ไปรถคว่ำประจวบน่ะ เวลานี้ตกลงกันให้เอาไปไว้ที่สวนแสงธรรม การเผานี้อาจจะไปเผาวัดอาจารย์เจี๊ยะก็ได้ มันก็มีวัดอโศ วัดอาจารย์เจี๊ยะที่จะเผาท่านชิต ในวัดนั้นดูว่ากฎหมายเขาไม่อนุญาต ถ้าเขาอนุญาตเราเผาที่ไหนก็ได้ ว่าเขามีกฎหมาย ตกลงก็คงจะไปเผาที่วัดอาจารย์เจี๊ยะ อันนี้ไปก็ฝนตกถนนลื่น ไปรถคว่ำ ท่านชิตตาย ท่านเหลิมแขนหัก อย่างนั้นละ

เวลาฝนตกขับรถให้วิ่งเร็วๆ นะใครอยากตายเร็ว ได้ยินไหมล่ะพวกนี้ อยากตายเร็วหรืออยากตายช้าอยู่ในศาลานี่ ลูกศิษย์หลวงตาบัวน่ะ ถ้าอยากตายเร็วแล้วเวลาฝนตกหนักๆ ให้เร่งเครื่องเลย เร่งอย่าเร่งไปตามทาง ฟาดลงข้างถนนไปเลย แต่สำคัญมีข้อหนึ่งว่าหลวงตาไม่ไปกุสลาให้เท่านั้นเอง เข้าใจไหม จะตายไปเท่าไรก็ตายกันไปเถอะเราไม่ไปกุสลาให้ ได้ยินหรือยังพวกนี้ ไปไหนเห็นแต่คนตายพระตาย รถคว่ำๆ ต้องมีความประมาทอยู่ในนั้น ฝนตกถนนลื่น รถวิ่งเร็วมันพลาด คว่ำได้ ถ้าฝนตกรถช้า อย่างหนึ่งหยุด ไม่เป็นภัย ต้องระวัง

นี่เราเองนะเป็นคนขับ เขาขับรถเราขับเขาอีกทีหนึ่ง ดูตามทางไป บางทีบอกให้จอดรถเลยไม่ให้เคลื่อน เพราะฝนกำลังหนัก ฝนหนักขนาดนี้รถจะวิ่งเร็วไปไม่ได้ ให้หยุดเสียดีกว่า จอดเลย จนกระทั่งฝนเบาลงๆ แล้วค่อยไปปลอดภัย นั่น อย่าไปตามใจไม่มีเหตุมีผลตายได้ง่ายๆ นะคนเรา ศพท่านชิตก็น่าจะเป็นวัดอาจารย์เจี๊ยะ หรือจะเป็นวัดอโศ วัดอาจารย์เจี๊ยะ นั่นฝ่ายกรรมฐาน แต่ก็คอยฟัง เราก็เห็นอยู่สองวัดเท่านั้นละ ถ้าออกจากสวนแสงธรรมก็ไปวัดอาจารย์เจี๊ยะนี้สะดวกกว่าเราว่างั้น เลยตกลงกันตรงนั้น เผาศพท่านชิต

ท่านชิตเป็นคนเพชรบุรี แต่เป็นพระวัดป่าบ้านตาด ออกจากนี่ก็ไปอยู่น้ำหนาว สร้างวัดที่นั่น เราซื้อที่ให้ โถ เป็นพันๆ ไร่นะ ซื้อบริเวณนั้นให้หมด คือป่าสงวนด้วย ซื้อเป็นป่าสงวนไว้เลย แล้วก็เป็นต้นน้ำลำธารไปจังหวัดเลย เราซื้อครอบไว้หมดเลย แล้วก็ให้ทหารมาช่วยรักษา ประชาชนจะไม่ได้รุกล้ำเข้าไป กว้างนะ ดูเป็นพันๆ เป็นหมื่นๆ ไร่ละมัง เรากว้านซื้อไว้หมดเพื่อประโยชน์แก่สาธารณชน ไปทำที่ไหนเรามีแต่ทำประโยชน์ให้โลกทั้งนั้น คือเราไม่ได้คิดเพื่อตัวเองๆ ยิ่งปัจจุบันนี้เรียกว่าเพื่อตัวเองเราบอกได้อย่างชัดเจนเลยว่าเราไม่มี ตื่นขึ้นมาพับคิดปั๊บนี้เพื่อโลกทั้งนั้นๆ ที่จะให้เพื่อเราไม่มี

บำเพ็ญให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเต็มหัวใจแล้ว ใจกับธรรมเป็นอันเดียวกันพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องหาอะไรมาเพิ่ม เท่านั้น ดูลมหายใจไปวันหนึ่งๆ เอา มันยังมีลมหายใจ เอา หายใจไป มันหมดแล้วเหรอไปเลยไม่กังวล นี่ละมาในชาตินี้เอาจนกระทั่งถึงขนาดที่ว่า ผลประโยชน์สำหรับส่วนรวมและผลประโยชน์ตัวเองเป็นยังไง ทีนี้สำหรับเราเราไม่มีแล้วละ ประโยชน์เพื่อส่วนรวมนั่นมีเต็มหัวใจ พอตื่นนอนขึ้นมาคิดแล้ว จะไปที่ไหนๆ สงเคราะห์ที่ไหนบ้าง สำหรับเราเองไม่เห็นมีปรากฏอะไร ไม่ปรากฏ นี่ที่ว่ามันพอเสียทุกอย่างแล้ว ภายในใจนี้พอ

เมื่อใจกับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้วจะเอาอะไรมาเพิ่ม ไม่มีที่ว่าจะเลิศจะเลอยิ่งกว่าใจกับธรรมเป็นอันเดียวกัน เพราะฉะนั้นจึงเอาอะไรไปเพิ่มไม่ได้ เพิ่มตกผล็อยๆ จะดีเลิศขนาดไหนไม่เลิศเท่าธรรมกับใจเป็นอันเดียวกัน อันนี้เลิศเลอ อะไรเข้าไปเพิ่มไม่ได้ตกออกหมดเลย ทำให้มันพอเสียอย่างนั้น ทำใจให้พอ ย่อๆ หย่อนๆ ตื่นขึ้นมาก็เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเสี่ยงได้เสี่ยงเสีย จนกระทั่งหลับไปนอนอีกก็หลับ เสี่ยงไปอย่างนั้นละ ตื่นขึ้นมาก็เสี่ยง หลับลงไปก็เสี่ยง มันไม่มีอะไรแน่นอนในหัวใจ ถ้าใจไม่มีหลักเกณฑ์ในตัวเองเสียอย่างเดียว

เพราะฉะนั้นจึงสร้างหลักใจให้ดี ให้มีหลักใจเสียอย่างเดียวอยู่ไหนแน่หมดๆ ส่วนมากโลกทั้งโลกไม่ได้มีหลักใจ เร่ๆ ร่อนๆ ไป อย่างเมื่อเช้านี้รถกี่คันอยู่นั่น เขาก็มาตามประสาของเขา เราออกจากนี้เราไป ไปดูนู้นดูนี้ เห็นรถ ๖ คันละมั้งเมื่อเช้านี้ รถใหญ่ เขาก็มาเที่ยวของเขาอย่างนั้น เราออกไปเมื่อเช้า พอได้เวลาเรากลับเข้ามา เข้ามาที่นี่

ขอให้มีหลักเกณฑ์นะพี่น้องทั้งหลาย การเสาะแสวงหาอะไรได้มาให้มีหลักมีเกณฑ์ ส่วนไหนจะเก็บไว้ส่วนไหนจะจับจ่ายมากน้อยเพียงไรให้มีเหตุมีผลจับจ่าย เก็บไว้เพื่ออะไร ที่มันจำเป็นจริงๆ ก็คือการเจ็บไข้ได้ป่วย สมบัติจะต้องมีมาไว้เพื่ออันนี้สำคัญมากทีเดียว จากนั้นก็เพื่ออยู่เพื่อกิน ความจำเป็นอย่างอื่นเรามีแล้วแบ่งสันปันส่วน อย่ามีตั้งแต่ได้มาเพื่อจะให้เสียไปๆ หายังไม่ได้ไปกู้ไปยืมเขา กู้ยืมก็กู้ยืมดะไปเลย พวกนี้พวกเลื่อนลอยมาก หาอยู่หากินเลื่อนลอย หากินก็ไม่มีหลักมีเกณฑ์ คว้าที่ไหนคว้าเอาไป ติดหนี้ติดสินเขาพะรุงพะรัง ติดหนี้ติดสินคนนี้แล้วกินหมดนี้ไปติดหนี้คนนั้นๆ ติดหนี้คนนี้ไปเลย นี่ชีวิตอยู่กับหนี้ ติดหนี้ ติดหนี้ลอยลมไปเลย คิดว่าจะเอาไปใช้ไปคืนให้เขานั้นมันไม่คิดเสียแล้วละ มันเป็นนิสัยสันดาน จำเอานะคนไทยเรา ฟังให้ดี

นี่เอาธรรมมาสอนโลก พระท่านไม่ได้เป็นอย่างนั้น หมายถึงพระตามหลักธรรมหลักวินัย พระโก้ๆ เก้ๆ พระเจ้าขุนมูลนาย พระยศพระลาภพระเปรตอย่างนั้นอย่าเอามาพูดในวงศาสนาพระพุทธเจ้า พออยู่พอกินพอเป็นพอไปเท่านั้นพอ นี่ลูกศิษย์ตถาคต พอหมดอะไรพอหมด ขอให้ใจกับธรรมเป็นอันเดียวกันเป็นลำดับลำดา จุดใหญ่อยู่ที่นั่น อะไรจะอดอยากขาดแคลนไม่สำคัญ มุ่งมั่นต่อแดนนิพพาน ผู้นี้เลี้ยงง่ายมากทีเดียว ไปอยู่ไหนไปง่ายอยู่ง่าย รักษาตัวก็มีสติตลอดเวลา

ไอ้ผู้ที่เก้งๆ ก้างๆ มันเยอะนะพระเรา พระเรานั้นก็หมายความว่าดูหมดทั้งศาลาเรานี้เรียกว่าพระเราทั้งนั้น เก้งๆ ก้างๆ ไม่มีหลักมีเกณฑ์ ดีไม่ดีเอาผ้าเหลืองครอบหัวแล้วก็เอานี้เป็นโล่บังหน้าหากิน หาอวดตัวเองว่าเป็นพระ เป็นสมุห์ ใบฎีกา เป็นพระครูพระคัน ชั้นสมเด็จยิ่งความโลภมากขึ้นๆ นั่นมันเป็นบ้ายศบ้าลาภไปหมดแล้วพระเราเวลานี้ มันมีธรรมติดตัวเมื่อไร มีธรรมติดใจไหมเวลานี้ มันอาศัยศาสนานี้เป็นโล่บังหน้าให้กิเลสทำงานๆ เห็นกันแล้วเป็นพระครูเป็นปลัด บวชยังไม่ได้ออกมาจากโบสถ์ตั้งสมุห์ใบฎีกาให้แล้ว มันพระบ้าอะไรพระยศพระลาภ

พระอรรถพระธรรมพระลูกศิษย์ตถาคต พออุปสมบทเสร็จแล้วไล่เข้าป่าเห็นไหมล่ะ ให้บำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าอันเป็นที่สงบสงัด ดังที่เคยแสดงให้ฟังแล้ว บิณฑบาตก็หาด้วยกำลังปลีแข้งของตน อย่าตื่นลาภสักการะทั้งหลาย มีมากมีน้อยนั้นเป็นส่วนพิเศษต่างหาก นอกจากความจำเป็นของเราซึ่งมีแต่บิณฑบาตเท่านั้น นั่น ปิณฺฑิยาโลปโภชนํ จะว่าไง บิณฑบาตมาพอได้ฉันๆ เท่านั้น แต่จิตกับธรรมจ่อกันตลอด นี่ลูกศิษย์ตถาคต ผู้นี้จะเป็นผู้ทรงมรรคทรงผล

เวลานี้พูดถึงมรรคผลนิพพานใครเชื่อไหม ในเมืองไทยเรานี้ที่เป็นลูกชาวพุทธมันเชื่ออะไร ถ้าว่าความโลภความโกรธราคะตัณหานี้มันเป็นตู้เต็มตัวๆ อันนี้ไม่เชื่อมันก็เต็ม แล้วจะเอามาจำหน่ายขายที่ไหน ใครก็มีเต็มหัวใจทุกคนไม่อด แต่เรื่องอรรถเรื่องธรรมนี้อด อดอยากขาดแคลนไปทุกวัน อรรถธรรมอดอยากขาดแคลนเท่าไรความทุกข์ยิ่งเพิ่มพูลทวีขึ้นไปเรื่อยๆ ในมนุษย์เราที่เย่อหยิ่งจองหองถือตนว่าฉลาดๆ มันโง่ที่สุดก็คือมนุษย์นี่ละ ถ้ามนุษย์แบบมีธรรมในใจแล้วจะไม่เป็นอย่างนั้น รู้เนื้อรู้ตัวตลอดไป พากันจดจำเอา เราก็มีเวลาที่จะเทศน์ตอนเช้านี้บ้าง นอกจากนั้นไม่มีเวลา งานนั้นงานนี้

พระก็ให้ตั้งใจปฏิบัติภาวนา สติกับจิตจับติดอย่าเผลอ เอา ใครจะเป็นเครื่องยืนยัน ตั้งรากตั้งฐานตั้งแต่สมถธรรม สมาธิธรรม ปัญญาธรรมขึ้นถึงมรรคผลนิพพานจะตั้งด้วยวิธีใดเราสอนไว้แล้ว ตั้งด้วยสติ เราจะจับในคำบริกรรมใด แน่เลยนะ ถ้าลงสติได้เข้าตรงไหนกิเลสพังๆ มันจะเท่าภูเขาตั้งขึ้นมาล้มหมดกิเลส ถ้าลงสติได้อยู่จุดไหนแล้วกิเลสยอมๆ ถ้าเผลอสติเท่านั้นแหลกๆ จำให้ดีนักปฏิบัติเรา ทำอะไรเคลื่อนไหวไปมาสติกับสัมปชัญญะให้ติดอยู่กับตัวๆ จึงเรียกว่านักปฏิบัติ

อย่างที่เรานั่งรถไปนี่เห็นพระกรรมฐานของเรานั่นละ พวกพระลูกพระหลานสะพายบาตรแบกกลดไปข้างทาง เราก็นั่งรถไป ดู ดูลักษณะท่าทางที่ท่านแบกกลดสะพายบาตรเดินไปข้างถนนนั่น ท่านไปกรรมฐานท่านเหมือนอย่างเราที่ไปแต่ก่อน เราก็เลยเทียบปั๊บ ท่านเดินได้อย่างนี้ท่านเดินเป็นยังไงนะ นั่นเอามาเทียบแล้ว เพราะเราเคยผ่านมาแล้ว เดินนี้เดินธรรมดาๆ ไม่มีสติเดินแบบโลก เลยกลายเป็นเรื่องโก้เก๋ไป ถ้าเดินแบบธรรมเป็นยังไง เดินจงกรมสติติดแนบกับการก้าวเดิน ออกจากนี้ไปหมู่บ้านนั้น ออกจากนี้ไปเขาลูกนั้น เป็นเดินจงกรมตลอดไปเลยไม่มีเผลอ ติดแนบกับตัวเองไป ถึงที่แล้วก็ไม่ได้ว่าเสียเวล่ำเวลาวันนี้เดินทาง ไม่มี เพราะเป็นความเพียรด้วยการก้าวเดิน สติไม่ขาดนี้เรียกว่าผู้มีความเพียร

ท่านเดินแบบไหนนา มันอดคิดไม่ได้นะ ก็ไปทุกวันๆ เจอนั้นเจอนี้ เจอพวกเดียวกัน หัวโล้นๆ กรรมฐานเข้าซิ มันแบกกลดไปนี้มันพิจารณาแบบไหนนา มันอดไม่ได้นะ ถ้าไปแบบเผลอๆ ใช้ไม่ได้ ถ้าไปแบบมีสติสตังนั้นละดี แข่งกับรถเขาที่ฟู่ฟ่าหรูหราฟู่ฟ่าๆ เป็นบ้าอยู่บนรถนั้นหลายเท่านะ แข่งกับเขาชนะหลายเท่า ที่ เราเดินสะพายบาตรแบกกลดไปนั้นน่ะสง่างามอยู่ภายในใจ อันนั้นมันบอบช้ำอยู่ในใจ เข้าใจ เอาละพูดเท่านั้นละ ให้พร

หลังจังหัน

         (ลูกศิษย์ถวายผ้าขาวสำหรับบังสุกุลให้อาจารย์ชิตครับ) เออ ท่านชิตนี้ก็เป็นพระวัดป่าบ้านตาด เป็นคนจังหวัดเพชรบุรี มาเป็นพระวัดป่าบ้านตาด ออกจากนี้ก็ไปอยู่ที่น้ำหนาว เพชรบูรณ์ ออกจากนั้นก็ตาย ทีนี้เราก็ต้องตามเผาศพแหละ ไปปรึกษากันเมื่อวานนี้กับท่านสุดใจ กับท่านลภ ปรึกษากันเรื่องศพท่านชิต ศพนี้เราเปิดทางให้แล้วตั้งแต่เริ่มแรกทราบว่าท่านเสียไป ว่าสวนแสงธรรมเอาไว้ได้เลย เราเปิดให้ทั้งเก็บทั้งเผา ให้ร้อยเปอร์เซ็นต์

ตกลงกันเมื่อคืนนี้แหละว่าจะเอาไปเผาที่วัดอาจารย์เจี๊ยะ ออกจากวัดสวนแสงธรรมไปวัดอาจารย์เจี๊ยะ ก็สะดวกดี สถานที่ของเราวัดสวนแสงธรรมเขาว่าผิดกฎหมาย (ผิดเทศบัญญัติเขา กลัวจะเป็นมลพิษ) เราก็ปฏิบัติตามกฎข้อบังคับทางบ้านเมือง ตกลงก็จะเอาศพท่านชิตไปเผาที่วัดอาจารย์เจี๊ยะ เป็นสายกรรมฐานด้วยกัน วัดอาจารย์เจี๊ยะกับวัดอโศฯ แถวนั้นมีอยู่สองแห่งที่สะดวก วัดอาจารย์เจี๊ยะกับวัดอโศฯ สองแห่ง

ทีนี้เราก็บอกว่าวัดอาจารย์เจี๊ยะสะดวกกว่า ใกล้กว่า ออกจากวัดสวนแสงธรรมเข้าเลย ว่าอย่างนั้นแหละ แล้วคอยฟังคำตอบรับกันทีหลังอีก ใครจะมีความรู้ความเห็นยังไงเราคอยรับฟังอยู่เสมอ เพราะศพท่านชิตเราก็เป็นเจ้าของศพ ขัดข้องอะไรๆ ให้บอกมาเราว่าอย่างนั้น พร้อมจะเปิดความสะดวกให้ทุกอย่าง เป็นอย่างนั้นละรถเกิดอุบัติเหตุ ไปดูว่าที่ประจวบใช่ไหม เลยเพชรบุรีไปแล้วก็เป็นประจวบเท่านั้นเอง ก็ไปตายแถวนั้นแหละ

ท่านเป็นคนเพชรบุรีท่านชิต แต่เป็นพระวัดป่าบ้านตาด ตั้งแต่บวชแล้วมาอยู่นี้เป็นประจำ ออกจากนี้ก็ไปอยู่ที่น้ำหนาว แถวนั้นกี่พันไร่เหอ (๒,๕๐๐ ไร่ครับ) นั่นละเราซื้อหมดเลยบริเวณนั้น ซื้อหมดเพื่อรักษาต้นน้ำลำธารไหลไปทางจังหวัดเลย เป็นดงหมด เราซื้อไว้หมด ต่อจากนั้นพระท่านจะพักอยู่ที่บริเวณนั้นได้เป็นที่ๆ ล้วนแล้วแต่เป็นป่าทั้งนั้น แล้วก็ให้ทหารช่วยรักษา ทหารอารักขาช่วยด้วย เพราะทหารมีอำนาจ จากนั้นเราก็มอบให้ทางทหารเขาดูแล

แม่น้ำเลยก็ออกจากที่เราซื้อที่แหละ ที่ ๒,๕๐๐ ไร่เราซื้อไว้หมด เพื่อเป็นประโยชน์แก่ประชาชนหรือส่วนรวม เราไปไหนเบิกกว้างๆ นะ เราไม่ได้ไปด้วยความคับแคบ ท่านทั้งหลายออกจากวัดป่าบ้านตาดไปนี่ทางโล่ง โล่งเพราะเหตุใดเห็นไหมรู้ไหม เราซื้อสองฟากทางเบิกกว้างออกๆ ทะลุถึงนี้เลย ใครๆ เขาก็อยากขาย เพราะซื้อด้วยความเมตตา เพราะฉะนั้นทางออกมาจากบ้านตาดจึงเบิกกว้างๆ มาทะลุถึงวัดเรา เราซื้อไว้หมด ทางออกมามันเบิกกว้างเราซื้อหมด ซื้อแพงๆ คือทำด้วยความเมตตา เปิดทางออกมาตั้งแต่หมู่บ้านตาดเลยทะลุถึงนี่ ก็สะดวกสบาย

แต่คนทั้งหลายเขาไม่ทราบว่าที่เป็นมายังไงจึงกว้างขวาง แต่ก่อนมีแต่พวกล้อพวกเกวียน ไม่มีรถนะแต่ก่อน พวกล้อพวกเกวียนเขาขนข้าวขนของอะไร เกวียนจะสวนกันก็จะไม่ได้มันแคบ พอเรามาสร้างวัดปั๊บก็ติดต่อกับเจ้าของนาเขาเป็นแถวไปเลยถึงหมู่บ้าน ใครเห็นว่ายังไงๆ ให้มาตกลงกันด้วยความเป็นธรรม บอกว่าเราจะติดต่อเพื่อทำประโยชน์ให้โลกด้วยความเป็นธรรม แต่จะต้องอาศัยที่ของท่านทั้งหลายที่ติดอยู่กับทางนี้ เอา มาปรึกษาหารือกัน เขาก็มาปรึกษาหารือ เราให้เลยๆ ให้เผื่อๆ เพราะฉะนั้นมันถึงเปิดโล่งมาหมด

ต้นไม้อะไรแถวนั้นมีแต่ที่วัดนะ เราซื้อด้วยความเมตตาไว้ก็มี บางทีเขาไม่มีเงินเขาอยากจะขายที่ไปสร้างบ้านหรือซื้อไร่ซื้อนา เราก็ซื้อให้ ซื้อให้ด้วยความเมตตา ถ้าลำพังขายอันนี้ไปไม่ได้ เราต้องซื้อเป็นพิเศษ ยกให้เลย ไปไปซื้อ มันก็ได้ละซีเพราะเอาเงินของเราไป บอกว่าเราซื้อ ให้เท่าไรไม่รู้นะให้พอ เป็นอย่างนั้น เขาได้จากนี้เขาก็ไปซื้อได้สะดวกสบาย เราให้ด้วยความเมตตา เขาได้เงินนี้แล้วเขาก็ไปซื้อที่อื่น อันนี้ใช้ทำสาธารณประโยชน์ต้นไม้สองฟากทางนั่น ไม่ใช่เราซื้อหวงไว้นะ ที่เอาไว้นั้นเพื่อทำสาธารณประโยชน์ เอ้า มีท่านผู้ใดมีความจำเป็นเข้ามาในแถวสองฟากทางนี่ ที่จะเป็นสาธารณประโยชน์ เช่น โรงร่ำโรงเรียน อนามัย โรงพยาบาล เอา ให้ แน่ะอย่างนั้นนะ เราให้เลยๆ

ลงสองข้างทางมี เราซื้อไว้แล้วก็ให้เป็นสาธารณประโยชน์ไปๆ ตั้งแต่หมู่บ้านตาดออกมานี่เราซื้อไว้ทั้งนั้น ต้นไม้สองฟากทางเป็นที่ของวัดทั้งหมด เราก็รอที่จะทำประโยชน์ ถ้าเขามีความจำเป็นติดต่อมายังไงเราพร้อมที่จะให้ แน่ะ รอเหตุการณ์ที่สมควรอยู่ ถ้าไม่สมควรก็เก็บไว้อย่างนั้น ถ้าเป็นสาธารณประโยชน์ก็จะเกิดขึ้นแหละ

สถานีวิทยุเราก็ ๑๑๐ กว่าสถานีแล้วนะ ความจริงเราเทศน์แล้วปล่อยๆ แต่เขาติดตามเอาไปตั้งเป็นสถานีวิทยุในที่ต่างๆ ร้อยกว่าแห่ง เป็นเรื่องของเขาติดต่อเขาทำกันเอง เราเทศน์แล้วแล้วเลยๆ เราไม่สนใจกับอะไร ก็ดีธรรมะที่เราเทศน์นี้เป็นธรรมะที่ยืนยันออกจากหัวใจเลย หัวใจถ้าลงได้แน่แล้วพระพุทธเจ้าตรัสรู้พระองค์เดียวสอนโลกได้ทั้งสามโลก เป็นยังไงความจริง อะไรเลิศเลอยิ่งกว่าหัวใจกับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้วสอนโลกได้ เป็นศาสดาของโลกคือพระพุทธเจ้า ขอให้ธรรมเข้าสู่หัวใจใครเถอะน่ะ

อันนี้ก็ทำให้เราระลึก มันเป็นของมันเอง เราไม่อาจไม่เอื้อมไม่เย่อหยิ่งจองหอง เราไม่เคยคาดเคยคิดเอาไว้ว่าเรื่องอย่างนี้จะเกิดขึ้น เวลามันเป็นอยู่ที่หลังวัดดอยธรรมเจดีย์เราลืมเมื่อไร เราลืมเมื่อไร วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓  จิตนี้มันเร่งของมันมาพอแล้ว สว่างจ้าไปหมดแล้ว แต่ยังไม่รอบตัว คือจิตดวงนี้ยังไม่สว่างเต็มภูมิ รับกันกับความสว่างข้างนอก ที่เราว่าทำไมจิตของเราถึงอัศจรรย์เอานักหนา สว่างไสวครอบไปหมดเลย แต่จิตดวงนี้ยังไม่ครอบตัวเอง ถึงขนาดนั้นมันก็ยังได้อัศจรรย์ โอ้โห จิตเราทำไมถึงได้อัศจรรย์เอานักหนา ไม่คาดไม่คิดนะมันเป็นขึ้นเอง ยืนรำพึงอยู่นั้น มองดูโลกธาตุนี้จ้าไปหมดเลย โอ้ ทำไมจิตของเราถึงเป็นอย่างนี้

นั่นละวัดดอยธรรมเจดีย์ ตอนเดือนสามละมั้ง พอเผาศพพ่อแม่ครูจารย์แล้วขึ้นไปนั้น ถึงร้อยวัน เขาก็นิมนต์ลงไปอีก ลงมาสุทธาวาสอีก ท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่เคารพสุดหัวใจเราอยู่แล้วเราต้องลงมา พอลงมาแล้วขี้เกียจขึ้นวัดดอย เผ่นไปทางอำเภอท่าบ่อ ศรีเชียงใหม่ แต่ก่อนศรีเชียงใหม่ยังไม่มีอำเภอ มีแต่อำเภอท่าบ่อแห่งเดียว เราไปคนเดียวเรา เดือนห้าจวนสิ้น เดือนหกก็กลับมา มาปลงกันที่ตรงนั้นละ ปลงกันที่วัดดอยธรรมเจดีย์

เดือนสามแบกปัญหานี้ไป ปัญหาที่เป็นความสว่างไสว พระธรรมท่านกลัวเราหลง ท่านเตือนขึ้นมา ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหนนั้นแลคือตัวภพ เวลาจิตของเรามันสว่างครอบไปหมด ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหนนั้นแลคือตัวภพ แปลไม่ออก ถ้าไปเล่าให้พ่อแม่ครูจารย์ฟังนี้มันจะผางขึ้นเวลานั้นเลย เรียกว่าบรรรลุธรรมในเวลานั้นเลยพูดง่ายๆ ก็นั้นแหละ ขึ้นทันทีเลย พอนั้นแล้วมันก็เห็นโทษมันก็ปัดปุ๊บขาดสะบั้นไปเลย นี่มันไม่เห็นก็แบกไป ไปคนเดียวเท่านั้นแหละเรา ใครติดตามเราไม่ได้ นิสัยอันนี้เป็นอย่างนั้น มันเด็ดมันขาดจริงๆ นิสัยเราไม่ใช่ธรรมดานะ ว่าอะไรเป็นอันนั้นเลย ไปคนเดียวคือว่าใครไปด้วยไม่ได้ เสียการเสียงาน มันเป็นน้ำไหลบ่า ถ้าไปสองมองลงนี้แล้วมองลงนี้ ถ้าไปคนเดียวป่าช้าอยู่กับเรา อยากกินก็กิน ไม่อยากกินกี่วันก็ช่าง เอาเจ้าของเป็นป่าช้าเลย มันก็เด็ดของมันตลอดละซิ ไปแต่คนเดียว

พ่อแม่ครูจารย์ท่านเสริมนะ องค์ไหนไปลาเราเห็นอยู่นี่ เวลาไปลาท่านจะไปเที่ยว บางทีไปสององค์บ้างสามองค์บ้างไปลาท่าน พอไปลาท่านว่าจะไปเที่ยว ขึ้นเลยทันที เหอ ตั้งแต่อยู่ในวัดนี้มันก็ตกนรกให้เห็นอยู่ต่อหน้าต่อตา แล้วมันจะไปตกนรกหลุมไหนอีกล่ะ ใครจะกล้าไปล่ะ มันก็หมอบละซิ

นั่นละท่านเอาอย่างนั้นนะ เลยอนุญาตไม่อนุญาตมันก็บอกเองแหละ ตั้งแต่อยู่ในวัดมันก็ตกนรกให้เห็นต่อหน้าต่อตาอยู่นี่นะแล้วมันจะไปตกหลุมไหนอีกล่ะ ท่านว่า หยุด เงียบ แต่สำหรับเราไม่เคย พอว่าไปองค์เดียว เอ้อ ขึ้นทันทีเลย พร้อมๆ เลย พอใจ ท่านมหาไปองค์เดียวใครอย่าไปยุ่งท่าน ส่ายมือไป เพราะท่านรู้นิสัยแล้วว่าจริงจังมากทุกอย่าง ถึงขนาดที่ว่าท่านรั้งเอาไว้ความเพียรของเรา ท่านเป็นผู้สอนให้เราพุ่งถึงพระนิพพาน แต่เวลามันจะผาดโผนเกินไปท่านก็รั้งเอาไว้ๆ เพราะนิสัยผาดโผน ผาดโผนจริงๆ เรา ไม่เหมือนใครนะ

ยิ่งทุกวันนี้ด้วยแล้วครอบโลกธาตุ ไม่มีคำว่ากลัวอะไรกล้ากับอะไร ไม่มีเลย ธรรมนี้ครอบโลกธาตุหมดแล้ว เพราะฉะนั้นการพูดการจาจึงเอาธรรมที่ครอบโลกธาตุนี้ออกพูด จึงไม่เคยว่ากล้าว่ากลัวกับสิ่งใดในสามแดนโลกธาตุ ธรรมนี้เหนือหมดเลย พูด ใครผิดกับถูกว่าตามความสัตย์ความจริง เพราะธรรมเหนือกว่าอยู่แล้ว เขาจะว่าอะไรก็แล้วแต่เราไปพูดไปตามอรรถตามธรรม เราไม่ไปยกส่วนบุคคลคือตัวของเราขึ้นนะ ยกธรรมขึ้น

ทีนี้มาถึงวันที่มันเป็น โธ่ อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า โพธิสัตว์ ปรารถนาพุทธภูมิให้ได้เป็นศาสดาสอนโลก ท่านก็คงคิดเหมือนเราคิดนั่นแหละ คิดอยากพ้นทุกข์ธรรมดาเฉยๆ เรา เราไม่ได้มุ่งที่จะเป็นศาสดาสอนใครเหมือนพระพุทธเจ้านะ เราขอความพ้นทุกข์ก็พอ ถึงขนาดนั้นมันยังเป็น พอมันผางขึ้นมาเท่านั้น โถ มันอย่างไรกันนี่ แล้วจะสอนได้อย่างไร คือธรรมชาตินี้กับสภาพความเป็นอยู่ทั้งหลายของสมมุติ ว่าอย่างนั้นเถอะน่ะ กับวิมุตติที่ครองอยู่เวลานี้พึ่งเกิดขึ้นเวลานั้น ฟ้าถล่มในคืนวันนั้น

นั่นละพออันนี้ขึ้นมานี้มันมองดูอะไร โอ๊ย จะสอนใครไปได้ สอนใครเขาก็จะหาว่าบ้าว่าบอ มันจะเกิดประโยชน์อะไร คือมันเลิศเลอเกินกว่าที่จะนำธรรมเหล่านี้มาสอนโลก พูดง่ายๆ มาพิจารณาคำนึงคำนวณ เอ้อ อยู่ไปกินไปวันหนึ่งๆ พอถึงวันแล้วก็ไปเสียเท่านั้น สอนใครใครก็ไม่รู้เรื่อง แล้วจะสอนไปหาอะไร แต่ก่อนก็ไม่ได้คิดอย่างนี้ มีแต่เจ้าของบึกบึนที่จะไปให้หลุดพ้นท่าเดียวๆ พอมันถึงขั้นนั้นแล้วมันย้อนกลับมานี้ว่าในโลกอันนี้จะว่าดูถูกเขาก็ไม่ผิดแต่ไม่มีเจตนา มันเหมือนอะไรพูดไม่ถูก

คือธรรมชาตินี้อันเดียวเท่านั้น แล้วใครจะไปด้วย ลงถึงขนาดนี้แล้วสอนใครใครจะไปเข้าอกเข้าใจ เอ้อ อยู่ไปกินไปพอถึงวันหนึ่งเท่านั้นพอ ปล่อยหมดแล้วนะ มันทอดอาลัย เหมือนว่าจะไม่สอนใครเลย ประหนึ่งว่ามันสุดวิสัยของโลกที่จะรู้ได้เห็นได้ สักเดี๋ยวธรรมประเภทหนึ่งขึ้นมารับกันนะ ขึ้นมาอย่างเด็ดเดี่ยวเฉียบขาดด้วย ก็เมื่อว่าโลกอันนี้ไม่มีใครรู้ได้เห็นได้เราเป็นเทวดามาจากไหน นั่นขึ้นนี่เลยนะ ผางเลย ทำไมถึงรู้ได้เห็นได้ รู้ได้เพราะเหตุใด นั่นเอาแล้วนะ

คือมันคิดท้อใจในการที่จะสั่งสอนใครต่อใครจะรู้ได้อย่างนี้ มันเริ่มเข้าขั้นที่ทอดอาลัยแล้ว อยู่ไปตามป่าตามเขาพอถึงวันแล้วก็ไปเสียเท่านั้น สอนใครก็ไม่รู้เรื่อง คิดอย่างนั้น ธรรมท่านขึ้นมาอย่างรุนแรงด้วยนะไม่ใช่ธรรมดา ว่าธรรมนี้มันสุดวิสัยของมนุษย์มนาที่จะรู้ได้เห็นได้ ก็เราเป็นเทวดามาจากไหนทำไมถึงรู้ได้ รู้ได้เพราะเหตุใด คำว่าเพราะเหตุใดมันมีสายทางมา สายบารมี พูดง่ายๆ สายบารมีที่สร้างมามากน้อยใกล้เข้ามาๆ จนกระทั่งถึงที่นี่ เพราะเหตุไรมันยอมรับ อ๋อได้ ยอมรับ..ได้ ไม่มากก็ได้ ลงละ รู้ได้เพราะเหตุใด คำว่าเพราะเหตุใดสายทางเราที่ก้าวมามันก็มีอยู่เห็นอยู่นี้ เขาก็มีเหมือนกันสายทางของเขา สั้นยาวใกล้เข้ามา ไกลอยู่ใกล้เข้ามาๆ พอถึงมันก็ถึงได้เหมือนกัน อ๋อ รู้ได้ แน่ะยอมรับ ไม่มากก็ได้ ยอมรับ ที่จะปฏิเสธเหมือนแต่ก่อนไม่

นี่ละเป็นอย่างนั้นนะจิต เวลามันถึงขั้นของมันแล้วเหมือนว่าสุดวิสัยไปหมดเลย เป็นในเราแล้ว จะไม่พูดให้ใครฟังเลย มันอัศจรรย์เกินคาดเกินหมาย ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยว่าจิตของเราทำไมอัศจรรย์เอานักหนา สว่างไสวครอบไปหมด อันนี้มันก็เหมือนว่าขี้ปะติ๋วไปเสีย พออันนั้นผางขึ้นมาเท่านั้นมันครอบไปหมดเลย ทีนี้มันก็สุดวิสัยที่จะสอนใครต่อใคร เลยท้อใจ เป็นอย่างนั้นละธรรม

๕๗ ปี พ่อแม่ครูจารย์ก็พฤศจิกาท่านเสีย เราก็พฤษภา จากนั้นไปพฤษภา มันก็เป็นขึ้นที่นั่นละ จากนั้นมาก็ ๕๖-๕๗ ปี นี่ละธรรมอัศจรรย์ไม่เคยคาดเคยฝันก็ตาม เวลาเป็นขึ้นแล้วมันหากมีของมันที่จะต้องพูดต้องเป็นขึ้นมา ขนาดที่ว่าจะไม่สอนใคร สอนใครใครจะไปรู้ได้ธรรมอย่างนี้ พิจารณาไปพิจารณามาแล้ว อ๋อ ได้

 

รับชมและรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน  FM 103.25 MHz

และเครือข่ายทั่วประเทศ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก