พระหนุ่มสององค์รู้ธรรมตามเรา
วันที่ 26 กันยายน 2550 เวลา 8:00 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๐

พระหนุ่มสององค์รู้ธรรมตามเรา

ทางเวียงจันทน์เลยไม่ได้ของเรานะ ของเราเตรียมที่จะให้เวียงจันทน์ไม่น้อยนะ ที่เตรียมไว้รถสิบล้อ ๑๐ คัน พอดีเขาบอกทางเขาติดไข้หวัดนก วาสนาไม่มี ไข้หวัดนกเอาไปกินหมด เราก็ยกให้ไปทางภาคเหนือ ทางไทยใหญ่ ๑๐ คัน ว่าทางโน้นขาดแคลนยกไปเลย ๑๐ คัน จากนั้นมายกไปทางด้านเชียงใหม่อีก ๕ คัน รถสิบล้อๆ อย่างน้อย ๑๕ คัน ทางเวียงจันทน์ไม่ได้เรื่อง ทางนี้เอาไปกินหมดเลย เพราะตั้งใจจะสงเคราะห์โลก เราตั้งใจจริงๆ เราพูดอย่างตรงไปตรงมา เวลาพูดจริงจริง เวลาเล่นใครมายุ่งด้วยไม่ได้ เข้าใจไหม เช่นอย่างเล่นกับหมานี้ คนมายุ่งด้วยไม่ได้ อยู่ในครัวไฟ เวลาเข้าไปเล่นกับหมา คนมายุ่งไม่ได้นะ ซัดกับหมา เวลาเราคุยกันนี้หมาเขาไม่เห็นมายุ่ง

         เราพูดถึงเรื่องการทำประโยชน์ให้โลก เราแบเลยเราไม่เอาอะไรทั้งนั้น มีเท่าไรๆ ทุ่มๆ เพื่อโลกทั้งนั้น เราบอกเราไม่เอาอะไร การบำเพ็ญของเราต้องเรียบเอาอย่างชัดเจนก็คือ ตั้งแต่วันบวชมา นับแต่วันก้าวเข้าโบสถ์ออกมา เข้าไปเป็นนาคเข้าไป เวลาออกมาเป็นพระออกมา นั่นละชีวิตจิตใจของพระ กลมกลืนกับธรรมวินัยตลอดมาจนกระทั่งถึงบัดนี้ เป็นเวลา ๗๓ ปี นี่ละเรียกว่าเราสร้างความดีมาตลอด

ครั้งอันใหญ่หลวงก็สร้างความดีฆ่ากิเลสบนป่าบนเขา อันนี้หนักมาก หนักมากจริงๆ วาระสุดท้ายฆ่าอะไรสู้ฆ่ากิเลสไม่ได้ กิเลสนี้หนักมาก ต้องทุ่มเทกำลังลงเต็มความสามารถเลย วาระสุดท้ายฆ่ากิเลสเราฆ่าอยู่ ๙ ปี ตั้งแต่พรรษา ๗ เรียนจบตามความมุ่งหมายแล้ว คือได้เพียงเปรียญ ๓ ประโยค นี่เป็นความตั้งเอาไว้ภายในจิต ส่วนนักธรรมจะได้เท่าไรก็ไม่ว่า แต่นักธรรมก็ได้นักธรรมเอก เปรียญก็ได้ ๓ ประโยค สามประโยคนี่เป็นสำคัญ นักธรรมจะได้แค่ไหนไม่สำคัญ พอได้สามประโยคแล้วจะออกเลย เพราะตั้งเข็มมุ่งมั่นไว้เพื่อพระนิพพาน

พอออกจากนั้นก็มุ่งใส่พ่อแม่ครูจารย์มั่นเลยละ พอไปก็เหมือนว่าท่านกางเรดาร์เอาไว้เลย เพราะท่านเห็นความมุ่งมั่นของเรา มุ่งมั่นอย่างแรงกล้าทีเดียว ใครจะปลดเปลื้องความสงสัยในเรื่องมรรคผลนิพพานได้ เราจะไปมอบกายถวายตัวต่อครูบาอาจารย์องค์นั้น แล้วจะเอาตายเข้าว่าเพื่อมรรคผลนิพพานอย่างเดียว มาก็เข้าถึงพ่อแม่ครูจารย์มั่น ท่านกางเรดาร์ไว้เรียบร้อยแล้ว พอมา ท่านมาหาอะไรท่านว่า พอเข้าไปปุ๊บ ใส่ปั๊วะเลยเทียว ท่านมาหาอะไร ท่านมาหามรรคผลนิพพานเหรอ จากนั้นแล้วไล่ไปตามต้นไม้ภูเขา ดินฟ้าอากาศทั่วแดนโลกธาตุ ไม่ใช่กิเลสตัณหาไม่ใช่มรรคผลนิพพาน กิเลสตัณหาแท้ มรรคผลนิพพานแท้ ธรรมแท้อยู่ที่ใจ

พระพุทธเจ้าเปิดธรรมเปิดที่ใจด้วยจิตตภาวนา ท่านว่างั้น พระสงฆ์สาวกทั้งหลายที่ได้มาเป็นสรณะของพวกเรา ก็เปิดที่ใจด้วยจิตตภาวนา ท่านเอาให้ดีนะ ท่านว่าอย่างนั้น ท่านใส่เปรี้ยงอย่างหนักนะ สมเจตนาของเราที่มุ่งมั่นไปหาท่าน เพื่อปลดเปลื้องเรื่องความสงสัยในมรรคผลนิพพาน พอไปถึงท่านก็เปิดหมด ทั้งๆ ที่กิเลสมีอยู่เต็มหัวใจ แต่ความสงสัยมรรคผลนิพพานหมดไปโดยสิ้นเชิง มุ่งใหญ่เลยที่นี่ นั่นละเหตุเบื้องต้น จากพ่อแม่ครูจารย์ได้เปิดทางเพื่อมรรคผลนิพพานให้หายสงสัย ว่ามรรคผลนิพพานอยู่ที่จิตตภาวนา เอาลงตรงนี้นะท่านว่า ไม่อยู่ตามต้นไม้ภูเขา อยู่ที่หัวใจท่านว่า

สุขอยู่ที่หัวใจ บรมสุขอยู่ที่หัวใจ ทุกข์มหันตทุกข์อยู่ที่หัวใจ เกิดจากกิเลสท่านว่า เอาลงตรงนี้นะ เปิดโล่งเลยที่นี่เรื่องมรรคผลนิพพาน กิเลสมีเต็มหัวใจแต่ไม่สงสัย เอาละที่นี่ฟาดกันเลย เป็นเวลา ๙ ปีนี้เรียกว่าตกนรกทั้งเป็น ตกนรกทั้งเป็น ๙ ปี ตั้งแต่วันก้าวขึ้นเวทีต่อกรกับกิเลสตัณหาด้วยจิตตภาวนา ตามป่าตามเขาตามถ้ำเงื้อมผา ป่าช้าป่ารกชัฏ อยู่นั่นเหมือนตกนรกทั้งเป็นๆ ตลอดเลย เอากันอย่างหนัก ฟาดเสียตั้ง ๙ ปี

เอาอย่างหนักขนาดนั้นละถึง ๙ ปี ตั้งแต่พรรษา ๗ ถึงพรรษา ๑๖ เก้าปี เอาอย่างหนัก เพราะนิสัยอันนี้เป็นนิสัยดังที่ท่านทั้งหลายทราบแล้ว ว่านิสัยจริงจังผาดโผนมากเทียว ถ้าว่าตรงไหนแล้วขาดสะบั้น สมมุติว่าเป็นโจรเป็นมารนี้ จะไม่ได้ตายในเรือนจำ จะตายอยู่ตามป่าตามเขา คือมันสู้กับเจ้าหน้าที่เขา ให้ถอยไม่มีถอย ไม่ต้องจับละ ต้องฆ่า โจรคนนี้ต้องฆ่าเท่านั้น ที่จะจับมานี้จับไม่ได้ว่างั้นเถอะ ถ้าจะมัวจับมันอยู่ มันจะฆ่าเรา ตกลงเขาต้องฆ่าเรา เป็นอย่างนั้นละ ซัดกันใหญ่เลย อันนี้ก็ ๙ ปี

พูดถึงเรื่อง ๙ ปีนี้เราก็เล่าให้ฟังนะภาวนา เก็บไว้ ๙ ปี มาขายโง่ ให้หมู่เพื่อนฟัง เพื่อนฝูงก็เป็นนักภาวนาด้วยกัน วันนี้ผมจะขายโง่ให้ท่านฟังว่า ผมเก็บความรู้สึกนี้ เวลาภาวนาปรากฏว่าตาปะขาวเดินเข้ามาหา นั่งภาวนาอยู่ พอจิตสงบเข้าไปปั๊บตาปะขาวเดินเข้ามา เดินเข้าก็มานับข้อมือให้เห็น นับเป็นข้อๆ ถึง ๙ ข้อ พอถึง ๙ ข้อแล้วก็เงยหน้ามาดูเรา ทางนี้ก็รู้รับกันว่า ๙ ปีสำเร็จว่างั้นนะ ว่า ๙ ข้อมือนี้ ๙ ปีสำเร็จ ตอนนั้นพรรษาเราได้ ๗ พึ่งออกปฏิบัติ พอปฏิบัติก็ภาวนาเอาใหญ่เลย นี่ละมาปรากฏในภาวนา ตาปะขาวมาหา มาหาก็มานับข้อมือให้ดู ถึง ๙ ข้อมือหันหน้ามองดูเรา ทางนี้รู้รับกันปั๊บว่า ๙ ปีสำเร็จว่างั้น ซัดกัน

คิดว่าตั้งแต่วันบวชมาถึง ๙ ปีสำเร็จ พอถึง ๙ ปี ปีที่ ๙ แล้วแหมไฟนรกเผาหัวอกจะตาย โอ๊ย มันจะ ๙ ปียังไงยังงี้มีแต่ไฟนรก แล้วคิดไปอีกว่า หรือตั้งแต่วันปฏิบัติออกไป ๙ ปีสำเร็จนะ ทีนี้เลยแยกไปนั้น ทีแรก ๙ ปี ๙ พรรษาสำเร็จ แต่ได้ ๙ พรรษาจิตนี้เป็นไฟ มันจะสำเร็จได้ยังไง ๙ พรรษาจิตเป็นไฟ เอา ถ้างั้นแยกไปเอาตั้งแต่ปฏิบัตินี้ ๙ ปีว่างั้นนะ ก็เลยแยกไป ๙ ปี นั่งภาวนาตาปะขาวเดินเข้ามา มานับข้อมือถึง ๙ ข้อมือแล้วเงยหน้ามาดูเรา ทางนี้รู้รับกันปั๊บว่า ๙ ปีสำเร็จว่างั้นนะ แต่ไม่ได้บอกว่าบวชมา ๙ ปีหรือปฏิบัติ ๙ ปีสำเร็จนะ เราก็จับอันนั้นเอาไว้เลย พอถึง ๙ ปี ตอน ๙ ปีใจมันเป็นฟืนเป็นไฟ มันจะสำเร็จอะไร ๙ ปีอย่างนี้น่ะ เลยแยกไปว่า คงเป็นออกปฏิบัติ ๙ ปีสำเร็จว่างั้นนะ แยกไปเป็นออกปฏิบัติ ๙ ปีสำเร็จ

๙ ปีนี้ไม่ได้เรื่องแล้วเป็นไฟ ๙ ปีที่บวชมานี้ คง ๙ ปีในการปฏิบัติ พอถึง ๙ ปี ๙ ปีเราหมายถึงวันออกพรรษาเรานับเป็น ๙ ปีแล้วนะ พอออกพรรษาปุ๊บจิตนี้หมุนพอแล้ว หมุนติ้วๆ แล้ว แต่ก็ยังไม่สำเร็จ มาออกพรรษาเสียวันนั้นแล้วกัน ทำไมว่า ๙ ปีสำเร็จ นี่ออกพรรษาวันนี้แล้วทำไมยังไม่สำเร็จ แต่จิตที่ละเอียดลออยอมรับ รับกันหากยังไม่สำเร็จ ไปเล่าให้เพื่อนฝูงฟัง โอ้ ผมจะมาขายโง่ให้ท่านฟัง นี่ผมภาวนาปรากฏทางภาวนาว่ามีตาปะขาวมาบอกว่า ๙ ปีสำเร็จ ผมก็บวชมาถึง ๙ ปีไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร เลยแยกออกมา ออกปฏิบัติ ๙ ปีสำเร็จ นี่ก็ออกพรรษาวันนี้เป็น ๙ ปีแล้ว ยังไม่สำเร็จเลย แต่ความละเอียดของจิตยอมรับว่าละเอียด หากยังไม่สำเร็จเราบอก

ท่านก็แก้ดีนะ เป็นคติได้ดี ผู้ปฏิบัติภาวนาด้วยกัน โห ไม่ใช่คำว่า ๙ ปีนี้ ต้องหมายถึงตั้งแต่ออกพรรษาถึงเข้าพรรษาหน้านู้น ๙ ปีนี้ถึงจะครบถ้วนว่างั้น อันนี้มันพึ่งออกพรรษามานี้ยังอีกเท่าไรถึงวันเข้าพรรษายังอีกนานอยู่นะ ยังไม่ใช่ ๙ ปีวันออกพรรษา ๙ ปีนี้จนกระทั่งถึงพรรษาหน้า ๙ ปีเต็มนั่นละ สำเร็จไม่สำเร็จก็รู้กันตรงนั้นละ เดี๋ยวนี้ยังไม่ใช่ ๙ ปี พระท่านแก้ดีนะ หือ อย่างนั้นเหรอ คึกคักตั้งใหม่ คราวนี้จิตก็ละเอียดอยู่นะ ฟาดกันเสียตั้งแต่นั้นละมา ไปถึงเดือนพฤษภายังไม่ถึงวันเข้าพรรษา ๙ ปีสำเร็จ ไปถึงนั้นมันก็ฟ้าดินถล่มละเดือนพฤษภา วันที่ ๑๕ พ.ศ.๒๔๙๓ นั่นละ

มันคิดเอาไว้ ที่ว่ามาขายโง่ให้ท่านฟัง ถ้าว่า ๙ ปีสำเร็จนี้ออกพรรษาแล้วก็ยังไม่สำเร็จ ท่านก็แก้ให้ว่า พอออกพรรษายังไม่สำเร็จต้องไปชนพรรษาหน้ามันถึงจะครบ ๙ ปีท่านว่า หือ อย่างนั้นหรือ เป็นเครื่องปลอบใจดี เราก็คิดเพื่อนฝูงนักภาวนาด้วยกัน องค์นี้ท่านก็เด็ดเดี่ยวเก่งเหมือนกัน พูดเป็นคติเครื่องเตือนใจได้ จึงฟาดกันอีกตั้งแต่วันออกพรรษาไปถึงเดือนพฤษภา วันที่ ๑๕ เดือนพฤษภา ๒๔๙๓ ยังไม่ถึงเข้าพรรษาก็พอดีฟ้าดินถล่มตรงนั้น ขาดสะบั้นกันตรงนั้น ตัดสินกันได้ในตรงนั้น นี่ในเขต ๙ ปีนั้น พอถึงเข้าพรรษาปั๊บก็เต็ม ๙ ปี นี่ยังไม่ถึง พอเดือนพฤษภามันก็ฟ้าดินถล่มขาดตรงนั้น

อันนี้เราก็ระลึกถึงคุณของท่านอยู่นะ ท่านแก้ดีอยู่ เราบอกว่า ๙ ปีสำเร็จนี้ พอออกพรรษามาแล้วมันยังไม่สำเร็จ แต่ความละเอียดของจิตยอมรับว่าละเอียด หากยังไม่สำเร็จ มาบอกว่า ผมจะมาขายโง่ให้ท่านฟัง ผมไปภาวนาอยู่ที่นั่นๆ ตั้งแต่เริ่มออกภาวนาทีแรกพรรษา ๗ เราบอก จนกระทั่งป่านนี้บอกว่า ๙ ปีสำเร็จ นี้ออกพรรษาวันนี้แล้ว ๙ ปียังไม่สำเร็จเลย โอ๋ย อย่ามานับเอา ๙ ปีนี้ซิ ต้องไปชนพรรษาหน้าถึงจะ ๙ ปีเต็ม หือ อย่างนั้นเหรอเอาอีก จนว่าไปถึงเดือน ๖ ยังไม่ถึงเดือนเข้าพรรษาก็ขาดสะบั้นลงไป นี่เราก็ไม่ลืมนะ คือเก็บไว้ตลอดไม่พูดให้ใครฟังเลย

จนกระทั่งเห็นท่าไม่ได้การแล้วถึงเล่าให้เพื่อนฝูงฟัง ว่าจะมาขายโง่ให้ท่านฟัง นี่ความรู้มันเป็นขึ้นในจิตเวลาภาวนา มีตาปะขาวมาบอกว่า ๙ ปีสำเร็จ นี่มัน ๙ ปีแล้วออกพรรษานี้ ท่านบอกยังไม่ใช่ ๙ ปี ต้องไปชนพรรษาเสียก่อนมันถึงจะเต็ม ๙ ปี นั่น ทางนี้ก็ หือ อย่างนั้นหรือ แน่ะ ปลอบใจดี ไปก็เอาจริงๆ ไปถึงพฤษภาก็ลงกันได้ตรงนั้น เพื่อนฝูงนักภาวนาด้วยกันนี้ปรึกษาหารือกันได้กำลังใจนะ อย่างที่เราว่านี้ เราก็เหมือนว่าหมดหวัง พอออกพรรษาแล้ว ๙ ปี ท่านบอกว่ายัง ต้องไปชนพรรษาถึงจะหมดอายุที่ว่า ๙ ปี หือ อย่างนั้นหรือ แล้วก็เป็นจริงๆ ด้วย ไปถึงพฤษภาก็เอากันตรงนั้นๆ นะ

นี่เราก็ไม่ลืมเพื่อนฝูงเตือนเรา ไม่ให้หมดหวังว่างั้นเถอะ เรานี้รู้สึกจะหมดหวัง ตั้งแต่วันออกพรรษาปั๊บมันยังไม่สิ้นนี่ ท่านก็มาแก้ให้อีก มันยังไม่ใช่ ๙ ปี ต้องออกพรรษาถึงชนพรรษาหน้าปั๊บ วันเข้าพรรษาถึงจะสิ้น ๙ ปี หือ อย่างนั้นหรือ นั่นละท่านปลอบใจดีนะ ไปก็จริงๆ เดือนพฤษภามันก็ลงกันได้ตรงนั้นเลย .คือเก็บไว้ในจิต.เป็นภายในจิตไม่บอก อย่างนี้ก็ถึง ๙ ปีอย่างว่านะ จึงไปขายโง่ให้ท่านฟัง ท่านบอกว่ายังไม่ใช่ ๙ ปี ต้องเข้าพรรษาหน้าเมื่อไรเต็มเปรี๊ยะนั่นละ ๙ ปี นี่พึ่งออกพรรษานี้ยังอีกท่านว่างั้นนะ หือ อย่างนั้นหรือ ก็ซัดกันเลย

องค์นี้ท่านก็สำเร็จนะ องค์ที่ว่านี่เพื่อนฝูงด้วยกัน เด็ดเดี่ยวเหมือนกัน ท่านก็สำเร็จ อัฐิของท่านก็กลายเป็นพระธาตุเหมือนกัน องค์นี้เด็ดมากเหมือนกัน เป็นคู่ปรึกษาหารือกันได้ ว่าอะไรเป็นยังงั้น จิตใจเด็ดเดี่ยวเหมือนกัน นี่พูดถึงเรื่องภาวนา ไปถึงเดือนพฤษภา ยังไม่ถึงวันเข้าพรรษาก็ยุติกันลงได้ เราไม่ลืมนะจุดไหนๆ ที่ภาวนาบอกเราจะเก็บไว้เลยไม่บอกใครละ จนกระทั่งว่ามันหมดหวังแล้วถึงจะเปิดออกดังที่ว่า ๙ ปีสำเร็จนี้ พอออกพรรษาก็เหมือนว่า ๙ ปีแล้ว ท่านบอกยัง นั่น ต้องไปอีกถึงเข้าพรรษาถึงจะเต็ม ๙ ปี หือ อย่างนั้นหรือ ก็เป็นจริงๆ ไปถึงพฤษภาก็ลงกันได้ตรงนั้น

ท่านพูดเป็นคติดี ไอ้เรานึกว่าหมดหวังแล้วตั้งแต่วันออกพรรษาปึ๋งนั่นละหมดหวัง ท่านบอกว่ายัง ต้องถึงเข้าพรรษาโน้นถึงจะเต็ม ๙ ปี ก็จริงๆ ไปถึงเดือนพฤษภายังไม่ถึง ๙ ปีก็ยุติกันลงได้ เราก็ไม่ลืมนะ นี่เพื่อนฝูงด้วยกันนะปรึกษาหารือกันทางจิตตภาวนา องค์นี้ท่านก็เก่ง ท่านก็สำเร็จเหมือนกัน (หลวงปู่หล้าหรือเปล่าเจ้าคะ) อะไร นี่ๆ หลวงปู่นี่ๆๆ มันคอยจะมาจับเอาอย่างนี้ ที่พูดให้เป็นหลักเป็นเกณฑ์มันไม่ยอมรับ มันจะมายอมรับตั้งแต่กำปั้นนี่ เข้าใจไหม

การภาวนามันรู้ในตัวนะ คือมันรู้จิตมันถึงระยะไหนๆ มันรู้ของมัน รู้เป็นลำดับ ละเอียดก็รู้ ยังไม่สิ้นก็รู้ รู้เป็นลำดับ ดังที่เราว่าออกพรรษาปั๊บมันยังไม่สิ้นก็รู้ แต่ออกพรรษาแล้วเราหมดหวังแล้ว เลยไปแสดงความโง่ให้เพื่อนฝูงฟัง ท่านจึงบอกว่า อู๋ย ยัง จากนี้ถึงเข้าพรรษามันถึงจะหมด ๙ ปีว่านะ หือ อย่างนั้นหรือ มีแก่ใจขยับเข้าอีก แต่ก่อนก็ขยับอยู่แล้ว ทีนี้เพื่อนมาเพิ่มกำลังใจให้มันก็คึกคักเลย ก็เป็นจริงๆ ถึงเดือนพฤษภาก็ยุติกันลงได้ ไม่ถึงเดือนกรกฎาที่เข้าพรรษานะ พวกที่เล่าสู่กันฟังอย่างนี้มีแต่พวกนักภาวนาด้วยกันนะ สุ่มสี่สุ่มห้า โอ๋ย ไม่เล่า เฉยเหมือนไม่รู้ไม่ชี้ ถ้าเป็นนักภาวนาด้วยกันถึงไหนถึงกัน เป็นอะไรเล่าสู่กันฟังนะ

อย่างองค์ที่ว่านี้เหมือนกันจริงจัง ท่านองค์นี้จริงจัง จริงจังมากทีเดียว ก็เป็นคู่ปรึกษาหารือกันได้ละ อัฐิของท่านก็กลายเป็นพระธาตุเหมือนกัน องค์นี้สำเร็จ ผ่านไปก่อนเราอีก ท่านยังผ่านไปก่อนเราไล่เลี่ยกันนะ ผ่านไปก่อนเรา อย่างพ่อแม่ครูจารย์มั่นท่านว่า เวลาเราตายนี้จะมีพระหนุ่มสององค์รู้ธรรมตามเราอยู่ ก่อนหลังเล็กน้อยในระยะนั้น คือสององค์นี้ แต่องค์หนึ่งเราไม่บอก องค์ที่เป็นคู่กัน (อ๋อ หลวงปู่เจี๊ยะ) นี่หลวงปู่นี้ ไปถามไปไหนก็มานี่ละมาตัวนี้ละ

พูดแปลกอยู่นะ ที่พ่อแม่ครูจารย์พูดไม่ผิดเลย ตรงที่ว่าก่อนหลังท่านเล็กน้อยนี้ จะมีพระหนุ่มรู้ธรรมอยู่สององค์ก็เป็นจริง พ่อแม่ครูจารย์ถ้าลงได้ว่าอะไรแล้วก็อย่าง นี่ยังไปเขียนไว้นั่นเห็นไหม ใครเขียน ท่านอาจารย์เจี๊ยะละมั้ง เขียนไว้ที่ครัวไฟ เดี๋ยวนี้อ่านก็ยังเห็นอยู่ ที่พ่อแม่ครูจารย์ท่านอยู่ทางอำเภอแม่แตง ท่านว่ามีพระหนุ่มอยู่องค์หนึ่ง พระหนุ่มองค์นี้อายุพรรษาไล่เลี่ยกันกับท่านเจี๊ยะท่านว่านะ แต่ไม่ใช่ท่านเจี๊ยะ ไล่เลี่ยกัน องค์นี้ละองค์หนึ่งที่จะทำประโยชน์ให้โลกได้กว้างขวางท่านว่า แล้วใครมาท่านก็จับเอาไว้ท่านว่างั้นนะ ท่านจับอันนี้ไว้ใครมาคอยสังเกต

ใครมาหาพ่อแม่ครูจารย์มั่นเราคอยสังเกตๆ ตลอดมาเลย ก็พอดีเป็นจังหวะ ท่านเขียนไว้นั้นเลยนะ เราไม่ได้เขียนท่านเขียนเอง เป็นจังหวะที่ท่านอาจารย์มหาบัวเข้าไปที่นั่น ท่านทำนายว่า มีพระหนุ่มองค์หนึ่งเวลานี้กำลังเรียนหนังสืออยู่จะมาหาเรา พระองค์นี้เป็นพระสำคัญอยู่มากท่านว่างั้นนะ จะทำประโยชน์ให้วงศาสนากว้างขวางมากท่านว่า เวลานี้กำลังเรียนหนังสือ ต่อจากนั้นก็จะมาหาเรา เพราะฉะนั้นท่านถึงตาจับไว้ตลอด ใครมาก็ดูๆ พอดีเป็นจังหวะที่ท่านก็อยู่บ้านโคกนามน เราก็ไปบ้านโคกนามน พอเราไปถึงนั้นเราก็ไม่กล้าถามว่าเป็นองค์ไหน แต่ดูกิริยาท่าทางรู้สึกว่าจับใจว่างั้นนะ

จับใจอะไร คล่องแคล่วว่องไวทุกสิ่งทุกอย่าง พอเข้าไปถึงนี้รู้สึกว่าพ่อแม่ครูจารย์มั่นท่านเมตตาเลยว่างั้นนะ ท่านเมตตาเลย ทุกอย่างๆๆ องค์นี้เข้าไปปั๊บเหมือนว่าเข้าแทนที่เลย การงานทุกอย่างข้อวัตรปฏิบัติเรียบๆๆๆ ไอ้เราที่ทำก็ว่าเรียบร้อยยังสู้ท่านไม่ได้ อาจารย์เจี๊ยะพูดนะนี่ คงองค์นี้แหละท่านทำนายไว้ คงเป็นองค์นี้แหละ พ่อแม่ครูจารย์ก็รู้สึกว่าเมตตาเป็นกรณีพิเศษว่างั้น ไม่เห็นดุเห็นด่าเห็นว่าอะไร เห็นองค์นี้ทำอะไรรู้สึกว่าท่านตายใจๆ ท่านคล่องแคล่วว่องไวเฉลียวฉลาด คงจะเป็นองค์นี้ละเรื่อยมา

ท่านพึ่งมาเปิดเอาตอนนี้ละ ตอนท่านจวนจะตาย มาเปิดให้หมู่เพื่อนฟัง เปิดคือเปิดตัวเราเลย ว่าองค์นี้เอง ไม่ใช่ท่านยอเรานะ แต่เขียนไปตามประวัติท่านอาจารย์เจี๊ยะเล่า ว่าพ่อแม่ครูจารย์มั่นอยู่บ้านอะไรน้า ทางดอยแม่ปั๋ง ท่านทำนายพระองค์นี้ กำลังจะเข้ามาหาเราอยู่ท่านว่างั้น พอเราไปหาท่านดูท่านเมตตาตลอดเลย ไม่เห็นมีข้อคัดค้านต้านทานหรือดุด่าว่ากล่าวอะไรเลย ดูก็เรียบๆ เราก็เลยชี้มา คงเป็นองค์นี้แหละท่านเรียบ ต่อมาไม่ใช่คงเป็นเสียแล้วละที่นี่ องค์นี้แหละขึ้นเลย ตอนเย็นๆ ตอนท่านจะตาย อาจารย์เจี๊ยะ ก็มีเท่านั้นละ

 

รับชมและรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน  FM 103.25 MHz

และเครือข่ายทั่วประเทศ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก