ทอดสมอกันที่พุทโธ
วันที่ 24 มิถุนายน 2550 เวลา 7:40 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๐

ทอดสมอกันที่พุทโธ

เห็นนาฬิกานี้เราก็ไม่ลืมที่เราผิดพลาด ตอนนั้นดูว่าเขียนหนังสือ กุฏิเป็นกุฏิเล็กๆ ร้านเล็กๆ เขียนหนังสืออยู่ มีนาฬิกาอยู่นั้น คือตามธรรมดาประมาณ ๔ โมงปัดกวาด พระก็ทราบกันทั้งวัด เราปฏิบัติอย่างนั้นตลอดมา ประมาณ ๔ โมงปัดกวาดตลอดทั้งวัดเลย เราเวลาจะขึ้นบ้าของเรา เขียนหนังสือไปมองดูนาฬิกามันบ่าย ๓ โมงกว่า นึกว่าเป็น ๔ โมงกว่าแล้ว โธ่ ตาย

คือการทำข้อวัตรปฏิบัติพระเณรทันเราเมื่อไร ไม่ว่าทำอะไรๆ เรารวดเร็วมากตลอดมา พึ่งมาทิ้งระยะนี้ที่แก่ ไม่เอาไหนเดี๋ยวนี้นะ แต่ก่อนข้อวัตรปฏิบัติพระเณรทันเราเมื่อไร อย่างที่ว่าปัดกวาดนี่ พอได้เวลาปั๊บปุ๊บแล้วๆ ใครชักช้าไม่ได้นะ วันนั้นดูนาฬิกาผิดไปนึกว่า ๔ โมงกว่าแล้ว โธ่ตาย ก็ปุ๊บปั๊บลงปัดกวาด กุฏิเล็กๆ หลังนั้นละ กวาดปุ๊บๆ ออกมา คือเรื่องข้อวัตรปฏิบัติเราไม่ได้ด้อยกว่าพระเณร ดีไม่ดีนำหน้าตลอด คล่องตัวตลอด เรียกว่านำพระตลอดมา

วันนั้นดูนาฬิกาผิดไป ปุ๊บปั๊บลงไปคว้าไม้กวาดกวาดออกมาจนกระทั่งถึงหน้าศาลานี้ กวาดออกมาทางนั้น ธรรมดาพระทั้งหลายจะรวมกันแล้ว พอเราออกมาท่านก็กวาดของท่านออกมามารวมกันที่ศาลาใหญ่ พอเราออกมาจากนั้นไม่เห็นใครเลย แปลกหูแปลกตาเหลือเกิน แปลกใจอีก แล้วพอดีเห็นเรากวาดออกมานั้น เณรก็เณรทิดจรวดลูกพระนี่น่ะ แต่ก่อนเป็นเณรอยู่นี้ หลานท่านสุพัฒน์ คนนี้เป็นน้องท่านสุพัฒน์ แม่ของทิดจรวดเป็นพี่สาวท่านสุพัฒน์ ตอนนั้นเณรจรวดนี้ก็บวชอยู่ที่นี่ พอเห็นเราปัดกวาดออกมามันคงจะขวางตามัน แต่มันคงไม่คิดอย่างนั้นมันจะคิดกลัวแหละ กลัวเราจะมีอะไรขึ้น พอออกมานั้นแล้วเณรคงจะรำคาญตาถ้าธรรมดานะ ก็เลยเอาไม้กวาดออกไปกวาด เณร เราขึ้นเลยแหละ มันเป็นยังไงพระวัดนี้มันตายกันทั้งวัดแล้วเหรอ ใครจะกุสลาใครเมื่อพระตายทั้งวัดแล้ว ไม่รู้เหรอเวล่ำเวลาปัดกวาด

คือถ้าธรรมดาแล้วกลางคืนจะประชุมอีกนะนั่น ถ้าเคลื่อนขนาดนั้นแล้วจะไม่รอเลย นั่นละเด็ดไหมการปฏิบัติต่อตัวเอง ต่ออรรถต่อธรรม ต่อหมู่ต่อเพื่อน จะปฏิบัติอย่างนั้นตลอดมา เราไม่มีคำว่าอ่อนแอ ทีนี้ปัดกวาดวันนั้นเราเป็นบ้าซี กวาดออกมามันพึ่งได้ ๓ โมง ๒๐ นาที เราดูนาฬิกาผิดไป ถามเณรจรวด เณร พระเณรวัดนี้ตายกันหมดแล้วเหรอ ใครจะกุสลาใคร ถึงเวล่ำเวลาทำไมไม่เห็นปัดกวาด นี่กลางคืนจะประชุมอีกนะนั่น ไม่ใช่เล่นนะ ดีไม่ดีไล่ออกจากวัดนู่นน่ะ เคลื่อนคลาดจากหลักเกณฑ์อันใหญ่หลวง

นาฬิกาได้เท่าไร พึ่งได้ ๓ โมง ๒๐ นาที คือ ๔ โมงปัดกวาด เรามันเป็นบ้าฟาดตั้งแต่ ๓ โมง ๒๐ นาที พอเณรบอกว่านาฬิกาพึ่งได้ ๓ โมง ๒๐ นาที เหอทันที นาฬิกาพึ่งได้ ๓ โมง ๒๐ นาที พอว่าอย่างนั้นแล้ว หยุด ทันทีเลยนะ หยุดๆๆ มันจะมาเป็นบ้ากันทั้งวัด เราจะไปแก้บ้าเรา ปุบๆ กลับเลย เราไปแก้บ้าเรา ไม่อย่างนั้นมันจะเป็นบ้ากันทั้งวัด มันคงจะหัวเราะตาย ฟังเสียงเป็นไฟมาเลยนะ พอว่ามันพึ่งได้ ๓ โมง ๒๐ นาที เหอขึ้นอีก  เณรซ้ำเข้าอีก หยุดๆๆ ทันทีเลย มันจะเป็นบ้ากันทั้งวัด เราจะไปแก้บ้าเรา ปุ๊บๆ กลับเลย เณรคงเล่าให้พระฟัง หัวเราะจะตายละ

นั่นละพลิกตาลปัตรปั๊บ คือเอาธรรมเป็นหลัก ถึงจะเป็นไฟมาก็ตาม ไฟก็ไฟของธรรมไม่ใช่ไฟของกิเลสแผดเผาให้ฉิบหายวายปวง เป็นไฟของธรรม พอว่าเท่านั้นบอกหยุดทันทีเลย เราบอกเราจะไปแก้บ้าเรา เพราะเราดูเวลาผิดเราเป็นบ้า ไปทำให้พระเณรเดือดร้อนทั้งวัดเลย ขบขัน คือเอาธรรมเป็นหลัก มันจะแผดจะเผาขนาดไหนเป็นเรื่องของธรรมล้วนๆ จึงไม่เป็นความเดือดร้อนแก่ผู้ใด ถ้าเป็นกิเลสแล้ว โอ๋ย เป็นเถ้าเป็นถ่านนะ ถ้าเป็นธรรมแล้วชุ่มเย็นเลย

ก็คิดดูแผดเผา เณรก็เหมือนจะเปื่อยนั่นละ พอมองเห็นหน้ากัน เณร เวลาได้เท่าไร เณรบอกว่า ได้ ๓ โมง ๒๐ นาที เหอขึ้นอีกแล้วนะ เณรก็บอกซ้ำสามหน แสดงว่าเราผิด จากนั้น หยุด แน่ะเห็นไหมล่ะ เอาทันทีเลย หยุดๆ ให้พระหยุดทั้งวัด เราจะไปแก้บ้าเรา พอว่างั้นก็หันหลังกลับไป ไม่มีอะไรนะ นี่ละเรื่องพระปฏิบัติเป็นธรรม เราเป็นบ้าก็ไปแก้ใส่ธรรมซิ เณรคงจะหัวเราะตาย โถ เสียงเป็นฟืนเป็นไฟ พอรู้ว่าเจ้าของผิดแล้วปุ๊บกลับเลย บอกให้หยุด มันจะเป็นบ้ากันทั้งวัด เราจะไปแก้บ้าเรา นั่นละเรียกว่าธรรม ให้เป็นธรรมล้วนๆ

(กราบนมัสการหลวงตา ลูกภาวนาพุทโธ แล้วดูตัวสุขทุกข์และเฉยๆ จากอาการของจิตที่เกิดขึ้น คืนหนึ่งภาวนาพิจารณาอาการของจิต มีความว่างเกิดขึ้น มีเสียงบอกขึ้นในจิตว่า ให้ดูตัวสำคัญที่ว่าว่าง อะไรที่รู้ตัวว่าว่างก็ให้ดูตัวนั้น หลังจากนั้นลูกก็ดูตัวว่างตลอดมา ลูกทำถูกหรือไม่) ให้ทำอย่างนั้นไปก่อน เราจะยังไม่ตอบว่าถูกหรือผิด มันอยู่ในกึ่งกลางที่จะแยกผิดแยกถูกกัน ภาวนาไปมันจะได้ความชัดขึ้นมาตรงนั้น ดีไม่ดีไม่ต้องถามเรา มันรู้ผิดรู้ถูกมันจะไปของมันเอง เท่านั้นละ

เอานะนักภาวนา เอาให้เห็นความแปลกประหลาดอัศจรรย์ตัวเองนะ อยู่ที่นี่นะ หาทั่วโลกธาตุหาไปเถอะ ทุกข์ไม่เจอ สุขไม่เจอ จะเจอที่ตรงนี้แห่งเดียว คือจิต ทุกข์ มหันตทุกข์ก็จะเจอที่นี่ สุขบรมสุขก็จะเจอที่นี่ การภาวนาเพื่อบรมสุข สุขเล็กสุขน้อยสุขจนกระทั่งถึงบรมสุข ไม่ต้องทูลถามพระพุทธเจ้า แต่ก่อนฟังเสียงท่านตลอดเวลา จวนเข้าไปเท่าไรยิ่งหมุนติ้วๆ ฟังเสียงท่านตลอดเวลาด้วยความเคารพ เหมือนคนหลงทาง คอยจะฟังคำชี้บอกของผู้ชี้ทางในทางที่ถูก คอยฟัง พอว่าทางนี้ปั๊บเลย อันนี้ผู้บำเพ็ญธรรมก็เหมือนกัน ในธรรมถึงขั้นละเอียดเท่าไรจิตยิ่งจ่อๆ นะ ผู้สอนจะต้องสอนให้ถูกต้อง ไม่ถูกต้องไม่ได้

เหล่านี้เราเคยผ่านมาหมดแล้ว เวลาไปเล่าธรรมะให้ครูอาจารย์ฟัง ครูอาจารย์ใดภูมิใดเป็นยังไงรู้ทันที บางองค์ดูถูกด้วย แต่ไม่มีเจตนานะ หือ ภูมิเท่านี้ก็มาสอนเรา แน่ะ มันเป็นได้ ลูบคลำๆ งูๆ ปลาๆ ให้เราดู ธรรมที่เรามาศึกษามันเหนือนี้แล้ว อย่างนี้ก็มี เพราะฉะนั้นการรับการศึกษาอบรมต้องเป็นครูอาจารย์ผู้แน่นอนๆ ให้เหนือกันๆ ตลอดแล้วพุ่งๆ เลยไม่ผิด ถ้าสุ่มสี่สุ่มห้ามาสอนไม่ได้นะ เหมือนคนตาบอดจูงคนตาดีจูงลงเหวลงบ่อ เป็นอย่างนั้นละ การภาวนาสำคัญมาก ที่เรามาพูดให้ท่านทั้งหลายฟังเคยคาดเคยคิดเมื่อไร หัวใจดวงนี้ละ เลวสุดยอดก็คือหัวใจดวงนี้ สุดยอดของมันนั้นละ แต่เวลาถึงขั้นของมันที่ว่าสุดยอดก็คือใจดวงนี้ หายสงสัย ไม่ถาม

เวลานี้ไม่หาธรรมบอกตรงๆ เลย จะว่าเราประมาทเราได้ยังไง เหยียบหัวพระพุทธเจ้าไปได้ยังไง สอนตามพระพุทธเจ้า สนฺทิฏฺฐิโกๆ ประกาศป้างมาโดนที่หัวใจแล้วไปถามหาพระพุทธเจ้ายังไง เอ้า ตอบ สนฺทิฏฺฐิโก สอนให้รู้เองเห็นเองใช่ไหม ในผลงานของตัวเป็นยังไง ขั้นใดภูมิใดมันจะรู้เป็นลำดับ พอถึงขั้นสมบูรณ์แบบผางนี้กราบพระพุทธเจ้าราบๆ เลย แล้วกราบพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ถูกหมดเลย นั่น ไม่รู้ว่าเราไปนั่งอยู่ในท่ามกลางพระพุทธเจ้าและอรหันต์ทั้งหลายแต่เมื่อไร  คือการที่บรรลุธรรมปึ๋งเข้าแล้วนั่น อยู่ในท่ามกลางพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และสาวกทั้งหลาย อยู่ในนั้นหมดเลย ไม่ต้องบอกเป็นเอง

อันนี้ก็เคยเล่าให้ฟังแล้วที่ว่าฝนตกมาจากบนฟ้า พอลงมาถึงน้ำมหาสมุทรแล้ว เมฆก้อนไหนๆ ก็ตามรวมแล้วเป็นมหาสมุทรอันเดียวกันหมด จิตที่ผางเข้าไปตรงมหาวิมุตติมหานิพพานก็แบบเดียวกัน ผางลงไปในนั้นไม่ต้องทูลถามพระพุทธเจ้า สนฺทิฏฺฐิโก ประกาศไว้แล้วจะรู้ผลงานตัวเอง ถึงขั้นใดภูมิใดจนถึงสุดยอดก็รู้เอง เป็นอย่างนั้น จึงว่านักจิตตภาวนาสำคัญมากนะ

ทีนี้เวลาสรุปงานลงมาแล้ว งานในโลกอันนี้ไม่มีงานใดที่จะหนักมากยิ่งกว่างานแก้กิเลสสู้กับกิเลส อันนี้สุดยอด เป็นงานที่หนักมากที่สุดเลย พออันนี้ลงได้แล้วก็เรียบเลย ไม่มีอะไรเข้ามาผ่าน ตั้งแต่วันกิเลสม้วนเสื่อลงไปเท่านั้นไม่มีอะไรมาผ่านในหัวใจเลย ว่างตลอดเวลา ฟัง ผลของการปฏิบัติเป็นอย่างนี้ ไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้า จ้าขึ้นมามันเป็นอันเดียวกันแล้วนั่นถามกันหาอะไร ถ้าว่าน้ำมหาสมุทรก็เป็นมหาสมุทรอันเดียวกันแล้วถามกันหาอะไร มหาวิมุตติมหานิพพานก็เป็นอันเดียวกันแล้วถามกันหาอะไร นั่นให้มันรู้ซิน่ะ

ธรรมะพระพุทธเจ้าสดๆ ร้อนๆ อยู่ตลอดเวลา ฉุดลากๆ เราที่ล่มจมอยู่ในความเกิดแก่เจ็บตาย ตายทับตายทมกันนี้มากี่กัปกี่กัลป์แล้ว รื้อฟื้นดึงขึ้นๆ ลากขึ้นด้วยสวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบแล้ว ให้ไปเถิด ตามทางสายนี้ไม่ผิดพูดง่ายๆ ตั้งแต่ต้นจนถึงนิพพานไม่ผิด เป็นสวากขาตธรรมล้วนๆ เลย ตรัสไว้ชอบแล้วๆ นั่น พระพุทธเจ้าสอนไว้สดๆ ร้อนๆ นะ ขอให้ปฏิบัติเถอะ จึงว่านิพพานอยู่ชั่วเอื้อมๆ นั่นละถึงกาลเวลาที่มันจะไปแล้วไม่อยู่ละ นิพพานกับพระพุทธเจ้าอันเดียวกันเลยอยู่ชั่วเอื้อมๆ หมุนตลอดเวลาไม่นอนทั้งวันทั้งคืน ถึงกาลเวลาจะไปแล้วไม่อยู่ ตายก็ไม่อยู่ เป็นก็ไม่อยู่จะให้ถึงนิพพานอย่างเดียว จับผิดจับถูกคว้าผิดคว้าถูก

แต่ก่อนก็ว่านิพพานมีหรือไม่มี พอถึงขั้นนี้แล้วมีหรือไม่มีก็ตามคว้าผิดคว้าถูกหวุดหวิดๆ อยู่นั้นละ นี่ละลืมเป็นลืมตาย ลงทางจงกรมแล้วทั้งวัน จนกระทั่งก้าวขาไม่ออก โอ้ ไปไม่ไหวแล้ว มันลืมนะ กิริยาท่าทางการเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้านี้จนกระทั่งถึงก้าวขาไม่ออก รู้ตรงนั้นละ มันไปไม่ได้แล้วหมดกำลัง หยุดเสีย คืออันนี้มันหมุนของมันตลอด หมุนเพื่อจะออกไปถ่ายเดียว ไม่มีคำว่าอ่อน จิตนี้เมื่อถึงขั้นจะไปแล้วไม่อยู่ เอาให้ชัดๆ เราเป็นมาแล้วพูดง่ายๆ ว่างี้เถอะ กลางคืนทั้งคืนไม่นอนเลย เราไม่นอนมันไม่นอนอันนี้มันหมุนของมันอยู่นี้นะ เอานั่ง นั่งมันก็หมุน เดินจงกรมก็หมุน สุดท้ายก็แจ้ง กลางวันมันยังจะไม่นอนอีก คนมันจะตายแล้วนี่นะ

สุดท้ายเอาพุทโธมาลงยุติ ทอดสมอกันที่พุทโธ คือถ้าจะห้ามมันไม่อยู่นะมันรุนแรงมาก สติปัญญาขั้นนี้รุนแรงมาก พุ่งๆๆ เลย ต้องเอาพุทโธหักห้ามเอาไว้ กำหนดให้อยู่กับพุทโธ เราเป็นแล้วทั้งนั้นนะนี่ คือมันห้ามไม่อยู่เวลามันออกทางด้านปัญญามันออกจริงๆ นี่นะ ไม่มีอะไรรุนแรงกว่าด้านสติปัญญาหมุนตัวเป็นเกลียวเป็นอันเดียวกันแล้วนี้ไม่หยุด ต้องเอาพุทโธเข้าห้าม มันจะตายจริงๆ โฮ้ นี่มันจะตายแล้วนะทำไง หัวอกนี้มันเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าอ่อนไปหมด แต่อันนั้นมันไม่หยุด อยู่นี้ๆ แล้วสุดท้ายก็เอาพุทโธ นี่ก็เอามาสอนท่านทั้งหลาย ให้จำเอานะ

เวลามันหมุนเต็มที่แล้วไม่มีที่ยับยั้ง เอาพุทโธมาทอดสมอ ให้จิตอยู่กับพุทโธ มันจะออกไปไหนทางด้านปัญญาไม่ให้ออก ให้อยู่กับพุทโธๆ แล้วจิตสงบแน่วลงกึ๊ก สงบ ปล่อยละที่นี่ ปล่อยเรื่องงานทั้งหลายที่มันยุ่งอยู่ตลอดเวลานั้นด้วยพุทโธ ลงแน่ว พุทโธนั้นก็ต้องบังคับเอาไว้ ไม่ให้ถอนขึ้นมาจากพุทโธ ถ้าถอนมันจะออกแล้วทางด้านปัญญา มันรุนแรงนะทางด้านปัญญา จนไม่ได้หลับได้นอนจะว่าไง ต้องเอาพุทโธเข้ายับยั้งกัน ทอดสมอกับพุทโธ พอพุทโธๆ ถี่ยิบไม่ยอมให้ออกแล้วจิตก็ลงแน่วสบาย

พอลงถึงนั้นแล้วเหมือนถอดเสี้ยนถอดหนามนะ สงบแน่วสบาย พอเห็นว่าสบายดีแล้ว พอรามือเท่านั้นมันจะผึงออกเลย ต้องบังคับเอาไว้ ถึงอยู่ในขั้นที่ว่าสบายแล้วก็ให้สบายพอเสียก่อนถึงจะปล่อยจิตนี้ พอปล่อยนี้ออกทางด้านปัญญา นี่ถึงขั้นปัญญารุนแรงรุนแรงขนาดนั้นนะ อะไรเอาไว้ไม่อยู่ อยู่ได้กับพุทโธเท่านั้น เวลามันห้ามไม่อยู่จริงๆ แล้วต้องเอาพุทโธหักห้าม ให้จิตอยู่กับพุทโธคำเดียวไม่ให้ไปไหน มันจะคิดไปไหนไม่ให้ไป ให้อยู่กับพุทโธๆ แล้วมันก็แน่วๆ ลงแน่วเลย นั่นสงบ การงานทั้งหลายของสติปัญญาที่หมุนตัวเป็นเกลียวนี้พักหมดเลย อำนาจของพุทโธกับสมาธิมันลงสงบแล้วแน่วอยู่นั้น

พอเห็นว่าได้กำลังพอสมควรแล้วทีนี้ก็ถอย พอถอยนี้ผึงเลยเทียว ให้อยู่มันไม่อยู่ละออกทางด้านปัญญา นี่ละการภาวนาเวลามันเป็นเป็นอย่างนั้น นี่ถอดออกจากหัวใจมาสอนท่านทั้งหลาย ถอดออกเป็นระยะๆ ขั้นใดภูมิใดที่ควรจะพูดธรรมะขั้นใดมันจะออกเอง เข้าใจไหม ก็มันผ่านมาหมดแล้วนี่ นอกจาก กอไก่ กอกา ก็สอน กอไก่ กอกา ขอไข่ ขอขา ก็สอนกันไปเรื่อยๆ เมื่อถึงขั้นอันนั้นแล้วถ้ากำลังมันเหมือนกันแล้วมันจะพุ่งเหมือนกันละ แม้เช่นนั้นก็ยังมีครูอาจารย์คอยเตือนไว้ ยับยั้ง คืออย่าให้มันไปเกินไป ให้มีการพักตัวก็คือว่า ยับยั้งเอาไว้ด้วยสมาธิ มีพุทโธเป็นหลัก นี่ละการดำเนิน

พอทางนี้ได้กำลังแล้วก็ปล่อย ทีนี้มันก็พุ่งของมันเลย การภาวนาของเล่นเมื่อไร จนกระทั่งมันไปหมดขีดไม่มีอะไรเหลือเลยที่นี่นะ เอา ขั้นสุดท้ายของ สนฺทิฏฺฐิโก ขั้นสุดยอด ผลงานขั้นสุดยอดถึงกันแล้วที่นี่ผางนี้ พอกิเลสขาดสะบั้นลงไปจากจิตนี้ว่างไปหมดเลยโลกธาตุนี้ ไม่มีอะไรเหลือเลย มีกิเลสเท่านั้นเป็นก้างขวางคออยู่นี้ โลกธาตุนี้มีแต่กิเลสเป็นก้างขวางคอ คือขวางอยู่ที่หัวใจ พอกิเลสขาดสะบั้นลงไปแล้วไม่มีอะไรมาขวาง ว่างเปล่าไปหมดคือจิตของพระอรหันต์ จิตของพระพุทธเจ้าไม่มีอะไรเข้ามาผ่านเลย สิ่งที่ผ่านก็คือกิเลส กิเลสขาดสะบั้นลงไปแล้วหมด สมมุติก็หมดที่กิเลส กิเลสเป็นจอมสมมุติ พอกิเลสขาดลงไปแล้วสมมุติทั้งหลายก็สักแต่ว่ามี แต่ไม่ยึดไม่ถือ ไม่เป็นข้าศึกเหมือนกิเลส กิเลสนี้กวนจริงๆ พากันจำเอา

การภาวนาเป็นของเล่นเมื่อไร โธ่ มันทุกขั้นการภาวนานี่ สำหรับเราเป็นคนหยาบ ได้ผ่านทุกแบบทุกฉบับ แต่ด้วยการพิจารณาทดสอบอยู่เรื่อยนะ สติปัญญาต้องติดตามกันไป ทดสอบตัวเองตลอด อะไรผิดอะไรถูก ไม่ใช่จะบึ่งๆ ทีเดียวเลยนะ สติปัญญาต้องติดแนบกันไปๆ อะไรที่เห็นว่าไม่สะดวกแล้วหักกลับ หักจิตกลับเสีย จึงเรียกว่าปัญญา สติปัญญาคอยดูทางเดินของตน ถ้ามันจะผิดพลาดไปไหนหักกลับเสีย ทีนี้เวลามันไปเต็มที่แล้วหมด กิเลสหมดโดยสิ้นเชิงแล้ว ทีนี้เรื่องสมมุติทั้งมวลมาอยู่กับกิเลส พอกิเลสหมดเท่านั้นสมมุติทั้งมวลมีสักแต่ว่ามีไม่ติดข้องกัน ไม่เป็นข้าศึกกันเหมือนกิเลสเป็นก้างขวางคอ ขวางตลอด มีมากมีน้อยขวางตลอด พออันนี้ขาดสะบั้นลงไปแล้วหมดก้างขวางคอ

โลกนี้ว่างไปหมด เรียกว่า สุญฺญโต โลกํ อเวกขสฺสุ ดูก่อนโมฆราช เธอจงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ พิจารณาโลกให้เป็นของสูญเปล่า ถอนอัตตานุทิฏฐิความเห็นว่าเราว่าเขาอันเป็นก้างขวางคอออกเสีย จะพึงหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงโดยชอบ พญามัจจุราชจะตามไม่ทัน ตามไม่เห็นผู้พิจารณาโลกเป็นของว่างเปล่า เมื่อถึงขั้นนี้แล้วเป็นโมฆราช ด้วยกันหมด ท่านยกมาเอกเทศเพียงโมฆราชองค์เดียว พอจิตเข้าถึงนี้แล้วเป็นโมฆราช ด้วยกันหมดนั่นละ

การภาวนาเป็นของสำคัญน้อยเมื่อไร โธ่ ทุกข์ก็ทุกข์แสนทุกข์กับการภาวนา เพราะการภาวนาเป็นการฟัดกับกิเลส กิเลสเป็นเจ้าอำนาจครอบสามโลกธาตุ มันใหญ่โตไหมกิเลส ธรรมไม่มีกำลังสู้มันไม่ได้ เอาฝ่ามือไปกั้นคลื่นมหาสมุทรได้ยังไงเวลาสติปัญญายังไม่พอ จึงต้องสั่งสมสติปัญญาเข้าให้มากๆ สมาธิเป็นพื้นฐาน แล้วสติปัญญาก้าวเดินๆ นานเข้าๆ อันนี้หนักมากๆ คลื่นทะเลมันจะมาขนาดไหนฟาดขาดสะบั้นไปหมดเลย นี่อำนาจของสติปัญญา ทีนี้ว่างหมดโลกไม่มีอะไร มองเห็นก็เห็นมันไม่เป็นอารมณ์ของใจไม่เป็นข้าศึกเหมือนกิเลส กิเลสขึ้นภายในใจแทงทันที เป็นก้างขวางคอทันที พอกิเลสสิ้นไปหมดแล้วหมดไม่มีอะไรมาเป็นก้างขวางคอ พากันจำเอา พากันตั้งใจปฏิบัติ

อยู่ในครัวอย่ามาหาแต่เพ่งโทษเพ่งกรณ์กันไม่ได้นะ สถานที่นี่เป็นสถานที่อบรมธรรม ไม่ใช่สถานที่ก่อฟืนก่อไฟเผากัน มาทางไหนมีแต่ตัวละเบ่งใหญ่กว่าเขาทั้งหมด อยู่ในวัดก็ใหญ่กว่าเขาทั้งวัด อยู่ที่ไหนใหญ่กว่าเขาทั้งหมด นี่ละตัวเสนียดจัญไรตัวข้าศึกใหญ่ ไปที่ไหนเป็นข้าศึกทั้งนั้นคนประเภทนี้ ถ้าดูจิตของเจ้าของมันดีดไปทางไหน ดูมันตบมันตีมันไว้มันจะไม่ออก เจ้าของก็สงบ เมื่อเห็นเจ้าของสงบแล้วเรื่องอะไรเขาก็สงบอยู่นั้น มันไม่สงบเฉพาะจิตเป็นบ้าพวกนี้ละ พอบ้านี้มันสงบลงมันก็สงบไปหมด ให้ดูใจตัวเองนะ จำเอา พอ

เทศน์อย่างนี้มันก็ออกทั่วประเทศไทยไม่ใช่หรือ เราเทศน์อย่างนี้ก็ออกทั่วประเทศไทยไม่ใช่หรือ ออกเถอะ ธรรมะที่เราปฏิบัติมานี้แสดงมานี้ไม่ผิดบอกตรงๆ เลย ถอดออกจากหัวใจที่ถูกต้องแม่นยำแล้ว กิเลสตัวหนึ่งไม่เคยมีผ่านในหัวใจเลย นี่ละเอาธรรมประเภทนี้มาสอนโลก จึงสอนได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่มีคำว่าสะทกสะท้าน

(ขออนุญาตครับผม ปัจจัยที่หายอยู่ในครัวยังไม่มีใครรับ) เอ้อ ปัจจัยที่หายอยู่ในครัวไม่มีใครรับ จะเอาเข้าในศูนย์กลาง ตามหลักพระวินัยท่านว่างั้น คือท่านห้ามพระจับต้องเงินทองทั้งหมด จัดเป็นของอนามาสไม่ควรแตะต้องทุกอย่าง แต่เมื่อเห็นของนี้ เช่น ปัจจัยเป็นต้น หรือทองคำก็ตาม ตกอยู่ในบริเวณรับผิดชอบของพระ พระต้องเก็บ นั่นบอกนะพระวินัย ธรรมดาห้ามไม่ให้จับแตะต้องสิ่งเหล่านี้ เป็นของอนามาส ทีนี้เกิดสิ่งเหล่านี้มาตกอยู่ที่วัดอยู่ในกรรมสิทธิ์ของตนต้องได้เก็บ ไม่เก็บไม่ได้ปรับโทษ แน่ะ เห็นไหมพระพุทธเจ้าฉลาดขนาดไหน แล้วประกาศโฆษณาหาเจ้าของ ประกาศโฆษณาตามวันเวลาพอสมควรแล้วเห็นว่าเงียบ ไม่มีใครมารับแล้วเงินก็ดีทองคำก็ดีอะไรก็ดี แล้วทีนี้ก็เอาปัจจัยเหล่านี้เข้าส่วนกลาง นี่พระวินัย ฟังเสียนะ ให้เอาเข้าส่วนกลาง ถ้าต้องการจะสร้างจะซ่อมจะอะไรก็ตามเป็นประโยชน์ส่วนกลางแล้วพอถูกต้อง

ทีนี้เกิดว่าเจ้าของเขามาทวงทีหลัง พอเสร็จเรียบร้อยแล้วมาทวงทีหลัง ก็ให้ชี้ใส่สิ่งที่ทำแล้ว นี่ละของของคุณน่ะ ทำอันนี้ไว้แล้ว ที่ว่าสุดวิสัย จะปรับโทษกับพระก็ไม่ได้ จะอะไรไม่ได้ คนนั้นก็มือเปล่ากลับไป แต่ได้บุญกลับนะนี่ ท่านสร้างอันนี้เป็นบุญของเขานะ เข้าใจหรือ พระวินัยท่านละเอียดขนาดนั้น เห็นไหมพอพูดออกมาทางพระวินัยก็ออกทันทีๆ ก็เรียนมาเต็มเหนี่ยวแล้วนี่ นอกจากไม่พูดก็เหมือนไม่รู้นะ ถ้าออกพระวินัยข้อไหนๆ มันจะรับกันทันที เพราะเรียนมาแล้วทางพระวินัย

พระวินัยเราเรียนมาก เราสนใจเพราะเรารักพระวินัย ไม่ให้มีคำว่าล่วงเกินด้วยไม่มีหิริโอตตัปปะ ไม่มี นอกจากจะต้องอาบัติก็ต้องด้วยความไม่รู้ไม่เห็นหรือเผลอไป ที่จะให้มีเจตนาเราไม่เคยปรากฏตั้งแต่เราบวชมา นี่ละท่านสอนไว้อย่างนี้ เวลาจำเป็นของตกลงมาให้ประกาศหาเจ้าของ เป็นเวลาพอสมควรไม่มารับ ก็ให้เอาปัจจัยจำนวนนี้เข้าส่วนกลาง จะเข้าส่วนไหนก็แล้วแต่ เมื่อเข้าแล้วเขามาถามทีหลังก็บอก มันสุดวิสัยแล้ว พระก็ไม่เป็นอาบัติ เขาถ้าไม่ไปคิดเป็นอกุศลอีกเขาก็เป็นบุญเป็นคุณ เพราะสมบัตินี้เข้าเป็นส่วนประโยชน์แล้วใช่ไหมล่ะ ก็เท่านั้นละเรื่องราว นี่พระวินัยว่างั้น เอาละที่นี่นะ

 

รับชมและรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน  FM 103.25 MHz

และเครือข่ายทั่วประเทศ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก