เล็งใส่ธรรมตลอด
วันที่ 22 สิงหาคม 2550 เวลา 8:00 น. ความยาว 41.08 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐

เล็งใส่ธรรมตลอด

ก่อนจังหัน

         การเลี้ยงพระกรรมฐานผู้มุ่งอรรถมุ่งธรรมนี้เลี้ยงง่าย อะไรๆ พอผ่านเท่านั้นๆ ท่านไม่ได้ถือสิ่งเหล่านั้นว่าเป็นสาระสำคัญยิ่งกว่าธรรมภายในใจ ซึ่งกำลังมุ่งมั่นเอากันอยู่ กรรมฐานผู้มุ่งอรรถมุ่งธรรมจริงๆ อยู่ง่ายกินง่ายไปง่ายมาง่ายนอนง่ายลุกง่าย อาหารการกินง่ายทั้งหมด พอยังชีวิตให้เป็นไปๆ เท่านั้น แต่ความมุ่งหมายของธรรมเต็มหัวใจ จะอยู่จะกินอะไรได้ทั้งนั้น ไม่สนใจ พอยังชีวิตให้เป็นไป ส่วนใหญ่คือธรรมที่มุ่งมั่นนั้นหนักแน่นมาก อะไรจะขาดตกบกพร่อง แต่ความเพียรเพื่อธรรมประเภทนั้นบกพร่องไม่ได้

นี่ละพระกรรมฐานท่านผู้ทรงอรรถทรงธรรมมาสั่งสอนพวกเรา ท่านเป็นอย่างนั้น การอยู่การกินการใช้การสอยที่อยู่หลับนอนท่านไม่กังวล ล้มหัวลงที่ไหนนอนได้สบายๆ ร่มไม้ในป่าในเขา แต่สติกับจิต ความเพียรติดแนบกันตลอดๆ นั่นละท่านทั้งหลายจำเอานะ ผู้มาประกอบความเพียรเพื่อมรรคผลนิพพาน ท่านผู้นี้จะได้นิพพานสมบัติเข้าครองหัวใจโดยไม่ต้องสงสัย

ถ้าเอาการอยู่กินใช้สอยมาเป็นใหญ่กว่ามรรคผลนิพพานแล้ว ความเพียรด้อยๆ ให้ความเพียรเข้มแข็งในเรื่องมรรคเรื่องผลนั่นละ การอยู่กินใช้สอยง่ายนิดเดียวๆ ไม่ได้มีอะไรยากเลย คือพอยังชีวิตให้เป็นไปๆ แต่เรื่องอรรถเรื่องธรรมภายในใจนี้บกพร่องไม่ได้เลย นั่นละผู้มุ่งอรรถมุ่งธรรมได้ธรรมมาสั่งสอนพวกเรา เรานี้ตัวเท่าหนูเหล่านี้ผ่านมาหมดแล้ว ทุกข์จนข้นแค้นแทบเป็นแทบตายอยู่ในป่าในเขา บิณฑบาตกับชาวบ้านเขาอยู่ในภูเขาสองสามหลังคาเรือน

ไปบ้านใหญ่ไม่ไป คือให้เขาทรมานช่วย ไปที่บ้านอดๆ อยากๆ ขาดแคลนนั้นแหละ ไปบิณฑบาตกับเขาได้มาเท่านี้พอ มานั่งหินดานหินลาดตรงไหนฉันปุ๊บๆ น้ำอยู่ตรงนั้น ธมกรกกรองน้ำมีไว้พร้อมเสร็จ ฉันเสร็จแล้วปั๊บเข้าเลยความเพียร อาหารมีน้อยนั่นละความเพียรดี สติติดต่อกัน ถ้าอาหารมีมากมักขี้เกียจอืดอาดเนือยนาย นอนก็มาก อาหารมีน้อยนี้ความเพียรดีทุกด้าน สำคัญที่อาหารนะ ถ้าอาหารมีมากแล้วอืดอาดเนือยนาย ขี้เกียจขี้คร้าน นอนมาก อาหารมีน้อยๆ พอยังชีวิตให้เป็นไป นั่งประกอบความเพียร นั่งสมาธิตัวตรงแน่วไม่มีโงกง่วง

คือเล็งใส่ธรรมตลอด อะไรธรรมจะเป็นความสะดวก มุ่งใส่นั้นๆ ส่วนธาตุส่วนขันธ์นี้กินเมื่อไรก็ได้ กินให้ตายในขณะที่กินอยู่นั้นก็ได้ มันล้นปากเหลือท้องเดี๋ยวท้องแตกตาย แต่นี้กำลังของร่างกายมาง่ายนิดเดียว เราคืบคลานมาจากภูเขาจะไปบิณฑบาตในบ้านเขา มาไม่ถึงหมู่บ้าน ไปนั่งเจ่าอยู่ตามทาง มันไปไม่ถึง เพราะอดอาหารหลายวัน แต่จิตใจนี้เหมือนจะเหาะเหินเดินฟ้า จิตนี้สง่างามตลอด สติกับจิตนี้ไม่ได้ห่างจากกัน

บิณฑบาตมาแล้วมันมีแอ่งน้ำอยู่ตามเขา หินดานมีแอ่งน้ำ ธมกรกเราเตรียมมาพร้อม เอามาแขวนไว้ที่นั่น ที่พักเราก็มีน้ำกาเดียวสามสี่วันก็ไม่หมด ถ้าไม่ฉันจังหันน้ำไม่เปลืองไม่ค่อยกินนะ ถ้าฉันจังหันแล้วน้ำจะเปลือง นั่นละท่านทำ พิจารณาเอานะท่านทั้งหลาย พอฉันเสร็จเรียบร้อยแล้วล้างบาตรปุบปับๆๆ ในแอ่งน้ำแอ่งหิน หินดานหินลาด เสร็จเรียบร้อยเช็ดบาตรสะพายบาตรเปล่าขึ้นเขา

ทีนี้แล้วแต่จะลงมานะ ไม่ใช่ว่าจะลงมาทุกวันๆ มันจะตายจริงๆ แล้วค่อยลงมา ลงมาพอยังชีวิตให้เป็นไปเท่านั้นขึ้นละ ขึ้นเขาขึ้นป่านั่งภาวนา ชมพวกสัตว์พวกเนื้อมีชนิดต่างๆ เต็มไปหมด ครั้งก่อนมีมากนะ ทุกวันนี้คงไม่มีแล้วสัตว์ประเภทที่ว่านี้ พวกเก้ง พวกกวาง พวกหมู พวกนกยูง พวกไก่ฟ้าไก่ป่า เต็มอยู่บริเวณเราพัก เราอยู่อย่างนั้น เขาไม่กลัวเรา ดีไม่ดีเขามาแอบอาศัยเราพวกหมูป่าตัวใหญ่ๆ เขาเรียกหมูทอกหมูโทน มาหากินตามนั้น

เราก็อยู่ของเรา เขาก็อยู่ของเขา ภาวนาสบาย วันหนึ่งสติกับจิตไม่ให้พรากจากกัน เวลาอยู่ในป่าในเขา เวลาออกไปอยู่ดงอยู่ธรรมดา เอาอีกแบบหนึ่ง อยู่ในป่าในเขาจริงๆ เอาอีกแบบหนึ่งความเพียร สตินี่เป็นสำคัญ ท่านประกอบความพากเพียรภาวนา จิตใจนี่มันว้าวุ่นขุ่นมัวได้อารมณ์กิเลสตัณหาประเภทต่างๆ มาพอกพูนหัวใจ ธรรมเกิดไม่ได้ ทีนี้เวลาไปอยู่ในที่เช่นนั้นเป็นการชำระสะสางสิ่งเหล่านี้ออกจากใจ จิตใจค่อยสว่างไสวสงบร่มเย็น อยู่ที่ไหนทีนี้สบายหมดเลย ถ้าใจไม่ยุ่งเสียอย่างเดียวอยู่ไหนสบายหมด นั่นละประกอบความพากเพียร เราทำอย่างนั้นไม่ขาดวรรคขาดตอน จิตนอกจากสงบแล้วยังมีความสง่างาม สงบร่มเย็นสง่างาม สว่างไสวอยู่อย่างนั้นละ

เพราะฉะนั้นพระกรรมฐานท่านจึงไม่กลัวพวกสัตว์ร้ายมีเสือเป็นต้น ไปอยู่กับเขาได้ดี เราเทียบจิตเขากับจิตเราเท่านั้นแหละ จิตเขาเป็นจิตสัตว์ จิตเราเป็นจิตคนจิตธรรม อำนาจของจิตที่มีธรรมกับอำนาจของจิตของสัตว์ทั่วๆ ไปนี้ต่างกันมาก อำนาจจิตที่มีธรรมนี้พูดไม่ถูก แต่มันเป็นความอ่อนนิ่ม แล้วจะมากินมากัดเราได้อย่างไร จิตใจอ่อนนิ่มตลอดเวลา แล้วสัตว์ตัวไหนมันจะใจกล้าใจแข็งมากัดมากินผู้ที่มีจิตใจอ่อนนิ่มตลอดเวลาด้วยสมาธิธรรม-ปัญญาธรรมล่ะ นั่นละท่านอยู่ที่ไหนใจของท่านเป็นอย่างนั้น สงบเย็น

กลางคืนเงียบๆ ได้ยินแต่เสียงนกยูง นกยูงกลางวี่กลางวันไม่เจอเขาแหละ เหมือนไม่มีนกยูง เราวันไหนออกบิณฑบาต ไม่ใช่ออกทุกวันนะ วันไหนออกบิณฑบาตเห็นเขาวิ่งตัดหน้า มีแต่เขาเห็นเราก่อน ไอ้เราที่จะเจอเขาหากินธรรมดาไม่มี มีแต่เขาวิ่งแล้ว เขาเจอเราแล้วเขาไป เป็นตัวเดียวก็มี เป็นฝูงก็มีนกยูง มีแต่เขาเห็นเราก่อนทั้งนั้น เราไม่ได้เห็นเขา เราก็ไปเงียบๆ คนเดียวแต่เขามองเห็นเราก่อน เขาวิ่งผ่านหน้า ส่วนมากเขาไม่บินละ

จิตอยู่กับธรรมนะ สติธรรมติดแนบๆ นั่นละผู้ที่จะตักตวงเอามรรคผลนิพพานคือผู้เช่นนั้นละ ผู้กินแล้วนอนกอนแล้วนินเป็นความสะดวกสบายในการอยู่การกิน การหลับการนอน ฟุ่มเฟือยๆ ตลอด ผู้นี้คือหมูขึ้นเขียง ไม่รู้จักทุกข์ ผู้ที่จะทำจิตให้พ้นจากทุกข์การฝึกทรมานยุ่งยากลำบากทุกอย่าง แต่จิตผ่องใสตลอดเวลา พระกรรมฐานเราให้ฝึกนะ ตั้งใจ เอานี้ไปเป็นคติเครื่องเตือนใจ นี้ได้ผ่านมาแล้วก่อนจะได้มาเป็นครูเป็นอาจารย์ก็เรียกว่ารอดตายมา เดนตายๆ เพราะนิสัยเรามันเป็นนิสัยอย่างนี้มาดั้งเดิม นิสัยเด็ดเดี่ยวผาดโผนโจนทะยาน ว่าอะไรขาดสะบั้นไปเลยๆ

อันนี้ว่าทำความเพียรก็ขาดสะบั้นไปเลยอะไรมายุ่งไม่ได้ ความลำบากลำบนเข้ามายุ่งไม่ได้ ถ้าได้หมุนจิตเข้าตรงไหนแล้วหมุนเข้าหาธรรม ธรรมเท่านั้นที่เป็นใหญ่ อันอื่นเป็นใหญ่ไม่ได้ ก็ดีอย่างหนึ่ง จิตประเภทนี้รู้สึกจะเด็ดเดี่ยวแล้วยังไม่แล้วยังผาดโผนอยู่ไม่น้อยเหมือนกันสำหรับเรานะ แต่เหล่านี้เป็นผลดีทั้งนั้น ผาดโผนก็ผาดโผนทางที่ดี ไม่ใช่ผาดโผนทางกิเลส กิเลสหมอบ ถ้าจิตใจของเราเด็ดเดี่ยวผาดโผนโจนทะยานเพื่อฆ่ากิเลสแล้วกิเลสหมอบลงๆ ไม่อ่อนแอ

นั่นละการปฏิบัติธรรมครั้งพุทธกาลท่านดาษดื่นทีเดียว องค์นี้สำเร็จพระโสดา องค์นั้นสำเร็จพระสกิทาคา องค์นั้นสำเร็จพระอนาคา องค์นั้นสำเร็จพระอรหันต์ ก็เพราะความเพียรของท่านหมุนติ้วๆ ตลอดเวลาจะไม่สำเร็จได้อย่างไร ธรรมมีอยู่ หาธรรมต้องเจอธรรมซี กิเลสมีอยู่หากิเลสก็เจอกิเลส นี่เราไปหาธรรมเราก็เสาะตั้งแต่ธรรม อะไรจะเป็นข้าศึกต่อธรรมตัดออกปัดออก ให้พากันตั้งใจ

พระวัดนี้มีจำนวนมากผมก็ไม่ค่อยได้แนะนำสั่งสอน แต่การเปิดโอกาสให้ทำความเพียรในวัดนี้ไม่ให้ใครไปยุ่งพระนะ ทำความพากความเพียร ให้ดูแต่หัวใจ ไม่ให้ดูอย่างอื่นอย่างใดมากกว่าดูหัวใจเจ้าของ อย่าไปสอดรู้สอดเห็นเรื่องบ้านเรื่องเมือง กิจการงานของโลกเป็นอย่างไรต่ออย่างไร นี่ไม่ใช่เรื่องของพระอย่าไปยุ่ง มันมักมีเสมอนะพระ ไปสอดรู้สอดเห็น ไปคัดไปค้านเขาทางนั้นทางนี้ มันแย็บเข้ามาหูเราเรื่อย

นี่เรียกว่าไม่ดูหัวใจเจ้าของ มันไปดูเรื่องของกิเลส เรื่องส้วมเรื่องถานความสกปรกอย่างนั้นเหรอพระเหล่านี้น่ะ มันจับได้ทันที นี่เตือนแล้วนะ พอทราบแล้วเตือน จากนั้นไล่ออกจากวัด ให้มาดูหัวใจ ไปดูอะไรข้างนอก โลกทั้งหลายเขาดูแต่ข้างนอก ดูตามนิสัยของโลก ตายกองกันอยู่นี้มีใครพ้นไปได้ ดูกิเลสในหัวใจนี้จะผ่านพ้นไปได้ไม่ต้องสงสัย ให้พร วันนี้เทศน์เสียบ้าง

พระให้ได้เข้าอกเข้าใจ ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติ ผมไม่กวนพระนะ เรื่องการงานอะไรในวัดนี้เปิดโล่งให้พระทำความเพียรด้วยความสะดวกสบาย งานการของผมจะมีอะไรก็เป็นเรื่องของผมเอง หากมีความจำเป็นจริงๆ ที่เกี่ยวข้องกับเพื่อนฝูงให้มาช่วยเหลือกันชั่วระยะนั้นก็อาจมี แต่กำหนดไว้เสมอไม่ให้ลืมตัว

อาหารมีมากมีน้อยให้สม่ำเสมอกัน มีมากมีน้อยความสม่ำเสมอกันเป็นธรรม ที่มีก็มี ที่ล้นก็ล้น ที่อดก็อด อย่างนั้นไม่ใช่ธรรม ใช้ไม่ได้ เป็นลัทธิของสัตว์ ลัทธิของคนของพระของผู้มีธรรมแล้วต้องสม่ำเสมอ มีมากมีน้อยเป็นตายด้วยกัน อดอยากตายไปด้วยกันเลย นั่นถูกต้อง อย่าเห็นแก่ท้องแก่ปากของเรา เห็นแก่เรา ให้เห็นแก่เพื่อนด้วยกัน เสมอกัน ท่านเรียกว่าเสมอภาค จำเอานะ

หลังจังหัน

(หลวงปู่ศรี วัดประชาคมวนาราม(วัดป่ากุง) ต.ศรีสมเด็จ อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด จะมาคารวะหลวงตาและถวายผาป่ามหากุศลที่วัดป่าบ้านตาด วันอาทิตย์ที่ ๒๖ สิงหาคม เวลา ๑๔.๐๐ น.ครับ) ท่านศรีมีบริษัทบริวารมาก อันนี้ก็ขึ้นไปตามนิสัยวาสนาเหมือนกัน ท่านศรีมีบริษัทบริวารมาก ทั้งประชาชนทั้งพระเณร วัดต่างๆ เต็มไปหมด ท่านศรี มหาวีโร เคยอยู่ด้วยกันที่วัดป่าหนองผือ ท่านเคารพเรามากตลอดทุกวันนี้ เคารพมาตลอด ท่านมีบริษัทบริวารมาก สร้างวัดก็มาก ลูกศิษย์ลูกหาทางพระก็มาก มีทุกภาค

สำหรับวัดเราไม่ค่อยได้สร้างอะไร วัดเรานี้ดูไม่มีนะ ก็มีวัดเสืออยู่เมืองกาญจน์ ไปสร้างวัดว่าจะให้พระอยู่ เลยมีแต่สัตว์เต็มวัด เป็นอย่างนั้นละนิสัยวาสนาคนมันต่างกัน เราไปสร้างวัดที่ไหนมีแต่สัตว์แต่เนื้อเสือเต็มวัด เมืองกาญจน์ก็เหมือนกัน เขาถวายที่เมืองกาญจน์ให้สร้างวัด เราก็มองเห็นแต่ท่านจันทร์ ท่านจันทร์เป็นคนคลองด่าน สมุทรปราการ เป็นพระวัดนี้ตั้งแต่บวชทีแรก อยู่นี้เป็นประจำเป็นเวลาหลายปี โธ้  ข้อวัตรปฏิบัติเก่งมาก ท่านจันทร์ พอออกจากนี้ไป ก็ไปอยู่ทางเมืองกาญจน์ (ทองผาภูมิครับ) อยู่ข้างใน

พอดีเราไปเที่ยว เขาถวายที่ ก็เลยนิมนต์ท่านจันทร์มา เพราะท่านจันทร์เป็นพระลูกศิษย์ของเรา ก็พูดกันได้ง่าย เรื่องราวก็เข้าใจกันเรียบร้อยหมดแล้ว ตกลงก็มีแต่เพียงว่า ท่านจะว่างหรือไม่ว่าง ควรจะรับได้หรือไม่ ค่อยนิมนต์ท่านมา ปรึกษาหารือกัน ท่านก็บอกว่าว่าง คือทางวัดที่ท่านอยู่นู้นมีพระอยู่ หากว่าจะนิมนต์ท่านมาอยู่เป็นสมภารวัดนี้ จะได้ไหม ท่านรับว่าได้ ก็เลยให้ท่านมาอยู่

วัดเสือนี่จึงเป็นวัดท่านจันทร์ปกครอง มีแต่สัตว์แต่เสือ แต่เนื้อเต็มไปหมดนะ เออ ก็แปลกอยู่ แล้วท่านชอบสัตว์ด้วย กับสัตว์นี้เข้ากันได้ดี ไอ้เราไม่อยากจะพูดอะไรมาก นอกจากชอบกันกับหมาเท่านั้นหลวงตาบัว ไปที่ไหนหมารุมเลย มันก็แปลกอยู่นะ บริษัทเราคือหมา เข้าใจไหม บริษัทท่านจันทร์มีสัตว์ทุกประเภท ท่านจันทร์วัดเสือ เมืองกาญจน์ โห มีหลายประเภทมาจากในดง เป็นเองนะ มาจากในป่ามาอยู่นั้นเลย พวกม้าป่าก็เข้ามา สัตว์ป่าเข้ามาเยอะมาอยู่ที่นั่น มันจะเป็นตามนิสัยวาสนาเหมือนกัน วัดท่านจันทร์จึงมีแต่สัตว์เต็มไปหมด มันก็ขึ้นอยู่กับนิสัยวาสนา

สัตว์เหล่านั้นที่ออกมาจากป่าๆ ก็มี พวกม้า พวกอะไรเราไม่เคยเห็น ไม่เคยคิดเลยว่ามีม้าป่า ที่ไหนได้ม้าป่าลงมา พวกม้าพวกกวาง กวางก็เป็นกวางป่า เราก็ทราบ แต่ม้าไม่เคยคิดว่าจะมีม้าป่า นี่มีม้าป่าลงมาอยู่นั้น สัตว์หลายประเภทที่เป็นสัตว์ป่าลงมาอยู่นั้นเลยนะ ตอนเช้านี้ตั้งสี่ห้าร้อยหมู นี่นิสัยวาสนามันต่างกัน ใครจะไปทำได้อย่างนั้น ทำไม่ได้ ถ้านิสัยวาสนาไม่เข้ากันทำไม่ได้นะ เราจะไปตำหนิคนนั้นว่าคนนี้ โดยไม่ได้คำนึงถึงเราเองเป็นยังไง ต่างคนต่างมีกรรม มีนิสัยวาสนาต่างๆ กัน อย่างท่านจันทร์นี้ เราก็นิมนต์ท่านมาอยู่ในวัด ปกครองวัดก็คือปกครองพระที่อยู่ ที่ไหนได้สัตว์เต็มป่าเต็มดงมาอยู่กับท่าน เลยปกครองสัตว์ ก็อย่างนั้นแหละ เอ้อ แปลกอยู่

อยู่ที่นั่นมีวันหนึ่ง เสือป่ามา เสือในวัดก็มีเยอะ ตั้ง ๑๘-๑๙ ตัว เสือกับคนมันก็เข้ากันได้ดี ยิ่งกับเจ้าของด้วยแล้ว โอ๊ย จับปากจับอะไรๆ ทุกอย่าง จูงไปเหมือนสัตว์บ้านเราแหละ กับท่านจันทร์นะ แน่ะ อย่างนั้นละ มันอยู่ในกรงๆ เต็ม เสือตั้ง ๑๘-๑๙ ตัว แล้วพวกสัตว์ป่าเยอะ สำหรับเสือที่เป็นสัตว์น่ากลัว ซึ่งใครไม่ค่อยเลี้ยงมันได้ง่ายๆ แต่ก็มาเต็มอยู่ในวัดท่านจันทร์ มี ๑๘-๑๙ ตัว

มีวันหนึ่งที่นี่นะ เสือป่าเข้ามา เสือบ้านเลี้ยงไว้อยู่ในกรงๆ ทั้งๆ ที่คนมาเที่ยวมาเล่นได้สบาย แต่ตอนกลางคืนให้เขาอยู่ในกรง พอดีเสือป่าเข้ามาในวัด มันคงได้กลิ่นพวกเพื่อนของมัน เสือป่าจริงๆ เข้ามา เสือโคร่งใหญ่ ทางนี้ก็เสือตั้ง ๒๐ ตัว พอเสือป่าเข้ามาตัวเดียว เสียงสัตว์ในวัดลั่นหมดเลย นั่นเห็นไหมล่ะ เสือป่าเข้ามา กับเสือบ้านมีตั้ง ๒๐ ตัว ไม่มีอะไร แต่เสือป่าเข้ามาตัวเดียวเสียงลั่นหมดสัตว์ในวัด ทั้งวัวทั้งควายทั้งอะไร เสียงร้องลั่นอยู่ในวัด เสือป่าตัวเดียวมา

ม้าก็โดดเข้าไป ท่านจันทร์ท่านว่า ไม่เคยนึกเลยว่า ม้าจะรู้จักกุฏิเรา ท่านว่าอย่างนั้น แต่วันนั้นเสือเข้ามานี้ม้าโดดขึ้นมาชนกุฏิ กุฏิท่านจันทร์ ท่านจันทร์ก็ว่าอะไรกันนี่ ครั้นออกมาเห็นม้าวิ่งอยู่รอบกุฏิ มันได้กลิ่นเสือ มันวิ่งเข้ามาชนกุฏิ ท่านจันทร์ก็ออกมา ฉายไฟปุ๊บปั๊บ พระทราบก็ฉายไฟบ้าง เสือมันได้ยิน มันก็เปิดออกไป ท่านก็บอกว่า เอ้า ถ้าหากว่าจะเป็นเสือบ้านก็ให้เข้ามา เสือบ้านมีอยู่นี้ตั้ง ๒๐ ตัวแล้ว เสือป่าจะมาสมัครเป็นเสือบ้านก็มา เปิดเข้าประตูเลย เสือป่าได้ยินแล้ว ประตูเปิดไว้แล้วเข้าเลย ถ้าจะเป็นเสือป่าตามนั้นให้ออกไป เปิดออกไปเลยไม่อยู่เสือตัวนั้น เสียงลั่นนะ เสือป่ามาตัวเดียว

เสืออยู่นั้นตั้ง ๒๐ ตัว กับสัตว์ไม่มีอะไร พอเสือป่าเข้ามาตัวเดียว เสียงสัตว์ร้องลั่น แล้วก็ม้าโดดเข้ามาชนกุฏิท่าน แต่ก่อนไม่เคย ท่านก็ไม่สนใจมัน ม้าตัวนี้มันรู้จักกุฏิท่านหรือเปล่าไม่ทราบ แต่เวลาจนตรอกแล้ว มันมาชนกุฏิเลยม้า ตั้งมาชนกุฏิท่านป้างเข้าให้เลย พอท่านออกมา มันอะไรกันนี่ ท่านออกมาฉายไฟ ม้ามันวิ่งรอบกุฏิท่าน คือเสือเข้าทางโน้น ท่านก็ฉายไฟพาบพีบๆ ที่นี่เสือมันก็ทราบ ทางโน้นฉายไฟมามันก็เลยวิ่งออกไป นี่มันแปลกอยู่นะ

พอเห็นอย่างนี้ก็อดคิดไม่ได้นะ ที่เขียนไว้หน้าวัด กูจะฟ้องท่านเปา มันมาเที่ยวเพ่นพ่าน ทีนี้ใครมาเขียนมีแต่เรื่องตลกทั้งนั้น มันออกมาจากเรา เขียนไว้ตลก หมาก็เงือดเงื้อ อะไรก็เงือดเงื้อ มีแต่ตลกทั้งนั้นหน้าประตูวัดน่ะ มันขึ้นไปจากคนเดียวนี้ เรามันชอบตลกไปอย่างนั้น เอาเรื่องตลกเข้ามา โวกวากๆ แต่มันมีตลกอยู่นั้น เขาเลยเอาไปเขียน ออกไปนี้ก็เห็น อย่ามาเพ่นพ่าน หมาหรืออะไรเงือดเงื้ออยู่ในนั้น มันไปจากคนเดียว แปลกอยู่นะ ไปจากเราคนเดียว เราชอบตลก กับหมากับสัตว์เหล่านี้ มันชอบแต่ไหนแต่ไรมา แล้วก็นิสัยตลกด้วย

ท่านอะไร (มหาสมบัติ บุญเรืองครับ) เออ มหาสมบัติ บุญเรือง อยู่ที่วัดนรนาถ ท่านออกทีวีพูดเกี่ยวกับเราว่า อาจารย์มหาบัว การเทศนาว่าการหาที่ค้านไม่ได้ พร้อมกับข้อเปรียบเทียบ ได้กันเปรี๊ยะเลยว่างั้น แต่ท่านเป็นนิสัยตลก แน่ะลงตรงนั้น แต่ท่านมีนิสัยตลก ลงสุดท้ายก็ลงตลกแหละ ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เรา

มันเป็นตามนิสัย ไม่ใช่แกล้งทำนะ มันหากเป็นของมันเอง เป็นนิสัย อยากออกแง่ไหนมันก็ออกตามนิสัยของมัน ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาจะทำนะ ไม่ตั้ง มันหากเป็น แย็บออกแฝงกันไปนั่นละกับกิริยาที่แสดงออก นิสัยที่ตลกหรืออะไรมันก็แฝงกันออกไปนั้นละ ไม่ใช่มันตั้งหน้าตั้งตาออกนะ มันแฝงกันไป เป็นอย่างนั้นแหละ เขียนไว้ตรงนั้น พวกหมาก็เงือดเงื้อ ตลก ห้าม อย่ามาเพ่นพ่าน หมา มันนิสัยตลกอีกแหละ ก็อย่างนั้นละ กูจะฟ้องท่านเปา มันมาเที่ยวเพ่นพ่าน จากนั้นก็มีแต่ท่านเปาเต็มแถวนั้น เข้าใจไหม อย่ามาเพ่นพ่าน หมาก็เงือดเงื้อใส่ ขบขันดี

พอพูดอย่างนี้ก็ระลึกถึงท่านสม ท่านสมขู่เราจริงๆ นะ คือทางจงกรมท่านสมอยู่ทางนั้น ออกมาหาเรานี้มันตรงแน่วนะ เราอยู่ที่นี่ ท่านสมอยู่ดูจะห่างขนาดนั้นละ ขนาดโรงไฟนั้นละ ทางนี้มันตรงแน่วกว้างๆ เราก็อยู่ทางนี้ ทีนี้หมามันมาเที่ยวเพ่นพ่านกำลังค่ำมืด แถวนั้นก็มีเสือ แต่เราไม่คำนึงถึงเสือยิ่งกว่าการเล่นกับหมาเท่านั้น พอเห็นหมามาจุ้นจ้านค่ำๆ กำลังจะมืด เอ๊ะ มันมายังไง มันมาเที่ยว เราไปก็ด้อมๆ ไปจับพุ่มไม้ หมามันอยู่ทางนี้ เราไปหัวจงกรมนี้จับพุ่มไม้เขย่านี้หมามันก็วิ่ง สมๆๆ ลัดๆ ท่านสมก็โดดออกมายืนจังก้าอยู่นั่น ลัดอะไรๆ

หมามันก็วิ่งปั๊บๆๆ ไป วิ่งลอดรักแร้ท่านไปท่านไม่สนใจกับหมา มีแต่บอกว่าเราให้ลัดๆๆ ลัดอะไรๆ หมามันก็วิ่งไป บอกให้ลัดหมาตัวนี้แหละ พอระลึกได้ หือ ลัดหมาตัวนี้เหรอ พอว่างั้น อะไรๆ ก็ไม่มีที่ต้องติท่านอาจารย์ แต่กับหมาไม่ทราบเป็นยังไง ดุเรานะ ปุ๊บเข้าโน้นเลย เราก็เฉย อย่างอื่นใดหาที่ต้องติไม่ได้ แต่กับหมาไม่ทราบเป็นยังไงท่านอาจารย์นี่ว่างั้น ปุ๊บเข้าไปเลย คือโมโหให้เรา แต่เราก็เฉยเราไม่ได้โมโห ก็เราเป็นอย่างนั้นจริงๆ นี่ พอตื่นเช้าขึ้นมาทำท่าลักษณะจะขู่เรานะ มีลักษณะยิ้มๆ เราก็เฉย ไปบิณฑบาตคนละบ้าน

ตอนนั้นเราเที่ยวลงมามาพักที่นั่น เป็นร้านเก่าเขา เราก็มาพักที่นี่ ท่านก็พักที่นั่น ลงมาจากภูเขา ว่าจะไปหนองผือนั่นแหละหากยังไม่ได้ไป พอดีหมามันมาเที่ยว ไปจับพุ่มไม้เขย่า หมามันตื่นแล้วมันก็วิ่ง เราก็บอก สมๆ ลัดๆ ท่านก็วิ่งออกมายืนจังก้าอยู่นั้น ลัดอะไรๆ หมาก็วิ่งปั้บๆๆ ลอดรักแร้ไปเลย ยังเถ่ออยู่ เลยไม่ได้ดูหมา ว่าลัดอะไรๆ เถ่อ ไอ้หมามันก็วิ่งลอด เราก็ยืนเฉย พอระลึกได้ หรือลัดหมาตัวนี้เหรอว่างั้นนะ พอเห็นเราเดินอยู่นั้น หือ ลัดหมาตัวนี้เหรอเราก็เฉย ท่านเลยว่า อะไรก็ดีหมดท่านอาจารย์ แต่กับหมาไม่ทราบเป็นยังไง ปุ๊บเข้าไป โมโหให้เรา

ตอนเช้าบิณฑบาตมาดูลักษณะเหมือนจะขู่แล้วมียิ้มๆ นิดหนึ่งเราก็รู้ หมานั้นแหละนึกในใจ พอเสร็จแล้ว ท่านอาจารย์นี่ อะไรๆ หาที่ต้องติไม่ได้ การประพฤติปฏิบัตินี้หาที่ต้องติไม่ได้เลย แต่กับหมานี้ไม่ทราบว่าเป็นยังไง โอ๊ย พันกันเลย เราก็เฉย เพราะท่านเคยเห็นเราเล่นกับหมานี่ แต่วันนั้นเราไล่หมาไปหาท่าน ท่านไม่รู้ว่าเราให้ลัดหมา ท่านว่า ลัดอะไรๆ ยืนเถ่ออ้าปากอยู่ หมามันก็ลอดรักแร้ไป หมาผ่านไปแล้วเราก็ยืนเฉย หรือลัดหมาตัวนี้เหรอ พอว่างั้น เอ้ย อาจารย์อะไรๆ ดีหมด แต่กับหมาไม่ทราบเป็นยังไง ปุ๊บเข้าไป คงจะโมโหให้เรา เราเฉยไม่สนใจ ก็เรากับหมาเป็นเรื่องของเรา ท่านสมเป็นบ้าก็เป็นเรื่องของท่านสมซิ เราไม่ได้เป็นบ้ากับคน เราเป็นบ้ากับหมาต่างหาก ตอนเช้าบิณฑบาตกลับมาขู่เรานะ เราก็เฉยอีกเหมือนกัน ก็เราเป็นอย่างนั้นจริงๆ จะให้ว่าไง ท่านว่าก็ถูกของท่าน ขบขันดี กับหมานี่เป็นละ

 

รับชมและรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน  FM 103.25 MHz

และเครือข่ายทั่วประเทศ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก