ความรู้พิสดารมากคือแม่ชีแก้ว
วันที่ 9 กันยายน 2550 เวลา 8:00 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๐

ความรู้พิสดารมากคือแม่ชีแก้ว

         พูดถึงเรื่องหลวงตาได้พาพี่น้องทั้งหลาย ขวนขวายสมบัติเข้าสู่คลังหลวงของเรา ได้เป็นจำนวนมากพอสมควร ทองคำเวลานี้ได้เข้าสู่คลังหลวงแล้ว ๑๑,๕๗๖ กิโลกรัม เฉพาะทองคำนะ นับว่าได้มากพอสมควร ไม่มีสมัยใดจะเทียบเท่าสมัยปัจจุบันที่พี่น้องทั้งหลายรวมกัน นำสมบัติคือทองคำเป็นต้นเข้าสู่คลังหลวงของเรา นับว่าได้มาก แต่ดอลลาร์ได้เพียง ๑๐,๒๑๔,๖๐๐ ดอลล์ ได้เข้าสู่คลังหลวง จากนั้นดอลลาร์ก็ไม่ได้เข้าอีก ก็เป็นไปตามที่เรากำหนดพินิจพิจารณาแล้วปฏิบัติตามนั้น เพื่อประโยชน์แก่ชาติไทยของเราเอง

ดอลลาร์นั้นเข้าเพียง ๑๐ ล้านกว่า จากนั้นก็มาช่วยเงินไทย เงินไทยออกช่วยชาติของเรา การปลูกการสร้างสถานที่ต่างๆ มีโรงพยาบาลเป็นสำคัญ โรงพยาบาลนี่พิสดารมากทั่วประเทศ ไม่มีภาคไหนที่ไม่ได้รับการสงเคราะห์จากสมบัติพี่น้องทั้งหลายบริจาคออกไป พวกโรงพยาบาลทั่วประเทศไทย เรียกว่าทุกภาคเลย สมบัติที่ออกช่วยโลกคราวนี้ โรงพยาบาลรู้สึกจะเป็นอันดับหนึ่ง ที่ได้รับการสงเคราะห์จากพี่น้องชาวไทยเราช่วยเหลือปลูกสร้าง ตั้งแต่เครื่องมือแพทย์ไปเป็นลำดับลำดา โรงพยาบาลนี้มีทั่วประเทศไทย ก็ออกช่วยทั่วประเทศไทยตามความจำเป็น ทุกภาคเลยช่วยเหลือหมด

สมบัติของพี่น้องทั้งหลายนำมาบริจาคนี้ จะเรียกว่าเป็นประวัติศาสตร์ก็ไม่ผิด ในการช่วยชาติของพี่น้องชาวไทยเราคราวนี้ และผู้นำคือหลวงตาบัว บริสุทธิ์สุดส่วน ไม่มีแม้บาทหนึ่งที่จะเข้ากำมือของเรา ได้เท่าไรออกช่วยโลก เพราะเราช่วยโลกด้วยความเมตตา เราพอทุกสิ่งทุกอย่างแล้วในหัวใจของเรา ตั้งแต่วันเริ่มแรกประพฤติปฏิบัติ บวชมาตั้งแต่วันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๔๗๗ นั่นละสั่งสมความดีตั้งแต่บัดนั้นมา จนกระทั่งได้ออกช่วยชาติบ้านเมือง

สั่งสมความดีก็คือ ศึกษาเล่าเรียนแล้วก็ออกปฏิบัติ นำธรรมเข้าสู่หัวใจ จากนั้นแล้วก็นำธรรมออกสู่โลก ด้วยการสงเคราะห์สงหาเทศนาว่าการต่างๆ สั่งสอนพี่น้องชาวไทยเราให้รู้จักดีจักชั่วจักบุญจักบาป รู้จักนรกสวรรค์ ถ้ามนุษย์เราเฉพาะอย่างยิ่งชาวพุทธเราไม่รู้สิ่งเหล่านี้แล้วเรียกว่าหนาที่สุดเลย คำว่าบาปมีบุญมีใครเป็นคนสอนไว้ พระพุทธเจ้ามีกี่พระองค์นับได้เมื่อไร แม่น้ำมหาสมุทร เม็ดหินเม็ดทรายยังสู้ไม่ได้ มากขนาดนั้นละพระพุทธเจ้า นำธรรมมาสอนโลก สอนแบบเดียวกันหมด ไม่มีพระองค์ใดแหวกแนวไปสอนผิดกัน แม้นิดหนึ่งไม่มี บรรดาพระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมโดยชอบแล้ว เป็นศาสดาเอกของโลกเป็นลำดับลำดาถ่ายทอดกันมาเรื่อยๆ จนกระทั่งปัจจุบันนี้ก็คือพระสมณโคดมของเรา ต่อจากนี้ก็พระอริยเมตไตรย ท่านวางเป็นแถวเป็นแนวมา นี้ละศาสนานี้มีหลักมีเกณฑ์ ไม่ใช่สุ่มสี่สุ่มห้าคว้าเข้ามาเป็นศาสนา อะไรคว้าเข้ามาเป็นศาสนา แล้วก็เอาไฟมาเผาตนเอง อย่างนั้นไม่มีในพุทธศาสนา

พุทธศาสนานี้สอนด้วยสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบทุกอย่างแล้ว ใครประพฤติปฏิบัติตามนี้แล้วอย่างน้อยเป็นคนดีขึ้นเป็นลำดับ จากนั้นก็เจริญรุ่งเรือง ทั้งหน้าที่การงานส่วนรวมส่วนย่อยส่วนใหญ่ ถ้ามีธรรมเข้าเคลือบแฝงแล้วการงานทั้งหลายจะสะอาดสะอ้านเรียบร้อยดีงาม ไม่ค่อยรั่วไหนแตกซึมไปไหน ธรรมเป็นเครื่องปกครองเป็นอย่างนั้น

อย่างหลวงตาที่นำพี่น้องทั้งหลายนี้ไม่ปรากฏเลยในหัวใจว่า ได้เอาเงินพี่น้องทั้งหลายมาเข้าพกเข้าห่อในตับของตัวเอง หนึ่งบาทไม่เคยมี มีเท่าไรออกหมดๆ เลย เงินวัดนี้ถ้าหากว่าเราจะสั่งสมตั้งแต่มาสร้างวัดป่าบ้านตาดมีผู้นำมาถวายนี้ เรียกว่าพันล้านเราไม่อยากจะพูดนะ ให้ว่าหมื่นล้านขึ้นไป สำหรับวัดป่าบ้านตาดที่ได้รับการบริจาคจากพี่น้องทั้งหลายจากที่ต่างๆ เรื่อยมา ตั้งแต่เริ่มสร้างวัดมาได้ ๕๐ กว่าปี เงินจำนวนเหล่านี้ไม่ไปไหน ออกหมดเลย ทางวัดไม่สั่งสมไม่เก็บ มีแต่ช่วยโลกมาโดยลำดับลำดาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ช่วยเต็มเม็ดเต็มหน่วย นี่เรียกว่าธรรมช่วยโลกช่วยอย่างนี้

ถ้ากิเลสช่วยกิเลสมันขยี้ขยำแหลกหมดไม่มีอะไรเหลือ กินไม่พอคือกิเลส เหมือนไฟได้เชื้อ ไฟมันพอเชื้อที่ไหน ไสเข้าไปซิน่ะ เชื้อมีเท่าไรไสเข้าไปจะให้ไฟดับด้วยเชื้อนี้ไม่มี เสริมขึ้นไปเรื่อยๆ เปลวจรดเมฆนู่น ไฟมันสูงขนาดนั้นเมื่อได้รับการส่งเสริมแล้ว กิเลสก็เหมือนกันเมื่อได้รับการส่งเสริมแล้วได้เท่าไรไม่พอๆ คือกิเลสบนหัวใจสัตว์

กิเลสไม่มีที่อยู่ โลกธาตุกว้างแสนกว้างจะไม่อยู่ที่ไหน อยู่ในหัวใจของสัตว์โลกนั่นแหละ เฉพาะอย่างยิ่งอยู่ในหัวใจของชาวพุทธเรา ถ้าชาวพุทธเราไม่รู้จักกิเลสว่าเป็นภัยแล้วก็หมดท่า หมดความสง่าราศีในนามว่าลูกชาวพุทธ ไม่รู้จักบุญจักบาป หาบแต่บาปแต่กรรมเข้าสู่หัวใจตลอดเวลา ตายแล้วจมลงในนรก คำว่านรกมีมากี่กัปกี่กัลป์ พระพุทธเจ้าองค์ไหนตรัสรู้ขึ้นมา มีองค์ไหนบ้างที่ปฏิเสธว่านรกไม่มี สวรรค์ไม่มี พรหมโลกไม่มี นิพพานไม่มี สัตว์ทั้งหลายพวกเปรตพวกผีในภพต่างๆ ในน้ำบนบก บนฟ้าอากาศที่ไหนมีหมดที่สัตว์ต้องกำเนิดได้ ต้องไปถือกำเนิดเกิดตามอำนาจแห่งกรรมของตน มีได้ทุกแห่ง เกิดในน้ำบนบกบนฟ้าอากาศ ที่ไหนๆ เกิดได้ทั้งนั้นด้วยอำนาจแห่งกรรมไสให้ไปเกิด

อย่างคำว่านรกๆ มีใครไปรู้ไปเห็น ก็มีแต่พระพุทธเจ้าไปรู้ไปเห็น แต่สัตว์ทั้งหลายไปตกได้นะ ไม่เห็นแต่ตกได้ง่ายๆ ผู้ที่รู้ที่เห็นตามคำสอนท่านแล้ว จะมีการหลีกเว้นในสิ่งที่ชั่วช้าลามก อันเป็นทางที่จะเข้าสู่นรกหมกไหม้ ให้ได้รับความทุกข์ความทรมาน ปลีกตัวออกจากความชั่วทั้งหลายแล้วก็ไม่ไปตก แล้วสั่งสมความดีงามขึ้นมา แล้วความดีงามทั้งหลายนี้ละหนุนคน อย่างน้อยให้มาเกิดเป็นมนุษย์ผู้มีอำนาจวาสนาบุญญาภิสมภาร มีอรรถมีธรรมภายในใจ เป็นที่น่ากราบไหว้บูชาของประชาชนทั้งหลาย ถ้าเป็นมนุษย์ก็เป็นมนุษย์ประเภทนี้

ไม่ใช่มนุษย์เป็นเปรตเป็นผีหาฉกหาลัก หาปล้นหาสะดมบ้านเรือนเขา โลกกว้างแสนกว้างไม่อยู่ เข้าไปอยู่ในเรือนจำในตะราง พวกสัตว์เหล่านี้สัตว์นรก มนุษย์เป็นสัตว์นรกดูเอาอยู่ในเรือนจำมันก็มีเหมือนกัน พอพูดอย่างนี้แล้วก็ระลึกถึงแม่ชีแก้ว แกพิสดารมากนะ ความรู้ความเห็นแปลกๆ ต่างๆ แกไปเห็นหมดเลยแดนนรกสวรรค์ พวกเปรตพวกผีประเภทต่างๆ จิตแกพิสดารมาก ตอนนั้นยังเป็นสาว พ่อแม่ครูจารย์มั่นไปอยู่หนองน่อง บ้านห้วยทราย ฟังเทศน์แล้วแกเกิดความเลื่อมใสแล้วไปปฏิบัติภาวนา ภาวนามันเป็นจริงๆ ซิที่นี่

เราสรุปความเลยเป็นจริงๆ ออกมาหาท่านมาเล่าให้ท่านฟัง ท่านก็ชี้แจงทุกสิ่งทุกอย่างให้ฟังจนเป็นที่พอใจ ความรู้ของแกพิสดารมาตั้งแต่โน้น ทีนี้เวลาท่านจะจากไปท่านก็วิตกวิจารณ์ เออ น่าสงสารเด็กผู้หญิงคนนี้ ถ้าหากว่าเป็นผู้ชายเราจะให้บวชเป็นเณรแล้วเอาไปด้วย แต่นี้เป็นผู้หญิงมันลำบาก ให้อยู่เสวยบุญเสวยกรรมไปเสีย แล้วท่านก็ทิ้งท้ายว่า หลังจากนี้ไปแล้วจะมีผู้มาแนะนำสั่งสอน ท่านว่างั้น แล้วท่านก็จากไป แกก็ไปมีครอบครัวเหย้าเรือน ครองบ้านครองเรือนอยู่ ๑๒-๑๓ ปีแกก็ออกบวช ทนไม่ไหว นั่นถึงกาลเวลาแล้วทนไม่ได้นะ ออกบวชเลย

ออกบวชปฏิบัติธรรม ทีนี้ความรู้ความเห็นของแกเป็นอย่างว่าแหละ ที่พ่อแม่ครูจารย์มั่นท่านห้ามไม่ให้ภาวนา คือเราไปนี้ห้ามไม่ให้ภาวนา เพราะความรู้นี่พิสดาร หากไม่มีผู้แนะนำสั่งสอนแล้วจะเสียได้ท่านว่า แล้วท่านก็ไป ทีนี้พอแกมีครอบครัวเหย้าเรือนแล้วอยากภาวนาเป็นกำลัง เลยลาสามีออกไปบวช ออกบวชก็พิสดารมากทีเดียวไม่ใช่เล่นๆ บวชแล้วแกก็ปฏิบัติธรรม ความรู้ความเห็นนี่พิสดารมาก พวกเปรตพวกผี นรกอเวจีเห็นหมดจิตน่ะ พูดนี้อาจหาญชาญชัยมากทีเดียว จนกระทั่งไปพบถึงพวกผี

แกเล่าให้ฟังถึงเรื่องพวกผี ผีก็มีหลายประเภท ผีเป็นคนดีตามประเภทของผีก็มี ผีเป็นอันธพาล ผีโหดร้ายทารุณก็มี เวลาแกไปดูพวกผีอยู่ในเมืองผี ไปดูเขาขังเอาไว้ๆ เป็นห้องขังของผีนั่นแหละ แกก็ถาม นี่ละความรู้ของแกเป็นอย่างนั้น แล้วผีเหล่านั้นอยู่ด้วยอิสระความเป็นผีของตน แต่ผีเหล่านี้ทำไมจึงต้องถูกกักถูกขังว่างั้นนะ โอ๊ ผีเหล่านี้เป็นผีอันธพาลปล่อยไว้ไม่ได้ มันไปรุกรานเพื่อนฝูงทั้งหลายให้ได้รับความลำบากลำบน จึงต้องเอามาขังเอาไว้ คือผีด้วยกันก็ยังถูกกักถูกขัง พวกนี้พวกผีอันธพาล

นั่นเห็นไหม แกรู้ขนาดนั้นนะ ไปเห็นพวกผีที่ถูกขังเอาไว้ ผีทั้งหลายก็เหมือนอย่างคนเราเต็มบ้านเต็มเมืองแต่ไม่ถูกขัง แต่พวกสัตว์นรกอยู่ในเรือนจำถูกขังเห็นไหมล่ะ นี่มันก็เป็นประเภทอย่างนั้นละ แกพิสดารมากนะความรู้ นี่ละที่พ่อแม่ครูจารย์ห้าม เราไปนี้ห้ามไม่ให้ภาวนา แต่ท่านทิ้งท้ายเอาไว้ว่า ต่อไปจะมีผู้มาสอน แล้วท่านก็ผ่านไป

มันดลบันดาลอะไร พ.ศ.๒๔๙๔ เราก็ไปห้วยทราย เวลาเราจะไปแกก็รู้ล่วงหน้า นั่นละความรู้ของแก เวลาเราจะไป เออ คราวนี้จะมีครูบาอาจารย์ทั้งหลายมาโปรด คล้ายคลึงกันกับหลวงปู่มั่น เหาะเหินเดินฟ้ามานี้สง่างามมาก ดาวดวงเล็กดวงใหญ่เหาะลอยบนอากาศมาลงห้วยทรายและรอบๆ ห้วยทรายนี้หมดเลย จะมีครูบาอาจารย์มาสั่งสอนเราคราวนี้ คล้ายคลึงกันกับสมัยหลวงปู่มั่น

เผอิญเราก็ไปอีกแหละนั่นก็ดี เพื่อนฝูงก็ไปด้วยอยู่จำพรรษานอกๆ จากห้วยทรายไปหลายแห่งหลายหน พระเยอะที่เราไปจำพรรษาอยู่นั้น ๔ ปี แกก็มาเล่าเรื่องภาวนาให้ฟัง โฮ้ พิสดารมากนะ แกพูดว่าหลวงปู่มั่นท่านห้ามไม่ให้ภาวนา คืออันนี้ถ้าไม่มีใครมีความรู้แนะนำสั่งสอนแล้วจะไม่ได้ มันเป็นบ้าได้ ท่านห้าม แต่ท่านทิ้งท้ายเอาไว้ ต่อไปจะมีผู้มาแนะนำสั่งสอน ก็พอดีจังหวะเราไปที่นั่น

แกมาเล่าให้ฟังพิสดารมาก เราค่อยๆ ตีตะล่อมเข้ามาๆ ทีแรกเปิดให้แกพูดให้ฟังให้หมด เป็นยังไงๆ ในความรู้จากจิตตภาวนา เอ้าๆ เป็นยังไงเล่าให้ฟังให้หมด เราบอกงั้น แกก็เล่าจนสุดกำลังความสามารถ แหม พิสดารความรู้ แต่แกหารู้ไม่ว่า ความรู้นี้เป็นความรู้ให้เพลิดให้เพลินให้หลงไปตาม ไม่ใช่ความรู้แก้กิเลส เป็นความรู้เหมือนอย่างตาเราไปเที่ยวที่ไหนเห็นนั้นๆ เห็นไปเฉยๆ ไม่ใช่เห็นแก้กิเลส จากนั้นพอสมควรแกเล่าให้ฟังเรียบร้อยแล้ว ที่นี่เราก็ตีตะล่อม สอนแก แกติด ติดจนกระทั่งกับเรานี้ถกเถียงกันเลยเทียว ลูกศิษย์กับครูซัดกันเลยเทียว

คือลูกศิษย์ไม่ลงครู ดีไม่ดีแกจะประมาทเราด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่ประมาท แต่แกติดภาวนาของแก มีความรู้แปลกๆ ต่างๆ  วันไหนภาวนาจิตไม่ได้ออกเที่ยวอย่างนี้แล้ว เรียกว่าเหมือนไม่มีผลอะไรเลย ถ้าจิตได้ออกเห็นอย่างนี้แล้ว กี่ชั่วโมงก็ตามนั่งฟาดจนตลอดรุ่ง มีแต่ออกรู้ออกเห็นพวกเปรตพวกผี พวกโจรพวกมาร สวรรค์ชั้นพรหม เห็นหมดเลย ให้แกเล่าให้ฟังเต็มที่แล้วเราก็ค่อยตีตะล่อมเข้ามา เพราะมันติดมากแล้วนี่ จะไปตีทีเดียวหักโหมทีเดียวไม่ได้ ต้องพยายามหักเข้ามาๆ เวลาเข้าแล้วให้ออกก็ได้ ไม่ให้ออกก็ได้ ได้ไหม บังคับเข้าไปเป็นลำดับ

ครั้นไปเล่าให้ฟังมีแต่ออก ไม่ได้เข้า เข้าแล้วไม่ให้ออกได้ไหม ไล่เข้าไปๆ มีแต่ออกๆ ตีเข้าไปซิ จนกระทั่งถึงไม่ให้ออก ตีเข้าไป คือไม่ให้ออกรู้สิ่งต่างๆ  เอาที่นี่ให้ทำอย่างนี้ๆ เราอธิบายให้ฟัง แกไม่ยอมฟังละซิ แกติดของแกแล้วภาวนา ซัดกันกับเรา เอาไปเอามาก็ถูกเราไล่ลงภูเขา คือเราจำพรรษากับเณรหนึ่งอยู่บนภูเขา พวกหมู่คณะอยู่ทางตีนภูเขาทางนู้น วัดห้วยทรายทุกวันนี้ เราจำพรรษาอยู่นู้นกับเณร พอถึงเวลาวันพระวันอะไรเขาจะลัดทุ่งขึ้นไปหาเรา ๔ โมงเย็นเขาไป จวน ๖ โมงเย็นเขาก็ลงมา ยกไปทั้งคณะในวัด

จากนั้นมาก็เอากันละที่นี่ สอนกัน ตีกันเข้าจนกระทั่งถึงมัดเลยไม่ให้ออก แกก็เถียงเรา เอากันอย่างหนัก แกติด เข้าใจไหม แกไม่รู้ จากนั้นมาก็ไล่ลงภูเขา เอาหนักถึงขนาดไล่ลงภูเขา ร้องไห้ลงภูเขาเลย ร้องไห้ก็เฉยเรา น้ำตานี้ไม่เป็นประโยชน์สู้น้ำธรรมไม่ได้ น้ำตาไม่เกิดประโยชน์อะไร ลงภูเขาไปร้องไห้ไป เราเฉยเราไม่สนใจ น้ำตาไม่เกิดประโยชน์ เราสอนทุกสิ่งทุกอย่างแล้วแกไม่ยอมเอาเพราะมันติดมาก เมื่อถูกไล่ลงภูเขาร้องไห้ลงไปเลย ไปก็ไปเห็นโทษของแกว่าว้าเหว่ หมดที่พึ่ง เราก็หวังจะพึ่งเป็นพึ่งตายกับอาจารย์องค์นี้ แต่ครั้นแล้วก็มาถูกท่านไล่ลงจากภูเขา เราจะไปอาศัยใครพึ่งใคร ว้าเหว่มากทีเดียว เสียใจร้องไห้ลงไป

ก็มาสะดุดใจที่ว่า การที่ท่านไล่ลงภูเขาถึงขนาดร้องไห้นี้เป็นเพราะอะไร เหตุไรท่านถึงไล่ ไม่ใช่เราผิดเราพลาดตรงไหนแล้วเหรอ แล้วไม่ใช่เราดื้อด้านไม่ฟังท่านเหรอ มาย้อนถามตัวเองเมื่อหมดทางไปแล้ว ก็ท่านสอนอย่างนั้นๆ เราไม่ปฏิบัติตามท่าน ท่านไล่ลงภูเขาสมควรแล้ว ว่างั้นนะว่าให้เจ้าของ เอ้าที่นี่ให้ปฏิบัติตามที่ท่านสอนดูซิน่ะ เป็นยังไงก็ให้รู้กันคราวนี้ นี่เอาแต่ทิฐิมานะไปถกเถียงท่าน ท่านไล่ลงภูเขาสมควรแล้ว ว่าตัวเองนะ สอนตัวเอง เอา ที่นี่ให้ปฏิบัติตามท่าน ท่านสอนว่ายังไงให้ปฏิบัติตาม

พอปฏิบัติตามมันก็ลงพุ่งลงไปเลยทีเดียว พอออกจากที่แล้วก็หันหน้าไปทางภูเขา ออกจากที่ภาวนาแล้วกราบ พอตอนบ่ายก็ไปละที่นี่ ไปทางนู้นก็กำลังปัดกวาดอยู่บ่าย ๔ โมง เหอ มาอะไรนักปราชญ์ ขึ้น จอมปราชญ์มาจากไหนนี่ ขึ้นมาหาอะไร มาหาคนโง่คนพาล เดี๋ยวๆ ให้พูดเสียก่อนๆ ตกลงเราก็เลยวางไม้ตาดตรงนั้นละ ปัดกวาดอยู่กับเณร เขาก็ยกขบวนไป ก็เลยนั่งอยู่บนหินนั่นเลย หินดาน แล้วก็เล่าให้ฟังอย่างนั้น

เมื่อเขายอมรับเหตุรับผล จิตเป็นไปด้วยดีตามที่เราสอนแล้ว ทีนี้เราก็สอนต่อ จากนั้นมาเรื่องของแกทั้งหมดปัดหมดเลย ลงในเรื่องของเราล้วนๆ ไม่นานนะแกก็ผ่านได้เลย นี่เห็นไหมล่ะ การแนะนำสั่งสอนถ้าความรู้ไม่ถึงไม่ได้นะ ดีไม่ดีเขาดูถูกอีกด้วย นี่เราก็ได้สอนอย่างว่า แม่ชีแก้ว ความรู้พิสดารมากทีเดียว เรื่องการไปการอยู่ของเราที่ไหนแม่นยำมากไม่มีผิดเลย พอเราจะไปไหน วัดเราอยู่ทางด้านโน้น บ้านอยู่ตรงนี้ สำนักแม่ชีอยู่ทางโน้น นิสัยของเราจะไปไหนเราไม่เคยบอกใคร เราจะไปไหนปุ๊บปั๊บ วันนี้จะไปนี้เตรียมของไปเลย เขารู้แล้วทางโน้น แม่ชีคนนี้แหละบอก ไปแล้วนะวันนี้ ไปดูซิไปแล้ว

ไม่มีผิดมีพลาด อย่างมากแกก็ขยายความลงไปว่าเย็นหมดเลย บริเวณที่เราอยู่นี้เย็นหมดเลย ไปแล้ว นี่แกไขความออกมา ถ้าไม่ไขแกก็บอกว่าไปแล้ววันนี้เท่านั้น ทีนี้เวลามาก็เหมือนกัน พอมาถึงวัดปั๊บ มาถึงแล้ววันนี้ ไปดู ถึงแล้ว อันนี้ไม่ผิดพลาดเลยเก่งมาก เราออกจากวัดไปไหนเมื่อไรรู้ทันที เวลาขากลับมาถึงวัดก็รู้ บอกไม่ผิดพลาดเลย เก่งความรู้ของแก

นี่เราพูดถึงเรื่องความรู้พิสดารมากก็คือแม่ชีแก้ว เอาเสียจนกระทั่งเราไล่ลงภูเขาร้องไห้ลงไป ไม่เอาขนาดนั้นไม่ได้นะ คือมันติด ติดแล้วก็สำคัญว่านี่เป็นของแท้ของจริงของเลิศของเลอไปเสียหมดเลย ครูบาอาจารย์สอนเหมือนไม่มีน้ำยา จากนั้นก็ไล่ลงภูเขา ลงภูเขาแล้วถึงระลึกได้ เอาคำสอนเราไปสอนก็รู้ตัวขึ้นมา พลิกใหม่ขึ้นมา เป็นอย่างนั้นนะการสอนคน

อย่างพ่อแม่ครูจารย์ท่านพูดถูกต้องแล้ว ท่านห้ามไม่ให้ภาวนาเพราะความรู้พิสดาร แต่ท่านทิ้งท้ายเอาไว้ว่า ต่อไปจะมีผู้มาสอนอยู่ ก็พอดีเป็นจังหวะเราไปสอน แกเก่งมากความรู้ แกก็ผ่านไปได้แล้ว เร็วนะ ปี ๒๔๙๕ แกผ่านได้เลยเชียว พอแกลงแล้วทีนี้ก็สอนภายในที่จะแก้กิเลสล้วนๆ มันก็พุ่งเลย แต่ก่อนมีแต่เรื่องสั่งสมกิเลส ความรู้นั้นรู้นี้ มีแต่ความเพลิดความเพลิน เป็นการสั่งสมกิเลสไม่ใช่การแก้กิเลส เมื่อเราฟังเต็มเม็ดเต็มหน่วยแล้วเราก็หักห้ามเข้ามา คือให้ตัดออก ที่นี่จะสอนวิธีการแก้กิเลส แกไม่ยอมรับ ถูกไล่ลงจากภูเขาจนร้องไห้แล้วถึงกลับมาเห็นโทษของตัว แล้วมาเห็นคุณค่าของการสอนของเรา นำคำสอนของเรามามันก็ลงอย่างว่านั่นละ

เร็วอยู่นะ ๙๕ แกผ่านได้ แกมรณะลงไปอัฐิของแกก็กลายเป็นพระธาตุ รวดเร็วมากนะ เพราะผ่านไปแล้วตั้งแต่ ๒๔๙๕ จนกระทั่ง พ.ศ.เท่าไรแกถึงตาย อัฐิกลายเป็นพระธาตุเรียบร้อยแล้ว นี่ละที่แกว่า ปีนี้จะมีคนมาแนะนำสั่งสอนพวกเรา คล้ายคลึงกับหลวงปู่มั่น พระเณรจะมีมากคล้ายคลึงกัน ปีนี้แหละคอยดูนะ แล้วก็เป็นจริงๆ ปีนั้นเราก็ไป เวลาแกเล่าให้ฟังนี้ พวกดงพวกดาวดวงเล็กดวงใหญ่เหาะมาจากบนฟ้า สง่างามมา ดวงใหญ่ก็มีดวงเล็กก็มี มาลงห้วยทรายหมด ดาวทั้งหลายก็คือบรรดาครูบาอาจารย์และพระเณรแกว่า ก็ลงที่นั่นละห้วยทราย สร้างวัดเล็กๆ น้อยๆ ตามนั้น ที่เราไปอยู่นั้น ๔ ปี

พอออกมา คนมาแล้วก็ให้ไปดู ใช่ไหมเป็นอาจารย์ที่จะสอนที่ว่าเหาะมาบนอากาศนั่นน่ะ ใช่ไหมไปดู ไม่ใช่ ไม่ใช่เรื่อย ครูบาอาจารย์องค์ไหนที่มีชื่อเสียงมานี้ ไปดู ใช่ไหม ไม่ใช่ๆ พอถึงวาระเรานี่ มันก็แปลกอยู่นะ นี่เปิดให้ฟังเสีย แกก็ตายไปแล้วแหละ พอไปถึงเท่านั้นเห็นเรามานี่  หูย ไม่ทราบมันเป็นยังไง บอกตรงๆ แกพูดตรงๆ พอมองเห็นสะดุ้งปึ๋งเลย ทั้งปวดหนักทั้งปวดเบา ยุ่งไปหมดในนี้ละ ชัดเจนแล้ว องค์นี้จะสอนเรา พอกลับไปถึงวัดแล้ว องค์นี้ใช่ไหม ใช่ องค์นี้แหละ ร้อยทั้งร้อยองค์นี้ละ แต่คอยฟังท่านจะสอนพวกเราไหมเท่านั้นแหละ คอยฟังดู บทเวลาไล่ลงภูเขา จนร้องไห้สอนหรือไม่สอน มันก็รู้ นี่ละเป็นอย่างนั้นแกรู้ก่อน

ไล่แกลงภูเขา แกร้องไห้ลงไป แกว่า องค์นี้แหละๆ แต่คอยฟังท่านจะสอนเราหรือไม่เท่านั้นแหละ บทเวลาสอน ไล่ลงภูเขา พอเห็นแล้วมันสะดุ้ง ผู้ที่เคยแนะนำสั่งสอนเคยเป็นครูเป็นอาจารย์มา ความหมายว่างั้น พอมองเห็นปั๊บมันสะดุ้งปึ๊งเลย ทั้งปวดหนักทั้งปวดเบาวุ่นไปในนี้ ทั้งเคารพเลื่อมใส ยอมตั้งแต่ยังไม่สอน ยอมแล้วลงแล้วว่างั้น ถึงขนาดนั้นมันก็ยังแพง(หวงแหน) จนได้ไล่ลงภูเขา ร้องไห้ นี่ละการสอนคน ทางห้วยทรายก็ได้แม่ชีแก้ว อัฐิของแกกลายเป็นพระธาตุ ความรู้แกพิสดารมากทีเดียว พวกเปรตพวกผีพวกอะไรนี้ เห็นหมดนั่นละ

เราไปอยู่ห้วยทราย ๔ ปี ไปอยู่ปีที่หนึ่ง  ปีที่ ๒ แม่ชีแก้วก็ผ่านได้ ไปอยู่นั้นได้ ๔ ปี ออกจากนั้นแล้วก็ลงไปจำพรรษาที่จันทบุรี ย้อนกลับมาก็มาอยู่ที่นี่จนกระทั่งป่านนี้แหละ สร้างวัด

ให้พากันตั้งอกตั้งใจปฏิบัติต่อศีลต่อธรรมนะ เล่นกับกิเลสตัณหาเหมือนเล่นกับมูตรกับคูถ มูตรคูถเป็นยังไง มันสะอาดสะอ้านไหม น่ากราบน่าไหว้น่าบูชาไหมกองมูตรกองคูถ กิเลสตัณหาแบบเดียวกัน อย่าพากันเพลินบ้ากันนะ มันเพลิดมันเพลินลืมเนื้อลืมตัว เพราะกิเลสตัณหาลากไปๆ เห็นกองมูตรกองคูถว่าเป็นของดิบของดี ว่าเป็นทองคำ แล้วเห็นทองคำว่าเป็นมูตรเป็นคูถไปเสีย โลกมันเลยเลอะเทอะ หาหลักหาเกณฑ์ยึดไม่ได้นะเวลานี้ จะใหญ่จะน้อยเรียนสูงเรียนต่ำ เรียนชั้นไหนภูมิใดก็ตาม จิตไม่มีธรรมเสียอย่างเดียวเลวหมด ถ้ามีธรรมจะไม่เรียนมากขนาดไหนก็ตาม มีธรรมเป็นหลักใจแล้ว นั่นละมีใจเป็นหลัก มีทางเจริญได้ พากันจำเอา

กิเลสเป็นของง่ายเมื่อไร ฆ่ากิเลสไม่ใช่ของง่ายนะ โอ๊ หนักมากทีเดียว พูดให้ตรงศัพท์ตรงแสงเลยก็คือว่า เรานี่ตั้งแต่ออกปฏิบัติพรรษา ๗ ถึงพรรษา ๑๖ เป็นเวลา ๙ ปี ได้รับโอวาทอย่างถึงใจจากพ่อแม่ครูจารย์มั่น ไม่มีอะไรบกพร่องในโอวาทของท่าน เต็มเม็ดเต็มหน่วย เป็นกำลังใจอย่างเต็มที่ ถึงขนาดนั้นยังฟัดกันถึง ๙ ปี ฟังซิน่ะ มันถึงได้พัง พูดให้มันชัดเจน ๙ ปี กิเลสถึงได้พัง ตั้งแต่พรรษา ๗ ถึงพรรษา ๑๖  วันที่ ๑๕ พฤษภา ๒๔๙๓ หลังวัดดอยธรรมเจดีย์ ๙ ปี เอากันเต็มเหนี่ยว มันถึงได้พัง ไม่ใช่เอาธรรมดา เอาจริงเอาจัง เรียกว่าถ้าเป็นนักมวยก็ไม่มีกรรมการแยก ใครดีให้อยู่บนเวที ใครไม่ดีให้ตกเวทีไปเลย ระหว่างกิเลสกับเราฟัดกันบนหัวใจ อยู่ในหัวใจ เอา กิเลสดีให้มันครองหัวใจ ถ้ามันไม่ดีให้มันตกเวทีเลย ซัดกันจนกระทั่งกิเลสตกเวทีเป็นเวลา ๙ ปี เห็นไหมล่ะ

กิเลสตกเวที ๙ ปี เราไม่ตก เราไม่ตกเราก็บอกว่าไม่ตก ฟัดกันถึง ๙ ปี ตั้งแต่พรรษา ๗ ถึงพรรษา ๑๖ ฟัดกับกิเลส เหนียวไหมกิเลส คำว่าเหนียวไหมกิเลสก็คือว่าฟัดกันอย่างเต็มเหนี่ยว ตกนรกทั้งเป็นก็คือเราซัดกันกับกิเลส เพราะมันเอาจริงเอาจัง เชื่อต่อมรรคผลนิพพานที่พ่อแม่ครูจารย์เปิดทางให้เรียบร้อยแล้ว แม้กิเลสจะมีเต็มหัวใจก็ตาม ความสงสัยมรรคผลนิพพานหายหมดเลย มีแต่จิตจะพุ่งๆ ไปเลย ถึงขนาดนั้นยังฟาดเสียตั้ง ๙ ปี เห็นไหมล่ะ จากนั้นแล้วจึงได้มาเทศน์สอนโลก

เพราะฉะนั้นการสอนโลก เราจึงสอนด้วยความไม่สงสัย สอนอย่างเปิดหัวอกทุกอย่างเลย จ้าอยู่ทั้งกลางวันกลางคืน ไม่มีคำว่ายืนว่าเดินว่านั่งว่านอน ธรรมชาตินี้จ้าอยู่บนหัวใจตลอดเวลา ตั้งแต่กิเลสขาดสะบั้น ธรรมเลยกระจ่างออกมา หายสงสัยทุกสิ่งทุกอย่าง มรรคผลนิพพาน พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ นรกสวรรค์ พรหมโลก นิพพาน หายสงสัยไปเลย ใจนี้เปิดออกหมดให้เห็นชัดเจน จะไปถามใครไม่ต้องถาม พากันจำเอา

ธรรมมีสดๆ ร้อนๆ นะ อย่าถือตั้งแต่กิเลสสดๆ ร้อนๆ หลอกคนตลอดไป มันพากันจมกันหมดทั้งเมืองไทยเรานะ ถ้าถือธรรมแล้ว มีการยับยั้งกันได้ รั้งกันได้ แล้วจะพออยู่ ไม่ผาดโผนโจนทะยานไปกับกิเลสเกินไป จะมีการหักห้ามตนบ้าง สร้างความดี เวลาว่าง มันมีวันหนึ่งๆ ๒๔ ชั่วโมง ทำไมจะไม่ว่างการสร้างความดี วิ่งไปตามกิเลสตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับ ทำไมมันว่างตลอด เอาอย่างนี้ซิถามเจ้าของ เราจะสร้างความดี ทำไมมันไม่ว่าง เวลาตายมันทำไมว่าง ให้ว่าเข้าไปซิ ใครๆ ก็ไม่ว่างๆ เวลาตายเอาเวลาว่างมาจากไหน มันถึงได้ตาย ฟัดกันตรงนี้ มันก็อยู่หมัดเข้าใจไหม อยู่หมัด

อ้าว เอาอย่างจังๆ มันก็อยู่หมัดล่ะซิ ถ้าไม่จัง มันฟาดเราอยู่หมัดนะ มันมีสองอย่าง ถ้าเราไม่จริงไม่จังกับมัน กิเลสเอาเราอยู่หมัด ถ้าเราเอาอย่างจริงจังกับกิเลส กิเลสอยู่หมัดเลย พระพุทธเจ้า พระสาวกทั้งหลายประเภทที่เอากิเลสอยู่หมัด พวกเรานี่มีแต่กิเลสเอาอยู่หมัด พวกนี้พวกอยู่หมัด ยอมกิเลส เอาละพอ

 

รับชมและรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน  FM 103.25 MHz

และเครือข่ายทั่วประเทศ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก