ธรรมแก้ธรรม
วันที่ 25 มิถุนายน 2550 เวลา 7:40 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๐

ธรรมแก้ธรรม

         พุทธศาสนานี้สอนอย่างแม่นยำ ไม่มีเคลื่อนคลาดเลย คำว่าสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้วทุกขั้นทุกภูมิของธรรม ขอให้เดินตามนั้นจะก้าวขึ้นไปเรื่อยๆ แต่นี้มันปีนเกลียวซี แล้วก็มาตำหนิธรรมว่าทำแล้วไม่เห็นได้ผลประโยชน์อะไร ตัวเลวขนาดไหนไม่ดู

ตกนรกทั้งเป็น ๙ ปี ตกจริงๆ เราไม่เหมือนใคร ว่าอะไรเป็นอย่างนั้นๆ ที่ออกปฏิบัตินี้ตั้งแต่พรรษา ๗ ถึงพรรษา ๑๖ พรรษา ๗ สอบเปรียญได้แล้วออกเลย เพราะเราตั้งใจไว้อย่างนั้น พอจบได้เปรียญ ๓ ประโยคแล้วเป็นช่องทางหรือเป็นแบบแปลนแผนผังได้เป็นอย่างดีหาที่ต้องติไม่ได้ ออกเลย ว่างั้นนะ พอสอบได้ปั๊บออกเลยจริงๆ เพราะปริยัติที่เรียนมาเหล่านี้นักธรรม ตรี โท เอก แล้วก็เปรียญอีก เป็นแบบแปลนแผนผังแล้ว แผนที่ตรงแน่วแล้ว ยังแต่การปฏิบัติ

เราจึงได้มาไตร่ตรองตามหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ท่านสอนพระทั่วไปที่มาทูลลาท่านออกไปเที่ยวกรรมฐาน ในตำราบอกไว้ชัดเจน ให้เลือกสถานที่ด้วยดี อย่าไปสุ่มสี่สุ่มห้า ท่าน้ำเป็นทางขึ้นลงของหญิงของชายผู้คนทั่วๆ ไปอย่าไปอยู่ แม้ที่สุดต้นไม้ที่มีใบหนาลูกดก สัตว์มากินแล้วก็อย่าไปอยู่ สถานที่ใดมีก่อสร้างอย่าไป พระองค์ทรงสอนเองเลย ให้เที่ยวในที่สงัดวิเวก สติกับจิตอย่าให้เผลอจากกัน กิเลสจะกลัวคนมีสติ ผู้มีสติเรียกว่าผู้มีความเพียร ท่านสอนสอนอย่างละเอียดลออ เราพิจารณาตรองตามหาที่ค้านไม่ได้เลย

การงานของพระผู้จะถอดถอนกิเลสนี้ มีแต่สติกับปัญญาตั้งลงในจิตๆ กิเลสอยู่กับจิต ไม่ให้เผลอจากนี้ เรียกว่าทำงานตลอด สติเป็นสำคัญ วันนี้ได้พิจารณาธรรมะเต็มกำลังความสามารถของเรา ถึงนิสัยวาสนาเท่าหนูก็ตาม แต่มันอดไม่ได้มันหากเป็นของมัน หมุนติ้วในธรรมทั้งหลายที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน พูดให้ชัดเจนหมุนเจ้าของก็หมุนแล้ว กิเลสขาดสะบั้นลงไปก็เคยพูดให้ฟังแล้ว ตั้งแต่วันที่ ๑๕ พฤษภา ๒๔๙๓ ไม่ลืมนะ เพราะเป็นเรื่องลืมไม่ได้ ฟ้าดินถล่มในวันนั้นละ กิเลสขาดสะบั้นจากใจเหมือนฟ้าดินถล่ม ไม่ลืม

ทีนี้เวลานี้จึงมาทบทวนดูปฏิปทา ตำรับตำราที่ท่านสอนไว้ ตรงแน่วๆ ต่อทางพ้นทุกข์ๆ แล้วผู้มาปฏิบัติธรรมตามคำสอนพระพุทธเจ้าเป็นยังไง มันไม่ได้ไปทางนั้นนะ มันแหวกแนวๆ แม้ที่สุดผู้เข้าไปในวงกรรมฐานแล้วก็ยังไปแหวกแนวอยู่ในวงกรรมฐาน ส่วนที่นอกๆ นานา วัดบ้านวัดอะไรก็แล้วแต่เถอะ กับพระทั่วๆ ไปอย่าพูดถึงเลย มันเข้ากันไม่ได้ จะรักษาได้แต่ส่วนใหญ่ๆ เช่นอย่างศีล..รักษา ได้เท่านี้แหละ ส่วนธรรมไม่ได้สนใจรักษา กิเลสแท้ๆ แก้ได้ด้วยธรรมนะ ศีลเป็นส่วนหยาบตีกั้นเอาไว้ อันตรายส่วนหยาบเข้ามา ศีลกั้นเอาไว้ๆ ส่วนธรรมอยู่ภายใน ฟัดกันภายใน มันไม่ค่อยสนใจจุดนี้ซิ กิเลสมันอยู่จุดนี้แหละ

จึงเรียกว่าสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบๆ ตั้งแต่พื้นๆ ถึงนิพพานไม่มีผิดเพี้ยนไปไหนเลย จึงเรียกว่าศาสดาองค์เอก สั่งสอนโลกสั่งสอนด้วยความบริสุทธิ์พระทัย ใจบริสุทธิ์ เป็นศาสดาทั้งองค์แล้วสอนโลก เทวบุตรเทวดาอินทร์พรหม สามโลกสอนได้หมดเลย ใครมีความสามารถไปสอนโลกได้ถึงสามโลก กามโลก รูปโลก อรูปโลก สอนได้หมดคือพระพุทธเจ้าของเรา ถ้าใครตั้งใจปฏิบัติ ธรรมะนี่คือตลาดแห่งมรรคผลนิพพาน เช่นเดียวกันกับหัวใจเราเวลานี้เป็นตลาดแห่งกิเลสตัณหาทั้งหลาย มันถึงหมุนแต่ฟืนแต่ไฟเผาตลอดเวลา คือกิเลสอยู่ที่ไหนฟืนไฟจะอยู่ที่นั่น

อันนี้เราเปิดทางให้แต่กิเลสเหยียบย่ำทำลาย ไม่ได้เปิดทางให้ธรรมเข้าไปตีตลาดให้กิเลสแตกกระจายจากหัวใจบ้างเลย ถ้าลงธรรมเข้าไปตีนี้ เอาแหลกได้ กำลังมีพอๆ กัน เราได้เคยพูดให้ฟังแล้ว อันนี้ก็เกิดจากความเพียรของเราเองเวลามันแสดงขึ้นมาที่ว่าสติปัญญาอัตโนมัติ หรือความเพียรอัตโนมัติ มันเป็นขึ้นเองเวลามันแก่กล้าขึ้นมาแล้ว ความเผลอตั้งแต่ตื่นนอนถึงหลับไม่มีเผลอเลย มันหากเป็นของมันเองเวลามันฆ่ากิเลสฆ่าแบบนี้แหละ ที่กิเลสเหยียบหัวสัตว์ทั้งหลายมันก็เหยียบแบบนี้เหมือนกัน เอะอะมีแต่กิเลสออก ตาหูจมูกลิ้นกายสัมผัสสัมพันธ์ปั๊บกิเลสออกหมดๆ ธรรมไม่มีออกเพื่อฆ่ากิเลส

ทีนี้เวลาทำความเพียรจริงๆ เพื่อมรรคผลนิพพานจริงๆ แล้วหมุนเข้าไปๆ ต่อไปก็เป็นสติปัญญาอัตโนมัติ หมุนเป็นธรรมจักร ฆ่ากิเลสตลอด มันรับกันได้นะ ไม่ใช่ว่าตั้งแต่กิเลสทำงานบนหัวใจสัตว์โลกเป็นอัตโนมัติของมันถ่ายเดียว เราก็ไม่เคยคิดแต่ก่อน ว่ากิเลสทำงานบนหัวใจสัตว์โลกเป็นอัตโนมัติก็ไม่เคยคิด บทเวลาทางด้านความเพียรของเราหนักเข้าๆ สุดท้ายกลายเป็นความไม่เผลอเลย ตื่นนอนปั๊บฟัดกันแล้วกับกิเลสจนกระทั่งหลับๆ ถึงเวลาจะหลับมันยังไม่นอนหลับ มันฟัดกับกิเลสอยู่ตลอดเวลา เดินจงกรมลงทางจงกรมแล้วจนจะก้าวขาไม่ออกนั่นละ หมดกำลังแล้วออก ที่จะให้มันคิดว่าอยากออกจากทางจงกรมไปพักไปผ่อน โอ๋ย ไม่มีนะ ความเพียรถึงขั้นนี้แล้วไม่มี

นี่ละที่ว่าพระโสณะท่านประกอบความเพียรฝ่าเท้าแตก แต่ก่อนเราก็ฟังธรรมดา ในตำรับตำรามี เมื่อไม่มีพยานเข้าไปยืนยันกันมันยอมรับกันไม่ได้นะคนเรา เห็นตั้งแต่คัมภีร์ว่าพระโสณะท่านประกอบความเพียรจนฝ่าเท้าแตก ในคัมภีร์มีเราก็อ่านไป แต่เวลาถึงขั้นนี้แล้วมันวิ่งเข้าหากัน ยอมรับ หมอบเลยนะ ความเพียรอัตโนมัตินั่นละทำให้ฝ่าเท้าแตก ถ้าลงได้ก้าวลงทางจงกรมแล้วไม่รู้จักขึ้น คือมันหมุนกันอยู่นี้ แม้ไม่ได้เดินจงกรมมันก็หมุนของมันฆ่ากิเลส เมื่อถึงขั้นฆ่าแล้วไม่ถอยนะ เมื่อมีกำลังกล้าแล้วอยู่ที่ไหนเป็นการฆ่ากิเลสไปในตัว ตาหูจมูกลิ้นกายสัมผัสสัมพันธ์ ธรรมออกแล้วๆ เพื่อฆ่ากิเลส ฆ่ากิเลสตลอดเวลา แล้วกิเลสจะมาจากที่ไหนสามโลกธาตุขาดสะบั้นไปหมด เพราะอำนาจแห่งความเพียร วิริยธรรม ปัญญาธรรม สติธรรม เป็นของสำคัญมาก

พอถึงขั้นความเพียรอัตโนมัติแล้วไม่มีคำว่าเกียจคร้าน มีแต่ได้รั้งเอาไว้ๆ เท่านั้น ให้มันเห็นในหัวใจมันถึงพูดได้ชัด พูดตามตำรับตำราท่านก็เรียนเราก็เรียน เรียนมาจำได้ๆ แต่จิตกับธรรมมันไม่ถึงกัน แต่เวลาออกปฏิบัตินี้จิตกับธรรมเข้าถึงกันแล้วยอมรับๆ ดังที่ว่าพระโสณะท่านประกอบความเพียรจนฝ่าเท้าแตกก็อ่านธรรมดา แต่เวลาไปถึงขั้นของเราเป็น ลงทางจงกรมแล้วไม่รู้จักออกไม่รู้จักหนีเลย จนกระทั่งก้าวขาไม่ออก คือมันหมดกำลังก้าวขาไม่ออก พักเสียที ไปพัก ฝ่าเท้านี้เหมือนไฟลนหรือน้ำร้อนลวก ออกร้อนเป็นกำลัง

เอ๊ ฝ่าเท้าเรามันแตกเหรอ ได้เอาเท้ามาดู เราก็ไม่ลืมนะ คือมันเหมือนไฟลนฝ่าเท้าทั้งสองข้าง เราเอามาดู เอาฝ่าเท้ามาดูมันแตกจริงๆ เหรอ ไม่แตก แต่พอเอามือไปสัมผัส โอ๊ย เสียว ที่เสียวคือหนังมันบางเข้าไปๆ มันจะเข้าถึงเนื้อ พอเข้าถึงเนื้อแล้วท่านเรียกว่าฝ่าเท้าแตก มันไม่ได้แตกอย่างนี้นะ มันกัดเข้าไปๆ กระทั่งถึงเนื้อ นั่นท่านเรียกว่าฝ่าเท้าแตก นี่เป็นแต่ยังไม่แตก หากเป็น แล้วก็ยอมเชื่อพระโสณะท่านที่ว่าท่านเดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตก นี่ละถึงความเพียรอัตโนมัตินะ ไม่ใช่ท่านบังคับบัญชาเจ้าของเองให้เดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตก ลงใจไม่ได้สำหรับเรา พอว่าความเพียรอัตโนมัตินี้ไม่ต้องบอกฝ่าเท้า...แตก มันจะแตกไปได้ทุกอย่างเพราะความเพียรนี้มันถอยไม่ได้เลย

นิพพานอยู่ชั่วเอื้อมๆ หวุดหวิดๆ นั่นละถึงขั้นนั้นแล้วเอาละ ฝ่าเท้าแตกไม่ต้องบอก พระพุทธเจ้าสอนไว้ตรงไหนผิดที่ไหน สดๆ ร้อนๆ ตลาดแห่งมรรคผลนิพพานคือพุทธศาสนาสดๆ ร้อนๆ ท่านว่า อกาลิโกๆ สั่งสมกิเลสเกิดกิเลสทันที สั่งสมธรรมธรรมเกิดทันที เป็นอกาลิโก ไม่เลือกกาลสถานที่เวล่ำเวลาเหมือนกันทั้งสองฝ่าย ให้มันเห็นประจักษ์ในตัวเองมันถึงพูดได้ชัดเจนไม่สะทกสะท้าน ก็มันจังๆ อยู่นี่ รู้จังๆ อยู่ภายในใจ มันอาจหาญนะ อาจหาญที่จะพูดทุกอย่างตามความจริงให้เพื่อนฝูงที่มุ่งหวังต่ออรรถต่อธรรมด้วยกันฟัง แต่ผู้นอกนั้นก็ปล่อยไปตามสภาพๆ

ไปสถานที่ควรหูหนวกหูหนวก ตาบอดบอดไปเสีย เหมือนไม่รู้ไม่ชี้ไปเสีย ไปสถานที่ควรจะออกแง่ไหนๆ มันจะออกรับกัน บรรดาท่านผู้เสาะแสวงหาธรรมเข้าหากัน เป็นยังไง อยู่ในถ้ำนั้นเป็นยังไง อยู่ภูเขาลูกนั้นเป็นยังไง ถามหาแต่เรื่องความเพียรในสถานที่สำคัญๆ ไปเล่าสู่กันฟังนี้เพลินเลยนะ เป็นชั่วโมงๆ ไม่ใช่เล่นนะคุยกัน มีแต่เรื่องธรรมดูดดื่ม เป็นกำลังใจของกันและกันความเพียร ท่านทั้งหลายเห็นพุทธศาสนาว่าเป็นยังไง เห็นตั้งแต่กิเลสนั้นเหรอเป็นกองเงินกองทอง คือมูตรคือคูถนั้นเหรอ กิเลสคือตัวมูตรตัวคูถมันเต็มอยู่ในหัวใจเรา นี้เหรอคือกองเงินกองทอง ธรรมแท้ที่เป็นกองเงินกองทองไม่ได้สนใจมันเป็นยังไง พิจารณาบ้างซิน่ะ

พระพุทธเจ้าทั้งองค์เป็นกองมูตรกองคูถหมด กิเลสเป็นกองมูตรกองคูถ ทั้งสามโลกธาตุนี้เทิดทูนมันทั้งนั้น ไม่มีใครที่จะไม่ยินดีกับกิเลส ยินดีไปหมดๆ นั่นแหละถ้าเป็นเรื่องกิเลส เพราะฉะนั้นมันถึงออกจากทุกข์ได้ยาก ถ้าเอาตามธรรมพระพุทธเจ้าแล้วทีแรกบึกบึนนะ บึกบึน เชื่อพระพุทธเจ้าบึกบึน เพราะความอยากพ้นทุกข์บึกบึนๆ ได้ฝืนกัน ตัวขี้เกียจขี้คร้านท้อแท้อ่อนแอมันคอยจับหางดึงไว้ ถ้าเป็นหมาไม่มีหางแหละ หางขาดพระเราเข้าใจไหม ผู้ประกอบความเพียรเราบืนไป กิเลสมันจับหางดึงเอาไว้ อย่าด่วนไป พักเสียก่อน ตื่นนอนแล้วค่อยทำความเพียรเมื่อไรก็ได้ เมื่อไรก็ได้ซิเพราะหมอนมันอยู่กับตัวใช่ไหม เป็นอย่างนั้นนะ

พอถึงขั้นมันแล้วนี้อย่ามาพูดเรื่องเสื่อเรื่องหมอน หมุนติ้วๆ เลย นิพพานอยู่ชั่วเอื้อมๆ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ สดๆ ร้อนๆ ในใจ ว่านิพพานมีหรือไม่มีไม่สนใจเลย เหมือนว่าอยู่ชั่วเอื้อมๆ คว้าผิดคว้าถูกๆ มันก็บืนใหญ่ละซี ให้มันเห็นในหัวใจเจ้าของมันถึงชัดเจนนะ ที่ว่าจับผิดจับถูก นิพพานอยู่ชั่วเอื้อมๆ คือความเพียรที่เป็นอัตโนมัติแล้วนะนั่น ก้าวเข้าสู่มหาสติมหาปัญญา ความเพียรอัตโนมัติ สติปัญญาเป็นอัตโนมัติ ก้าวเข้าสู่มหาสติมหาปัญญาเป็นอัตโนมัติ

นี้ละที่นี่ไม่มีคำว่าจะถอยหลัง เหมือนว่านิพพานอยู่ชั่วเอื้อมๆ เป็นก็เป็นตายก็ตายไม่สนใจ ขอให้พ้นอย่างเดียวพอ นั่น แล้วก็พ้นได้จริงๆ ธรรมพระพุทธเจ้าสอน เอา เพียรไปเลย พ้นได้ มันก็พ้นได้จริงๆ นี่จวนจะตายแล้วสอนท่านทั้งหลาย เปิดสอนทุกอย่างแล้วนะ หรือท่านทั้งหลายเห็นว่าหลวงตานี้มาอวดท่านทั้งหลายเหรอเวลานี้น่ะ เราปฏิบัติความเพียรมาจนกระทั่งบางทีมันท้อใจน้อยใจให้เจ้าของก็มี นี่กิเลสมันขึ้นมา ทั้งๆ ที่พุ่งๆ นะความเพียรไม่ได้ถอย ในระยะเช่นนั้นมันมักจะเป็นเวลาเราอยู่ในภูเขา ลงไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน มันจะตายจริงๆ แล้วด้อมๆ ไปบิณฑบาตเสียวันหนึ่งฉัน แล้วก็เว้นไป มันจะตายจริงๆ ก็ไปบิณฑบาตมาฉันเสีย

บางทีไม่ถึงหมู่บ้านไปนั่งจับเจ่าอยู่นั้น มันหมดกำลัง ทีนี้กิเลสได้ทีแล้วขึ้นมา เหมือนคนพูดเป็นคำๆ ขึ้นในหัวใจ นี่เรียกว่ากิเลสเกิดเพื่อสังหารธรรมคือความเพียรของเรา สักเดี๋ยวพูดเป็นคำขึ้นมา นี่เห็นไหมท่านทำความเพียรเพื่อจะฆ่ากิเลสให้ตาย แต่เวลานี้กิเลสยังไม่ตาย ท่านกำลังจะตายเวลานี้รู้ไหม กระตุกให้เราอ่อนความเพียรความหมายว่างั้น ท่านประกอบความเพียรจะฆ่ากิเลสให้ตาย แต่เวลานี้กิเลสยังไม่ตาย ท่านกำลังจะตายรู้ไหม ขึ้นเป็นคำๆ นะ ธรรมออกก็เป็นธรรมเหมือนกัน พอทางนี้ขึ้นจบลงปั๊บ ทางนี้ขึ้นรับกันปึ๋ง การกินนี้ก็กินมาตั้งแต่วันเกิดจนกระทั่งถึงบัดนี้ไม่เห็นมีวิเศษวิโสอะไร อดเพียงเท่านี้จะตายหรือ เอาตายก็ตาย นั่นมันรับกัน ดีดผึงเลย

ถ้าเชื่อกิเลสแล้วหมอบเลย โอ๊ย ไม่เอาละจะตาย นี่มันไม่ว่างั้น ก็กินมาตั้งแต่วันเกิดไม่เห็นวิเศษวิโสอะไรก็ถูกแล้วใช่ไหม อดเพียงเท่านี้จะตายหรือ เอาตายก็ตาย นั่น พุ่งเลย นั่น กิเลสเกิดครั้งแรก ครั้งที่สองธรรมเกิดแก้กัน ที่ว่าการกินนี้ก็กินมาตั้งแต่วันเกิดไม่เห็นวิเศษวิโสอะไร อดเพียงเท่านี้จะตายหรือ เอาตายก็ตายนี่ธรรมเกิด มันตอบรับกันๆ จิตใจก็แข็งแกร่งตลอด

โธ่ เวลาไปทำความเพียรอยู่ในป่าในเขาทุกข์แสนสาหัส เหมือนไม่มีค่ามีราคา คนทั้งโลกเป็นคนหมด อาภัพวาสนาไม่มีราค่ำราคาคือเราคนเดียว เวลาไปอยู่ในภูเขาบิณฑบาตมามานั่งก้อนหิน บิณฑบาตมาก็ไม่ได้อะไรละ ได้ข้าวเปล่าๆ ก็เอา พอยังอัตภาพให้เป็นไปเพื่อมุ่งธรรมทั้งหลาย จิตมันอยู่กับธรรมไม่ได้อยู่กับอาหารการกิน เพราะฉะนั้นการไปที่ว่าอดว่าอยากขาดแคลนไม่ใช่เขาไม่ให้นะ คือบ้านไหนบ้านใหญ่แล้วอาหารเหลือเฟือ ฉันลงไปแล้วความเพียรไม่ดี การหลับนอนถ้าอาหารดีๆ ตามโลกสมมุตินิยมแล้ว กินแล้วง่วงเหงาโดดขึ้นเรียกว่าหมูขึ้นเขียง ขึ้นแล้วไม่ยอมลง มันบอกอยู่ในตัวของมัน ถ้าอดหิวอ่อนเพลียนี้ความเพียรดี

อย่างผ่อนอาหารอดอาหาร อดผ่อนไปอดไปหลายวันสติยิ่งแน่วๆ ไม่ขาดวรรคขาดตอน ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับไม่มีเผลอ สติไม่เผลอนั้นแลคือความเพียรติดต่อ อยู่กับสตินะ การขบการฉันนี้สำคัญมากได้สังเกตด้วยดีนะ ไม่ว่าเห็นอะไรมาจะคว้ามับๆ ไม่ได้นะ ผู้ประกอบความเพียรต้องได้เล็งถึงอรรถถึงธรรม ส่วนมากจึงต้องได้มักทรมานอย่างนั้นละ ทรมาน เวลาเอากันหนักก็หนักจริงๆ แต่เวลาเบามันหากเป็นของมันเอง เพราะมันอยากเบาอยู่แล้ว เวลาหนักก็ฟัดกันเต็มเหนี่ยว

ฆ่ากิเลสเป็นของง่ายเมื่อไร เอาเป็นเอาตายอยู่ในภูเขา บางทีทำให้เจ้าของน้อยใจเจ้าของ กิเลสหลอก คนทั้งโลกนี้ หมดวาสนาเป็นคนอาภัพแต่เราคนเดียวนี้หรือ เป็นนะ มันพุ่งๆ ขึ้นมา มันหลอกเร จะให้เราอ่อนความพากเพียร เหมือนว่าเรานี้เป็นคนอาภัพที่สุดในบรรดาคนทั้งโลก มีเราคนเดียวเป็นคนอาภัพ เห็นไหมกิเลสมันหลอก เวลามันพลิกปั๊บ คนทั้งโลกเขาวิเศษวิโสยังไงบ้าง นั่นมันแก้กัน พระพุทธเจ้าเกิดในท่ามกลางโลก พระองค์ทำยังไงจึงได้ตรัสรู้เป็นศาสดาของโลกล่ะ นั่น ท่านทำยังไงเราก็ทำแบบเดียวกัน มันก็กลับมาหาเรา ภูมิใจขึ้นแล้ว เป็นอย่างนั้นนะ

ต้องได้เตือนเรื่อยสอนเรื่อย กิเลสเกิดธรรมเกิด โต้ตอบกันอยู่ตลอดเวลา เวลามันเป็นอัตโนมัติแล้วทีนี้ไม่ต้องบอกละ หมุนติ้วๆ ในระยะขั้นอยู่ในท่ามกลางกำลังความเพียรดุเดือด แต่รากฐานมั่นคงยังไม่ได้เต็มที่ นี่กิเลสกับธรรม กิเลสมักจะฟัดหัวเราตอนนั้นละ พออรรถธรรมคือสติปัญญา หรือขึ้นไปถึงภาวนามยปัญญา สติปัญญาเดินโดยอัตโนมัติแล้วทีนี้กิเลสไม่ต้องบอกขาดสะบั้นไปเลย เหยียบเรื่อยไปเลย จนกระทั่งหมดโดยสิ้นเชิงไม่มีในหัวใจ อะไรที่ว่าโลกว่างเปล่าสูญเปล่า ที่พระพุทธเจ้าสอนพระโมฆราช ดูก่อนโมฆราช เธอจงมีสติทุกเมื่อ พิจารณาโลกเป็นของสูญเปล่า แล้วจะพึงพ้นพญามัจจุราชเสียได้ พญามัจจุราชจะมองไม่เห็นสำหรับผู้พิจารณาโลกเป็นของว่างเปล่าอยู่อย่างนี้

นั่นท่านสอนพระโมฆราช พระโมฆราชก็บรรลุธรรมขึ้นมา ทีนี้ใครก็ตามเมื่อก้าวเข้าไปนี้แล้ว เข้าถึงขั้นที่พระโมฆราชเป็น มันก็เป็นพระโมฆราชด้วยกันหมดนั่นแหละ พระอรหันต์เป็นพระโมฆราชด้วยกันทั้งนั้น โลกว่างเปล่าหมด ไม่มีเข้ามาผ่านในหัวใจเลย จึงว่าโลกว่างเปล่า สุญฺญโต คือสมมุติทั้งมวล คือกิเลสเป็นตัวยอดสมมุติขาดสะบั้นลงไปแล้วไม่มีสมมุติอะไรเข้ามาผ่าน นั่นละเรียกว่าโลกว่างโลกสูญเปล่า เป็นอย่างนั้น เขาก็มีของเขาอยู่อย่างนั้น แต่ผู้นี้ไปกว้านเอามาเผาเจ้าของ จิตตัวนี้มันคึกมันคะนองมาก ไปคว้านั้นมาคว้านี้มา อันนั้นดีอันนี้ไม่ดี มีแต่เรื่องก่อเหตุเผาเจ้าของ แต่เวลานี้สงบลงไปแล้วไม่ไปตำหนิเขาก็อยู่ของเขาไปอย่างนั้น

พอตัวสำคัญมั่นหมายคือกิเลสตัวเป็นภัยขาดสะบั้นลงไปแล้ว ไม่มีอะไรมาก่อมากวน อยู่ด้วยความว่าง อิริยาบถทั้งสี่ของพระอรหันต์อยู่ด้วยความว่างเปล่าจากกิเลสทั้งหลาย กิเลสนั้นละเป็นก้างขวางคอ กิเลสขาดสะบั้นลงไปแล้วว่างไปหมดเลย นั่น พากันพิจารณาเอา ธรรมเหล่านี้เป็นธรรมสดๆ ร้อนๆ ไม่ได้ครึไม่ได้ล้าสมัย เหมือนกิเลสสดๆ ร้อนๆ เผาหัวใจคนตลอดเวลา แล้วยังจะเผาไปอีกถ้าลืมตัวตลอดเวลา มันจะเผาไปตลอดเวลา ธรรมถ้าฟื้นขึ้นมาแล้วก็เผากิเลสตลอดเวลา หลุดพ้นโลกเป็นของว่างเปล่าไปหมดเลย จากหัวใจ ใจว่างแล้วนั่น

มันเห็นชัดๆ มันสดๆ ร้อนๆ นะธรรมพระพุทธเจ้า อย่าไปเข้าใจว่าอยู่ดินฟ้าอากาศ ฟ้า แดด ดิน ลม ต้นไม้ภูเขาที่ไหน อยู่ที่นี่ กิเลสอยู่ที่นี่ ความมืดบอดอยู่ที่นี่ เปิดอันนี้ขึ้นมาแล้วความสว่างกระจ่างแจ้งอยู่ที่มืดๆ นี้แหละ กิเลสออกแล้วก็แจ้งเอง ธรรมจ้าขึ้นมา เอาละวันนี้พูดเพียงเท่านั้นละ

แวงน้อยเขากำลังปลูกตึกสร้างตึกนะ แวงน้อยใช่ไหม (ใช่ครับ คอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้น ๑๑ ล้าน ๕ แสน) แวงน้อย ส่วนอำเภอเพ็ญตัดมาแล้ว ตัดมาหาแวงน้อยแล้ว ทีแรกเราก็จะไม่ให้แล้ว ขู่หมาวิชัย มันมาโจมตีเรา มันเห็นแก่เก้าอี้รัฐมนตรี เวลาทักษิณเป็นนายก มันเป็นบริษัทบริวารทักษิณ มันปีนขึ้นหาเก้าอี้เหยียบหัวเราขึ้นไป เราเลยเปลี่ยนชื่อให้มัน มันมีความดีความชอบ เปลี่ยนชื่อให้ใหม่เสีย ว่าหมาวิชัยเราว่างี้ เข้าใจ นี่ออกแล้ว แต่ก่อนเรียกหมอวิชัยๆ มันมาเหยียบนั้นเหยียบนี้ มาเหยียบหัวเราเข้า เราเลยยกฐานะมันขึ้นเสียให้เป็นหมาวิชัยไปเลย มีความดีความชอบแล้วเป็นหมาวิชัย ได้ยินทั่วประเทศ

ใครพูดได้อย่างนี้ ไม่มีใครพูดได้ นี่พูดได้สามแดนโลกธาตุเหยียบไปหมดเลย พูดได้ทั้งนั้น มันช่างน่าด้านจริงๆ นะหมอนี่ ความเห็นแก่ลาภแก่ยศ ไม่รู้จักบุญจักบาป ไม่รู้จักสูงจักต่ำ เราเห็นในไอ้หมาวิชัยกับเรามันชัดเจน โรงพยาบาลนั้นช่วยเท่าไร ตั้งแต่แกเป็นหมอเป็นผู้อำนวยการอยู่โรงพยาบาลนั่น เราไปนั้น ตั้งแต่รถแต่รา ห้องต่างๆ เวลานี้ดูว่ากำลังสร้างอะไรอีกนะ อำเภอเพ็ญได้เยอะอยู่ ทั้งดุทั้งว่ามัน แต่ก็ทั้งให้มันตลอดนะ ก็เราไม่ได้มีอะไรเป็นข้อข้องใจ หรือว่าโกรธว่าแค้นอะไรเขาเราไม่มี สัตว์ในโลกนี้เราไม่มี ถึงจะตายก็ตายเปล่าๆ เรา เราจริงๆ นะ ใครเขาจะมาฆ่าเราให้ตาย ตายไปเปล่าๆ ที่จะให้ว่ามีความโกรธแค้นต่อผู้ใดก็ตามไม่มี ตายเปล่าๆ เราไม่มี กิเลสตัวโกรธๆ แค้นๆ ผูกอาฆาตมาดร้ายไม่มี ตายก็ตายไปเต็มตัวเรา ยังอยู่ก็ยังอยู่เต็มตัว จริงๆ นะ

วันนี้ส่วนมากจะไปโรงพยาบาล จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ ไปโรงพยาบาลต่างๆ เสาร์ อาทิตย์ไปตามวัด อย่างเมื่อวานนี้ก็ดูไปถ้ำผาปู่มา ไปทีไรคือไปให้เราไป ของเต็มรถไปเทปั๊วะเลย อย่างเมื่อวานนี้ก็ไป ของเต็มรถเลย จากนั้นไปก็เรียกแม่ชีมา มีกี่คนๆ ให้คนละพันๆ แล้วก็มอบเงินส่วนกลางไว้ห้าหมื่น สำหรับทำอาหารถวายพระในจุดศูนย์กลาง วัดถ้ำผาปู่รู้สึกจะมีเขียมๆ ตั้งแต่ท่านอาจารย์คำดีล่วงไปแล้ว ท่านอาจารย์คำดีกับเรานี้ โอ๋ย ผูกพันกันมากจริงๆ จนเราอาย จนร้องโก้กเลยนะ อย่างท่านฝากมากับดอกเตอร์ ดอกเตอร์ไปส่งท่าน ท่านไปผ่าตัดโรคมา ส่งไปถึงวัดถ้ำผาปู่แล้วก็จะมาหาเรา

เอ้อ ขอฝากความคิดถึงบุญถึงคุณไปหาท่านมหาบัวให้ด้วยนะ ท่านมหาบัวเป็นอาจารย์ของอาตมา อู๊ย ทำไมถึงว่างั้นล่ะ เราสะดุ้งเลย เราเคารพท่านสุดหัวใจ ทำไมมาพูดอย่างนั้น ก็ท่านสั่งมาอย่างนี้ เรื่องมีบุญมีคุณก็จริงอยู่ นั่นละท่านอาจารย์คำดี ถ้าเป็นเรื่องของธรรมจะเรียกว่าเป็นอาจารย์ก็ถูก แต่เรื่องของอาวุโสภันเตความเคารพกันเราไม่อยากให้พูด เพราะเราเคารพท่านอยู่แล้วใช่ไหม ที่ว่าเป็นอาจารย์ของอาตมา โอ๊ย เราก็ว่างี้เลย ถ้าพูดถึงเรื่องธรรมนั้นก็ยกให้ ท่านเอาคำนั้นละ ท่านเป็นพระกตัญญู ท่านมหาบัวเป็นอาจารย์ของอาตมา

เราไม่ลืมท่านพูดอย่างเปิดเผย ท่านไม่สงวนศักดิ์ศรีดีงามอาวุโสภันเตอะไร ท่านสงวนธรรม ท่านเคารพธรรม เพราะฉะนั้นท่านถึงบอก ฝากความคิดถึงบุญถึงคุณไปหาท่านมหาบัวด้วยนะ ท่านมหาบัวเป็นอาจารย์ของอาตมา เราสะดุ้งเลยตอนนี้ ทำไมจึงว่างั้น เราเคารพท่านสุดหัวใจเราแล้ว ก็ท่านสั่งมาอย่างนั้น เขาก็ทิ้งปั๊วะไป ความจริงก็เป็นอย่างว่า นี่พูดให้ฟัง มันก็บันดลบันดาลนะล่ะ แปลกอยู่ เราก็ยังไม่เคยไปวัดถ้ำผาปู่เลย ยังไม่เคยไปเลย แต่เรื่องท่านอาจารย์คำดีกับเราพบกันในที่ต่างๆ นั้นเราพบเรื่อย พูดธรรมะกันตลอดมา แต่สำหรับวัดถ้ำผาปู่เรายังไม่เคยไป มันบันดลบันดาลอะไรไม่ทราบนะ

กุฏิหลังนั้นก็อยู่นั้นเดี๋ยวนี้ ท่านเดินจงกรมอยู่นั้นท่านว่า ท่านเล่าให้ฟังเองทีเดียว เดินจงกรมติดปัญหา ตอนที่กำลังเป็นปัญหาเรียกว่าอัตโนมัติหมุนตลอด ทีนี้เวลาติดแล้วมันเหมือนหอกเหมือนหลาวทิ่มแทงเข้าไปประสานกัน ท่านคับหัวอกเหมือนหัวอกจะแตกท่านว่างั้น มองหาใครก็ไม่เห็น มองหาใครมันไม่ติดหัวใจ มองเห็นแต่ท่านมหาองค์เดียว เคยคุยกันมาแล้วธรรมะทางภายในคุยกันมาแล้ว พอว่างั้นปุ๊บปั๊บท่านก็ขึ้นมา มาจุดธูป มีแท่นพระอยู่ข้างล่างแท่นหนึ่ง ท่านเดินจงกรมแล้วขึ้นมา มาจุดธูปจุดเทียนไหว้พระ เสร็จแล้วท่านไม่ได้พูดธรรมดานะ ท่านบอกว่า ขออาราธนาท่านมหาบัวมาโปรดโดยด่วน มาโปรดโดยด่วนว่างี้ด้วยนะ

มันก็บันดลบันดาลอะไร พอดีตอนเที่ยงเราก็เตรียมของปุ๊บปั๊บสั่งรถมาเลย แต่ก่อนรถในวัดไม่มี สั่งรถในตลาดให้เขาเอารถมา มาก็ขึ้นรถไปเดี๋ยวนั้นเลย พอไป มาถึง โฮ้ มาเร็วอยู่นะ เร็วอะไร มันจะได้คุยกันท่านว่างั้น ท่านเล่าอันนี้ให้ฟัง ตอนเช้าท่านว่า ขออาราธนาท่านมหาบัวมาโปรดโดยด่วน ไอ้เราจะว่าโดยด่วนไม่โดยด่วน ขึ้นรถมันก็วิ่งรถเราก็ดี มันก็ด่วนละซิ ไปหาท่าน เอ้อ มาเร็วดีนะ นี่ละมันบันดลบันดาลมันแปลกอยู่ พอ ๕ โมงมันสะดุดในจิตกึ๊กๆ แต่ก่อนมันเป็นอยู่มันหนักเข้า เลยเรียกให้เขาไปเอารถมาจากตลาด รถลูกศิษย์ รถเชาวลิตมา มาก็ขึ้นรถไปเลย ท่านจึงบอกว่า โอ้ มาเร็วอยู่นะ

อันนี้มันบันดลบันดาลนะ ไม่เคยไป ไปก็ไปคุยกัน ไปถึงจุดที่ท่าน คือปิดประตูไม่ให้ใครเข้าไป เข้าไปถึงท่านตั้งแต่ ๕ โมงเย็นกว่าๆ ยังไม่ถึง ๖ โมง นัดกัน ๖ โมงแต่เราไปก่อนเวลา ท่านจะให้พระมาตามไปว่างั้น เราบอกว่าถึงเวลาเราจะไปของเราเอง พอ ๕ โมงกว่าเราก็ไปคุย ปิดประตูปุ๊บพูดเฉพาะท่านกับเรา ปัญหาเฉพาะ ทีนี้ก็ไปถึงปัญหาที่ท่านว่า มันเหมือนหอกเหมือนหลาวทิ่มอยู่นี้ เดี๋ยวนี้คับหัวอกอยู่เลยแก้ไม่ตก มองเห็นแต่ท่านมหา เพราะฉะนั้นท่านจึงบอกว่าจุดธูปจุดเทียนอาราธนาท่านมหามาโปรดโดยด่วน เราก็บันดลบันดาลไปวันนั้นเสียด้วย โอ๊ย มาเร็วอยู่นะ ท่านเล่าให้ฟังถึงรู้เรื่องราว

มันบันดาลอะไรก็ไม่รู้ เราก็ไปตามประสีประสาเรางั้นละเราก็บอก ประสีประสาอะไรก็ตามเถอะ ได้ทั้งหนังทั้งเขาพอแล้วท่านว่า ท่านก็พูดถึงธรรมะที่ข้องใจ พอเราถวายธรรมะตรงท่านข้องใจ ร้องโก้กขึ้นเลยนะ อยู่สองต่อสองละ ท่านร้องโก้กขึ้นด้วยความถึงใจท่าน เหมือนว่า เอ้อ ขึ้นเลยทันที เอาละที่นี่เปิดแล้วๆ จะเข้าละที่นี่เข้าแล้วที่นี่ โอ้โห มันเหมือนหอกเหมือนหลาว ทีนี้ออกหมดแล้วหอกหลาว ยังเหลือแต่จะเข้าเท่านั้น เปิดอ้าแล้วประตูเปิดแล้ว เสียงลั่นขึ้นเลยสองคนเท่านั้น นั่นเรียกว่าธรรมะถึงใจ เข้าใจไหม ที่แก้กันตก บอกว่าเปิดแล้วเดี๋ยวนี้ ยังเหลือแต่จะเข้าเท่านั้น ท่านร้องโก้กเลย นั่นอย่างนั้นละ เพราะฉะนั้นท่านถึงว่า ท่านมหาบัวเป็นอาจารย์ของอาตมา อย่างนี้ละ

เราไม่พูดถึงว่าอาวุโสภันเตไม่มีนะ ธรรมเหนือทุกอย่าง ธรรมแก้ธรรม อย่างที่เราพูดกับท่านก็คือว่าธรรมแก้ธรรมนั่นเอง ท่านก็พอใจร้องโก้กขึ้นเลย เอาละเปิดแล้วทีนี้เปิดแล้ว ไปได้แล้วที่นี่ท่านว่า ไปคราวหลังนี้ไม่นานนะ เพราะมันจวนจะเข้าแล้วเข้าไม่ได้ ถูกปิดอยู่นี้ด้วยปัญหาอันนี้ละ พอเราไปกราบเรียนท่านท่านก็ร้องโก้กขึ้นเลย อีกไม่นานเราไปอีก เป็นยังไงที่นี่ ผ่านได้แล้ว นั่นมันจวนแล้ว มันจวนจะผ่านแล้ว เปิดแล้วประตูยังเหลือแต่จะเข้าเท่านั้น พอเรามาท่านก็เข้าท่า ผ่านแล้วที่นี่ผ่านแล้ว หลังจากนั้นมาท่านก็หูหนวก หูท่านหนวก เราหูดีก็เขียนจดหมายถามกัน ๒-๓ ประโยคเท่านั้น ท่านก็ยกจบเสียก่อนนะ จดหมายฉบับนี้ ยิ้ม จบเสียก่อนแล้วมาอ่าน อ่านแล้วท่านก็เขียนตอบมา เราก็รับมาอ่านแล้วเขียนถามไปอีก ท่านตอบมาปั๊บแล้วเราก็ยกมือสาธุ หมดปัญหาแล้ว ท่านก็ผ่านตั้งแต่นั้นละมา

พอท่านมรณภาพอัฐิของท่านก็กลายเป็นพระธาตุเรียบร้อยแล้ว นั่นละสักขีพยาน เปิดแล้วที่นี่ยังเหลือแต่จะเข้าท่านว่า เข้าได้จริงๆ นี่ละธรรมะเป็นอย่างนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาวุโสภันเต ขึ้นอยู่กับภูมิจิตภูมิธรรมที่จะแก้ไขซึ่งกันและกัน เป็นอย่างนั้นนะ ตั้งแต่สามเณรยังแก้พระเถระได้ สามเณรเป็นพระอรหันต์ พระเถระเป็นปุถุชน ต้องถามปัญหากับเณร เณรแก้ให้ บางเณรก็น่าขบขัน พระก็เป็นพระแบบเรานี่ เพราะชอบเล่นกับเด็กกับหมา พอไปเห็นเณรน้อย เณรน้อยองค์นั้นเป็นพระอรหันต์ พระองค์นี้เหมือนเรานี้แหละ ไปก็ไปจับหัว เคาะโป๊กๆ เคาะหัวเณร เป็นยังไงไม่อยากสึกหรืออีลุง อีลุงไม่อยากสึกหรือ

เณรก็บอกว่าไม่อยากสึก เณรเป็นอรหันต์แล้วนะนั่น ทางนี้เป็นปุถุชนไปตบหัวเณรหยอกเล่น เป็นยังไงอีลุงไม่อยากสึกเหรอ เณรก็บอกว่าไม่อยากสึก พอกลับออกมาหมู่เพื่อนเล่าให้ฟัง เณรนี้เป็นพระอรหันต์ หือ อย่างนั้นเหรอ โอ๊ย ไปขอขมานะ นี่ท่านก็เป็นธรรมเหมือนกัน ไปขอขมาเณร เณรก็ไม่ว่าอะไร นี่ในตำรานะ ไปหยอก จับหัวเณรแล้วเคาะหัวโป๊กๆ ไม่อยากสึกหรืออีลุง บอกว่าอีลุงไม่อยากสึกหรือ เณรก็บอกว่าไม่อยากสึก ก็ท่านเป็นอรหันต์แล้ว พอมาพระก็บอก เณรองค์นี้เป็นพระอรหันต์แล้วนะ หือ ขึ้นมาเลย ตายกูตาย ไปเคาะหัวเณรหยอกเล่น เลยกลับมาไปขอขมาเณร

ท่านก็เป็นธรรมอยู่นะ ไปขอขมาเณร ท่านโง่ท่านว่างั้น นี่ละมีในตำรับตำราอย่างนี้ เณรเป็นพระอรหันต์พระเป็นปุถุชน ไปจับหัวเณร ก็มันน่ารัก เด็กใช่ไหมล่ะ ไปเคาะหัวป๊อกๆ ไม่อยากสึกหรืออีลุง ว่าอีลุงด้วยนะ ไม่อยากสึกหรือ  เณรก็บอกไม่อยากสึก พอดีพระไปเตือนละซิ ว่าเณรองค์นี้เป็นพระอรหันต์ เลยมาขอขมาเณร ว่าโง่จะตายมาเคาะหัวเณรหยอก มันน่ารักเด็กเข้าใจไหม ก็ไม่นึกว่าจะเป็นพระอรหันต์นี่ เณรก็บอกไม่อยากสึก ก็เณรเป็นพระอรหันต์ก็วางกิริยากับครูบาอาจารย์ที่เป็นอาวุโสตามสมมุติไว้เรียบร้อยด้วยความเคารพ ว่าไม่อยากสึกท่านก็ว่างั้นแหละ แล้วก็ไปธรรมดา ทีนี้พอไปแล้วพระเตือน บอกว่าเณรนี้เป็นพระอรหันต์แล้ว ทางนั้นก็ร้องโก้ก กลับออกมามาขอขมาเณร แน่ะ ท่านก็เป็นธรรมอยู่นะพระองค์นั้น เอาละพอ

 

รับชมและรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน  FM 103.25 MHz

และเครือข่ายทั่วประเทศ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก