บุญญาบารมีของพี่น้องชาวไทย (ฝนไม่ตกงานผ้าป่าที่ทุ่งศรีเมืองอุดรธานี-สระบุรี)
วันที่ 10 สิงหาคม 2543 เวลา 7:40 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๓

บุญญาบารมีของพี่น้องชาวไทย

(ผู้ฟังเทศน์ประมาณ ๕๐๐ คน)

(วันนี้เป็นวันทำบุญครบรอบคุณพ่อ มาจากเชียงใหม่ หาดใหญ่ มาทำบุญกับหลวงตา เมื่อวานก็ดีใจกับหลวงตา ประทับใจที่สุด น้ำตาร่วงเลยหลวงตา) ประทับใจอะไร( ประทับใจที่คนเยอะเมื่อวานนี้แหละค่ะ แล้วนางฟ้าเทวดาก็ฟังหลวงตาไม่ทำให้ฝนตก ทำให้คนมาทำบุญทำได้เต็มกำลังศรัทธาค่ะ) อันนี้เรายอมรับนะ เราตั้งจิตอยู่นี้นะ ฝนตกขออย่าให้ตกในที่จุดงาน แล้วพอดีข้างนอก ๆ ตกหมดไม่ตกในบริเวณงานจริง ๆ นั่นเห็นไหม เราตั้งใจเพื่อชาติขนาดนั้นนะ

ตั้งจิตพุ่งจิต เอ้า พูดให้ตรง ๆ อย่างนี้เลย มุ่งใส่วงงาน หากจะตก มีความจำเป็นอะไรที่จะตก ก็ขอให้ตกข้างนอก อย่าได้ตกในวงงานซึ่งเป็นงานของชาติทั่วแผ่นดินไทยนี่ ตั้งจิตจริง ๆ เขาว่าฝนตกอุดรฯ เหอ เรางงทีแรก มันยังไงกันนะ พอไปบอกว่าตกหมดข้างนอก แต่ว่าในบริเวณนั้นไม่ตก เอ้อ ยอมรับทันที เป็นอย่างนั้นนะ นี่อำนาจของพี่น้องชาวไทยเราช่วยบันดลบันดาล ข้างนอกตกจริง ๆ ข้างในบริเวณนั้นไม่ตกนะเมื่อวานนี้ เอ้อ เข้าท่าดี (ถวายทองด้วยเจ้าค่ะ) เอ้อ ถวาย คุณแม่อยู่ที่ไหน (อุดรฯค่ะ มาทุกวัน เป็นลูกศิษย์มาหลายปีแล้วค่ะ น้องมาจากเชียงใหม่ นี้มาจากหาดใหญ่ ผ่าตัดหัวใจมาแล้ว ตอนนั้นมาขอเมตตาจากหลวงตาเจ้าค่ะ)

เรากะว่างานนี้คนจะมามาก เพราะเราได้ประกาศมานานด้วยพี่น้องชาวอุดรฯ เรา เฉพาะอย่างยิ่งชาวจังหวัดอุดรฯ ทุกอำเภอทราบทั่วหน้ากันหมด งานนี้ตั้งใจให้เป็นงานหลักอันหนึ่งในนามเราเป็นผู้นำ นี่ละเหตุที่ประกาศมานาน แล้วกลัวว่าจะมีฟ้ามีฝนมีอะไรมาตก เป็นอันตรายต่องานซึ่งมีคนจำนวนมากนี้ เราจึงตั้งใจทำจริง ๆ เมื่อวานนี้ ตั้งใจในจิต หากว่ายังไงก็อย่าให้ได้ตกในบริเวณนั้นซึ่งเป็นเวลาที่มีงาน เราบอกอย่างนั้น

มีคนมาหาเราที่วัด บอกเราก่อนที่เราจะออกไปว่าฝนกระหน่ำใหญ่เลย เราชักงงในใจ เอ๊ ยังไงนา เราไปสอบถามดู ว่าตกจริง ๆ ข้างนอกตกหมด แต่ในบริเวณงานไม่ตก เอ้อ เข้าท่าดี เทวดาฟ้าดินทั้งหลายก็ช่วยพี่น้องชาวไทยเรา รู้สึกว่าราบรื่น เมื่อวานฝนก็ไม่ตกจริง ๆ (ทองคำมาอีกแล้วครับ ๕ บาท เช็ค ๒ หมื่นบาท) เอามาเช็คน่ะ เซ่อ ๆ ซ่า ๆ จะให้เช็คไม่รีบเอามา ยังเซ่อ ๆ ซ่า ๆ เราโมโห เอามาเช็คว่างั้นซี (ลูกศิษย์หัวเราะ)

ต่อไปนี้ผ้าป่าจะเริ่มละ เฉพาะทุ่งศรีเมือง แต่เราไม่อยากอ่านเฉพาะทุ่งศรีเมืองนะ เพราะใครมานี้มางานเพื่องานทุ่งศรีเมือง งานอุดรฯ เราทั้งนั้น เราเลยจะอ่านรวมยอดใหญ่นี้เลย เช่นมาบริจาคที่นี่ก็เพื่องานทุ่งศรีเมืองงานจังหวัดอุดรฯ เรา งานจังหวัดอุดรฯ เราทั้งนั้นนะ มาจากที่ไหน ๆ เราจึงอยากจะรวบมาอ่านทีเดียวเลย นี่เราก็พูดเฉพาะผ้าป่าเมื่อวานนี้ ผ้าป่ามหากุศลของพี่น้องชาวอุดรฯ และแถวใกล้เคียงรวมแล้วทั่วประเทศไทย เมื่อวานนี้มีจุดศูนย์กลางตั้งที่อุดรฯ ได้ทองคำ ๑๕ กิโล ๖๐ บาท ๑๑ สตางค์ (สาธุ) ดอลลาร์ได้ ๙,๖๔๗ ดอลฯ เงินสดได้ ๖,๔๔๘,๒๗๓ บาท (สาธุ) นี่เฉพาะในวงงานอุดรฯ นะ ที่อ่านนี้อ่านเฉพาะในวงงานอุดรฯ ที่บริจาคมาเพื่องานจังหวัดอุดรฯ เรานี้ยังไม่ได้อ่าน นี้อ่านเฉพาะอันนั้นเท่านั้น

ทีนี้อ่านสรุปความ สรุปทองคำ ดอลลาร์ เมื่อวันที่ ๙ ได้ ๑๖ กิโล ๓๓ บาท ๖๔ สตางค์ และดอลลาร์ได้ ๙,๘๖๗ ดอลฯ ทองคำที่ต้องการเข้าคลังหลวงในการช่วยชาติคราวนี้ ๔,๐๐๐ กิโล มอบเข้าคลังหลวงไว้แล้ว ๑,๐๓๗ กิโลครึ่ง ฝากไว้กับคลังหลวง ๑,๐๒๕ กิโล รวมทองคำที่มอบและฝากไว้กับคลังหลวงได้ ๒,๐๖๒ กิโลครึ่ง ทองคำหลังจากมอบและฝากไว้กับคลังหลวงได้มาทีหลังอีกซึ่งยังไม่ได้หลอมได้ ๓๘ กิโล ๒๖ บาท ๑๒ สตางค์ รวมทองคำทั้งหมดได้ ๒,๑๐๐ กิโลครึ่ง ยังขาดทองคำอีก ๑,๘๙๙ กิโลครึ่งจะครบจำนวน ๔,๐๐๐ กิโล

ดอลลาร์ที่จะมอบคลังหลวงในครั้งต่อไปนี้ ๑ ล้านนั้น เวลานี้ได้ โอ๊ย เราไม่อยากอ่านของเก่า มันขาดตลอด เมื่อวานก็ได้เกือบหมื่น มันก็ยังขาดเท่าเดิม ไม่เอาละมันขาดเท่านั้นเท่านี้ เราค่อนข้างจะแน่ใจว่าได้ถึงล้านแล้วเวลานี้ เราไม่อ่านมันละอ่านของเก่า อ่านทีไรก็ขาด ๕ หมื่น ๖ หมื่นอยู่งั้น นี่ก็ ๕,๗๒๐ ดอลฯ คือสมุดนี้เราไม่ได้มาอ่าน ทางฝากก็พอได้พอสมควรแล้วเข้าธนาคาร ๆ พวกดอลลาร์นะ นาน ๆ จะเอาสมุดมาอ่าน ถ้าอ่านให้ครบจำนวนก็ต้องอ่านทางกรุงเทพฯ อีกด้วย เพราะทางโน้นก็มี ดอลลาร์ก็มี ทองคำก็มี กรุงเทพฯ ก็มี อุดรฯ ก็มี ไปกรุงเทพฯ ดอลลาร์เข้าทางโน้นหมด มาอุดรฯ ดอลลาร์เข้าทางนี้หมด ทีนี้เวลาจะต้องการจำนวนที่แน่นอนจึงต้องอ่านทั้งสองบัญชีเลย

นี่อ่านทีไรมันก็ขาด ๗ หมื่น ๘ หมื่นอยู่อย่างนั้น แต่ดอลลาร์เข้าทุกวัน เพราะมันไม่ได้ดูบัญชี เราไปทราบทีหลัง นาน ๆ จะอ่านทีนึงให้พี่น้องทั้งหลายทราบ ยังไงก็ตามสิ่งเหล่านี้เราแน่ใจของเราร้อยเปอร์เซ็นต์ตลอดมานะ ไม่มีด่างพร้อยเลย จะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม ผู้เก็บทรัพย์นี้ก็เป็นหัวใจเดียวกับเรา เข้าปั๊บ ๆ ตลอดมาไม่เคยเคลื่อนไหวให้เราเห็นนะว่าผิดพลาดด้วยเจตนา ไม่มี บรรดาผู้ที่ทำแทนหัวใจเรานะ ไม่เคยมี นี่เราคิดว่าค่อนข้างจะถึงล้านแล้วแหละอันนี้นะ เพราะมันก็ขาดมานานแล้ว

ทองคำเมื่อวานเฉพาะในงานอุดร ฯ ได้ ๑๕ กิโล ๖๐ บาท ๑๑ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๙,๖๔๗ ดอลฯ เงินสดได้ ๖,๔๔๘,๒๗๓ บาท ขอให้พี่น้องชาวอุดรฯ และแถวใกล้เคียงอนุโมทนาตามนี้อีกด้วยนะ (สาธุ) จะได้กุศลอันยิ่งใหญ่แก่พวกเรา คราวนี้หลวงตาบัวออกไปอุดรฯ อยากได้สักสิบหน้า หน้าบานไปหมดเลย เข้าใจไหม เดินไปหน้าบาน เมื่อวานนี้เปลี่ยนหน้านี้ออก หน้านี้จะออกข้างหลัง คือทางนี้จะเผ่นเข้าใจไหม หน้านี้จะไปดู ทีนี้เวลาไปกลับมาแล้วอยากได้สิบหน้า ดูไปหมดเลยเข้าใจไหม หมูหมาเป็ดไก่ดูหมด เพราะเขาเอาตัวประกัน

เมื่อเช้าวานนี้เทศน์ บอกว่าเอาให้เต็มเหนี่ยวนะ เอาถึงขนาดหมูหมาเป็ดไก่อย่าเว้น หมาตัวหนึ่งขายได้ ๑๐ บาทเอามา ๕ บาท เป็ดไก่ขายตัวละ ๑๐ บาทเอามา ๕ บาท ทีนี้ให้ยกเลิกหมด หมูหมาเป็ดไก่ในบ้านให้เขาอยู่ธรรมดาไม่เอาอีกแล้ว มันต้องถึงพริกถึงขิงซี จะเอาเขามาเป็นตัวประกัน ทีนี้พอได้เรียบร้อยแล้วก็เลิกกับเขา ก็ต้องบอกเลิกล่ะซิ ได้มากอยู่ ทีนี้รวมแล้วเมื่อวานนี้ได้ถึง ๑๖ กิโล รวมทั้งทางนี้ทางโน้น เพราะใครเอามาก็เพื่อจะเข้างานช่วยชาติจังหวัดอุดร ฯ เรา มาก็มารวมที่นี่ลงที่นี่ นับรวมแล้วเมื่อวานนี้เป็นทองคำ ๑๖ กิโล ๓๓ บาท ๖๔ สตางค์ แล้วดอลลาร์ได้ ๙,๘๖๗ ดอลฯ เมื่อวานนี้นะ เป็นที่พอใจ ดังได้บอกพี่น้องตั้งแต่อยู่ในวงงานนั้นแล้วเมื่อวานนี้

เพราะเราตั้งใจเจตนาสุดขีด เพราะฉะนั้นจึงย้อนกลับมาอุดรฯ อีก เรามันอะไรพูดไม่ถูกนะ ก็เรานี้เป็นตัวตั้งตัวตี หัวใจครอบเมืองไทยเราหมด แล้วเหตุใดเมืองอุดรฯ มีงานหย็อมแหย็ม ๆ ได้เงินสองสามบาทมา ว่าช่วยชาติ เมืองอุดรฯ นี้ โถ เราไม่อยากฟังอยากมุดดินลงไปเลย เพราะฉะนั้นจึงฟื้นกลับคืนมาพูดกับผู้ว่าฯ ก่อนหน้านี้ประมาณสักสองเดือนละมั้ง ก่อนหน้านี้ฟื้นกลับคืนมา เรายังไม่ยอมนะ เรายังเคียดแค้นอยู่ลึก ๆ คราวนี้จะโผล่ละนะ เอานะทีนี้เมืองอุดรฯ เราต้องตั้งให้เป็นงานช่วยชาติขึ้นอีกให้เป็นเนื้อเป็นหนัง สมกับหลวงตาเป็นผู้นำพี่น้องทั้งหลายทั่วประเทศไทยนะ เอาให้จริงนะคราวนี้ เพราะฉะนั้นถึงเด็ดเรื่อยซิ ฟาดจนหมูหมาเป็ดไก่เอามาเป็นตัวประกันหมดเลย ทีนี้ยกเลิก หมูหมาเป็ดไก่ยกเลิกไม่เอา พอแล้ว ได้สมใจของเรา

เราทำเราไม่ได้ทำเล่น ๆ บอกพี่น้องทั้งหลายแล้วเราจริง จริงอย่างนั้น นิสัยอย่างนี้เราพูดจริง ๆ เป็นนิสัยจริงมาดั้งเดิม แม้แต่เป็นฆราวาสนี้ลงลั่นคำว่าจะไป-ไป ว่าจะทำ-ทำ จนกระทั่งนี้ก็ยกเป็นเหตุขึ้นมาว่า นี่ก็แสดงว่าเด่นนั่นละให้พ่อได้เห็น แม่ก็ไม่พูดแหละ แม่กับลูกมันคลอเคลียกันตลอดเวลา กับพ่อไม่ค่อยเข้าใกล้ละ พูดอะไรเอะอะเข้าไปหาแม่ เด็กธรรมดาลูกส่วนมากมันจะติดแม่ คนโบราณเราแม่อยู่กับบ้าน พ่อไปทำงานนอกบ้าน เอะอะมันก็อยู่กับแม่ ติดกับแม่มาตลอด เราถึงเป็นหนุ่มแล้วก็ตาม เอะอะเข้าหาแม่เลย แน่ะเป็นอย่างนั้นนะ ทีนี้เรื่องอะไร ๆ ก็อยู่กับแม่หมด ทีนี้พ่อที่พูดถึงเรื่องความจริงนี้น่ะ

พ่อนี้บอกว่า บัวนี้ถ้ามันลงได้ลั่นคำแล้วยังไงเป็นอย่างนั้นเลย เรายกให้มัน บอกอย่างนั้นเลย นี่เราก็ไม่ลืมนะพูดอย่างนี้ เป็นคนมีความสัตย์ความจริง ลงมันได้พูดอะไรแล้วเป็นอย่างนั้นเลย เราก็เป็นอย่างนั้นมาดั้งเดิม จนกระทั่งที่ว่ามาช่วยพี่น้องชาวไทย ตั้งแต่ต้นที่ช่วยตัวเองมา เอาชีวิตขาดสะบั้นไปเลย พอหลังจากได้รับโอวาทจากหลวงปู่มั่นแล้วว่า มรรคผลนิพพานมีอยู่ เพียงเท่านั้นละถึงใจแล้ว ทีนี้กลับมาถามเจ้าของเลย นี่วันนี้ได้ฟังอย่างถึงใจแล้ว เรื่องมรรคผลนิพพานหายสงสัยแล้วจากพ่อแม่ครูจารย์ คราวนี้เราจะจริงไหม ตอบขึ้นทันทีเลย ต้องจริง ไม่จริงต้องตายเท่านั้น ฟังซิน่ะ คือเอาให้กิเลสไม่ตายเราต้องตาย อย่างอื่นไม่มี นี่เด็ดแล้วนะ เรียกว่าความจริงลงเต็มส่วนแล้ว

เพราะฉะนั้นเวลาขึ้นเวทีจึงบอกว่า ใน ๙ ปีนี้เฉียดสลบไสลนะความเพียรของเรา แต่ไม่สลบก็บอกไม่สลบ เฉียดสลบไสล ตอนที่เฉียดสลบไสลก็นั่งตลอดรุ่งนี่ละ เวลาความทุกข์ความทรมานมันบีบบังคับ ความทุกข์นี้มันเผาร่างกายของเรา ร่างกายเหมือนฟืน มันซัดกันถึงขนาดที่ว่า เอ้า อะไรจะตายก่อนตายหลังให้รู้ในร่างกายอันนี้แหละ ฟัดกัน นี่เห็นไหมเรื่องความสัตย์ความจริง ถ้าลงปักลงตรงไหนเห็นผลเป็นที่พอใจ ความเพียรเราทำอยู่ธรรมดา ๆ มากี่วันกี่ปีกี่เดือนแล้ว เราไม่เคยปรากฏความอัศจรรย์ แต่ความเพียรที่นั่งตลอดรุ่ง ๆ นี้ได้ทุกคืน เห็นไหม นี่อำนาจแห่งความสัตย์ความจริงของธรรมที่ฟัดกับกิเลส เห็นผลประจักษ์ใจทุกคืนไม่มีพลาด จิตนี้ลงถึงขั้นอัศจรรย์ ๆ ทุกคืนเลย

ทีนี้เราปฏิบัติตามธรรมดาของเราไม่เคยเห็นลงอย่างนั้นนี่นะ ไม่มีก็บอกไม่มี ก็มีตั้งแต่อยู่หนองผือนั้น ไม่ได้นั่งตลอดรุ่ง หลังจากนั่งตลอดรุ่งมาแล้ว มาอยู่หนองผือที่ว่า จิตมันลง พิจารณานี้ลงพลัวะ ๆ พิจารณาพรากลงหมดเลย ร่างกายหายหมด ทุกอย่างหายหมด ทั่วแดนโลกธาตุจิตว่างไปหมดเลย เกิดความอัศจรรย์ มีนี้ครั้งเดียวก็บอกว่าครั้งเดียว ว่างอันนี้ว่างแปลกประหลาด ว่างอัศจรรย์ จึงได้ไปกราบเรียนพ่อแม่ครูจารย์มั่น ท่านก็ขึ้นอุทาน เอ๊อ ต้องอย่างนั้นซิ ได้สักขีพยานแล้ว ผมเป็นอยู่ถ้ำสาริกา ขึ้นเลยทันทีนะ เป็นแบบท่านมหานี่แหละ มันจ้าไปหมดเลย

อันนี้เป็นครั้งสุดท้ายหลังจากนั่งตลอดรุ่งมาแล้ว นั่งตลอดรุ่งมันก็ลงอีกแบบหนึ่ง หากแบบนี้เป็นแบบกว้างขวางมากทีเดียวเลย ว่างหมดโลกธาตุนี่ ที่จิตลงอยู่หนองผือนั่น จึงได้ไปกราบเรียนพ่อแม่ครูจารย์มั่น ท่านก็ขึ้นอุทานทันที รับกันอย่างเด็ดทีเดียว เอ้อ ทีนี้ได้สักขีพยานแล้ว ผมก็เป็นอย่างนี้แหละ อย่างท่านมหาเป็นนี่แหละ นี่ละอันหนึ่ง ที่นั่งตลอดรุ่งลงแบบอัศจรรย์ ๆ ลงแบบหนึ่งนะ ทุกครั้งลงแบบเดียวกัน อันนี้ลงอีกแบบหนึ่ง กว้างขวางไปหมดทั่วแดนโลกธาตุ ที่อยู่หนองผือ

อันนั้นลงนั้นแล้วกว้างขวางไม่กว้างขวางไม่ได้สนใจ คือมันดับหมด ร่างกายเรานี้ทั้ง ๆ ที่ความทุกข์ทั้งหลายโหมเข้ามานี้ ร่างกายของเรานี้เหมือนท่อนฟืนนะ ทุกขเวทนาที่มันโหมหมดทั้งเนื้อทั้งตัวเรานี้เป็นเหมือนไฟ เผาลงไปในนี้ ๆ ทีนี้จิตมันก็หมุนติ้ว ๆ ภายใน ไม่ให้ออกจากองค์อริยสัจ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค นี้เป็นสถานที่ฆ่ากิเลส ซัดกันอยู่ในนี้ จิตไม่ยอมให้ออกหนีไปไหนเลย ดังที่เคยพูดแล้วนั่นละ วันนี้วันนั่งตลอดรุ่ง วันนี้วันสละชีวิต จิตจะแย็บออกไปไหนไม่ได้เป็นอันขาดเลย นี้เป็นขั้นที่หนึ่ง ล้อมรั้วเอาไว้ไม่ให้จิตแย็บออกไป ที่สองหมุนอยู่ภายในร่างกายของเรา นี่อันที่สอง อันนี้สำคัญมากนะ ยิ่งทุกข์มากเท่าไรจิตยิ่งหมุนติ้ว ๆ ลงถึงอัศจรรย์เลย

นี่เราพูดถึงเรื่องการเข้มแข็งในความพากความเพียร เวลาจนตรอกจนมุมเข้มแข็งมากทีเดียว ได้ความอัศจรรย์ทุกคืนไม่มีเว้นเลย แบบอัศจรรย์ทุกคืน ๆ ตั้งแต่เรานั่งมาตั้ง ๙ คืน ๑๐ คืน เป็นแต่เพียงว่าไม่ติดกันเท่านั้น เว้นสองคืนบ้างสามคืนบ้าง บางทีถึงเจ็ดคืนก็มี เราก็ยังไม่ลืม นี่เรียกว่าได้ทุกคืน เพราะความจริงจัง สละเป็นสละตายต่อกันในเรื่องความพากความเพียรกับกิเลสฟัดกัน ได้ของอัศจรรย์ขึ้นมา เราทำความเพียรเช่นนั้นเราก็ว่ามีความเพียร ๆ แต่ไม่ถึงขั้นเด็ด มันจึงไม่ได้ธรรมะอันเด็ดขึ้นมา นี่ละอำนาจแห่งการประกอบความพากเพียร ความฝึกฝนทรมานตนหนักเบามากน้อย ผลจะเห็นขึ้นมาอย่างนี้

ถ้ากินแล้วนอน กอนแล้วนิน หมูขึ้นเขียงไปอย่างนั้นมันก็อย่างนั้นละ ไปไหนมองเห็นตั้งแต่หมอน คนทั้งคนไม่เห็น เห็นแต่หมอน เห็นแต่เสื่อ ติดหลังติดหน้าติดเอวติดหมอนติดคอ มันก็ได้แต่อันนั้นน่ะซิ ถ้าตั้งใจฝึกฝนอบรมเจ้าของมันก็ได้อย่างที่พูดนี่แหละ ความเพียรเราก็ว่าเป็นความเพียรของเรา แต่ยังไม่ถึงขั้นเด็ดขาดถึงเป็นถึงตายกันเหมือนนั่งตลอดรุ่ง ผลจึงไม่ปรากฏอย่างนั่งตลอดรุ่ง เราเห็นชัด ๆ อย่างนี้ความเพียร เห็นอัศจรรย์ทุกคืนเลย

นี่เรื่องความอุตส่าห์พยายามฝึกฝนอบรมตน อย่าไปคำนึงว่าหนักไปเบาไป กิเลสเหยียบหัวเราหนักมาตลอด กี่กัปกี่กัลป์ไม่เห็นคำนึงบ้าง โทษของมันเป็นยังไง ความเพียรเพียงเท่านี้เพื่อจะฆ่ากิเลส ความเพียรนี้เป็นทุกข์เพื่อจะฆ่ากิเลสให้เป็นบรมสุขขึ้นมา ทำไมจึงเป็นของลำบากมีอย่างเหรอ ความเพียรอันนี้เป็นความเพียรทุกข์ก็จริง แต่ทุกข์เพื่อสุข ความพากความเพียร ความตะเกียกตะกายเพื่อกิเลส สุขเพื่อมหันตทุกข์ เอามาเทียบเคียงกันซิ นี่ได้ปฏิบัติมาอย่างนั้นนี่นะ จึงได้มาแสดงให้พี่น้องทั้งหลายฟัง

การช่วยตัวเองก็ช่วยอย่างที่ว่านี่ ต้องตายว่างั้นเลย เมื่อได้ลงถึงใจแล้ว มรรคผลนิพพานมีอยู่ ประหนึ่งว่าอยู่ชั่วเอื้อม มันเชื่อขนาดนั้นแล้ว ทีนี้จึงย้อนมาถามเจ้าของ ทีนี้ทุกอย่างลงใจหมดแล้วเรื่องมรรคผลนิพพาน ไม่มีอะไรเป็นปัญหาแล้ว เจ้าของจะจริงไหมที่นี่ ทางนี้ก็ตอบขึ้นทันทีเลย ต้องจริง ไม่จริงต้องตายเท่านั้น ตั้งแต่บัดนั้นมาเรื่องความเพียรของเราจึงไม่มีอ่อนข้อ หนักตลอด ๆ มา ผลก็เป็นที่พึงพอใจดังที่ได้พูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง นี่เป็นยังไง นั่นละความจริงความจังผลขึ้นมาอย่างนั้น ผลดีก็จริงจัง เป็นที่ตายใจ ภาคภูมิใจ

ย้อนพิจารณาคืนหลังเจ้าของที่ทำความเพียรนี้ขยะ ๆ นะ ขยะ(ขยะ=ขยาด) ยังไง เราคิดถึงเรื่องความเพียรของเราตั้งแต่เริ่มขึ้นเวที หลังจากได้ฟังโอวาทพ่อแม่ครูจารย์มั่นอย่างถึงใจแล้วนั้น ไม่เคยปรากฏว่าย่อหย่อนที่ตรงไหน ๆ แล้วเวลามาถึงผลเป็นที่พอใจแล้ว จึงย้อนพิจารณาข้างหลังเจ้าของ ความเพียรของเราเป็นยังไง ๆ อู๋ย น่าขยะ ๆ นะ น่ากลัว คืออย่างทุกวันนี้มันทำไม่ได้ ทำอย่างนั้นตายเลย ๆ อันนั้นมันไม่ตาย หมุนติ้ว ๆ ตลอด นี่ละความเพียรไม่เคยตำหนิเจ้าของได้เลยตั้งแต่ออกปฏิบัติมา ถึงขั้นเฉียดความสลบ ๆ มีแต่อย่างนั้นทั้งนั้น

นี่เห็นไหมกิเลสมันเก่งไหม เอาถึงขั้นเฉียดความสลบสำหรับเรา พระพุทธเจ้าสลบ กิเลสขาดสะบั้น เราเฉียดสลบกิเลสถึงได้ขาดสะบั้นลงไป นี่เราว่าหนักอย่าเอาไปเทียบพระพุทธเจ้า พระองค์ถึงขั้นสลบ เราไม่ได้สลบนะ มันต่างกันอยู่นี่นะ อย่างไรก็ตามสรุปแล้วผลเป็นที่พอใจด้วยอำนาจแห่งความพากเพียรของเรา

อย่าเห็นความขี้เกียจขี้คร้านความท้อแท้อ่อนแอเป็นของสำคัญยิ่งกว่าธรรมนะ นี้คือตัวทำลายธรรม ทำลายตัวเราเองนั่นแหละ ธรรมอยู่กับเรา ให้พากันตั้งอกตั้งใจ นี่เราก็ได้ช่วยตัวเองเต็มความสามารถ พูดถึงเรื่องความเด็ดเดี่ยวเฉียบขาด เราช่วยเราเต็มความสามารถ ทีนี้มาช่วยพี่น้องทั้งหลาย นิสัยนี้ก็เป็นอันเดียวกันมา เป็นแต่ว่าแกงหม้อใหญ่ยกหนัก ยกคนทั้งประเทศ สำหรับเราทำความเพียรเพื่อยกเราคนเดียว ถึงหนักไม่หนักก็เราคนเดียว แต่นี้ยกคนทั้งประเทศ จึงเป็นเรื่องกว้างขวางใหญ่โตอยู่มาก เรียกว่ายกแกงหม้อใหญ่ นี่เราก็ทำอย่างจริงอย่างจัง

ด้วยเหตุนี้เองจึงย้อนกลับมาหาในจังหวัดอุดรฯ เราอีก เราไม่พอใจ มันเป็นยังไงพูดไม่สบายไม่สะดวกที่จะพูดเลย ได้โอกาสถึงจะพูดทีเดียว เมื่อได้โอกาสแล้วจึงได้พูดกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดคนทุกวันนี้ละ ทีนี้เอาละที่นี่นะ นี่ละที่ได้ย้อนกลับมาอีก เอาให้จริงให้จังทุกอย่าง ฟาดจนกระทั่งถึงหมูหมาเป็ดไก่เอามาเป็นตัวประกันหมดเลย เด็กเล็กเด็กน้อย มีลูกกี่คนเอามาเป็นตัวประกันหมด ขายคนละเท่าไร ๆ แบ่งเงินมาเพื่อช่วยชาติ อันนี้เลิกหมด เด็กก็เลิก เมื่อได้เป็นที่พอใจ สมละที่นี่ พอใจแล้วกับที่เราเสียใจครั้งแรก ที่เป็นขึ้นมาประเดี๋ยวประด๋าวนิดหน่อย พอเป็นชื่อเป็นนามว่าช่วยชาติแล้วฟังไม่ได้เลยนะ นี่คราวนี้เอาเต็มเหนี่ยวเลย

ทองคำก็ได้ถึง ๑๖ กิโล ก็ไม่ใช่ของเล่นนะ ทองคำถึง ๑๖ กิโล ๓๓ บาท ๖๔ สตางค์ เมื่อวานนี้รวมหมดเลย ในงานของเรานี่ทองคำได้ ๑๖ กิโล ๓๓ บาท ๖๔ สตางค์ ดอลลาร์ได้ตั้ง ๙,๘๖๗ ดอลฯ เกือบหมื่น นี่รวมกัน ส่วนเงินสดก็บอกแล้วเมื่อวานนี้ได้ ๖,๔๔๘,๒๗๓ บาท ในงานนี้งานทุ่งศรีเมืองเรา ได้เงินถึง ๖ ล้าน ไม่ค่อยมีที่ไหนแหละ นี่เรียกว่าสมใจที่เราเคียดแค้นมานาน ได้ขึ้นถึง ๖ ล้านแล้วลบกันได้ ลบกันได้ละที่นี่หมดปัญหาไป

นี่เราอุตส่าห์พยายามช่วยพี่น้องทั้งหลายดำเนินการ เราทำจริงจังทุกอย่าง ช่วยพี่น้องเราก็เอาจริง ๆ จัง ๆ การเทศนาว่าการดูซิน่ะในคราวนี้เกือบทั่วประเทศไทย แต่เสียใจที่ไม่ได้ไปเยี่ยมพี่น้องทางภาคใต้ดังที่เคยพูดแล้ว หมดสภาพแล้วร่างกายไม่เอาไหน แต่ก่อนเราไม่พูด เหมือนกันหมด คือรับเป็นระยะ ๆ พอรับแล้วเราก็ตอบไป ๆ เราก็ไปตามนั้น ๆ เวลาเขานิมนต์มาไม่ตอบ คือคอยจังหวะคอยเวล่ำเวลา พอได้ตรงไหนแล้วก็ตอบไป ๆ แล้วก็ไปเรื่อย ๆ ทางภาคใต้เราก็ปฏิบัติแบบเดียวกันนั้นในหัวใจของเรา ไปให้ทั่วประเทศไทย บรรดาพี่น้องชาวไทยเราอยู่ที่ไหนจะไปหมด

ทางโน้นก็นิมนต์มาน้อยเมื่อไรพี่น้องทางภาคใต้น่ะ นิมนต์มาจังหวัดต่าง ๆ นี้ อู๋ย ตั้งหลายจังหวัด แต่เราคิดว่ายังจะมีอีกมากกว่านี้ถ้าเราไปได้นะ แต่นี้เพียงทางนู้นนิมนต์มานี้หลายจังหวัดเหมือนกัน เราก็เงียบ ๆ เพราะเราจะก้าวเดินเหมือนจังหวัดทั้งหลายนั่นน่ะ พอได้เวลาแล้วก็ตอบรับไป ๆ ก็ไปตามนั้น ๆ ทีนี้ทำไป ๆ ร่างกายอ่อนลง ๆ สุดท้ายไปไม่ได้ โห หมดหวัง จึงได้ออกอุทานด้วยความห่วงใยพี่น้องชาวภาคใต้ของเรา เราไม่สมหวังแล้ว ธาตุขันธ์ไม่อำนวย

ส่วนธรรมไม่ต้องบอก เราพูดจริง ๆ เรื่องธรรมนี่นะ มันครอบโลกธาตุมันจะจนตรอกจนมุมที่ไหน การเทศน์สอนโลกกิเลสเท่ากำปั้นนี่ ธรรมครอบโลกธาตุฟังซิน่ะ ไม่ได้คุยนะมันเต็มอยู่ในหัวใจนี้แล้ว ธรรมประเภทนี้เราไม่เคยเกิดเคยมีมา ตั้งแต่เกิดแต่พ่อแต่แม่ปู่ย่าตายายโคตรแซ่ของเรา ไม่เคยปรากฏธรรมประเภทที่เป็นอยู่ในหัวใจของเรานี้ แต่นี้มันเป็นจะให้ว่ายังไง จึงบอกไม่ว่าจะเทศน์ที่ไหนเราไม่ได้จนตรอกละเรื่องการเทศน์ ขอแต่ผู้ที่มาเกี่ยวข้องจะรับผลประโยชน์มากน้อยเพียงไร ทางนี้จะออกรับกันเอง ๆ ถ้าถึงขั้นที่จะทุ่ม ทุ่มเลยทันที แต่นี้มันไม่มีอย่างนั้น

นี่ละเราช่วยโลกเราช่วยขนาดนี้ เรื่องจิตใจเรื่องธรรมแล้วเราไม่ได้คิดมาเป็นอารมณ์ แต่เรื่องธาตุขันธ์ซีที่พูดอยู่เวลานี้ มันไปไม่รอด หมดกำลัง เทศน์มาวันหนึ่งกลางคืนนอนไม่หลับ เหนื่อย ๆ แม้แต่เทศน์อยู่บนธรรมาสน์ก็เหนื่อยอ่อนให้เห็น ๆ อยู่อย่างนั้นแหละ เราจึงได้พูด ทีนี้พูดออกมาด้วยความหมดหวัง ให้พี่น้องชาวภาคใต้ของเราได้ทราบทั่วถึงกันว่า เราไปไม่ได้เพราะเหตุผลกลไกอะไร ไปไม่ได้เพราะเหตุนี้เอง ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจไว้เสมอกันหมดทั่วประเทศไทยนี้ เราจะก้าวเดินแบบที่เราก้าวเดิน

ทีนี้ธาตุขันธ์ไม่เอาไหนแล้ว หมดหวัง แม้แต่ที่ใกล้เคียงเรานี้เราก็งดหมดแล้วนะ ไปเทศน์ในที่ต่าง ๆ ดังที่เคยปฏิบัติมานี้เรางดหมดแล้ว เราจะไปให้เฉพาะที่จำเป็นจริง ๆ เท่านั้น ฟังคำว่าจำเป็นจริง ๆ เราก็จะไปให้ ถ้าธรรมดาเราไม่ไป ธาตุขันธ์ไม่เอาไหนแล้ว เรื่องเจตนาของเราที่มีต่อชาติบ้านเมืองของเรา เรามีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย สม่ำเสมอทั่วประเทศไทยของเรา แต่ร่างกายไม่เอาไหนอย่างว่านั่นแหละ จึงได้ลดลงไปตามส่วนของมัน นี่ก็ใช้ไปอย่างนั้นแหละ

เวลานี้ทองคำเราก็ได้ตั้ง ๒ พันกว่ากิโลแล้วนะ จุดมุ่งหมายที่ตั้งเอาไว้เวลานี้ก็ ๔,๐๐๐ กิโล นี่ให้เป็นเนื้อหนังของพี่น้องทั้งหลายที่ต่างคนต่างขวนขวายเข้ามา รวมแล้วเป็น ๔,๐๐๐ กิโล ส่วนเงินสดที่เราจะซื้อทองคำนั้นเราไว้เพื่อต่อยอด ใครไปยุ่งไม่ได้อันนั้น ๔,๐๐๐ กิโลต้องเป็นเรื่องของกำลังวังชาศรัทธา ความเสียสละของพี่น้องทั้งหลายรวมหัวกันเอง รวมแล้วให้เป็นอย่างน้อยไม่ควรจะต่ำกว่า ๔,๐๐๐ กิโล จากนั้นเราก็ต่อยอด หลังจากนั้นหลวงตาก็ลาละที่นี่ เดี๋ยวนี้ก็เริ่มลาแล้วนะ การเทศนาว่าการนี้เรียกว่าเริ่มลาแล้ว แต่การช่วยชาติด้วยน้ำใจของเราและการพูดจาปราศรัย ตลอดการโต้ตอบเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับชาติบ้านเมืองเรานี้ ยังคงเส้นคงวา มาขนาดไหนตอบขนาดนั้น โต้ขนาดนั้น ไม่มีถอย อันนี้เราทำได้เราทำ

อันไหนที่เราทำไม่ได้เราก็งดไป เช่น อย่างการก้าวไปโน้นไปนี้ เราทำไม่ได้เราก็ยอมรับ แต่การโต้ตอบเกี่ยวข้องกับอะไรที่จะเป็นข้าศึกศัตรูต่อชาติบ้านเมืองของเรา เฉพาะอย่างยิ่งคลังหลวงของเรานี้หัวขาดเลย มาเท่าไรก็ซัดกันที่นั่นละ มาหนึ่งหมัดเราจะฟาดไป ๓ หมัดเลย เอ้า พูดจริง ๆ นะไม่ถอย พลังของธรรม พลังของใจ ไม่ใช่พลังของกิเลส ด้วยความเมตตาต่อชาติบ้านเมืองเราจะออกเต็มเหนี่ยวของเราเลย ขอให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบก็แล้วกัน ว่าอย่างนี้แหละหลวงตาที่ช่วยชาติบ้านเมือง ช่วยด้วยกำลังใจจริง ๆ

เป็นความจริงจังมากในหัวใจของเราซึ่งฝังมาดั้งเดิม นี่ก็ได้ออกให้ทั้งเจ้าของก็เห็นชัดเจน ผลแห่งความจริงจังเป็นยังไง นี้เราก็ออกทางพี่น้องทั้งหลายด้วยกันว่าผลแห่งความจริงจัง เฉพาะอย่างยิ่งย้อนกลับมาหาอุดรฯ อีก เอาความจริงจังเข้ามาฟัดอุดรฯ เห็นไหมเด่นขึ้น ทองถึง ๑๖ กิโล เงินสดตั้ง ๖ ล้านกว่า เกือบ ๗ ล้านโน่น เห็นไหม นี่ละความจริงจัง ไปตรงไหนจริงที่นั่น

วันที่ ๑๒ คนก็จะมากเหมือนกันนะ คิดว่าจะมากนะวันที่ ๑๒ ทราบว่าเขาจะมาตั้งโรงทาน อู๋ย มาก โรงทานมากอยู่นะ (เป็นร้อย) ดูว่าอย่างนั้น กางเต็นท์กางอะไร อะไรก็แล้วแต่เถอะเราก็ว่างั้น เราก็เปิดแล้ว นี่เห็นไหมคำว่าช่วยชาติ วัดป่าบ้านตาดตามธรรมดาเราไม่ให้มีงานนะ ไม่ให้มี ให้มีแต่งานภาวนาของพระล้วน ๆ งานอื่นใดไม่ให้มายุ่งตลอดมานะ แต่พอเข้ามาช่วยชาติเท่านั้น เอะอะ งานวัดป่าบ้านตาด เอะอะ วัดป่าบ้านตาด สุดท้ายวันเกิดหลวงตาบัวก็วัดป่าบ้านตาด

แต่ก่อนวันเกิดหลวงตาใครมายุ่งไม่ได้นะ เราไม่เคยสนใจ แต่นี้วันเกิดเลยเป็นงานใหญ่โตแล้ว นี่วันที่ ๑๒ นี้ก็วันเกิดหลวงตาบัว เราก็ล้มไปเลย ปล่อยให้เขาขนาบกันเลย วันนี้ก็วันที่ ๑๐ ,๑๑ แน่ะ ก็อยู่วันนี้วันพรุ่งนี้ อยู่นี้ก็อยู่เพื่อเตรียมพร้อม วันที่ ๑๒ คนก็คงจะแน่นวันนั้น (อย่าให้มีฝนตกครับผม) เราไม่ได้บวชมาห้ามฝนนี่ มาว่าเราได้เหรอ พอเห็นเราพูดอย่างนั้น แย็บออกมานี้ ห้ามไม่ให้ฝนตก ก็เราไม่ได้บวชมาห้ามฝน แน่ะ เห็นไหมมันแก้กัน เรื่องฟ้าเรื่องฝนเป็นเรื่องธรรมดา หากขอร้องยังไง ควรจะได้มากน้อยเพียงไร มันก็เป็นไปตามเหตุการณ์เท่านั้นแหละ เราจะว่าเรามีอำนาจมากห้ามนั้นห้ามนี้เราห้ามไม่ได้ แม้ที่สุดเวลามันเจ็บท้องขี้นี้ โหย เปิดผ้าไม่ทันฟาดป้าดเลย ยังไม่เห็นห้ามมันอยู่ มันอยู่กับตัวแท้ ๆ น่าจะห้ามอยู่ ห้ามไม่อยู่นะ เข้าใจหรือเปล่าล่ะ

(เมื่อวานตอนเช้า หลวงตาบอกว่าไม่ได้มาบวชห้ามฝน หลวงตาว่ามีแต่ฆ่ากิเลส พวกหนูก็ใจเสีย ขอเทวดาฝนอย่าตกเถอะ) เมื่อคืนวานได้ตั้งจริง ที่ไหนเราตั้งเราก็บอก ตามธรรมดาเราไม่ค่อยใช้ง่าย ๆ แหละ เรื่องเหล่านี้ไม่ใช้นะ เรื่องให้เป็นคติธรรมดาไป หากจะเป็นกรณีพิเศษก็นำมาใช้บ้าง ฟังแต่บ้างเป็นไร นี่เอะอะก็จะให้ไปห้ามหมดทั่วฟ้าดินแดนได้เหรอ (สระบุรีก็ไม่ตก รอบ ๆ ตกหมด) เรื่องสระบุรีนั่นอันหนึ่ง อู๊ย น่าคิดเหมือนกัน กับ กทม. เทศน์ครั้งแรก กทม. พอขึ้นไปบนธรรมาสน์มองดูเมฆนี้ โถ ดำทะมึนมาเลย โอ๋ย นี่มันคาดฝนทำยังไงนี่ ขึ้นบนธรรมาสน์แล้วนะถึงมองไปมันตกแล้วนี่ แล้วกระจายออกนู้นหมด เทศน์มีฝนปิ๊กแป๊ก ๆ พอเราเริ่มเทศน์ฝนมีปิ๊กแป๊ก ๆ ทางนี้ก็เทศน์ เครื่องก็ออกเลยจนกระทั่งจบ ฝนไม่ทราบหายไปไหน อันนี้อันหนึ่ง

กับที่สระบุรีนะ อันนี้แปลกมากจริง ๆ จนผู้ว่า ฯ พูดอย่างตื่นเต้น ผู้ว่าฯ สระบุรี คือในบริเวณนั้นฝนไม่ตก นอกนั้นเต็มหมดเลย รถออกจากที่ทำงานไปนี้น้ำเจิ่งหมดบนถนนหนทาง โอ๊ย นี่ฝนตกเหรอ ตกหมดเลย ไม่ตกเฉพาะบริเวณนั้นนะ ผู้ว่าฯ เลยตื่นเต้นใหญ่โต มันก็แปลกอยู่อันนั้น ฤทธาศักดานุภาพวาสนาแห่งชาติไทยของเราไม่ใช่เล่นเหมือนกันนะ นี่อำนาจวาสนาของพี่น้องชาวไทยเราที่ช่วยเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้เป็นผลดีอยู่ตลอด ไม่ให้เป็นผลเสียไป เช่น ฝนกระหน่ำลงมานี้ก็เสียใช่ไหมล่ะ อันนี้ก็คงเส้นคงวามาได้ เฉพาะอย่างยิ่งเช่นสระบุรีนี้ โถ มันเอาใหญ่นี่นะ พอพ้นจากเขต เหมือนกับว่ามีเขตอยู่นี้เท่านั้นนะ เขตที่คนอยู่นั้นไม่มีฝนเลย

พอออกไปจากนั้น อู๊ย น้ำเต็มไปหมด ถนนหนทาง รถนี่วิ่งซ่า ๆ น้ำ อันนี้ก็แปลก ผู้ว่าฯ ถึงตื่นเต้นใหญ่โต มิหนำซ้ำย้อนเข้ามา โห ฤทธาศักดานุภาพหลวงตานี้เก่งมาก อย่าหาเรื่องเราว่างี้นะ อู๊ย ก็มันตกไปหมด ตกไม่ตกก็เป็นเรื่องของฝนนี่นะ ไม่ใช่เรื่องของเรา เราว่าอย่างนั้น คือมันน่าคิดจริง ๆ เราออกมาเราก็เห็น โถ ตกจนกระทั่งเราออกจากนั่นไปถึงที่ที่เราพัก ฝนตกเต็มไปหมดเลย ไม่มีเฉพาะบริเวณนั้นเท่านั้น เอ๊อ มันแปลกอยู่นะ กับที่ กทม. กทม.ขึ้นไปก็เร่งเลย เร่งเครื่องเลย เพราะมีเมฆ คาดฝน(คาด=สัญญาณ) มันเห็นชัดแล้ว มันตกแล้วคาดฝนบอก แล้วก็ค่อยไป ๆ แล้วผ่านไป ๆ ในวงงานก็ไม่มีอะไร สะดวกสบาย เทศน์ก็ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย จึงว่าเป็นบุญญาบารมีของพี่น้องชาวไทยเรา ถ้าฝนตกในขณะนั้นเสียการเสียงานหมดเลย ทีนี้ให้พรนะ เหนื่อย

ปัญหา

ถาม ที่ว่าจิตลงที่บ้านหนองผือกับบ้านนามนต่างกันอย่างไร ที่หนองผือลงแบบกว้างขวางกว่าบ้านนามน

ตอบ ก็ให้มันลงดูเสียก่อนซีจึงมาถามน่ะ นี่เอะอะก็มาถาม ไม่ได้เรื่องได้ราว มันอะไรกัน มีแต่ลงหมอน ๆ มันก็เป็นในหัวใจของผู้เป็นนั่นเอง พูดตามความมันเป็นมันแยกต่างกันยังไง หลักธรรมชาติมันเป็นของมันอย่างนั้น ทีนี้เราจะพิจารณาหรือรู้ตามที่มันเป็นนั้นมันต่างกันยังไง มันก็เป็นอยู่ในความต่างของมันเอง เข้าใจไหม ใครไม่ไปตกแต่งได้นะ ต้องเป็นธรรมชาติของนั้นเป็นเอง จะเป็นแบบไหน ๆ เป็นธรรมชาติของมันเอง เราเป็นแต่เพียงมาเล่าตามเรื่องเท่านั้นเข้าใจไหม ถ้าอยากให้รู้ชัดเจนก็ เอาลงไปซีเจ้าของก็รู้เอง มันต่างก็บอกว่าต่าง ถ้าเหมือนกันจะไปพูดอะไร มันต่างยังไงก็รู้

นั่นละอำนาจของจิต แล้วแต่จะเป็นยังไง ใครจะไปบังคับไม่ได้นะ เช่นอย่างที่เราเคยพูดนี้ ถ้าเป็นนักภาวนาด้วยกันมาพูดก็ไม่เหมือนเรา เช่นอย่างเรื่องจิตลงอย่างนี้นะ ถ้านิสัยไหนที่จะลงแบบไหนมันก็ลงแบบนั้น ส่วนมาก ๆ เป็นอย่างนั้นเสีย เช่นอย่างแบบลงพึบเหมือนตกเหวตกบ่อ เราวิ่งไปอย่างรุนแรงอย่างรวดเร็ว แล้วไปเจอเหวอยู่ข้างหน้าหรือบ่อข้างหน้านี้ มันยั้งไม่ทัน..ตกเข้าใจไหม นั่นละจิตที่รวมตัวแบบนี้ก็มี เหมือนตกเหวตกบ่อ ลงผึงทันทีเลยก็มี แล้วเรียบ ๆ ไปก็มี แต่ต้องเป็นเองทั้งนั้นนะเราจะไปตกแต่งไม่ได้ แต่สำหรับเรานี้เป็นได้ทั้งสอง มันก็มีอยู่อันหนึ่งที่ว่า อุภโต เป็นสองภาคก็มี ของเรามันเป็น อุภโต ไม่ใช่สมาธิอันเดียว เป็น อุภโตสมาธิ เป็นได้สองอย่าง แต่ต้องเป็นเอง เจ้าของเคยเป็นก็ตามจะให้เป็นอย่างนั้นไม่ได้ ต้องเป็นเอง เราก็นำมาพูดได้ตามเรื่องมันเป็น

ถาม อุภโต เป็นอย่างไรคะ

ตอบ อุภโต เป็นสองภาค เช่นสมาธิธรรมดา ๆ ใครนิสัยลงแบบไหน ส่วนมากก็ลงเสียแบบนั้นไม่เป็นอย่างอื่น ผู้สงบเงียบลงไปก็เป็นแบบนี้ของตัวเอง ผู้ที่นิสัยที่จะลงผึงเลยอย่างนี้ ก็เป็นนิสัยของผู้นั้นโดยไม่ต้องไปถามใคร หากเป็นในตัวเอง นี่ไม่เรียกว่า อุภโต แต่สำหรับเรามันเป็นสอง มันก็เป็นเองของมัน เวลาลง ลงอย่างนี้มันก็ลง แต่บทเวลาจะลงแบบนั้นมันก็ผึงเลย แน่ะ มันก็เอามาพูดได้ซิเมื่อมันเป็นแล้วก็พูดได้ ถ้าไม่เป็นพูดไม่ได้ เรื่องจิตนี่พิสดารมาก ใครอย่าไปคาดนะ เรื่องจิตเรื่องธรรมคาดไม่ได้ทั้งนั้น เจ้าของเองยังคาดเจ้าของไม่ได้ เวลามันเป็นขึ้นมาอะไร ๆ นี้คาดไม่ได้ มันต้องเป็นขึ้นในหลักปัจจุบัน ๆ คาดไม่ถูกทั้งนั้น เป็นหลักปัจจุบัน จิตกับธรรมเมื่อเข้าเป็นอันเดียวกันแล้วพูดไม่ได้เลย เอาละที่นี่ ไปละนะ

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร ทาง internet

www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก