เดินตามรอยศาสดาเต็มภูมิของตน
วันที่ 25 กันยายน 2550 เวลา 8:00 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๐

เดินตามรอยศาสดาเต็มภูมิของตน

ก่อนจังหัน

การอดอาหารนี้ ไม่ใช่อดเพื่อบรรลุธรรมหรือตรัสรู้ธรรมนะ แต่อดนี้เป็นอุปกรณ์ของความเพียร เดินได้สะดวก แก้กิเลสสะดวกกว่ากัน ถ้าความเพียรทั้งท้องอิ่มๆ ท้องเต็มๆ นี้ไม่เป็นท่าละ สติตั้งไม่อยู่ๆ อาหารนี่สำคัญมาก อาหารหนุนร่างกายให้มีกำลัง แต่จิตใจอ่อนเปียกๆ สุดท้ายจิตใจเหลวไหล เพราะฉะนั้นพระกรรมฐานท่านจึงต้องทำทุกวิถีทางที่จะทำได้ เช่นอย่างอดอาหาร พระพุทธเจ้าอดพระกระยาหาร เพื่อตรัสรู้โดยการอดโดยถ่ายเดียว ท่านไม่มีจิตตภาวนาเข้าแทรกหรือเป็นหลัก เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้ตรัสรู้ธรรม

แต่นี้ที่ท่านอดนี้อดเพื่อหนุนความเพียรทางด้านจิตใจให้ดี ธาตุขันธ์นี่ทับจิตใจได้เป็นอย่างดี ถ้าอิ่มปากอิ่มท้องแล้วภาวนา จิตใจกับอรรถธรรมนี่แห้งผากนะ ถ้าท้องว่างอยู่เรื่อยๆ หิวอยู่เรื่อยๆ ทางจิตใจก็อิ่มธรรมๆ นี่ละที่ได้มาเตือนหมู่เพื่อน เรานี่รู้สึกจะทำอะไรมันจะผาดโผนไปทั้งนั้นแหละ เพราะกำลังใจมันรุนแรง เหตุที่จะผาดโผนนี้ไม่ใช่อะไร กำลังใจรุนแรง ถ้าว่ามุ่งมั่นก็เอาจริงเอาจัง แน่ะ เป็นตายไม่รู้ ทีนี้อดอาหารเห็นว่าอดอาหาร ภาวนาดี ดีก็อดเรื่อยๆ สุดท้ายท้องเสีย พรรษา ๑๖

พูดให้ชัดเจน พรรษา ๑๖ เป็นพรรษาที่กิเลสพังออกจากใจ ด้วยการทรมานโดยวิธีการต่างๆ มีการอดอาหารเป็นต้น ตั้งแต่นั้นมาเราก็ไม่เคยอดอาหารนะ ฉันเรื่อยมา ท้องก็เลยเสียเรื่อยมา ตั้งแต่พรรษา ๑๐ ท้องเริ่มเสียแล้ว เราออกปฏิบัติพรรษาเจ็ด ตั้งแต่พรรษาเจ็ดไปความเพียรก็เด็ดๆ ส่วนมากอดอาหารเป็นพื้นฐาน จนจะเป็นจะตายมันก็ไม่สนใจ มันจะมุ่งแต่ธรรม คืออดอาหารหลายวันเท่าไร จิตมันยิ่งละเอียดลออ เหมือนหนึ่งว่าจะเหาะเหินเดินฟ้า มันเป็นอยู่ในจิต

จนเราไม่ลืมที่ลงมาจากภูเขาตอนเช้ามันจะตายจริงๆ ไปบิณฑบาตมาฉัน ไปจะถึงหมู่บ้านไหมนา กะกำหนดวันที่จะไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน พอถูไถคงไปได้ เอ้า วันพรุ่งนี้ไปฉัน ไปพอไปถึงกลางทาง ไปนั่งเจ่าหมดกำลัง หมดจริงๆ ก้าวไม่ออก แล้วก็นี่ที่ว่ากิเลสเกิด คืออยู่ๆ เรานั่งพักกลางทาง ที่จะไปบิณฑบาตในหมู่บ้านเขา นี่เห็นไหม นี่เรียกว่ากิเลสเกิด ธรรมเกิดต่างกันนะ นี่เห็นไหมท่านอดอาหารเพื่อจะฆ่ากิเลสให้ตาย แต่กิเลสยังไม่ตาย ท่านกำลังจะตายเวลานี้รู้ไหม ขึ้นเป็นคำๆ นะ ขึ้นเป็นคำๆ สอนภายในใจของเรา นี่เรียกว่ากิเลสเกิด มาตัดทอนกำลังของเรา คนเรากลัวตายก็ต้องหยุด นี่ท่านกำลังจะตายรู้ไหม คนเรากลัวตายก็หยุด พอกิเลสเกิดขึ้นดับไปปั๊บ ธรรมก็ขึ้นรับกัน

เอ้อ การกินนี้ก็กินมาตั้งแต่วันเกิดไม่เห็นวิเศษวิโสอะไร นี้อดอาหารอดเพียงเท่านี้จะตายเหรอ เอ้าตายก็ตาย นั่นมันแก้กัน เอ้าตายก็ตาย มันก็พุ่งเลย จึงได้มาเตือนหมู่เพื่อน การอดอาหาร ถ้าอดมากเกินประมาณก็เสียธาตุเสียขันธ์ ส่วนจิตใจได้กำลังก็จริง แต่ถ้าธาตุขันธ์เครื่องใช้เสียไปแล้วมันก็ไม่เหมาะ มันไม่เหมาะทั้งสองอย่าง นี่ก็ได้มาสั่งสอนหมู่เพื่อน เพราะเรามันเป็นมาก่อนแล้ว ผาดโผนนะ อดอาหารคิดดูตั้งแต่พรรษาเจ็ด ออกไปละ อดอาหารเป็นพื้นถึงพรรษา ๑๖ เป็นเวลา ๙ ปี มีแต่อดๆ ท้อง ธาตุขันธ์เสียไปมันก็ไม่สนใจ รู้ว่าท้องนี่เสียตั้งแต่พรรษา ๑๐

พรรษา ๗ ออกปฏิบัติ ฟัดกันใหญ่เลยพรรษา ๑๐ ส่วนมากก็คืออดอาหารละ พรรษา ๑๐ ท้องเสียแล้ว ก็ไม่สนใจ นั่นละท้องเสียตั้งแต่พรรษา ๑๐ ถึงพรรษา ๑๖ เสียไปเรื่อยๆ ทางนี้ก็หมุนตลอดทางด้านธรรมะ ทีนี้พอพรรษา ๑๖ ฟาดกิเลสขาดสะบั้นลงไปแล้ว ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่อดอาหารอีกนะ ฉันๆ ไปเท่าไรมันก็เสียท้อง ทีนี้มันก็มารวมเอาว่า ๗ วันถ่ายเสียทีนึง ถ้าถ่ายแล้วหมดท้องเลยนะ แต่ก่อนถ่ายเมื่อไร ไม่ถ่ายเมื่อไรไม่สนใจ มีแต่อดๆ แต่เวลามันมาฉันแล้ว ๗ วันถ่ายที จากนั้นก็ท้องเสียมาเลย จนกระทั่งถึงจะออกช่วยชาติ ท้องยังเสียจะตายอยู่นะ นี่ละเป็นมาตั้งแต่อดอาหาร

แล้วก็ได้ยาหมอเติ้งหรืออะไร มาฉัน เหมือนปลิดทิ้งนะ อู๊ เก่งมากยาขนานนี้ พอฉันยาขนานนี้เข้าไป ท้องที่ถ่ายก็หายไปเลย จึงได้ช่วยชาติเรื่อยมาจนกระทั่งทุกวันนี้ จากนั้นก็ได้อุบายนี้ ความเป็นของเจ้าของละมาสอนหมู่เพื่อน อย่าให้ผาดโผนโจนทะยานเกินไป ให้พอเหมาะพอดี เฉพาะอย่างยิ่งเช่นอดอาหาร ถ้าอดก็จริง ดีก็จริง ถูกกับนิสัยก็จริง แต่มันเสียธาตุขันธ์ เพราะอดอาหาร อาหารไม่พอ สติดี ความเพียรทุกด้านดี เป็นแต่เพียงว่าเดินไม่ค่อยได้ ถ้าอดอาหารแล้วเดินไม่ค่อยได้ หมดกำลัง แต่นั่งเก่งมาก เหมือนหัวตอ จิตแน่วไม่มีคำว่าง่วง

อดอาหารถ้าอดตั้งแต่สองวันไปแล้ว ความง่วงไม่มีนะ นั่งเป็นเหมือนหัวตอ สติแน่ว ทีนี้สติมี กิเลสไม่เกิด ถ้าขาดสติไปเมื่อไร กิเลสเกิด เกิดกับสังขารความคิดความปรุงนะ นั่นละ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา จากอวิชชามาเป็นสังขาร สังขารก็เป็นสมุทัย ปรุงออกแป๊บๆๆ เป็นกิเลสเรื่อยๆ ละ ทีนี้เมื่อสติมีอยู่ กิเลสไม่ปรุงๆ สังขารไม่ปรุง กิเลสก็ไม่เกิด เพราะฉะนั้นเรื่องสติจึงหักห้ามกิเลสได้เป็นอย่างดี ประหนึ่งว่าขอบมหาสมุทร ฝั่งมหาสมุทร มีฝั่งมหาสมุทร นี้ฝั่งของกิเลสก็ขอบสติครอบเอาไว้เลย กิเลสผ่านออกไปไม่ได้ ทีนี้คนเราเมื่อมีสติอยู่ กิเลสก็ไม่ทำงาน ความมีสตินั้นก็เป็นการทำงาน เป็นความเพียรอยู่ในตัวนั่นละดีเรื่อยๆ

สติดีเท่าไร กิเลสนี้ไม่เกิด ธรรมยิ่งเจริญ ความสงบร่มเย็นเจริญเรื่อยๆ จากนั้นเข้าขั้นสมาธิ จิตแน่นปึ๋งนะ จิตเป็นสมาธิคือจิตแน่นปึ๋งเหมือนหิน เวลามันเป็นสมาธิเต็มภูมิแล้ว เหมือนหินแน่นปึ๋ง ถ้าสงบก็เรียกว่าสมถะ สงบไม่ยุ่งเหยิงวุ่นวาย แต่ถ้าขั้นสมาธิเต็มภูมิแล้ว ความคิดรำคาญไม่อยากคิด จิตแน่นปึ๋งอยู่นั่นละ จากนั้นก็ออกทางด้านปัญญา ขึ้นอยู่กับสติทั้งนั้นละ ปัญญาเราไม่อยากพูดนะ แหมพิสดารมากนะเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา ปัญญานี่พิสดารมากแก้กิเลส ม้วนเสื่อกิเลสคือปัญญากับสติเป็นอันเดียวกัน

เมื่อถึงขั้นสติปัญญาเป็นอันเดียวกันแล้ว นั่นละท่านว่าเป็นความเพียรอัตโนมัติ ซัดกิเลสไม่มีถอยเลย ไม่มีวันมีคืน จนนอนไม่หลับตลอดรุ่งๆ นอนไม่หลับ คือจิตมันทำงานไม่หยุด ฆ่ากิเลส ต้องรั้งเอาไว้ ดังที่เคยพูดให้ฟัง รั้งด้วยพุทโธ มาบริกรรมพุทโธ เหมือนว่าเรียน ก.ไก่ ก.กาใหม่ ให้อยู่กับพุทโธ ไม่ให้ออก ถ้าไม่มีคำบริกรรมเกาะ จิตเกาะกับคำบริกรรมนั่นแล้วมันออก เรื่องปัญญารุนแรงมากนะ ห้ามไม่อยู่ ต้องเอาพุทโธห้าม พุทโธๆ สติไปอยู่กับพุทโธนี้เสีย มันก็ไม่ออก

การทำความเพียร เรานี้ทำมาแทบเป็นแทบตาย ทั้งการพินิจพิจารณา สักแต่ว่าทำไม่ได้นะความเพียร ต้องใช้สติปัญญาพินิจพิจารณาผลได้ผลเสียของตน ไม่เช่นนั้นการบำเพ็ญภาวนาไม่ค่อยได้เรื่องได้ราว ไม่มีหลักมีเกณฑ์นะ ต้องใช้สติปัญญานะผู้ภาวนาทั้งหลาย ทำอุบายวิธีอย่างนี้มันไม่ดีเพราะเหตุไร เอ้า สอดแทรกหาเรื่องหาราว แล้วมันก็ได้ผลๆ

วันนี้พูดถึงเรื่องการภาวนาให้พี่น้องทั้งหลายฟังบ้าง เราจวนจะตายแล้ว ท่านทั้งหลายรู้ไหมว่าอายุ ๙๕ ปีแล้ว จะอยู่ไปกี่ปีกี่เดือน อยู่ไปกับโลกกับสงสารเท่านั้นนะเราไม่ได้อยู่เพื่ออะไร ถ้าธรรมดาเราไปนานแล้ว เราก็อยู่เพื่อโลกสงสารด้วยความเมตตา ไปที่โน่นที่นี่ สงเคราะห์ที่โน่นที่นี่ ทางด้านจิตใจ คำว่าเมตตานี่สงเคราะห์ทั้งมนุษย์ ทั้งเทวดาอินทร์พรหม ไม่ใช่เล่นๆ นะ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ ฉันใด สาวกทั้งหลายผู้มีอำนาจวาสนาก็เดินตามรอยศาสดาเต็มภูมิของตน

ภูมิอันหนึ่งภูมิของศาสดา ภูมิอันหนึ่งของสาวก เมื่อมีนิสัยปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับพวกเทพพวกผีมีเหมือนกัน เป็นแต่เพียงว่ากำลังๆ ของช้างกำลังของหนู หากมี นี่ท่านก็ทำของท่าน ไม่ได้หยุดทำประโยชน์ให้โลก ประโยชน์ให้โลกก็อย่างนี้ละ ไปที่ไหนสงเคราะห์เรื่อยไป จนกระทั่งไม่มี เราไม่มี มีอะไรๆ ให้เรื่อยๆ เพราะความเมตตา ไปที่ไหนความเมตตาตีออกๆ ความมีนี้กำนี้ไม่ได้นะ มีแต่ความเมตตาตีกระจายออกๆ ไปเรื่อย สงเคราะห์เรื่อยๆ นี่ละจิตเมื่ออิ่มพอแล้วไม่เอาอะไร

เรื่องธรรมมีพอนะธรรม เมื่อธรรมกับใจเป็นอันเดียวกันแล้วพอ กิเลสก็จะไปละตัวไหน ท่านว่า วุสิตํ พฺรหมฺจริยํ กตํ กรณียํ เสร็จแล้วพรหมจรรย์คือการฆ่ากิเลส ได้แก่งานของผู้ประกอบความพากเพียรเพื่อจะพ้นจากกิเลส งานฆ่ากิเลสเสร็จสิ้นลงไปแล้ว ไม่มีกิเลสฆ่าอีก ท่านเรียกว่า วุสิตํ พฺรหมฺจริยํ กตํ กรณียํ กิจที่ควรทำก็คือการฆ่ากิเลสได้ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว กิจอื่นที่จะยิ่งกว่านี้ไม่มี นี่ละท่านทำเสร็จแล้วแล้วท่านจะทำงานอะไร

พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ท่านไม่มีงานที่จะทำแก้กิเลสอย่างโลกทั่วๆ ไป งานก็มีแต่เมตตาธรรมไปทางด้านธรรมล้วนๆ เลย ที่จะให้แก้กิเลสของท่านไม่มี  หมดจึงว่า วุสิตํ พฺรหมฺจริยํ แต่งานของโลกนี่แหม.. เดินไปไหนมันอดคิดไม่ได้ คืองานของธรรมมันพอเต็มหัวใจ ไม่กระดุกกระดิกหิวนั้นหิวนี้ คว้านั้นคว้านี้ในธรรมไม่มี ธรรมอิ่มแล้วพอ คำว่าพอในธรรม พออย่างอัศจรรย์นะไม่ใช่พอธรรมดา

ทีนี้เรามองดูโลก ใครมั่งมีศรีสุขเท่าไรยิ่งสร้างยิ่งอะไรขึ้นมา มันเป็นบ้ากันทั้งนั้นละโลก นั่นละกิเลสไม่มีพอ เอา ไสเชื้อไฟเข้าไปหาไฟให้ไฟดับด้วยเชื้อมีไหม ไม่มีฉันใด ให้ดิ้นตามกิเลสความอยากความได้ความทะเยอทะยาน อยากมั่งอยากมี อยากดีอยากเด่น อยากให้เขาชมเชยสรรเสริญ นี้คือกิเลส เจ้าของก็ดิ้นละซิ ได้เท่านี้แล้วไม่พอ ได้เท่านั้นๆ ไม่พอ ตายทิ้งเปล่าๆ คนมั่งมีศรีสุขกับคนจนไม่มีใครเป็นสุขต่างกันละ พวกเศรษฐียิ่งทุกข์มาก พวกคนทุกข์คนจนเสียอีกไม่ได้ทุกข์มาก ทุกข์ก็ทุกข์เพราะไม่มีอะไรจะอยู่จะกิน ทางผู้มั่งมีศรีสุขนี้มีกินก็จริง เต็มปากเต็มท้องแต่งานไม่หยุด นั่น อันนี้เขามีงานหยุดของเขา พวกคนทุกข์คนจนไม่ดีดไม่ดิ้นเหมือนเศรษฐี

เศรษฐีมันเป็นบ้าได้รู้ไหม เอาๆ ธรรมจับ การพูดนี้เราไม่ได้ดูถูกเหยียดหยามโลก โลกคือโลกไม่พอ โลกของกิเลส ตำหนิไปซิ ธรรมพอ ธรรมมีพอ ได้มากเท่าไรยิ่งดีดยิ่งดิ้น ได้นี้แล้วได้นั้นๆ ได้เรื่อยๆ  อยากมั่งอยากมี อยากให้เขาชมเชยสรรเสริญว่าเรามั่งเรามี เวลาตายแล้วก็เหมือนโลกทั่วๆ ไป ไม่เผาก็ฝัง ไม่ฝังก็โยนลงเหว ก็เหมือนกันกับโลก แต่เวลามีชีวิตอยู่มันหากดีดหากดิ้น เพราะอำนาจของกิเลสตัณหาไม่มีเมืองพอ ธรรมมีความพอ พูดให้ชัดๆ ฟาดกิเลสขาดสะบั้นลงไปแล้ว ตั้งแต่บัดนั้นมาไม่เห็นมีกิเลสตัวใดมากวนให้ได้ทำความเพียร ให้มีการมีงานดีดดิ้นไม่มี

ธรรมท่านไม่ดีดดิ้น มีแต่ความเมตตาโลก จึงบอกตรงๆ เราไม่มีงาน พูดให้มันชัดเจนตามหัวใจที่พอแล้วกับธรรม อะไรๆ พอหมด ธรรมกับใจเป็นอันเดียวกันแล้วเรียกว่าพอ พอนี่เรียกว่าพออย่างเลิศเลอไม่ใช่พอธรรมดา พระพุทธเจ้าท่านพออย่างเลิศเลอ สาวกทั้งหลายท่านพออย่างเลิศเลอ ดำเนินไปตามกัน มันก็เป็นได้ด้วยกัน เพราะสวากขาตธรรมท่านตรัสไว้ชอบแล้ว ควรจะพินิจพิจารณา อย่าพากันเป็นบ้าเกินไป

พูดอย่างนี้เหมือนกับเอาฝ่ามือกั้นคลื่นมหาสมุทรนะ เราพูดคนเดียวนี้เหมือนเอาฝ่ามือกั้นคลื่นมหาสมุทร ผู้ที่จะให้เป็นแบบฝ่ามือนี้คือมีอรรถมีธรรมดูโลก สอนโลกให้อยู่ไม่อยู่โลก เหยียบธรรมไปเลยละ นั่นละคลื่น คลื่นกิเลสมันคลื่นใหญ่ พูดอย่างนี้เขาหาว่าบ้าไปละ อย่างที่เราพูดอยู่เวลานี้ มีเท่าไรยิ่งดีดยิ่งดิ้นๆ เขาหาว่าเราบ้า ไปบอกเขาอย่างนั้น คนหนึ่งขวนขวายหาสมบัติเงินทองข้าวของเพื่อเป็นความสุข เพื่อให้โลกเขาได้ชมเชยสรรเสริญ คนหนึ่งยังจะมาห้ามว่าเป็นบ้าหาไม่พอเสียอีก มันก็จะตำหนิไปอย่างนั้น ความจริงกำลังเป็นบ้ามันไม่รู้นะ เข้าใจ

จิตกับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้วพอ อย่างพระพุทธเจ้าสาวกอรหันต์พอจริงๆ ท่านไม่ดีดไม่ดิ้นกับอะไร บรมสุขอยู่ตรงนั้นละ ตรงเมืองพอ พากันพิจารณานะ วันนี้ก็เทศน์ก่อนจังหัน บางวันก็จังหันแล้วเทศน์ ตามแต่โอกาส บางทีก็ซัดใหญ่เลย บางทีก็เฉย กินแล้วเหมือนหมู ไปหานอนอย่างนั้นก็มี ทำให้มันพอนะ ไม่นานละมันจะตาย นี่อายุ ๙๕ จะอยู่ไปได้กี่วัน ต่อไปมันก็ตายเท่านั้น ตายไปไหนเราก็ไม่ว่าสำหรับเราเอง ท่านทั้งหลายฟังเสียนะ ป่าช้าของเราๆ ไม่มีที่จุดที่หมาย

ธาตุขันธ์อันนี้มันเป็นส่วนผสมธาตุ ๔ ดินน้ำลมไฟ เมื่อหมดสภาพแล้วแตกกระจาย จิตดีดผึงเลย ไม่ได้ห่วงใยกัน นั่นละธรรมพอแล้ว จิตอยู่กับธรรม ธรรมอยู่กับจิตเป็นอันเดียวกันแล้ว ไม่ต้องหาที่พึ่งที่ไหนละ คนที่ไม่มีอรรถมีธรรม มีแต่บาปแต่กรรม จวนตายเท่าไรยิ่งดีดยิ่งดิ้น ยิ่งร้อนมากนะ ตายแล้วกลัวตกนรกบ้าง ยังไม่อยากตายอีกด้วย เป็นอย่างนั้นละ จำเอา เอาละให้พร

หลังจังหัน

ทางเวียงจันทน์เราจะอาภัพวาสนายังไงก็ไม่รู้นะ เวียงจันทน์กับเมืองไทยก็คือแขนซ้ายกับแขนขวาจะเป็นอะไรไป ในพงศาวดารก็มีมาจากไหนๆ เราดูหมดแล้วนะพงศาวดาร เป็นใครที่ไหนไป ก็คือแขนซ้ายแขนขวามาด้วยกันนั่นเอง กอเดียวกัน ทีนี้เวลาเราเริ่มช่วยทางเวียงจันทน์ พึ่งได้ช่วยทางตา ๓๐ ล้าน จากนั้นเราก็เร่งที่จะไปช่วย ก็อุปสรรคอะไรๆ ในบ้านในเมืองเดียวกันเตะกัน กัดกันฉีกกันเหมือนหมา ของที่เราจะยกไปให้ตกลงก็ยกกลับคืนหมด ว่าไข้หวัดนกกำลังระบาดอยู่ที่เวียงจันทน์ หวัดนก หวัดหมากัดกันถ้าว่าอย่างนั้นเราจะเชื่อนะ

เวลานี้ทางเวียงจันทน์กำลังเป็นไข้หมากัดกัน ว่ายังไปไม่ได้ไม่มีกำหนดว่างั้น ของเรามีกำหนดแล้วเราเตรียมมาพร้อมแล้ว เราก็ยกกองทานทั้งหมดตั้ง ๑๐ คันรถฟาดไปทางเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ทางนี้ไม่มีไข้หวัดนก เอาไปทางนี้หมดเลย จากนั้นยกไปอีก ๕ คันรถไปทางเชียงใหม่ พวกไหนเป็นไข้หวัดนกไม่ให้ ให้ไข้หวัดนกกินหัวมัน ที่ไหนไม่มีไข้หวัดนก เอาให้ เราสนใจกับใครเมื่อไร โลกธาตุนี่ไม่มีความหมายธรรมจ้าอยู่ พูดให้มันชัดเจน

เราสอนพี่น้องทั้งหลายเราสอนเล่นๆ เมื่อไร เพราะฉะนั้นใครอย่ามาปากเปราะปากบอนปากสกปรกมาว่าเราอย่างนั้นอย่างนี้ เราไม่เป็นไรนะ พวกนี้มันจะตกนรกไม่มีวันขึ้น เราเมตตาสงสารจึงเตือนเอาไว้ เราไม่มีอะไร สามโลกธาตุผ่านหมด นรกอเวจีผ่าน พูดให้มันชัดเจน เราปฏิบัติธรรมมาเป็นเวลา ๑๖ ปี คว่ำนรกอเวจีลงหมดโดยสิ้นเชิง บรรดาสมมุติทั้งปวงคว่ำเรียบ ขึ้นขั้นวิมุตติธรรม สบายหายห่วงตั้งแต่วันนั้นมา เพราะฉะนั้นให้ระวังรักษาปากให้ดี ปากท่านทั้งหลายมันจะทำลายเจ้าของ

นี่ละที่เราพูดถึงเรื่องกิริยาอาการนี้เป็นสนามโลกธรรมไม่ผิด เราพิจารณาหมดแล้ว ส่วนจิตผ่านปุ๊บนี้ไม่มีใครจะไปอาจเอื้อมได้ แต่เรื่องสังขารร่างกายเป็นสมมุติด้วยกันมันสัมผัสสัมพันธ์กันได้ ตำหนิติชมกัน หรือเรียกว่าสังขารร่างกายนี่เป็นบ่อแห่งสมมุติ และเป็นสนามแห่งโลกธรรม ตำหนิติเตียนกันได้ การตำหนิติเตียนก็ควรจะมีขอบเขต ให้ระวังนะปากเปราะปากบอน เห็นกันแล้วแวดๆ จะเอามรรคผลนิพพานมาคุยกันไม่มี พากันตำหนิคนนั้นคนนี้ สุดท้ายไปตำหนิครูบาอาจารย์ที่มันจะจม มันเกาไปเกามาก็ไปถูกที่สำคัญๆ พังนะจะว่าไม่บอก

เราไม่มีอะไรกับโลก กิริยาเราแสดงธรรมดามันก็มีอย่างที่ว่านี่แหละ จิตใจเราผ่านหมด ไม่มีอะไรเหลือโลกธาตุคว่ำหมดแล้ว ให้พากันระวังปากนะ ที่พูดอย่างนี้ก็เพราะท่านเหล่านี้มาศึกษาอบรมจากเรา เดี๋ยวมันจะอบรมไปลงนรกนะ เราไม่ได้อบรมเพื่อไปนรก อบรมให้ไปสวรรค์นิพพานต่างหาก จำคำนี้ให้ดี มันได้ยินยิบๆ แย็บๆ อยู่นะ เราจะมีอะไรกับใคร ไม่มีพูดตรงๆ กิริยาที่ทำเหล่านี้เป็นสักแต่ว่าๆ หัวใจผ่านหมดแล้ว บริสุทธิ์เต็มที่แล้ว อันนี้ก็มีแต่ขันธ์กับสมมุติเตาะๆ แตะๆ กันไปอย่างนี้ ติฉินนินทากาเล สรรเสริญกันไปตามประสาลิ้นปากที่มันคะนองเท่านั้นเอง

เรื่องสมมุติภายในใจเรียกว่าหมดโดยสิ้นเชิง เราไม่มีในหัวใจของเรา สมมุติทั้งปวงสามโลกธาตุมากองอยู่ในสมมุติ สมมุติก็มากองอยู่ในจิต จิตปัดทีเดียวขาดสะบั้นลงไปเหลือแต่ธรรมวิสุทธิธรรม ผ่านสมมุติไปเรียบร้อยแล้วเรียกว่าวิมุตติธรรม นั่น ผู้ปฏิบัติสอนไปสอนมามันเลยจะโกยนรกอเวจีเข้าเผามันนะ เราก็สอนสอนโลกสงสารก็สอน กิริยาบางอย่างมันก็มีทั้งโลกเขาตำหนิ แต่ธรรมไม่มี แต่มันก็ไปกว้านเข้ามาเผาเจ้าของจนได้ละ จึงต้องเตือน โหย เราจะไม่เกี่ยวกับใครเลยในโลกนี้เราน่ะทำได้ตลอด เช่นอย่างเราอยู่คนเดียวเรานี้ โลกธาตุนี้สูญว่างหมดเลย อยู่คนเดียวนี่ว่างหมด ไม่ว่ากลางคืนกลางวัน

สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ      โมฆราช สทา สโต

อตฺตานุทิฏฺฐึ อูหจฺจ   เอวํ มจฺจุตฺตโร สิยา

เอวํ โลกํ อเวกฺขนฺตํ   มจฺจุราชา น ปสฺสติ

พระพุทธเจ้าสอนพระโมฆราช ๑ ในมานพ ๑๖ คน ผู้นี้ผู้ที่มีนิสัยบรรลุธรรมได้อย่างรวดเร็ว พระองค์สอนคนนี้ก่อน ดูก่อนโมฆราช เธอจงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ ฟังซิ มีสติทุกเมื่อ ขาดได้เมื่อไร มีสติทุกเมื่อ พิจารณาโลกเป็นของสูญเปล่าว่างเปล่า ถอนอัตตานุทิฏฐิความสำคัญว่าเขาว่าเราอันเป็นก้างขวางคอนั้นออก แล้วจะพึงหลุดพ้นจากพญามัจจุราชเสียได้ พญามัจจุราชจะตามไม่ทันผู้พิจารณาโลกเป็นของสูญเปล่าอยู่อย่างนี้ นี่พระพุทธเจ้าสอนพระโมฆราช ทีนี้ผู้บำเพ็ญเข้าไปธรรมถึงขั้นนี้แล้ว บรรดาพระอรหันต์เป็นพระโมฆราชด้วยกันหมด จิตว่างเปล่าสูญเปล่าหมดด้วยกัน แต่ทรงยกพระโมฆราชเป็นต้นเหตุ ว่าโมฆราชองค์เดียว เมื่อธรรมเข้าไปถึงนั้นเป็นพระโมฆราชด้วยกันหมด

ขอให้ธรรมเข้าไปซิจิต นี่ละว่างอย่างนั้นนะ เราอยู่เดียวเรานี้ว่างโลกธาตุสูญหมด ฟังให้ชัดเสียท่านทั้งหลายมาฟังธรรมเรา เราปฏิบัติมาไม่ปฏิบัติมาเพื่อโกหกท่านทั้งหลาย โกหกเจ้าของก็ไม่มี เอาเป็นเอาตายตลอดมาละเรื่องฟัดกับกิเลสตัณหา จะมาโกหกเจ้าของได้ยังไง คนจะตายด้วยการทำความเพียรฆ่ากิเลสยังจะว่าโกหกเจ้าของอยู่เหรอ อันนี้นำผลประโยชน์ที่ได้มาจากการประกอบความเพียรมากน้อย ถึงขั้นจะสลบไสลก็มี มาสอนยังว่าโกหกอยู่เหรอ พิจารณาซิน่ะ ธรรมนี้เป็นธรรมสดๆ ร้อนๆ เพราะฉะนั้นพูดมันจึงขึงขังตึงตังละซิ มันเต็มอยู่ในหัวใจจืดชืดเมื่อไรไม่มี นอกจากจะไม่เปิดออก ถ้าเปิดออกมากน้อยนี้พุ่งๆๆ เลย

อะไรในโลกอันนี้จะเหนือธรรมกับใจเป็นอันเดียวกัน นี่ละเลิศเลออยู่ตรงนี้ ธรรมพระพุทธเจ้าก็เขียนไว้ตำรับตำรามันก็เป็นหนอนแทะกระดาษไปเสีย มันไม่นำมาปฏิบัติละซิ สุดท้ายก็เรียนได้ชั้นนั้นชั้นนี้ก็เลยเป็นกิเลสแทรกเข้าไป ธรรมทั้งหลายเลยกลายเป็นกิเลสเต็มหัวใจของผู้เรียนมาก ผู้เรียนเพื่อปฏิบัติ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ปฏิบัติลงไปๆ เห็นผลปรากฏเป็นของเจ้าของเข้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งปฏิเวธธรรมรู้แจ้งแทงทะลุหมด หายสงสัยโลกธาตุ นี่ธรรมพระพุทธเจ้าท่านสอน สอนเพื่อปฏิบัติ ปฏิบัติเพื่อผลงานของตัวเอง สนฺทิฏฺฐิโก ถึงขั้นเลิศพอ

อันนี้ไปเรียนเป็นหนอนแทะกระดาษ ไม่ได้สนใจกับเรื่องอรรถเรื่องธรรมเลย ทุกวันนี้พระเราก็มีแต่ผ้าเหลืองเสียมากต่อมาก ฟาดหลวงตาบัวไปด้วยนะ หลวงตาบัวก็เป็นพระเหมือนกัน มันสนใจกับอรรถกับธรรมที่ไหนพระสมัยปัจจุบันนี้ สมัยนี้วัดป่าบ้านตาดนี้ละมันสนใจกับอรรถกับธรรมอะไร เป็นบ้ากับโลกเขาเท่านั้น ดีดดิ้นยิ่งกว่าโลกเขา หยาบยิ่งกว่าโลกเขาอีกก็คือพระหัวโล้นๆ เรานี้ละ จะเป็นใครที่ไหนไป เป็นบ้ายศบ้าลาภ อะไรจะเลิศยิ่งกว่าพระ คำว่าพระประเสริฐสุดแล้ว สิ่งที่นำเข้ามาชมเชยสรรเสริญก็ต่ำกว่าสิ่งนี้ทั้งนั้นๆ จะเข้าถึงกันได้ยังไง

นินทาสรรเสริญโลกธรรม ๘ ไม่มีในจิตของพระอรหันต์ มันตกไปเองเหมือนหยดน้ำลงใบบัว ตกพับไหลกลิ้งไปเลยๆ ไม่ซึมซาบกัน นี่ละจิตที่บริสุทธิ์เต็มที่แล้วกับโลกทั้งหลาย กระแสของโลกเข้าไปนี้เหมือนหยดน้ำตกลงบนใบบัว ตกลงไปกลิ้งหมดเลยไม่มีค้างอยู่ในจิตพระอรหันต์ นั่นละจิตที่บริสุทธิ์แท้เป็นอย่างนั้น ฟาดออกไปให้มันเห็นประจักษ์ในตัวเองนี้พูดได้เต็มปาก ไม่เคยพูดพูดได้ขอให้รู้ขึ้นมาเถอะน่ะ นอกจากกาลอันควรไม่ควรแค่ไหน จะพูดหนักเบามากน้อยเพียงไรเท่านั้น พูดได้ทั้งนั้นธรรมมีอยู่ในหัวใจ ใจกับธรรมเป็นอันเดียวกัน นั่นเรียกว่าธรรมธาตุ

ธรรมธาตุอยู่ในส่วนบุคคลก็คือในพระอรหันต์ ออกจากนั้นก็เป็นธรรมธาตุล้วนๆ ธาตุขันธ์ไม่เกี่ยวข้อง ถ้าอยู่ในธาตุขันธ์ท่านก็เรียกว่าท่านผู้บริสุทธิ์ เป็นพระอรหันต์บ้างว่าไปอย่างนั้น พอขันธ์ขาดสะบั้นลงไปเป็นธรรมธาตุเหมือนกันหมดเลย จิตของท่านผู้สิ้นกิเลสจะสิ้นอย่างนั้น ท่านปฏิบัตินะ ไม่เป็นหนอนแทะกระดาษ มายกโทษยกกรณ์กัน ในวัดป่าบ้านตาดเรานี้ก็เหมือนกัน มาหากันแล้วมีตั้งแต่เรื่องติฉินนินทาซึ่งกันและกัน จะชมเชยสรรเสริญคุณธรรมแห่งการปฏิบัติของกันและกันสู่กันฟังเพื่อเป็นกำลังใจไม่มี เดี๋ยวนี้วัดป่าบ้านตาดเป็นอย่างนั้นนะ เหลวไหลไปหมดเลย

ไอ้เราก็ยิ่งแก่ยิ่งปล่อยไป ทีนี้ถึงกาลที่จะพูดก็พูดให้ทราบเสียบ้างว่ามันเป็นอย่างนั้นเดี๋ยวนี้วัดป่าบ้านตาดเรา เฉพาะในครัวละสำคัญมาก พิลึกกึกกือ พระท่านไม่เห็นมีอะไรอยู่ด้วยกันมาเท่าไร อันนั้นฟังเสียงแว้ว้าๆ มีแต่เรื่องเรียนวิชาหมากัดกันออกมา ไอ้ผู้ปกครองมันจะตายแล้วอยู่ศูนย์กลางนี่นะ เป็นหูหนวกตาบอดไปอย่างนั้นละดู เรื่องคิดนี้คิดไม่ต้องบอก ความคิดความรู้สึกนี้คิดเก็บเรียบ ไม่ควรจะออกไม่ออกเหมือนหูหนวกตาบอด ดูไปฟังไปรู้ไป เก็บภายในความรู้สึกไว้หมดเลย ไม่ได้ออกง่ายๆ นะ แต่เวลาก็ออกอย่างที่ว่านี่ละ ฟังเอาซิ มันเป็นอย่างนั้นมาแล้วตั้งแต่ยังไม่พูดนู่นน่ะ

นี่จะหวังเอาอะไร เราไม่หวังเอาอะไรอยู่ในโลกอันนี้เราบอกแล้ว บริสุทธิ์เต็มส่วนแล้วในหัวใจนี้ไม่มีที่สงสัยแล้ว เราพูดให้มันชัดเสียในวันนี้ ปฏิบัติมาเป็นเวลา ๑๖ ปี คว่ำกิเลสขาดสะบั้นลงบนภูเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ วันนั้นวันกิเลสพังจากหัวใจ ตั้งแต่วันนั้นมาก็ครองธรรมจ้าตลอดครอบโลกธาตุ ก็มีแต่ร่างกายนี้เป็นสนามโลกธรรม ใครจะตำหนิติเตียนได้ทั้งนั้นเหมือนโลกทั่วๆ ไป แต่ธรรมชาตินั้นเข้าไม่ถึง จำเอานะ เอาละวันนี้เหนื่อยแล้ว

 

รับชมและรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน  FM 103.25 MHz

และเครือข่ายทั่วประเทศ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก