ธรรมอุทาน
วันที่ 2 กันยายน 2550 เวลา 8:10 น. ความยาว 28 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๐

ธรรมอุทาน

ก่อนจังหัน

พระกรรมฐานเราจัดอาหารใส่บาตร เอาช้อนลงไปตักอาหารอยู่ในบาตรมาฉันแบบเจ้าชู้ขุนนางมันดูไม่ได้นะกรรมฐานเรา อย่างอื่นๆ เราไม่เกี่ยว สำหรับพระในวงกรรมฐานปฏิบัติอรรถธรรมจริงๆ แล้ว เอาช้อนไปตักอาหารอยู่ในบาตรมาฉัน เป็นพระกรรมฐานเจ้าชู้ขุนนาง เราเห็นอยู่เสมอ ขวางตาเหลือเกิน อันนี้เป็นเหตุที่เราจะคิดมากก็จากพ่อแม่ครูจารย์มั่นเรานี้ ท่านว่าพระกรรมฐาน ท่านพูดเฉพาะท่าน เวลาจัดอาหารแล้วจะฉัน เอาช้อนตักอาหารในบาตรนี้มันขวางทันที ก็ฉันเพื่อความเห็นภัยแล้วทำไมจึงต้องเอาช้อนเอาอะไรไปตัก ฉันแบบเจ้าชู้ขุนนาง เข้ากันไม่ได้เลย ท่านว่าอย่างนี้

เราไม่ทราบว่า ตั้งแต่นั้นมานานเท่าไรไม่รู้ท่านหยุดเลยเรื่องช้อน ไม่เคยเข้าไปตักอาหารในบาตรมาฉันเลย ฉันด้วยมือ ท่านว่าอย่างนั้น มือนี่ใช้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร เป็นหลักธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องส่งเสริม ทีนี้พระกรรมฐานเราไปทำอย่างนั้นมันเลยส่งเสริมไปแล้ว ท่านว่างั้น เวลาเราไปไม่เคยเห็นท่านฉันด้วยช้อนนะ เอาช้อนตักอาหารในบาตรมาฉันเราไม่เคยเห็น แต่เวลาท่านพูดก็จำได้อย่างนี้ละ ไม่ทราบว่าท่านหยุดมาตั้งแต่เมื่อไรเรื่องเอาช้อนตักอาหารในบาตรมาฉัน ท่านว่าแบบเจ้าชู้ขุนนาง จัดรวมลงในบาตรก็เพื่อจะพิจารณาเห็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อสุภะอสุภัง แล้วเหตุใดจึงเอาช้อนมาตักอาหารในบาตรมาฉัน แบบเจ้าชู้ขุนนางไม่เห็นโทษ ท่านว่างี้ละ ท่านไม่เอาเลยท่านว่างั้น

เวลาเราไปหาท่านก็ไม่เคยเห็นท่านฉันช้อนนะ เอาช้อนตักลงในบาตรไม่เคยเห็น ฉันก็ฉันด้วยมือเรื่อยๆ ไปอย่างนั้น แต่พระหน้าด้านมีนะ ท่านใส่ปัญหาเอา พระหน้าด้าน พระเจ้าชู้ พระขุนนาง พระโอ่อ่าฟู่ฟ่า กรรมฐานขี้หมาอะไรก็ไม่รู้แหละมันแฝงอยู่ในพ่อแม่ครูจารย์มั่นเห็นด้วยตานี่เรา ไม่ยอมใครง่ายๆ นะ โอ่อ่าฟู่ฟ่า ท่านก็ไม่ว่าอะไร ยังไม่ถึงกาลที่ท่านว่าท่านไม่ว่าแหละ พอถึงกาลแล้วฟ้าดินถล่มนะพ่อแม่ครูจารย์มั่นนี่ ท่านมีแต่ใส่ปัญหาเท่านั้นละ

เวลาเราไปเที่ยวไปอะไรๆ กลับมา ท่านหากพูดกับพระแหละ ท่านมหาไปนานมานักนะ ไปซดซ้ายซดขวาอยู่ไหนน้า ท่านว่างั้น ท่านมหาไปนานแล้วยังไม่เห็นกลับมาเลย คือไปเที่ยว ถึงกาลเวลาที่ควรจะกลับมา ก็เอาปัญหานั้นขึ้น ท่านมหานี่ไปหาซดซ้ายซดขวาอยู่ไหนนา ทั้งๆ ที่ท่านรู้แล้วว่าเราไม่เคยฉันช้อนเลย ท่านตีพระตัวมันหน้าด้านอยู่ในนั้นแหละ ไปหาซดซ้ายซดขวาอยู่ไหนนาท่านมหา ว่างั้น เวลามาพระก็เล่าให้ฟังๆ เราก็บอกว่า นี่กบาลพวกเธอทั้งหลายนี่ ท่านตีกบาลเธอทั้งหลายรู้ไหม ผมเคยฉันช้อนเมื่อไร ท่านทั้งหลายเห็นไหม เราซ้ำสองเข้าไปอีกเลย มันหน้าด้านพระกรรมฐานนี่ แบบเจ้าชู้ขุนนาง โอ่ๆ อ่าๆ ดูไม่ได้นะพระเราลูกศิษย์ตถาคต เป็นผู้สง่าราศีด้วยศีลด้วยธรรม ความสำรวมระวัง ความมักน้อยสันโดษ นี้เป็นเครื่องประดับพระ

ไอ้โอ่อ่าฟู่ฟ่าเป็นแบบโลกเขา เลยโลกไปอีก เป็นส้วมเป็นถานไปหมด มันดูไม่ได้นะเลอะเทอะ จิตใจมันด้านด้วยกิเลสแล้วเอาเถอะน่ะ มันไม่ฟังเสียงใครง่ายๆ แหละ จิตใจมันด้านกลายเป็นคนหน้าด้าน พระหน้าด้านไปหมด

เราไปอยู่กับพ่อแม่ครูจารย์มั่น ตั้งแต่ไปไม่เคยเห็นท่านฉันช้อน เวลาท่านพูดขึ้นมาเราถึงรู้ ท่านหยุดมาตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ เวลาเอาช้อนตักอาหารในบาตรมาฉันนี่ ก็เราฉันด้วยความเห็นภัย รวมลงในบาตรนั่นก็เพื่อความเห็นภัย  ท่านว่า แล้วยังจะเอาช้อนมาตักขึ้นมาฉันอย่างนี้มันขัดกันมาก เลยไม่ฉัน ท่านว่างั้น แต่เวลาเราไปท่านจะหยุดแต่เมื่อไรไม่รู้ เวลาท่านพูดขึ้นมาถึงรู้

แต่พวกกรรมฐานขุนนางเรานี่เป็นยังไงฟัง ไปที่ไหนโอ่อ่าฟู่ฟ่า กรรมฐานขุนนาง ยิ่งออกไปนี่แล้วเอาละนะ อาตมา ขึ้นนะ มาจากสำนักอาจารย์มหาบัว กำลังอยากลองเครื่องเดี๋ยวนี้น่ะ มันมีนะพระเก่งๆ แถวนี้ มันเอาครูบาอาจารย์ไปจับจ่ายขายกินด้วยความหน้าด้านของมันมีนะ เลวลงทุกวันๆ พระเรานี่ ใจเลวลงทุกวันต่ำลงทุกวัน ทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นของเลวไปหมด วัดเลยกลายเป็นส้วมเป็นถาน พระกลายเป็นมูตรเป็นคูถเคยมีเหรอ ก็มีอยู่ในกับพวกเรานี่แหละ วัดเลยกลายเป็นส้วมเป็นถาน พระเณรที่อยู่ในวัดก็กลายเป็นมูตรเป็นคูถไปหมด

มันเลอะเทอะมากแล้วนะ จิตใจต่ำทรามเสียอย่างเดียวเท่านั้น เห็นมูตรเห็นคูถเป็นของดิบของดี เห็นทองคำธรรมชาติเป็นของเลวไปหมดแล้ว มันพลิกนะจิตใจ จิตใจมันพลิกเสียอย่างเดียวเท่านั้นละ เอาละให้พร

หลังจังหัน

         ทองคำที่มอบเข้าคลังหลวงแล้ว ๑๑,๐๓๗ กิโลครึ่ง หลังจากมอบแล้วได้ทองคำน้ำไหลซึมเพิ่มถึงวันที่ ๑ กันยา ได้ ๕๓๙ กิโล ๖ บาท ๕๕ สตางค์ ถ้ารวมทองคำทั้งหมดที่มอบแล้วและยังไม่ได้มอบเข้าด้วยกันก็เป็นจำนวนทองคำ ๑๑,๕๗๖ กิโล ๓๙ บาท ๔๔ สตางค์ เราได้พยายามที่สุดพี่น้องทั้งหลายกรุณาทราบ เราดีดดิ้นอยู่ทุกวันนี้เราไม่ได้ดีดดิ้นเพื่อเรา เราพอทุกอย่างแล้ว เราไม่เอาอะไรทั้งหมด สามโลกธาตุปล่อยหมดโดยสิ้นเชิงไม่มีอะไรเหลือภายในใจเลย ที่มาแทนกันก็คือเมตตา ความเมตตานี่ละที่ไปไหนดีดดิ้นนู้นนี้ไป มีแต่ความเมตตาทั้งนั้นนะ

ขนของเข้าสู่คลังหลวง ก็คือความเมตตาต่อพี่น้องชาวไทยทั้งประเทศนั่นแหละไม่ใช่อะไร เมตตาครอบ จึงต้องขวนขวายตลอดเวลา เหมือนหนึ่งหลวงตาเป็นคนขอทาน เป็นนักรบกวน กวนนั้นกวนนี้ ก็กวนเข้าไปสู่คลังหลวงเพื่อพี่น้องทั้งหลายนั่นแหละ หลวงตานี้ไม่เอาอะไรเลย บอกให้ชัดเจน การปฏิบัติธรรมปฏิบัติมาท่านทั้งหลายให้ทราบเสีย ธรรมถึงความพอ พอ กิเลสไม่มีพอ เหมือนไสเชื้อเข้าหาไฟ ไสเข้าไปเท่าไรเปลวจรดเมฆๆ ที่จะให้ไฟพอเชื้อไม่มี ให้กิเลสพอสิ่งทั้งหลายที่กว้านเข้ามานี้ไม่มี แต่ธรรมมี

วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ เท่านั้นพอ ไม่มีอะไรเพิ่มเข้าอีกแล้ว ตัดออกก็ไม่ได้ เพิ่มเข้ามาอีกก็ไม่มี เรียกว่าพอดีๆ เต็มสัดเต็มส่วน วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ จิตใจสมบูรณ์เป็นธรรมทั้งแท่งแล้วในใจดวงนั้น นั่นละบำเพ็ญมาให้ถึงขั้นนั้นแล้วเป็นธรรมทั้งแท่งพอหมดเลย ที่เราได้ดีดดิ้นเพื่อพี่น้องทั้งหลายอยู่ทุกวันนี้ เราไม่ได้ดิ้นเพื่อเรา เราบอกแล้วชัดเจนเลยว่าเราพอทุกอย่าง เราไม่มีอะไรที่จะเอามาเพิ่มอีก อะไรที่เอามาเพิ่มมันสูงต่ำขนาดไหนกับธรรมชาติที่มีอยู่ในหัวใจนี้เอามาเพิ่มเป็นยังไง มันต่ำกว่ามันก็เข้ากันไม่ได้ แน่ะ ถ้าสูงกว่านั้นมันก็ไม่มี

ธรรมนี้เลิศเลอสุดยอดแล้ว คำสรรเสริญนินทาจึงต้องตกไปๆ หมด ไม่มีอะไรสูงกว่าธรรมชาตินั้น นั่นละท่านว่าใจพอพออย่างนั้นละ ถึงพอแล้วก็ตามความเมตตาก็ครอบไปหมดทั่วโลก ทีนี้พยายามขวานขวยหาสมบัติเข้าสู่หัวใจของชาติเรามีอะไรบ้าง ฟังซิน่ะ ทองคำก็ตั้งเป็นหมื่นนู่นของง่ายเมื่อไร ทองคำของเรา ๑๑,๐๓๗ กิโลครึ่งทองคำเข้าแล้วนะ รวมทองคำประเภทนั้นประเภทนี้เข้าไปอีกเป็น ๕๓๗ กิโล แล้วรวมทองคำทั้งหมดที่มอบแล้วและยังไม่ได้มอบเข้าด้วยกัน เป็นทองคำ ๑๑,๕๗๖ กิโล ๓๙ บาท ๔๔ สตางค์ นี่ละทองคำที่เราได้เข้าคลังหลวง จากการขวนขวายของพี่น้องทั้งหลายที่เราเป็นผู้นำ

เราทำเพื่อประโยชน์แก่โลกจริงๆ เราไม่เอาเราไม่แตะอะไร ทุกอย่างเราไม่เอาเราพอ จึงเรียกว่าพอ ไม่เอาอะไรเลย สมบัติเงินทองข้าวของมาเท่าไรออกช่วยโลกทั้งนั้น เราจะกำนี้ไม่มีเลยแบตลอดเลย จึงเรียกว่าพอ ไม่งั้นไม่เรียกว่าพอ กำๆ เอาคว้าโน้นคว้านี้ไม่พอ กิเลสตัวไม่พอเหมือนไฟได้เชื้อ เอาไสเข้าไปเชื้อ เปลวมันจรดเมฆนู่น เปลวไฟกิเลสจรดเมฆมันได้เชื้อมาก ถ้าธรรมแล้วเป็นน้ำดับไฟ ดับพรึบๆๆ เย็นตลอดเลย

เราเทศน์อย่างนี้ก็ออกทั่วประเทศไทย ควรจะเป็นคติตัวอย่างได้แล้วจากธรรมเทศนาที่แสดงมานี้ด้วยความขวนขวาย ด้วยความเมตตาเต็มสัดเต็มส่วนต่อพี่น้องทั้งหลาย เราไม่เอาอะไรเราอุตส่าห์พยายามเต็มกำลังความสามารถ อะไรๆ ที่จะเข้าสู่จุดส่วนรวมเราเสาะแสวงมากสงวนมากทีเดียว เข้าๆๆ ไม่ให้ออก มีเท่าไรให้เข้าอย่างเดียวๆ พยายามที่สุด เราตายแล้วเราไม่เอาอะไร ทั้งๆ ที่ดิ้นอยู่นี้ตายแล้วสละหมดเลย สมมุติทั้งปวงไม่มีเหลือในใจ เวลานี้ก็มีสมมุติที่เหลืออยู่ในใจ เช่นร่างกายนี้ก็เป็นสนามแห่งโลกธรรม ๘ เอา เขาจะติจะชมอะไรเขาก็ติได้ชมได้ในกิริยาอาการเหล่านี้ แต่ธรรมชาตินั้นไม่มี หมด หมดโดยสิ้นเชิงไม่มีที่ตำหนิ แม้เจ้าของเองจะตำหนิก็หาที่ตำหนิไม่ได้ หมด ท่านเรียกว่าพอ

จิตใจเมื่อบำเพ็ญให้พอแล้วพอหมด ไม่มีอะไรจะเอื้อมเข้าไปถึง สรรเสริญก็ไม่สูงกว่าธรรมชาตินั้น นินทาสรรเสริญต่ำกว่าทั้งหมดๆ เข้าไม่ได้ เพราะฉะนั้นโลกธรรม ๘ จึงตกออกหมดในจิตของท่านผู้บริสุทธิ์แล้ว ท่านไม่เอาอะไร นี่พยายามเต็มกำลังมา๕๗ ปีนี้แล้วมั้งที่ได้เริ่มสอนเพื่อนฝูงพระเณรอยู่ในป่าในเขาแต่ก่อน อยู่ในป่าในเขามีแต่พระแต่เณรอยู่ในป่าในเขาด้วยกัน แล้วก็ค่อยเคลื่อนย้ายออกมาๆ เป็นห่วงโยมแม่

โยมแม่นี้ก็ทราบชัดเจนแล้ว พูดง่ายๆ เราอยู่ห้วยทรายมันแสดงฤทธิ์อยู่นู่น พอตื่นเช้าขึ้นมา โอ้ ผมนี่นึกว่าจะหมดภาระอะไรๆ แล้วจะไปสะดวกสบายอยู่กินไปมาเป็นตายสะดวกสบายไม่สบายแล้วนะ แน่ะ ได้ปรากฏโยมแม่แล้วเมื่อคืนนี้ อย่างนั้นนะ จะต้องได้กลับไปหาโยมแม่ก่อน พอจากนั้นพรรษาที่ ๔ เรียบร้อยแล้ว กลับมาก็เอาโยมแม่บวช มันก็พัวพันกันมาจนกระทั่งบัดนี้ผิดที่ไหนล่ะ พอกำหนดไว้แล้วมันก็เป็นอย่างที่ว่า

นู่นเป็นอยู่ห้วยทราย นึกว่าจะไปสบายหายห่วง มาก็ข่ายมันเกี่ยวกันกับโยมแม่ โอ้ แล้วกันไปไหนไม่ได้แล้ว โยมแม่มาเกี่ยวข้องอยู่นี้แล้ว ก็มาจริงๆ มาก็โยมแม่บวชง่ายที่สุด จดหมายบอกมา บอกว่าให้เตรียมตัวไว้เรียบร้อย ทุกอย่างให้ตัดออกให้หมดเรื่องกังวลมาตั้งแต่วันเกิด คราวนี้ให้สลัดออกให้หมดให้เอาธรรมเข้าสู่ใจ จะให้โยมแม่บวชบอกมาเลย ไปนี้จะเอาบวชเลย พอเสร็จแล้วมา โยมแม่ก็เตรียมพร้อมแล้ว บวชปุ๊บเลย พาไปจันทบุรี กลัวโยมแม่จะเป็นห่วงเป็นใยกับลูกกับหลานอะไรก็พาไปโน้น พอเสร็จจากโน้นแล้วกลับมาก็มาสร้างวัดที่นี่แหละ อยู่จนกระทั่งโยมแม่เสียไป

นี่ละสายห่วงมันมีอะไรมันไม่ได้ผิดนะ ถ้าลงกำหนดไว้เรียบร้อยแล้วไม่ผิดบอกงั้นเลย มันแน่อยู่ในหัวใจ ว่าอะไรเป็นอะไรๆ มันแน่อยู่ในหัวใจชัดเจนแล้วถึงจะพูดออกมา ไม่ได้พูดสุ่มสี่สุ่มห้านะ เอาโยมแม่บวชก็หายห่วงไปละ ทีนี้มันก็เกี่ยวโยงกันไปหมด ในครัวนี้มากขนาดไหนโยมแม่เป็นเหตุ ถ้าโยมแม่ไม่ได้บวชในครัวไม่มีใครนะ จะไม่มี นี่ก็เต็มอยู่เห็นไหมล่ะ เป็นบ่อแห่งความกังวลวุ่นวายอยู่ในนั้นหมด เราก็เลยหนักมาตลอดละ หนักจนกระทั่งวันตาย ให้เบาบางไม่เบาบาง

นี่ก็ได้บอกไว้แล้วทองคำ เวลาเราตายนี้บรรดาพี่น้องลูกหลานทั้งหลายลูกศิษย์ลูกหาที่จะมาถวายจตุปัจจัยต่างๆ ในงานศพของเรา บอกว่างานศพของเรานี้ตัวศพตัวอะไรของเรานี้อย่าเอาอะไรมาหรูหราฟู่ฟ่านะ มีแต่หีบศพกับซากศพที่ตายอยู่ในหีบเท่านั้น เอาเท่านั้นอย่าเอาอะไรมายุ่ง จตุปัจจัยพี่น้องทั้งหลายมาบริจาคเท่าไรๆ ให้คณะกรรมการเก็บหมด มีเท่าไรเก็บหมดไม่ให้ออกไปฟู่ฟ่าหรูหรา พอเก็บหมดแล้วยกเงินจำนวนนี้ไปซื้อทองคำเข้าสู่คลังหลวงหมดเลย เราจะเผาด้วยไฟเราบอกไว้แล้ว มีพินัยกรรมด้วยนะ เอาจริงเอาจังมาก

เราทำประโยชน์ให้โลกจนสุดขีดสุดแดน ถึงขนาดที่ว่าเผาด้วยไฟ สมบัติเงินทองที่จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่มีชีวิตอยู่นี้ จะเอาเข้าคลังหลวงให้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมทั้งหมดเลย นั่น เขียนไว้แล้วนะ ในพินัยกรรมเขียนไว้เรียบร้อยแล้ว ให้มาอ่านปึ๋งแล้วก็ปฏิบัติตามนั้นเลย เราไปหายห่วงพูดให้มันชัดเจนเสีย เกิดในชาตินี้เราก็ทำประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วยของเรา พอพ้นจากนี้แล้วก็ไปอย่างหายห่วงเลย จะไม่กลับมาเกิดอีกพูดให้มันชัดเจน ประจักษ์อยู่ในนี้ตั้ง ๕๖-๕๗ ปีนี้แล้ว ถามใครที่ไหน สนฺทิฏฺฐิโก ผู้ปฏิบัติจะรู้ผลงานของตัวเองไม่ต้องมีใครมาตัดสินให้

พระพุทธเจ้าก็ สนฺทิฏฺฐิโก เป็นพระองค์แรก รู้ผลงานของพระองค์ว่าเป็นศาสดาเต็มภูมิ จากนั้นสาวกทั้งหลายได้ยินได้ฟังประพฤติปฏิบัติตามก็เป็น สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเราตลอดมา หัวใจอันนี้ก็เป็นอันเดียวกันมันก็รู้อย่างเดียวกันนั่นละ เพราะฉะนั้นจึงว่าเราจะทำประโยชน์ให้โลกเต็มความสามารถของเรา เสร็จจากนี้แล้วก็ไปเลยไม่มีอะไรห่วง ไปแบบไม่กลับ บอกให้มันชัดเจนเสียเลย ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเราที่จะมาเกิดมาตายกองกันอยู่นี้เป็นชาติสุดท้าย

อยมนฺติมา ชาติ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว ต่อไปนี้เราจะไม่กลับมาเกิดตายกองกันอีก พูดให้มันชัดเจนอย่างนี้ นี่พระพุทธเจ้าแสดงแก่พระเบญจวัคคีย์ทั้งห้า ว่า ญาณญฺจ ปน เม ทสฺสนํ อุทปาทิ ญาณคือความรู้ความเห็นอันเลิศเลอได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราตถาคต อกุปฺปา เม วิมุตฺติ ความหลุดพ้นของเรานี้พ้นแล้วโดยสิ้นเชิงไม่มีการกำเริบอีกแล้ว อยมนฺติมา ชาติ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเราตถาคต นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว ตั้งแต่นี้ต่อไปเราจะไม่กลับมาเกิดตายกองกันอีก

เทศนาว่าการสุดท้ายพระอัญญาโกณฑัญญะก็ได้ดวงตาเห็นธรรมโสดาขึ้น ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ สิ่งใดก็ตามเกิดแล้วดับทั้งนั้น อะไรเป็นเครื่องยืนยันกัน อะไรไม่ดับ นั่น มันต้องว่าออกมาซิ อะไรก็ตามเกิดแล้วดับทั้งนั้น อะไรไม่ดับ นี่อันนี้ไม่ดับ นั่น พระอัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วธรรมชาติอันนี้ อันนี้ไม่ดับ นั่นละเครื่องยันกันเป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าก็ทรงพระอุทานรับกันเลยว่า อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ พระอัญญาโกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอๆ รู้ธรรมอันนี้ จะไม่กลับมาเกิดอีกแล้วพูดง่ายๆ ประจักษ์อยู่นั้น พระอัญญาโกณฑัญญะก็ออกมาอย่างเด็ดๆ

ตามธรรมดาท่านแปลในตำรับตำรานั้นแปลเป็นธรรมดากลางๆ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งนั้นย่อมดับเป็นธรรมดา นี้ท่านกล่าวเป็นกลางๆ แต่สำหรับท่านผู้รู้ธรรมด้วยความสะดุดใจอย่างฟ้าดินถล่มนี้แล้วท่านจะไม่แปลอย่างนั้น ท่านจะไม่ออกอุทานอย่างนั้น ไม่เช่นนั้นไม่สมกับว่าอุทาน สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งนั้นย่อมดับเป็นธรรมดา นี่ในปริยัติท่านแสดง แต่ผู้ที่รู้ธรรมเห็นธรรมด้วยความสะดุดใจอย่างสะเทือนโลกนี้แล้วว่า สิ่งใดก็ตามเกิดแล้วดับทั้งนั้น นั่นขึ้นรับกันปึ๋ง อะไรไม่ดับ นั่นเห็นไหมล่ะ ท่านรู้อันนี้ปั๊บแล้วทุกสิ่งทุกอย่างเกิดแล้วดับทั้งนั้น อะไรไม่ดับ อันนี้ไม่ดับ นั่น ให้มีเครื่องพยานกันอย่างนั้นซี อย่างพระอัญญาโกณฑัญญะ

การปฏิบัติธรรมเป็น อกาลิโก ทำบาปได้บาปทำบุญได้บุญตลอดไป ใครอย่าประมาทนะ คำสอนนี้เป็นคำสอนของศาสดาองค์เอกไม่มีใครสอนผิดเพี้ยนต่างกันเลยแม้นิดหนึ่งไม่มี บาป บุญ นรก สวรรค์มีบอกอย่างนี้เหมือนกัน ใครฝืนก็จมเลย ถ้าใครปฏิบัติตามก็จะค่อยตะเกียกตะกายไปได้เป็นคนดีเรื่อย จนกระทั่งถึงที่สุดวิมุตติพระนิพพานได้ เอาละวันนี้พูดเท่านั้นละ ว่าจะไม่พูดก็มาก ก็ดีแล้วให้ได้ฟังทั่วหน้ากัน ธรรมะนี้เป็นธรรมอุทานออกมาจากหัวใจเลย ธรรมะที่เทศน์อยู่เวลานี้ไม่ได้ไปหาลูบๆ คลำๆ ที่โน่นที่นี่ ถอดออกมาจากหัวใจที่ปฏิบัติมารู้เห็นอย่างนั้นประจักษ์ใจแล้วใส่ออกมาผางๆ เลยไม่สะทกสะท้าน เอาละให้พร

 

รับชมและรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน  FM 103.25 MHz

และเครือข่ายทั่วประเทศ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก