สายบุญสายกรรมมีอยู่
วันที่ 16 กรกฎาคม. 2550 เวลา 18:40 น.
สถานที่ : สวนแสงธรรม
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมพระสงฆ์และฆราวาส

ณ ศาลาสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อค่ำวันที่ ๑๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐

สายบุญสายกรรมมีอยู่

         นู่นผ้ากองพะเนิน ที่แจกทางนู้นไม่พอ ยังขาดอยู่เยอะ คราวนี้เลยจะต้องเอาผ้านี้ไป ไปแจกทางนู้นให้ครบ ยังขาดอยู่เยอะ บอกเขาให้รอไว้ก่อน เราจะเอามาแจกให้ครบทีหลัง ต้องเป็นผ้าจำนวนนี้ละเอาไปแจกให้ครบหมด

         หลวงปู่มั่นท่านฉันไม่มากนะ ฉันหมากก็ดี สูบบุหรี่ก็ดี ท่านไม่สูบมาก ไม่ถึงขนาดเป็นปอบเหมือนพวกเรา เข้าใจไหม กินอะไรก็กินมากจนเป็นปอบ ถ้าว่าสูบบุหรี่ก็ฟาดเสียควันโขมงเลยเป็นปอบบุหรี่ ถ้าว่าหมากก็ปอบหมากไปเลย เลยเถิด ท่านฉันไม่มากนะ ตอนเช้าท่านจะสูบบุหรี่ตอนฉันเสร็จแล้วท่านจะสูบบ้างเล็กน้อยไม่มากนัก แล้วก็ตอนบ่าย และตอนค่ำที่พระขึ้นไปท่านจะฉันหมาก วันหนึ่งน่าจะไม่เกินสามคำ บุหรี่ก็พอๆ กัน จะไม่เกินสองสามมวน ท่านสูบไม่หมดแหละ พอหมดแล้วก็ทิ้งไปเลย เราก็เรียกว่ามวนไปเลยเท่านั้นเอง ท่านสูบหนหนึ่งเรียกเสียมวนหนึ่งไปเลย ไม่หมดแหละ ท่านทำอะไรรู้สึกว่าพอดิบพอดี ไม่เห็นมีอะไรเลยเถิด พวกเรานี่พวกเลยเถิด ถ้าเทียบกับท่านแล้วพวกเราทั้งหมดนี้ ไม่ยกเว้นบอกว่าทั้งหมดนี้พวกเลยเถิด ท่านไม่เลย ไม่ว่าอะไรๆ

ที่วัดมีทางจงกรมไหมล่ะ (มีครับผม) ทางจงกรมที่นั่งสมาธิภาวนา ถ้าไม่มีให้หนีจากสมุทรสาคร มันหนักสมุทรสาคร เขาแบกพระไม่เป็นน่าสะแตก หนัก ให้เขี่ยลงทะเลหลวง ว่าเป็นกรรมฐานๆ มีแต่ชื่อนะ เดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนานี้คืองานของพระแท้ งานอื่นไม่จำเป็น อย่างวัดป่าบ้านตาดตั้งแต่เริ่มสร้างวัดมา แต่ก่อนสร้างวัดเราก็ดำเนินมาอย่างนั้น ทีนี้พอมาสร้างวัดก็แบบฉบับเดิมไม่ลดละ วัดป่าบ้านตาดไม่มีอะไรลดละ เสมอต้นเสมอปลายเรื่อยมา พระจะมากขนาดไหนการเดินจงกรมนั่งสมาธินี้เสมอต้นเสมอปลายทั่วหน้ากันทั้งวัดเลย

ที่ทำความเพียรของท่านเราเขียนประกาศไว้ช่องนี้ๆๆ บอกว่าห้ามเข้าๆๆ คือไม่ให้มีใครเข้าไปเลย ประชาชนไม่ให้เข้า แม้แต่พระด้วยกันไม่น่าเข้าก็ไม่ให้เข้า คือเราจะว่าเป็นนิสัยหรืออะไร ความจริงมันเป็นอย่างนั้น ว่าอะไรแล้วเด็ดขาดไปเลย พระสุ่มสี่สุ่มห้าจะไปเข้านั้นไม่ได้ ถูกขนาบเลย พระโกโรโกโสมาเที่ยวโลเลโลกเลก จะไปเที่ยวดูวัดห้ามไม่ให้เข้า ไล่หนีเลย เราไม่ให้เข้า นอกจากพระตั้งใจปฏิบัติ หรือพระปฏิบัติเราก็ให้เข้าดูได้ ประชาชนที่จะเข้าไปในวัดเรา ในบริเวณทำความเพียรของพระนี้จะไปด้วยเหตุด้วยผลจริงๆ บางทีก็ให้พระนำหน้า พาไปดู

ถ้ามีเหตุผลควรจะเป็นอย่างนั้นเราก็สั่งให้เป็นอย่างนั้น ให้พระนำเขาไปดู ดูทุกซอกทุกมุมไปเลย ถ้าธรรมดาห้ามเข้า ไม่ให้เข้านะ เราเขียนป้ายติดไว้ๆ ห้ามเข้าๆๆ ตามช่องๆ ไว้หมด ใครจึงไม่เข้าได้ นั่นละทำเลความเพียรของพระอยู่ข้างใน ท่านทำจริงทำจังสม่ำเสมอตลอด วัดป่าบ้านตาดเราพูดตรงๆ ไม่โม้ไม่คุย เสมอมาตลอด จะมีพระมากพระน้อยเพียงไรพื้นฐานสำคัญคือการภาวนาของพระ จะไม่มีลดหย่อนผ่อนผันเลย เราเข้มงวดกวดขันตลอดมาในการภาวนาของพระ งานการไม่ให้มี หากว่าจะมีก็มีเฉพาะเราเกี่ยวกับประชาชนหรือใครบ้างเล็กน้อย ส่วนพระไม่ให้ออกมายุ่งเลย เราสงวนพระจริงๆ ทางด้านภาวนาไม่ให้อะไรเข้าไปแตะต้องท่านละ ให้ท่านทำภาวนา

ที่ฉันจังหันทุกวันนี้ไม่เคยครบองค์นะ ขาดไม่ต่ำกว่าวันละ ๙ องค์ ๑๐ องค์ท่านไม่ฉัน บางองค์นานหลายวันถึงจะฉัน การที่ไม่ฉันของท่านเราก็เคยไม่ฉันมาแล้ว ดีทางความเพียร ให้ท่านรู้จักประมาณ คืออดอาหารอดมากอดน้อยเราเป็นคนแนะ คือเราได้ดำเนินมาก่อนแล้ว ส่วนอดอาหารเรานี้อดมาก จนท้องเสียเลย นี่ละมันจะตายตอนปีจะช่วยชาตินั่นแหละ พอดีได้ยาหมอเติ้งมา นั้นละที่เรามีชีวิตมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ท้องเสียเสียมาตั้งแต่เราเริ่มออกปฏิบัติ พอเริ่มออกปฏิบัติผ่อนอาหารดี อดอาหารดีทางความเพียร ต่อไปมันก็หนักเข้าๆ เลยมักจะมีแต่อดๆ เรื่อย ยิ่งไปคนเดียวเท่านั้นแหละมันเต็มที่แล้วไม่ออกมาฉัน

นี่เราทำของเรามาอย่างนั้น เรื่องการงานใดๆ ที่จะมาเกี่ยวกับเราในเวลาความเพียรบอกได้เด็ดขาดเลยว่าไม่มี ไม่มีงานใดเข้ามายุ่งได้เลย ตั้งแต่ประชาชนญาติโยมก็เข้ามายุ่งไม่ได้ เราไปเราจะไปหาที่สงัดๆ ถ้าบ้านใดไปพักนอกบ้านเขาเห็นหลั่งไหลออกมาหาเรา โอ้ บ้านนี้ไม่เป็นท่า คือเขาจะมารบกวน ไม่ได้ภาวนา เพราะฉะนั้นการภาวนาจึงไปหาที่หมู่บ้านเล็กๆ น้อยๆ สี่ห้าหลังคาเรือน เก้าหลังสิบหลังคาเรือน ไปอยู่อย่างนั้นตลอด ไม่ได้ไปอยู่บ้านใหญ่บ้านโต คือการภาวนาถือเป็นสำคัญมาก ถ้าคนมาเกี่ยวข้องมากๆ โอ้ บ้านนี้ไม่เป็นท่า คือไม่เป็นท่าทางด้านภาวนาของเรา

ทำจริงทำจัง นี่พูดให้หมู่เพื่อนฟัง เพราะนิสัยอันนี้เป็นนิสัยอย่างนั้น จริงจังทุกอย่าง ถ้าได้ลงทางไหนแล้วขาดสะบั้นไปเลย ทำความพากเพียรนี้ก็เป็นเวลา ๙ ปี นี่เรียกว่าขาดสะบั้นตกนรกทั้งเป็นเวลา ๙ ปี ตั้งแต่พรรษา ๗ ออกปฏิบัติจนกระทั่งพรรษา ๑๖ ได้ไปรับโอวาทจากพ่อแม่ครูจารย์มั่นมาอย่างเต็มหัวใจแล้ว นั้นละทีนี้ทุ่มหมดนะ ได้ฟังอย่างถึงใจเรื่องมรรคผลนิพพานหายสงสัย แต่ก่อนความสงสัยมันมี ในตำรับตำราท่านก็บอกว่ามรรคผลนิพพานมีดังพระพุทธเจ้าแสดง แต่ผู้ไปอ่านมันคนมีกิเลส อ่านไปมันก็สงสัยไปจนได้ แบ่งกินอยู่เรื่อยๆ

จึงได้ไปหาพ่อแม่ครูจารย์มั่น พอไปท่านก็จี้ลงเลยทีเดียว ฟังธรรมของท่านอย่างถึงใจ จากนั้นมาแล้วทีนี้ทุ่มเลยนะ ไม่มีเหลืออะไร ทุ่มเลย ถึงพรรษา ๑๖ จึงได้ตัดสินกันลงได้ ในระยะนี้เป็นเวลาที่ตกนรกทั้งเป็นๆ เราไม่เคยได้อยู่เป็นความสะดวกสบายในระยะ ๗ ปีถึง ๑๖ ปี ไม่มีเวลาจะได้อยู่สะดวกสบายเลย มีแต่ฟัดกันกับกิเลสตลอดเวลา อดข้าวนี่สำคัญ คืออดข้าวนี่สติดี อดมากเท่าไรสติยิ่งดีๆ สืบเนื่องกันไป แล้วการหลับนอนถ้าลงอดอาหารได้สองวันไปแล้วไม่มีละความง่วงเหงาหาวนอน นอนหลับอย่างมากก็เพียงสองชั่วโมง ในคืนหนึ่งๆ นอนหลับเพียงสองชั่วโมง นอกนั้นเป็นเวลาทำความเพียร โดยความโงกง่วงไม่มารบกวนเลย เพราะการอดอาหาร

นี่ก็ทำอย่างนั้นตลอดๆ เลยจนกระทั่งท้องเสีย ท้องมันเริ่มเสียตั้งแต่พรรษา ๑๐ เสียไปเรื่อยๆ ๆ หากไม่สนใจยิ่งกว่ามุ่งต่อมรรคผลนิพพาน อันนี้รุนแรงมากทีเดียว เพราะฉะนั้นร่างกายของเราจึงทรุดมาก เพราะจิตมันพุ่งต่อมรรคผลนิพพาน มันไม่ได้มาเกี่ยวข้องกับเรื่องธาตุเรื่องขันธ์ว่าจะเป็นจะตายอะไรๆ ไม่สนใจ จนกระทั่งพูดให้ชัดเจนก็ว่าลงเวทีแล้วพรรษา ๑๖ เป็นพรรษาที่ระหว่างธรรมกับกิเลสฟาดขาดสะบั้นกันลงจากใจ เป็นพรรษาที่ ๑๖

นั่นละขาดกันเป็นคนละฝั่ง ฝั่งวัฏฏะ ฝั่งวิวัฏฏะขาดสะบั้นให้เห็นประจักษ์ใจ โลกนี้ว่างไปหมดเลย ไม่มีละเรื่องเกิดแก่เจ็บตาย ตายกองกันดังที่เคยเป็นมาตั้งกัปตั้งกัลป์บัดนี้ได้ตัดสินกันขาดสะบั้นลงแล้ว โดยแยกฝั่งกันตามหลักธรรมชาติ ถ้าพูดถึงเรื่องฝั่ง ฝั่งนี้คือฝั่งวัฏวน ฝั่งนี้คือฝั่งวิวัฏฏะไม่ต้องมาหมุน คือฝั่งแห่งพระนิพพาน ได้ขาดสะบั้นลงไปเห็นประจักษ์ใจ เป็นพรรษาที่ ๑๖ แล้วก็ขาดจริงๆ ด้วย ไม่เคยปรากฏว่ามีกิเลสตัวใดเข้ามาแทรกในจิตใจ โดยที่เราแน่ใจตั้งแต่ขณะนั้นแล้ว แล้วยังมีมาโผล่ขึ้นมาอีกให้ได้เกิดความสงสัยหรือต่อสู้กันอย่างนี้ไม่มีเลย

นั่นละพรรษา ๑๖ นี่เรียกว่าพรรษาที่ลงเวที ตั้งแต่พรรษา ๗ หยุดเรียนหนังสือแล้วก็ออกเลย พรรษา ๗ ได้เป็นเปรียญ พอสอบได้เปรียญแล้วออกเลย เพราะเรามุ่งต่อการศึกษาเล่าเรียนพอเป็นปากเป็นทาง เข็มทิศทางเดินในภาคปฏิบัติ ได้มาขนาดนี้แล้วไม่จนตรอกจนมุม ทีนี้จึงออกปฏิบัติ เพราะฉะนั้นเวลาไปที่ไหนเราเที่ยวกรรมฐานไปองค์เดียวนี่พ่อแม่ครูจารย์ท่านจึงเสริมเลย เพราะทางปริยัติท่านก็ทราบแล้วว่าเราเรียนมาเป็นเข็มทิศทางเดินพอสมควรแล้ว ทางภาคปฏิบัติก็ได้ฟังจากท่านแล้วเต็มเม็ดเต็มหน่วย ออกเลย เอาเต็มเหนี่ยวๆ

เวลากลับมาหาท่านมีแต่หนังห่อกระดูกๆ ตลอดมา ก็ท่านดูอยู่ บางทีท่านร้องโก้กขึ้นก็มี แต่นั้นก็เป็นเรื่องบังเอิญ เราลงมาจากภูเขา มันจะเป็นดีซ่านหรืออะไร คือตัวเรานี้มันเหลืองหมดทั้งตัวลงมาจากภูเขา มันเหลืองเหมือนทาขมิ้น เหลืองหมดทั้งตัวจริงๆ เราดูเราก็เห็นชัดเจนเหลืองหมดทั้งตัว  พอลงมากราบท่านเท่านั้น พอกราบ เฮ้ย ทำไมเป็นอย่างนี้ ท่านคงจะสะดุดจิตท่านนั่นละ เราก็นิ่งคอยฟังท่านจะว่าอย่างไร จอมปราชญ์พูดไม่ได้เหมือนจอมโง่พูดนะ เฮ้ย ทำไมเป็นอย่างนี้ล่ะ คือมันเหลืองหมดตัว คิดว่าคงดีซ่านละ ลงมาจากภูเขา มันจะเป็นอะไรก็ไม่ทราบ

หลักใหญ่ก็คือการฝึกทรมานหนักมากนั่นเอง เราก็ไม่ได้เป็นไข้ได้ป่วยอะไร มันหากเป็นเพราะการฝึกทรมานมาก แต่ระยะนั้นคงจะเป็นดีซ่านหรืออะไร เราออกมานี้เหลืองหมดทั้งตัวเหมือนทาขมิ้น ก็เป็นอยู่เพียงเท่านั้น พอมาถึงท่านแล้วมันก็หายของมันไปเอง ที่ว่ามันเหลืองหมดทั้งตัวเหมือนทาขมิ้นเป็นอยู่ได้สองสามวันก็หายไป จากนั้นก็หายไปเลย นี่ท่านร้องโก้กขึ้นเลยนะ เฮ้ย ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะ ท่านว่า เราก็คอยฟัง เราก็นิ่ง สักเดี๋ยวท่านตอบขึ้นมา กลัวเราจะอ่อนเปียกไป พลิกขึ้นมา เออ มันต้องอย่างนี้จึงเรียกว่านักรบ แน่ะท่านไปนั้นเสีย กลัวเราจะอ่อนแอ

นี่ละการปฏิบัติธรรมเอาจริงเอาจังมากทีเดียว ไม่ได้ทำเล่นๆ พอออกทางภาคปฏิบัติมีแต่ฟัดกับกิเลส ความทุกข์ทรมานทางร่างกายขนาดไหนกินไม่กินไม่สนใจ มันจะตายจริงๆ กินให้มันสักทีหนึ่งๆ สุดท้ายท้องก็เสีย คือเวลาอดไปนานๆ นี้ท้องมันคงจะไม่มีอะไรย่อยท่า มันอาจจะย่อยสมบัติเก่าของเจ้าของตับไตไส้พุงอยู่ในนั้น มันอาจจะย่อย

เราจึงได้มาเตือนหมู่เพื่อน หมู่เพื่อนอดอาหารบางองค์หลายๆ วันเราต้องเตือน คือเราผ่านมาแล้วรู้ คือเรามันอดจริงๆ จนกระทั่งท้องเสีย ที่หมอเติ้งเอายามาให้ฉัน ฟื้นตัวมา นี่ละมันเสียมาตั้งแต่นู้นจนกระทั่งถึงกำลังจะช่วยชาติบ้านเมือง ท้องเสีย หมอเขาบอกว่าเป็นมะเร็งในลำไส้ เขาว่าอย่างนั้น แต่เขาไม่กล้าบอกเรา ถึงบอกเราก็ไม่เห็นมีอะไรกับมัน เขาเคยเป็นอย่างนั้นโรคเขา แต่โรคเรามันไม่เป็นอย่างนั้นซิ เป็นอะไรก็รู้มันอยู่แล้ว

นั่นละที่ท้องเสียจึงได้มาเตือนหมู่เพื่อน การอดอาหารดีสำหรับความเพียรทางด้านสติสตังปัญญา ความง่วงเหงาหาวนอนไม่ค่อยมีและไม่มี ถ้าลงอดอาหารถึงสามวันแล้วความง่วงไม่มี เมื่อความง่วงไม่มีมันก็ไม่กวนการภาวนา นั่งก็เป็นหัวตอไปเลย ไม่ง่วงเหงาหาวนอน กลางคืนนี้นอนหลับเพียงสองชั่วโมงเท่านั้นพอไม่ง่วงอีก ทีนี้เวลามันมาเสียมาเสียท้อง เราเริ่มเสียมาตั้งแต่พรรษา ๑๐ พรรษา ๗ ออกปฏิบัติ พอออกก็อดอาหารเลยละ ถึงพรรษา ๑๐ ท้องเริ่มเสีย เสียก็ไม่ฟังเสียงมัน บุกใหญ่ตลอดๆ ไป

จนกระทั่งที่ว่าพรรษา ๑๖ ลงเวทีแล้ว ตั้งแต่บัดนั้นมาเราไม่เคยอดอาหารอีกนะ ไม่อด ตั้งแต่นั้นมาเราไม่เคยอด แต่ท้องมันก็เสียของมันไปเรื่อยๆ เสียเล็กเสียน้อย เสียเป็นประจำ เวลามันเป็นกฎเกณฑ์ของมันในธาตุขันธ์ของเราประมาณ ๗ วันถ่ายเสียทีหนึ่ง หมดเลย จากนั้นไปอีก ๗ วันถ่ายๆ จนมันเสียถึงระยะหมอเติ้งมาช่วยไว้ได้ ถึงได้ช่วยพี่น้องชาวไทยต่อมา ไม่เช่นนั้นมันก็ตายแล้วแหละ หมอเขาบอกว่าเป็นมะเร็งในลำไส้ เขาไม่กล้าบอกเรา

ยาหมอเติ้งดีนะ จะเรียกว่าหายขาดเลยก็ไม่ผิด เพราะมันถ่ายแต่ก่อนถ่ายตลอดๆ ถ่ายมากเท่าไรก็ยิ่งอ่อนลงๆ แต่ยาหมอเติ้งเอามาให้เขาก็บอกเหมือนกันว่ายานี้จะถ่ายเหมือนกัน ถ้าโรคนี้มีหนาแน่นเท่าไรการถ่ายนี้จะถ่ายมาก แต่ไม่ต้องตกใจ ถึงจะถ่ายมากเท่าไรก็ไม่เพลีย ถ่ายด้วยอำนาจของยานี้ไม่เพลีย ไม่เหมือนถ่ายด้วยอำนาจของโรค พอฉันยาหมอเติ้งถ่ายจริงๆ นะ แต่ไม่เพลียๆ จากนั้นมาก็ค่อยดีจนกระทั่งทุกวันนี้ รู้สึกว่าท้องนี้หายเงียบไปเลย ประหนึ่งว่าไม่มีโรคในท้องเราไม่ปรากฏ ตั้งแต่ฉันยาหมอเติ้งมาแล้ว

นี้เราพูดถึงเรื่องอดอาหาร ท้องเสียมาตั้งแต่นู้นตั้งแต่พรรษา ๑๐ เรื่อยมาถึงที่เราลงเวที ฉันประจำไปไม่อดอีกก็ตามมันก็เป็นของมันเรื่อยๆ มาอย่างนี้ คือตอนนั้นไม่ได้คิดถึงเรื่องธาตุเรื่องขันธ์ คิดถึงแต่เรื่องมรรคผลนิพพานที่จะเอาให้ได้ให้ถึงๆ จับผิดจับถูก จับนิพพานนี้เรียกว่าหวุดหวิดๆๆ ธรรมะก็ยิ่งก้าวเรื่อยเลย นั่นมันไม่คำนึงธาตุขันธ์ เวลาทำทำจริงๆ ทำความพากเพียร ปฏิบัติอยู่ในป่าในเขา โอ้ ทุกข์ลำบากมาก ในเวลา ๙ ปีนี้อยู่ในป่าในเขาทั้งนั้นแหละ ตั้งแต่พรรษา ๗ ถึงพรรษา ๑๖ เลยพรรษา ๑๖ ไปแล้วก็ยังอยู่ในป่าในเขาอยู่ธรรมดา แต่ว่าอยู่ไม่ได้เป็นการรบราฆ่าฟันกับกิเลสเหมือนตั้งแต่พรรษา ๗ ถึงพรรษา ๑๖ อันนี้รบกันอย่างใครดีอยู่ ใครไม่ดีตกเวที เอากันอย่างหนักเป็นเวลา ๙ ปี จากนั้นไปแล้วอาหารก็ฉันธรรมดา แต่ท้องมันก็ถ่ายของมันไปเรื่อยๆ ก็มันได้เสียแล้วเป็นอย่างนั้น จนได้ฉันยาหมอเติ้งแล้วค่อยหาย ตั้งแต่นั้นหายมาจนกระทั่งทุกวันนี้ จะว่าหายขาดก็ไม่ผิด มันเงียบมันไม่แสดงอะไร

นี่การประกอบความพากเพียร การประกอบความพากเพียรนี้เวลากิเลสหนาปัญญาหยาบ ทุกสิ่งทุกอย่างของเรื่องความไม่ดีนี้มันหนาแน่นอยู่ภายในใจ จะก้าวขาเพื่อความเพียรนี้ไม่ออกนะ อำนาจของกิเลสมันหนักมาก มันกดมันถ่วง ดึงไว้ฉุดไว้ลากไว้ตลอด แต่เพราะเจตนาหวังอรรถหวังธรรมมีอยู่มันก็ต่อสู้กันๆ ไม่หยุดไม่ถอย จิตใจก็ได้หลักได้ฐาน คำว่าจิตใจได้หลักได้ฐานก็คือจิตใจมีความสงบเป็นเบื้องต้น  เรียกว่าสมถธรรม จิตใจมีความสงบเย็นไม่คิดยุ่งเหยิงวุ่นวายกับโลกกับสงสาร อยู่กับความสงบวันหนึ่งๆ สบายทั้งวัน

จากนั้นก็ก้าวเข้าสู่สมาธิ คือจากความสงบนี้เป็นความแนบแน่นของจิต สงบที่แน่นหนามั่นคงมาก ความคิดความปรุงไม่อยากคิด มันรำคาญ ถึงขั้นที่จิตสงบจริงๆ แล้วความคิดความปรุงนี้มันรำคาญนะ ไม่อยากคิด แต่ก่อนไม่ได้คิดได้ปรุงอยู่ไม่ได้ มันกวน ต้องคิดเรื่องนั้นคิดเรื่องนี้ อยากคิดอย่างนั้น อยากคิดอย่างนี้ แต่พอจิตเข้าสู่ความสงบขั้นแน่นหนามั่นคงที่เรียกว่าสมาธินี้แล้วมันไม่อยากคิด อยู่สักเวลาเท่าไรก็มีแต่ความรู้เด่นอยู่นั้น ความคิดความปรุงไม่มีที่จะมารบกวนใจ

นั่นเรียกว่าจิตเป็นสมาธิแน่นหนามั่นคง พร้อมกับการติดด้วย ถ้าได้เข้าสมาธิแล้วนั่งสักกี่ชั่วโมงมันก็ไม่สนใจ เพราะไม่เจ็บปวดแสบร้อนอวัยวะใดๆ มีแต่ความเย็นใจอย่างลึกซึ้ง เรียกว่าจิตเป็นสมาธิสงบแน่ว มีแต่ความรู้อันเดียว ไม่มีอะไรเข้ามาแฝงเลย นี่เรียกว่าจิตเป็นสมาธิแท้ แน่นหนามั่นคงแล้ว ไม่มีความคิดความปรุงใดเข้ามาแทรกเลย จากนั้นมันก็ติด ไม่อยากคิดอยากปรุง นั่งกี่ชั่วโมงก็นั่งได้อยู่ได้สบาย ไม่อยากคิดอยากปรุงอะไร

นี่ละถ้าไม่มีผู้เตือนแล้วติด ขั้นสมาธินี้ติดได้แค่นั้นเท่านั้น แต่นี้เรายังดีมีพ่อแม่ครูจารย์มั่นมาไล่ออกจากสมาธิให้ออกทางด้านปัญญา พอออกทางด้านปัญญามันก็ผึงเลยเชียว เพราะสมาธิมันพอตัวแล้ว ปัญญาควรจะออกพิจารณาเรื่องธาตุเรื่องขันธ์สกลกายภายในภายนอกได้แล้วมันก็ออกเรื่อย ทีนี้มันก็พุ่งๆ เลยละที่นี่ จากนั้นไปก็เป็นสติปัญญาอัตโนมัติ ออกไม่หยุดไม่ถอยทั้งวันทั้งคืน เพลินในการแก้กิเลส ระยะนี้ไปแล้วเรียกว่าความเพียรขี้เกียจไม่มี ต้องได้รั้งเอาไว้ คือมันพุ่งๆ ของมัน มันดูดดื่ม เพื่อหลุดเพื่อพ้นโดยถ่ายเดียวๆ เท่านั้น

ที่นี่ความเพียรไม่มีวันมีคืน ถ้าไม่บังคับเอาไว้มันจะไม่นอน กลางวันก็จะไม่นอน กลางคืนก็จะไม่นอน กิเลสกับธรรมฟัดกันไม่หยุดไม่ถอย หมุนกันตลอด เหมือนนักมวยเขาเข้าวงในกัน ซัดกันตลอดเลย ต้องมีสมาธิเข้ายับยั้งเอาไว้ พักตัวเข้าสู่สมาธิบ้าง พักตัวเพื่อการหลับนอนผ่อนคลายธาตุขันธ์บ้าง จากนั้นมาก็ออกทางด้านปัญญา พอออกทางด้านปัญญานี้มันพุ่งเลยนะ มันไม่รอละ มันออกได้ตลอดเวลา ถึงขั้นสติปัญญาออกก้าวเดินแล้วต้องได้รั้งเอาไว้ ไม่รั้งเอาไว้มันจะเลยเถิด รั้งด้วยสมาธิให้สงบใจ

อย่างที่เคยพูดให้ฟังไม่มีอะไรเป็นเครื่องต้านทานหรือเครื่องยึดเครื่องเกาะ ก็เอาพุทโธมา คือจิตนี่มันพุ่งๆ ทางด้านปัญญา เราจะห้ามเฉยๆ ไม่ให้มันออกไม่ได้ กระแสของสติปัญญานี้รุนแรงมาก จึงต้องเอาคำบริกรรมเข้ามาบังคับให้อยู่กับพุทโธ นี่เราเคยทำมาแล้วเวลาจิตหักห้ามไม่อยู่ คือมันผาดโผนโจนทะยานทางด้านสติปัญญามากทีเดียว พอยับยั้งเข้าสู่สมาธิให้เป็นความสงบใจมันไม่ยอมอยู่ จึงต้องเอาคำบริกรรมเข้ามา เช่นพุทโธ บังคับให้อยู่กับคำว่าพุทโธ หรือคำบริกรรมใดก็ตาม ตามแต่จริตนิสัยชอบ แล้วให้สติจับอยู่กับนั้น คำบริกรรมนั้นให้ติดกับจิต สติติดกับคำบริกรรม เช่นเรากำหนดพุทโธก็ให้อยู่กับพุทโธ ไม่ให้ออกไปไหน ให้อยู่กับพุทโธๆ แล้วจิตก็ค่อยสงบเข้ามาๆ ลงถึงฐานแห่งความสงบ ทีนี้เหมือนถอดเสี้ยนถอดหนาม สบาย เบาหมดเลยที่นี่

นั่นละจิตเข้าพักตัวด้วยสมาธิ เวลาเข้าพักตัวได้กำลังพอสมควรที่จะออกทำงานด้วยปัญญาได้แล้วก็ออก พอออกนี้ก็ดีดผึงเลยทันที ทางด้านปัญญามันคล่องตัวอยู่แล้วมันก็ออกเลย ถึงเวลามันเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามากๆ ก็ต้องรั้งเข้ามาสู่สมาธิมีคำบริกรรมพุทโธเป็นหลักยึดเกาะเอาไว้กับนั้น ทำอย่างนี้ไปเป็นประจำ ถ้ามันเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามากเราจะห้ามให้มันหยุดเฉยๆ ห้ามไม่ได้ ต้องเอาคำบริกรรมเข้ามาให้จิตยึดคำบริกรรม สติติดอยู่กับคำบริกรรม ทีนี้จิตก็สงบแน่วลงไปๆ พอได้กำลังแล้วก็ถอยออกมา ออกทางด้านปัญญา

ทำอย่างนี้เรียกว่าเหมาะสม คือถ้าเราทำการทำงานเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าแล้วก็มาพักผ่อนนอนหลับ หรือรับประทานอาหาร จากนั้นเมื่อกำลังควรแก่การงานแล้วก็ออกทำงานอีก อันนี้จิตเมื่อมีความสงบแล้วก็ควรแก่การพิจารณาทางด้านปัญญา พอปล่อยนี้สติปัญญามันจะออกผึงๆ เลย นี่การภาวนาของท่านเป็นอย่างนั้น ให้พากันจำเอา นักปฏิบัติจิตตภาวนาต้องมีครูมีอาจารย์แนะ ไม่เช่นนั้นมันทำสุ่มสี่สุ่มห้าเสียเวล่ำเวลา ผลไม่ได้เท่าที่ควร แต่เมื่อมีครูมีอาจารย์คอยแนะคอยบอกแล้วดำเนินตามนั้น ไม่เสียเวล่ำเวลา ผลประโยชน์ก็ได้ตามกำลังของตนๆ นี่ละเรื่องพิจารณาทางด้านปัญญา

ปัญญานี่ถึงขั้นแก่กล้าสามารถแล้วจะเป็นเหมือนธรรมจักร ท่านว่าสติปัญญาอัตโนมัติ คือทำงานแก้กิเลสโดยลำพังตนเอง ไม่ต้องได้บังคับบัญชา ยืนเดินนั่งนอนเว้นแต่หลับสติปัญญากับกิเลสจะฟัดกันตลอดเลย ไม่มีหยุดมียั้ง นั่นถึงขั้นสติปัญญาอัตโนมัติเป็นอย่างนั้น นักภาวนาจะรู้เอง เมื่อถึงขั้นรู้อย่างนี้แล้วปิดไม่อยู่ ต้องรู้ พิจารณาก็หนักเข้าๆ ถึงเวลาพักก็ให้พักอย่างที่ว่านี่ พักในสมาธิด้วยคำบริกรรมคำใดก็ได้ โดยมีสติเป็นเครื่องกำกับรักษาจิตไม่ให้ออกคิดทางด้านปัญญา ให้อยู่กับคำบริกรรมคำเดียว จิตก็สงบ

พอจิตสงบลงไปจิตก็ได้กำลัง เหมือนเราเข้าพักผ่อนนอนหลับ พอตื่นนอนขึ้นมามีกำลังแล้วควรแก่การงานอีกทำงานอีก อันนี้พอจิตถอยออกมาจากความสงบนั้นแล้วก็ควรแก่ทางด้านสติปัญญาต่อไป ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ทั้งทำทั้งพัก เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าแล้วพัก พักได้กำลังแล้วก็ออกทำงานจนกว่าถึงที่สุดวิมุตติหลุดพ้นด้วยอำนาจแห่งปฏิปทาที่ราบรื่นดีงามโดยทางสมาธิและทางปัญญา ต่างทำหน้าที่ของตนต่างวาระกัน มีพักบ้าง มีทำงานบ้าง อย่างนี้เรื่อยไป เมื่อถึงขั้นที่ควรจะหลุดพ้นแล้ว สติปัญญานี้ละหมุนเข้าไปๆ

สุดท้ายกิเลสขาดสะบั้นไปจากใจไม่มีอะไรเหลือเลย ทีนี้โลกนี้ว่างไปหมดเลย ไม่มีอะไรในใจ เรื่องต้นไม้ภูเขาดินฟ้าอากาศสิ่งต่างๆ นั้นน่ะเขามีอยู่ตามธรรมชาติของเขา แต่อำนาจแห่งความว่างของจิตที่หลุดพ้นแล้วจากกิเลสทั้งปวง มันว่างนี้ครอบไปหมดเลย ต้นไม้ภูเขาไม่มีในความรู้สึก ความรู้สึกคือใจนี้มีแต่ความว่างเต็มตัว ว่างครอบโลกธาตุ ทั้งๆ ที่ต้นไม้ภูเขาดินฟ้าอากาศมีอยู่ตามเดิม แต่ความว่างของจิตมันครอบไปหมด สิ่งเหล่านี้ไม่มี

นั่นละท่านว่าสุญฺญโต โลกํ ที่พระพุทธเจ้าสอนพระโมฆราช มานพคนที่ ๑๖ ที่มาศึกษากับพระพุทธเจ้าว่า

สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ      โมฆราช สทา สโต

อตฺตานุทิฏฺฐึ อูหจฺจ          เอวํ มจฺจุตฺตโร สิยา

เอวํ โลกํ อเวกฺขนฺตํ         มจฺจุราชา ปสฺสติ.

ดูก่อนโมฆราช เธอจงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ พิจารณาโลกให้เป็นของสูญเปล่า ถอนอัตตานุทิฏฐิความเห็นว่าเราว่าเขาซึ่งเป็นเหมือนก้างขวางคอนี้ออกเสีย จะหลุดพ้นจากกิเลสโดยชอบ พญามัจจุราชจะตามไม่ทันผู้พิจารณาโลกเป็นของว่างเปล่าอยู่อย่างนี้ ท่านสอนพระโมฆราช ทีนี้พระโมฆราชก็จวนจะบรรลุธรรมอยู่แล้ว ก็บรรลุธรรมได้อย่างรวดเร็ว เป็นจิตที่ว่างเปล่าสูญเปล่าไปหมด ทีนี้จิตของผู้ใดก็ตามเมื่อกิเลสตัวปิดบังหุ้มห่อได้ขาดสะบั้นลงไปจากใจแล้วใจนี้จะว่างเหมือนกันหมด จะเรียกว่าเป็นพระโมฆราชเหมือนกันหมดก็ได้ ไม่ผิด เพราะธรรมชาตินี้เหมือนกัน

นี่ละการภาวนาเมื่อมันเป็นมันก็เป็นแบบเดียวกัน รู้แบบเดียวกัน เห็นแบบเดียวกัน บริสุทธิ์แบบเดียวกัน โลกว่างโลกสูญก็เป็นแบบเดียวกัน ไม่มีที่ขัดแย้งกัน แต่ท่านยกเรื่องพระโมฆราชมาเป็นเอกเทศเท่านั้น พอใครก้าวเข้าไปถึงนั้นแล้วก็เป็นพระโมฆราชด้วยกันหมดนั่นแหละ นี่ธรรมพระพุทธเจ้าสดๆ ร้อนๆ นะ ไม่ใช่จืดจางว่างเปล่า เป็นกาลเป็นเวลาสมัยนั้นสมัยนี้ เหมือนโลกเขาสมมุติ กิเลสสมมุติ ธรรมนี้เป็นสวากขาตธรรม เป็นอกาลิโก ตรัสไว้ชอบแล้วด้วย ไม่เลือกกาลเลือกเวลาด้วย เมื่อถึงขั้นที่จะหลุดพ้นหลุดพ้นได้ด้วยกัน

เหมือนเขาสั่งสมกิเลส กิเลสก็เป็นอกาลิโก ทำให้เป็นบาปเมื่อไรเป็น ทำให้เป็นบุญเมื่อไรเป็น สั่งสมกิเลสไม่หยุดไม่ถอยก็เป็นอกาลิโกเหมือนกัน เมื่อสั่งสมคุณธรรมเข้าสู่ใจหนักเข้าๆ มันก็เป็นอกาลิโก สุดท้ายก็หลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงโดยชอบ นั่นท่านปฏิบัติ ธรรมเหล่านี้เป็นธรรมสดๆ ร้อนๆ อย่าเข้าใจว่าไปอยู่ในตู้นั้นหีบนี้  เขาลูกนั้น ถ้ำนี้ อยู่ในช่องในรูที่ไหนนะ อยู่ที่หัวใจเรา กิเลสก็อยู่ที่หัวใจ ปิดบังกันอยู่ที่หัวใจ

เวลาเปิดกิเลสออกด้วยจิตตภาวนาแล้วจะค่อยเบิกกันออกๆ ที่มันมืดตื้อแล้วมันจะขยายตัวออก เพราะอำนาจแห่งน้ำสะอาดคือธรรมชะล้างไปโดยลำดับลำดา จิตก็มีความสว่างไสวขึ้นมาจนถึงขั้นที่ว่ากิเลสขาดสะบั้นไปจากใจ ใจกลายเป็นธรรมชาติที่สว่างจ้าครอบโลกธาตุ ไม่มีอะไรปิดบังใจนี้ได้เลย นั่นน่ะใจของท่านผู้บริสุทธิ์เป็นใจที่สว่างครอบโลกธาตุ ไม่มีอะไรมาปิดบัง ต้นไม้ภูเขาเป็นเรื่องของเขา จิตที่ไปยึดไปถือต้นไม้ภูเขาดินฟ้าอากาศถอนตัวหรือว่าครอบไปหมด กลายเป็นจิตที่ว่างเปล่าไปหมดโดยสิ้นเชิงครอบโลกธาตุ คือจิตท่านผู้สิ้นกิเลสแล้ว เป็นจิตที่สว่างไสวครอบแดนโลกธาตุ

นี่ละจิตดวงนี้ ผู้สิ้นกิเลสแล้วถึงจะได้ครองใจดวงนี้ ถ้ากิเลสยังอยู่ก็ยังต้องมีความมัวหมองตามขั้นตามภูมิของกิเลสที่มีหนาบางต่างกัน พอกิเลสบางลงไปใจก็จะสว่างไสวขึ้นมา จนกระทั่งกิเลสขาดสะบั้นไปจากใจนี้แล้วความสว่างจ้าไม่ต้องบอก เพราะใจนี้โดยหลักธรรมชาติสว่างอยู่แล้ว เป็นแต่เพียงกิเลสปิดบังไว้เท่านั้น เมื่อชำระกิเลสหมดโดยสิ้นเชิงแล้วก็สว่างจ้าไปหมดเลย นี่ละความอัศจรรย์สุดโลกสุดสงสาร สมมุติเอื้อมไม่ถึงก็คือความอัศจรรย์ของจิตที่หลุดพ้นนี้แหละ

พอพูดอย่างนี้แล้วมันไปสัมผัสเรื่องของเราที่เคยผ่านมา ดูเหมือนได้พูดให้บรรดาลูกหลานพี่น้องทั้งหลายฟังบ้างพอสมควรแล้ว โดยที่เราไม่คาดไม่คิดนะ ดังที่พระพุทธเจ้าท่านปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า ตอนนั้นท่านยังมีกิเลสท่านปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า พอถึงขั้นเป็นพระพุทธเจ้าเต็มภูมิแล้ว เรื่องธรรมอันนั้นเลิศเลอสุดขีดสุดแดนสุดวิสัย ประหนึ่งว่าของโลกนี้ทั้งหมดจะรู้ได้เห็นได้เลย พระองค์จึงทรงท้อพระทัย เวลาจ้าขึ้นมานี้มันเลิศเลอสุดขีดสุดแดน ประหนึ่งว่าสัตว์โลกนี้ไม่มีใครที่จะรู้ได้เห็นได้ เพราะเป็นธรรมที่เลิศเลอสุดยอด จึงทรงท้อพระทัย ทั้งๆ ที่ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าจะสอนโลกอยู่แล้ว พอหลักธรรมชาติแห่งธรรมที่จะสอนโลกได้ปรากฏขึ้นมันเลยความคิดความคาดไปหมด เป็นธรรมที่อัศจรรย์เกินคาดเกินหมาย ประหนึ่งว่าจะไม่มีใครรู้ได้เห็นได้เลยธรรมประเภทนี้ อัศจรรย์เกินคาด

นี่ละที่ว่าพระองค์ทรงท้อพระทัยทั้งๆ ที่ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า พอได้ตรัสรู้ขึ้นมาเป็นพระพุทธเจ้าแล้วทรงท้อพระทัยในเวลานั้น ดังที่ท่านแสดงว่าท้าวมหาพรหมมาอาราธนาที่ว่า พฺรหฺมา โลกาธิปตี สหมฺปติ นั้นน่ะ ท้าวมหาพรหมมาอาราธนาพระพุทธเจ้าให้ทรงโปรดสัตว์โลก เพราะผู้มีมลทินอันเบาบางยังมีอยู่มาก ไม่ได้มืดหนาสาโหดเหมือนกันไปหมด ขอพระองค์จงทรงเมตตาบรรดาสัตว์โลกที่มีนิสัยอยู่บ้างพอได้เพิ่มพูนบุญกุศลของตนให้หลุดพ้นจากทุกข์ได้

นี่เป็นท้าวมหาพรหมมาอาราธนาพระพุทธเจ้าให้ทรงแสดงธรรม โดยเห็นว่าพระพุทธเจ้าทรงท้อพระทัยจะไม่สั่งสอนสัตว์โลก ความจริงใครจะรู้ยิ่งกว่าศาสดาองค์เอก ท้าวมหาพรหมก็ยังมีกิเลส พระพุทธเจ้าสิ้นกิเลสแล้ว แต่ความประเสริฐเลิศเลอที่พระพุทธเจ้าทรงท้อพระทัยนั้น ก็เข้ากันได้กับที่ท้าวมหาพรหมมาขออาราธนา อย่าด่วนท้อพระทัย แต่ความลึกซึ้งของศาสดาองค์เอกที่ครอบอยู่ในการที่จะนำธรรมมาสอนโลกนี้ก็เต็มพระทัยอยู่แล้วพระองค์จะสงสัยอะไร ถึงกับว่ามืดหนาสาโหด ขนาดที่ท้าวมหาพรหมได้มาอาราธนาให้แสดงธรรมสอนสัตว์ จึงแสดงธรรมสอนสัตว์ด้วยคำอาราธนาของท้าวมหาพรหม ลักษณะเป็นอย่างนั้น แต่ความจริงพระองค์ทรงซาบซึ้งยิ่งกว่าท้าวมหาพรหม

นี่คือธรรมที่เลิศเลอขนาดนี้ จนทำให้ท้อพระทัยไม่อยากสั่งสอนสัตว์โลก เป็นอย่างไรอัศจรรย์ขนาดไหน ประหนึ่งว่าไม่มีใครจะรู้ได้เลยธรรมประเภทนี้ ในขณะนั้นรู้เฉพาะพระองค์เดียวเท่านั้นที่ตรัสรู้ผางขึ้นมา ไม่เหมือนอะไรเลย สามแดนโลกธาตุไม่มีอะไรเหมือน ธรรมชาตินี้เลยโลกเลยสงสารไปแล้ว แล้วสอนใครใครจะไปรู้เรื่องรู้ราว เขาก็จะหาว่าบ้าว่าบอไปหมด พูดสอนไปให้เสียเวล่ำเวลาทำไม อยู่ไปกินไปวันหนึ่งๆ พอถึงกาลแล้วก็นิพพานไปเสียเท่านั้น

นี้ในขณะแรกที่ธรรมอัศจรรย์นี้ปรากฏขึ้นมาในพระทัย แล้วท้าวมหาพรหมจึงมาอาราธนา ความจริงแล้วพระองค์ทรงทราบยิ่งกว่าท้าวมหาพรหม แต่เวลาพระองค์ทรงท้อพระทัย ท้าวมหาพรหมมาอาราธนาก็ถูกต้องตามขั้น ส่วนใหญ่ที่ครอบไปแล้วในการจะสั่งสอนโลกมันอยู่กับศาสดาองค์เดียวนี้ ไม่ได้อยู่กับท้าวมหาพรหม ท่านจะไม่สั่งสอนโลกได้อย่างกว้างขวางมากมายได้อย่างไร

ทีนี้ก็ย่นเข้ามามันมาเกี่ยวข้องกัน เราตัวเท่าหนูนี่เป็นได้นะ จึงได้ยอมรับที่เวลาปฏิบัติๆ ไปถึงขั้นนี้แหละพูดง่ายๆ เราบอกเวลาเลยตามที่เคยบอก อยู่หลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ จังหวัดสกลนคร เวลาห้าทุ่ม ตอนนั้นกำลังพิจารณาถึงวาระสุดท้ายที่มันจะคว่ำวัฏจักรวัฏวนออกจากใจ มันขึ้นเป็นกลางๆ รำพึงนิดหน่อย คือมันหมดที่จะพิจารณาแล้ว หมด สามแดนโลกธาตุนี่พิจารณารอบหมด ปล่อยวางหมด แต่ยังเหลืออยู่ที่จิต กิเลสอยู่ที่จิต มันยังติดข้องอยู่ที่จิต

พอพิจารณารวมลงมาถึงจุดนั้นก็มีความรำพึงขึ้นมาว่า ทำไมจิตดวงเดียวนี้จึงเป็นได้หลายอย่างนัก เวลามันจะคว่ำโลกธาตุนะ จิตดวงเดียวนี้ทำไมจึงเป็นได้หลายอย่างนัก เดี๋ยวว่าดี เดี๋ยวว่าชั่ว เดี๋ยวว่าสุข เดี๋ยวว่าทุกข์ แม้จะไม่มีมากมายแต่ก็เป็นเครื่องหมายให้ทราบแล้วว่าสิ่งเหล่านี้มี เศร้าหมองก็มีตามธรรมขั้นนั้น ผ่องใสก็มีในธรรมขั้นนั้น ยังไม่ใช่ขั้นหลุดพ้น รำพึงว่าดีว่าชั่วก็มีตามธรรมขั้นนี้ สุขทุกข์ก็มีอยู่ตามธรรมขั้นนี้

พออันนี้ยุติลงไปปั๊บมันรำพึงในขณะที่มันจะเป็นขึ้นมา มันรำพึงว่าทำไมจิตดวงเดียวนี้มันจึงเป็นได้หลายอย่างนัก เดี๋ยวว่าดี เดี๋ยวว่าชั่ว เดี๋ยวว่าสุข เดี๋ยวว่าทุกข์ หาความแน่นอนไม่ได้ มันเป็นอะไร จิตก็จิตดวงเดียว รู้อย่างเดียว ทำไมมันจึงมีหลายสันพันคมมากนัก นี่เป็นความรำพึงในขณะนั้น สักเดี๋ยวธรรมะอันหนึ่งผุดขึ้นมาละ ครั้งสุดท้ายนะ พอพิจารณาสิ่งเหล่านี้ยุติลง จิตสงบลง แล้วพระธรรมผุดขึ้นมาเป็นคำๆ คำว่าสุขก็ดี คำว่าทุกข์ก็ดี คำว่าเศร้าหมองก็ดี คำว่าผ่องใสก็ดี ธรรมเหล่านี้เป็นอนัตตานะ นี้เป็นคำสอนผุดขึ้นมาเป็นคำๆ ในหัวใจเรานี้แหละ

พอคำสอนอันนี้สอนขึ้นมาดับลงไปเท่านั้น จิตตอนนั้นจะว่าทำงานอะไรก็ไม่ทำ จะว่าเจาะจงอะไรก็ไม่เจาะจง จะว่าเผลอไปที่ไหนก็ไม่เผลอ อยู่กลางๆ ไม่ทำงานอะไรเลย นั่นละขณะโลกธาตุหวั่นไหวขึ้นที่นั่น พอว่าเท่านั้นจิตก็นิ่งอยู่ท่ามกลางแห่งความวางเฉย จะว่าตั้งหน้าเฉยเสียจริงๆ ก็ไม่ใช่ เพราะจิตนี่มันละเอียดสุดยอดแล้ว ว่าวางเฉยมันก็ยังหยาบนะ เฉยอันนั้นไม่ใช่เฉยอย่างนี้ ทีนี้พอคำดำรินี้ตกลงไปทั้งสองอย่าง ที่ว่าธรรมเหล่านั้นสุขก็ดี ทุกข์ก็ดี เศร้าหมองก็ดี ผ่องใสก็ดี เหล่านี้เป็นอนัตตานะ

พูดง่ายๆ คือว่ายังเป็นวัฏวนไม่ควรจะยึดมั่นถือมั่น ไม่ควรจะตายใจกับมัน ความหมายว่าอย่างนั้น พอว่าอย่างนั้นแล้วจิตหยุดพัก ทีนี้จะว่าทำอะไรก็ไม่ทำ จะว่าเจาะจงกับสิ่งใดก็ไม่ใช่ จะว่าเผลอไปไหนก็ไม่เผลอ อยู่กลางๆ อย่างนั้น สักเดี๋ยวก็ผางขึ้นมาเลยที่นี่ โหย เหมือนฟ้าดินถล่มเลยนะ ลักษณะอันหนึ่งเป็นภาพที่ปรากฏขึ้นมาในขณะที่จิตมันคว่ำวัฏจักรนั้นน่ะมันเหมือนหน่อมะพร้าว หน่อมะพร้าวมันคว่ำ มันเป็นต้นมะพร้าวเล็กๆ มันเป็นภาพนะ ภาพละเอียด เป็นข้อเทียบเคียงกันกับจิตที่ละเอียดในขณะนั้น

พอว่าเท่านั้นแล้วมันก็พรึบ ทีนี้ต้นมะพร้าวเล็กๆ นี้เหมือนกับว่ามันคว่ำลงไปเลย คว่ำลงไปพร้อมกันกับจิตที่แสดงโลกธาตุไหวนั่นละ พรึบลงพร้อมกันเลย คราวนี้มันจ้าขึ้นมา โอ้โห นี่ฟังเสียท่านทั้งหลายฟัง เทศน์คำนี้ดูเรายังไม่เคยเทศน์ที่ไหน หากจะมีบ้างก็นานแสนนานถึงจะได้พูดคำนี้ขึ้นมา พอต้นมะพร้าวเล็กๆ คว่ำลงพร้อมกับขณะที่จิตมันพลิกตัวพรึบเท่านั้นละมันก็จ้าขึ้นมาเลย ทีนี้แดนโลกธาตุเหมือนหนึ่งว่าหวั่นไหวไปหมดเลย ร่างกายนี้สะดุ้งผึงเลยนะ อยู่ธรรมดาเรานี้ละแต่เวลามันแสดงฤทธิ์เดชของจิตที่มันแสดงลวดลายในเวลานั้นมันเหมือนโลกธาตุหวั่นไหวนะ คือเป็นเรื่องหนักมาก เป็นเรื่องที่ว่าอัศจรรย์มาก อะไรก็มากๆๆ เกินไปหมดนั่นแหละ

นั่นละที่ว่าเหมือนโลกธาตุคว่ำ หรือว่าเหมือนโลกธาตุไหว เหมือนฟ้าดินถล่มตอนนั้นนะ มันพลิกลงผึง จากนั้นมาก็จ้าเลย พอจ้าแล้ว โอ้โห ทีนี้หมดขณะจ้าเสียก่อน พอคลี่เรื่องจ้าลงไปแล้วทีนี้มันจ้าไปหมด มองไปไหนนี้มันครอบโลกธาตุ โอ้โห จิตดวงนี้ทำไมเป็นอย่างนี้ จิตของเราทำไมเป็นอย่างนี้ เราไม่เคยคาดเคยคิดว่าจะเป็นอย่างนี้ได้ ทีนี้ทำไมเป็นอย่างนี้ คำว่าพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ที่เราเคยระลึกติดหัวใจเรามาตั้งแต่วันระลึกถึงพุทโธ ธัมโม สังโฆได้มาจนกระทั่งถึงบัดนี้ บัดนี้พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร เป็นแล้วนะนั่น พุทโธ ธัมโม สังโฆ รวมเป็นอันเดียวเป็นธรรมแท่งเดียว มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร นั่นพร้อมรับความอัศจรรย์

มองดูโลกธาตุ ทีนี้เอาละนะที่นี่พลิกแล้วนะ พออันนี้เป็นขึ้นมาแล้วสามโลกธาตุหรือโลกธาตุไหนก็ตามมันไม่มีอะไรเหมือนธรรมชาติอันนี้ มันเหนือไปหมด แล้วก็จะคิดมันก็เป็นของมันอีกว่า ประหนึ่งว่าไม่มีใครที่จะรู้ได้เห็นได้อย่างนี้ สอนใครจะสอนไปทำไม สอนไปก็ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร สอนให้เสียเวล่ำเวลาทำไม เราปฏิบัติมาแทบล้มแทบตายพึ่งมาปรากฏนี้..เขาไม่ทราบเขาปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติ เขาจะไปสามารถรู้ได้อย่างไร ลงธรรมที่อัศจรรย์ถึงขนาดนี้แล้ว ทีนี้ท้อนะท้อใจไม่อยากสอนใคร เออ พูดไปที่ไหนสอนไปที่ไหนคำพูดนี้จะไม่เกิดประโยชน์ เขาจะหาว่าเป็นบ้าเป็นบอไปเสีย แล้วพูดไปหาอะไร อยู่ไปกินไปวันหนึ่งๆ พอถึงกาลเวลาแล้วก็ไปเสียเท่านั้น จากนั้นก็ทอดธุระจะไม่สอนใคร

สักเดี๋ยวธรรมอันหนึ่งขึ้นอย่างรุนแรงนะ นี่ละธรรมเกิด ธรรมเตือน ตอนนี้มันจะทอดธุระนะจิตว่าจะไม่สอนใครเลย สอนใครใครเขาก็ไม่รู้เรื่องๆ เขาจะหาว่าบ้าว่าบอไปหมด แล้วจะสอนใคร เมื่อไม่สอนไม่พูดก็ไม่มีใครว่าบ้า เราอยู่ตามธรรมชาติของเรานี้พอถึงกาลเวลาแล้วก็ไปเสียเท่านั้นแหละ พอว่าอย่างนั้นพระธรรมอันหนึ่งขึ้นมาอย่างรุนแรง ก็เมื่อธรรมเหล่านี้ว่าไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้เห็นได้ ว่าเป็นของเลิศเลอของประเสริฐสุด ไม่มีใครสามารถจะรู้ได้เห็นได้ แล้วเราเป็นเทวดามาจากไหนทำไมรู้ได้เห็นได้ พระพุทธเจ้า-พระสาวกทั้งหลายท่านเป็นคนเหมือนกันท่านทำไมรู้ได้เห็นได้ เราก็เป็นคนเหมือนกัน หรือว่าตัวเท่าหนูนี้ก็ยังรู้ได้เห็นได้

ธรรมเหล่านี้เห็นได้เพราะเหตุใด นี่ละที่ลง เพราะเหตุใด พอว่าเพราะเหตุใด นี้มันเป็นสายทางมา เป็นสายบารมีของผู้สร้างบุญสร้างกุศลมามากน้อยใกล้เข้ามาๆ สายทางที่จะก้าวขึ้นสู่ความพ้นทุกข์ ที่จะเข้าถึงนิพพานพูดง่ายๆ ว่าอย่างนั้น สายทางใกล้เข้ามา ต่างคนต่างมีวาสนาด้วยกันมากน้อย ปฏิเสธกันไม่ได้ นี่รู้ได้เพราะเหตุใด เพราะมีวาสนา สายบุญสายกรรมที่เราได้สร้างมามากน้อยเพียงไรไม่ต้องไปนับมันละ มันหากเป็นสายมาเลย เป็นสายบุญสายกรรมของผู้นั้น

เหมือนเรารับประทานมาตั้งแต่วันเกิดเรานับคำข้าวของเราได้ไหม แต่เราปฏิเสธตัวของเราได้ไหมเราโตขนาดนี้มาจากอะไร อันนี้ก็เหมือนกันถึงอรรถถึงธรรมทั้งหลายที่เราสร้างมามากน้อยจะมาถึงขั้นนี้แบบเดียวกัน มาพิจารณารู้ได้เพราะเหตุใด มันก็คิดเห็นบารมีของสัตว์โลก อย่างที่เราสร้างมาเราก็รู้ได้เพราะเหตุนี้ ก็เพราะบารมีของเราที่สร้างมามาถึงขั้นนี้จนผ่านได้ ผู้มีบารมีเหมือนกันที่ใกล้เข้ามาก็ผ่านได้เหมือนกัน ทำไมจะรู้ไม่ได้ รู้ได้เพราะเหตุใด อันนี้สายทางมีอยู่ ยอมรับนะ

ทีแรกมันท้อใจจะไม่สอนใครเลย อยู่คนเดียวไปวันหนึ่งๆ ถ้าธรรมดาตายไปนานแล้วถ้าเอาตามความคิดอันนั้น คือท้อใจแล้วจะไม่สอนใคร จะอยู่ในป่าในเขาอย่างนั้นวันหนึ่งๆ พอถึงกาลเวลาแล้วไปเสียเท่านั้น สอนให้ลำบากลำบนอะไร ดีไม่ดีเขาจะหาว่าบ้าไปอีก เราไม่ได้เป็นบ้า แต่เขาจะเป็นบ้าเพิ่มเข้าอีก ไม่สมควรที่จะสอนคน ทอดธุระแล้วนะ

พอว่าอย่างนั้นธรรมอันนี้ขึ้นมาอีก ว่าธรรมนี้สุดวิสัยไม่มีใครสามารถจะรู้ได้ เราเป็นเทวดามาจากไหนถึงรู้ได้เห็นได้ พระพุทธเจ้าก็เป็นคนเหมือนกันกับเรา สาวกทั้งหลายเป็นคนเหมือนกับเรา สอนได้ รู้ได้ เห็นได้ เราทำไมรู้ได้เห็นได้ มนุษย์ทั้งหลายเขาก็เหมือนกันกับเราเขาทำไมรู้ไม่ได้เห็นไม่ได้เมื่อความดีงามมีอยู่ บารมีมีอยู่ ยอมรับ อ๋อ รู้ได้ นั่นยอมรับนะ ตรงนี้ยอมรับปฏิเสธไม่ได้เลย เพราะต่างคนต่างมีบุญวาสนาบารมีมาหนักเบามากน้อยต่างกันเพิ่มขึ้นทุกวันๆ ค่อยหนาแน่นขึ้นมาๆ สุดท้ายก็ผ่านพ้นได้

นี่ละธรรมที่เป็น ทีแรกมันทอดธุระ ไม่อยากจะพูดให้ใครฟังเลย เพราะไม่มีอะไรที่จะเหมือนอันนี้ อันนี้มันเลิศเลอ มันสุดแล้ว ไม่มีใครจะมาอาจเอื้อมได้ ประหนึ่งว่าเลิศแต่เจ้าของคนเดียวละซี เราเป็นเทวดามาจากไหนทำไมรู้ได้ ก็เป็นมนุษย์เหมือนเขา พระพุทธเจ้าก็เป็นมนุษย์ สาวกเป็นมนุษย์ คนทั้งหลายสัตว์ทั้งหลายเขาก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน เมื่อปฏิบัติเขาก็ต้องรู้ได้เหมือนกัน อ๋อ นั่นรับนะ อ๋อรู้ได้ นั่นยอมรับ นี่ละเรื่องราวเป็นอย่างนี้

อัศจรรย์ขนาดไหน ถึงขนาดที่ว่าลบหมดว่าไม่มีใครจะรู้ได้เลย แต่ครั้นแล้วตีกันหลายตลบทบทวนไปมา เราไม่ใช่เทวดาเรายังรู้ได้ เขาก็ไม่ใช่เทวดาเขาก็เป็นคนเขาก็รู้ได้ เมื่อวาสนาบารมีมีอยู่รู้ได้เพราะเหตุใด สายบุญสายกรรมมีอยู่ นี่ยอมรับที่จะสอนใครต่อใคร ทีแรกมันท้อใจมันจะไม่สอน คือธรรมชาตินี้เลิศขนาดไหน เลิศในขณะนั้นเหมือนว่าเกินกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่จะนำมาสอนโลกให้รู้ได้ ไม่ใช่วิสัยของธรรมประเภทนั้นที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับโลกสกปรกนี้เลย ว่าอย่างนั้นพูดง่ายๆ

โลกสกปรกก็คือกิเลสมันสกปรกในหัวใจสัตว์ ทีนี้ธรรมชาตินั้นบริสุทธิ์เต็มที่แล้ว ไม่มีกิเลส สะอาดเต็มที่ แล้วจะมาเข้ากับมูตรกับคูถได้อย่างไร ประหนึ่งว่าอย่างนั้น แล้วก็แก้กันมาได้อย่างนี้ ให้พากันจำเอา วันนี้ได้เปิดธรรมะประเภทนี้ให้ท่านทั้งหลายได้ฟัง นี่ละการปฏิบัติมาเมื่อถึงมันเป็นเป็นได้อย่างนี้ เราไม่เคยคาดเคยคิด มันก็เป็นได้ ที่ว่าท้อใจอย่างพระพุทธเจ้าทรงท้อพระทัย เราตัวเท่าหนูมันก็เป็นได้ โห จะสอนไปทำไม นั่น ตัวเท่าหนูมันก็ท้อใจเหมือนกัน แล้วขนาดพระพุทธเจ้าท่านจะไม่ท้ออย่างไร ท่านยิ่งฉลาดแหลมคมสมศาสดา ท่านก็ออกมาอย่างนั้นในตำรามีอย่างนั้น นี่ละธรรม ไม่สุดวิสัยของมนุษย์ผู้มีความอุตส่าห์พยายาม ได้ด้วยกัน จำไว้นะ เทศน์เท่านี้พอแล้ว

 

รับชมและรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน  FM 103.25 MHz

และเครือข่ายทั่วประเทศ

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก