กว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้า
วันที่ 14 สิงหาคม 2543 เวลา 8:00 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๓

กว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้า

(ผู้ฟังเทศน์ประมาณ ๕๐๐ คน)

(ถวายทองคำ ๑ บาทเนื่องในวันคล้ายมรณภาพของหลวงปู่สิม วัดถ้ำผาปล่อง เจ้าค่ะ) เออ เอาเฉพาะทองคำ รูปเอาคืนไปกราบ ได้แล้วทองคำวันนี้ รูปไม่เอาละ กราบท่านอยู่ทุกวัน พวกขี้เกียจกราบเอาไปกราบ อ้าว เป็นอย่างนั้น พวกขี้เกียจกราบ( วันไหนขี้เกียจ หลวงตาไปเข้าฝันปลุกเรียกขึ้นมาทำกรรมฐานเลยเจ้าค่ะ) ยังดีที่ปลุก ไม่เอาไม้ไปตี นับว่าให้อภัยนะ ปลุกเฉย ๆ

หลวงปู่สิม โอ๊ย ท่านกล้าหาญสมกรรมฐาน ไปไหนไม่มีกลัวเลย ไปไหนท่านไม่กลัว ไม่ว่าป่าเสือป่าช้างท่านบุกเข้าหมดเลย เทศน์ก็เก่ง ท่านเทศน์เก่งมาตั้งแต่พรรษาอ่อน ๆ อาจารย์สิมท่านเป็นคนบ้านบัว พรรณานิคม ที่บ้านนี้มีครูบาอาจารย์อยู่หลายองค์ อาจารย์สิม อาจารย์สีโห อาจารย์แว่น ที่จำได้ดูเหมือน ๓

อาจารย์สีโหท่านเป็นนิสัยมีตลก ๆ นิด ๆ นี่ละมันเป็นไปตามนิสัยนะ ไปบวชแล้วมันก็ติดไปนั้นละ โกนแต่ผมออกนิสัยไม่ได้โกนออกมันก็ติดไปด้วย ท่านเที่ยวกรรมฐานมาอำเภอน้ำพองนี่ แต่ก่อนอย่าไปถามเรื่องถนนหนทาง มีแต่ดงแต่ป่า เที่ยวไปได้หมด ท่านเที่ยวมาทางอำเภอน้ำพองกับเณรองค์หนึ่ง ท่านพักอยู่บ้านนี้แล้วบ้านฟากกันไปนั้นเขาก็มานิมนต์ท่าน เพราะที่นั่นมันแรง ที่เขาจะนิมนต์ท่านไปพักที่นั่นมันแรงจริง ๆ เขาก็มาบอกว่าที่นั่นมันแรง ใครไปอยู่ที่นั่นไม่ได้แหละเขาบอก แล้วเขาจะนิมนต์ท่านไปพักอยู่ที่นั่น

เออ มันแรง อาตมาชอบแรง ๆ นั่นละ นั่นละนิสัยตลกอยู่ในนั้น อาตมาจะไปปราบมัน ท่านพูดตลก ตลกอยู่ในนั้นละ แต่ความจริงจริง ๆ ท่านก็ไม่มี มันเป็นนิสัย บ้านอะไรน้าเราก็ลืมชื่อเสีย เรียกว่ามันเป็นดงเป็นดอน เหมือนว่าเป็นเกาะหนึ่งที่เขาแตะไม่ได้ นอกนั้นเขาทำไร่ทำนารอบ ๆ ที่นี้แม้แต่ต้นไม้ไปฟันไปบุกก็ไม่ได้นะ ผีมันแรง ท่านว่า เอ้อ อาตมาจะไปปราบให้ เป็นนิสัยตลก

บอกวันแล้วเขาก็มารับท่านไปที่ป่านั้น เขาเรียกป่าละเมาะ แต่มันเป็นต้นไม้สูง ๆ ไม่มีใครไปแตะต้องเลยตรงนั้น ท่านไปพักที่นั่น พอไปถึงตอนเย็นประมาณสัก ๔ โมงเย็น พวกสัตว์เขาก็มาตามประสาของเขานั่นแหละ ท่านหากตีความหมายไปถึงเรื่องผีหมดเลย ควายกำลังคึกคะนองมันก็มานี้ ท่านกำลังเดินจงกรมอยู่ โห้ ตั้งหน้าสู้กันแต่วันนักนะ คือตั้งหน้าสู้กันแต่วันเลย ควายมันก็ผ่านมาไปหาเพื่อนฝูงของมัน ท่านเดินมาหัวจงกรม เอ้อ วันนี้ตั้งเค้าแต่วันนักนะ ทีนี้เดินอยู่ไม่นาน สักเดี๋ยวไก่ป่าก็มาอีกแหละ ก็ป่าไก่ป่าอยู่ที่นั่นจะไม่ให้เขามายังไง แต่ท่านตีความหมายเป็นผีไปหมด โห นี่เปลี่ยนเป็นไก่นะที่นี่ ทีแรกเป็นควายมา ควายก็ไปแล้วแหละ ไปตามประสาของมัน ทีนี้ไก่มันก็มา โห้ นี่เปลี่ยนจากควายเป็นไก่เชียวเรอะ พอมืดประมาณสัก ๓ ทุ่มโยมเขาก็มาหา พอเขาหลบไปแล้ว ท่านเข้าที่ภาวนา ท่านจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามขึ้นอยู่กับนิสัยนะ มันหากเป็นเองตามนิสัยกิริยาแสดงออก

พอญาติโยมไปกันหมดแล้ว เณร เตรียมเข้าที่ วันนี้จะพาปราบมาร ให้เณรเตรียมเข้าที่ อยู่กันคนละที่ ไม่นานนักเสียงเณรร้องแว้ก ๆ ท่านก็ลุกจากที่ เป็นยังไงเณร โถ มันเหมือนช้างเอางวงมากวาดมุ้ง กวาดเณรด้วย มันกวาดมุ้งเข้ามากวาดเณรด้วย ผมกลัวก็ร้องล่ะซี เฮอะ ถ้าว่าเก่งจริงไปเล่นกับเณรทำไม ไม่มาสู้กับกูวะ นี่ละตอนขบขันตรงนี้ละนะ เณรก็เงียบไป ทางนี้ก็เข้าที่ นี่ตอนมันสำคัญ ท่านนั่งภาวนาสวดคาถาไหนต่อคาถาไหน สวดท่าต่อสู้มันเป็นโลก ถ้าสวดเป็นธรรมไม่ได้ต่อสู้อะไร เรียกว่าเป็นธรรมล้วน ๆ ฤทธาศักดานุภาพก็เต็มสัดเต็มส่วนของธรรม ถ้าสวดเพื่อจะต่อสู้นั้นต่อสู้นี้ นั้นเป็นกิริยาของโลกไม่ใช่ธรรม

อันนี้มนต์บทไหนขลัง ๆ ท่านเอามาสวดหมด เตรียมท่าไว้ ทีนี้พอไม่นานนะ จากเณรมาแล้วมาถึงที่พักท่าน คราวนี้มันไม่ได้เป็นช้างซี เป็นฟ้าผ่า คือเหมือนฟ้าผ่าจริง ๆ นี่ เปรี้ยงลงเลย ท่านล้มลง ล้มเองนะ ความรุนแรงที่ว่าฟ้าผ่านี่ เปรี้ยงล้มลงทางนี้ โห้ เอาจริง ๆ เหรอ ตั้งท่าสวดอีก ก็เปรี้ยงลงทางนี้อีก ๒ ครั้ง ทางนี้ก็ยิ่งเอาใหญ่ละ ถึง ๒ ครั้งแล้ว พอครั้งที่สามฟาดข้างหลังหัวคะมำลงไปเลย เฮ้อ มันไม่ถอยนะนี่ เอ้า มันไม่ถอยกูก็ไม่ถอย กูก็จะเอาใหญ่วันนี้ พอฟาดครั้งที่สี่ เปรี้ยงข้างหน้านี้หงายหลัง ๔ ครั้ง เณร ๆ เรียกเณร เณรเปิดหนีกลางคืน ได้เผ่นหนีกลางคืนจริง ๆ ไม่ใช่พูดเล่น นั่นละรุนแรงไหมล่ะ

นี่ละพวกกายสิทธิ์กายทิพย์อย่างนั้นละเวลาแสดง ให้เห็นตัวปั๊บเห็นทันที หายวับทันทีเลย แล้วก็เปิดหนีเลย พวกโยมเขาไปตามเอามา มาอะไร ที่นั่นไม่ดีภาวนาไม่สะดวก ไม่บอกนะกลัวผี ผีปราบไม่พูดนะ ที่นั่นไม่ดีภาวนาไม่สะดวก ไม่เอาแหละ จากนั้นมาท่านก็เล่าให้เพื่อนฝูงฟัง ใครต่อใครมาเล่า ยังไม่มีโอกาส พอมีโอกาส เพราะท่านกับเราสนิทกันอยู่แล้วนี่ กับเราสนิทกัน ไหนท่านอาจารย์ที่นี่ จะเอาจริงเอาจัง ว่าอย่างนั้น เรื่องราวเป็นยังไง เคยได้ยินเรื่องอย่างนั้น ๆ มา แล้วท่านอาจารย์เป็นยังไง อย่ายุ่ง ๆ ของล่วงแล้วอย่ายุ่ง บอกว่าของล่วงแล้วอย่ายุ่ง ไม่พูด อย่ายุ่ง ก็มีตลกอยู่ในนั้นแหละนิสัยของท่าน อย่ายุ่ง ๆ ของล่วงแล้ว ความจริงคือกลัวขายหน้า ก็เราจะซักจริง ๆ นี่เข้าใจไหม ตกลงก็เลยว่าอย่ายุ่ง ๆ ของล่วงแล้ว

นี่พูดถึงเรื่องพวกกายสิทธิ์กายทิพย์เป็นไปได้ทุกอย่าง พวกนักจิตตภาวนาที่มีความเชี่ยวชาญทางนี้ท่านไปถามใครเมื่อไร ก็อย่างเห็นกันอยู่อย่างนี้ ๆ ท่านจะถามอะไร เห็นภายในมันยิ่งชัดกว่าเห็นภายนอก เพราะฉะนั้นถึงว่าพวกกิเลสตัณหามันลบตาลบหูลบจิตใจของสัตวโลกนี่ซิ มันถึงจมลงแต่นรก ๆ พระพุทธเจ้ามารื้อฟื้น คือคำสอนพระพุทธเจ้ามีแต่จริงล้วน ๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์ ๆ ตลอดไปเลย เรื่องของกิเลสนี้ปลอมล้วน ๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์ ๆ นั่นละฟังซิ นี่ละที่มันลบล้างสัตวโลกอยู่ตลอดเวลา พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้แต่ละครั้ง ๆ เป็นระยะ ๆ แต่ส่วนกิเลสฝังหัวใจสัตว์ ปิดหูปิดตาปิดใจสัตวโลกนี่มันปิดตลอดเวลา เวลาพระพุทธเจ้ามามันก็จางไป

พระพุทธเจ้าเปิดธรรมส่องโลก สอนอรรถสอนธรรมสอนหลักความจริงให้ฟัง โลกทั้งหลายมีความเชื่อความเคารพเลื่อมใส การทำบาปทำกรรมอะไรก็เบาบางลง ในช่วงพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ ๆ ทีนี้พอพระพุทธเจ้าผ่านไปเท่านั้นละ ไม่มีใครมาชะมาล้างแล้ว นั่นกิเลสมันทำงานเต็มที่มัน เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงต้องได้มาเป็นระยะ ๆ ไม่อย่างนั้นสัตวโลกไม่มีความหมาย นี่เป็นหลักธรรมชาติลบไม่สูญที่ว่านี่ พระพุทธเจ้าของเรามานี้ได้วางศาสนาไว้ คือสำหรับน้ำคือธรรมอันสะอาดชะล้างความสกปรกของกิเลส ที่มันปิดบังหูตาของสัตวโลก กิเลสบอกว่านรกไม่มี ไม่มียังไงพระพุทธเจ้ามาสอน สอนบอกทุกกิทุกกี ผู้มีอุปนิสัยเบาบางมันก็เชื่อก็เป็นไปตาม ก็ผ่านไปได้ ๆ ผู้ไม่เชื่อมันก็จมของมันไปอย่างนั้นละ

เพราะเหตุนั้นศาสนาจึงต้องมาเป็นระยะ ๆ เช่นอย่างนี้ พวกเราพอรู้บุญรู้บาปบ้าง ก็เพราะคำสอนพระพุทธเจ้าที่เรียกว่าน้ำดับไฟ ก็อย่างนั้นซี ถ้าพระพุทธเจ้าไปเสีย ธรรมก็ไปพร้อม ไม่วางไว้สั่งสอนโลก มันก็มืดแปดด้านตั้งแต่โน้นมา ไม่มีคำว่าศีลว่าธรรม มองไม่เห็นไม่คิดกันเลย มีแต่เรื่องของกิเลสตัณหาติดพันตลอดเวลา ต่างกันอย่างนั้นนะ กิเลสกับธรรม กิเลสปลอมล้วน ๆ ฟังว่าปลอมล้วน ๆ กิเลสออกมาตัวไหนความจริงไม่มี ธรรมออกตรงไหนจริงล้วน ๆ ลบล้างกันไปอย่างนั้น จึงต้องมีธรรม โลกมีอยู่ดั้งเดิมแล้ว ธรรมมีมาเป็นระยะ ๆ แต่เป็นระยะนะพระพุทธเจ้ามา ไม่ได้มาติดกันตลอด มาเป็นระยะ

กัปหนึ่ง ๆ พระพุทธเจ้าดูว่าอย่างน้อย เคยอ่านในตำราตั้งแต่ ๑ องค์ ๒ องค์ละ อย่างกัปธรรมดา ถ้าเป็นภัทรกัปก็มีพระพุทธเจ้าหลายองค์ เช่น ภัทรกัปเรานี้ก็มีพระพุทธเจ้าถึง ๕ พระองค์ ทีนี้เวลามาตรัสรู้ก็วางระยะกันห่าง ๆ ระยะห่างนี้เรียกว่า พุทธันดร พุทธันดร คือระหว่างแห่งพระพุทธเจ้าที่มาตรัสรู้ องค์นี้มาแล้ว เป็นระหว่าง แล้วองค์นี้มา ๆ พอหมดกัปนี้ไปแล้ว นั่นเป็นสุญญกัป กัปนี้ต่อกัปนั้นยังไม่มีพระพุทธเจ้าแหละ วางระยะนี้เรียกว่าสุญญกัป สัตวโลกไม่มีความหมายอันใดเลย เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ทั่วโลกธาตุ ตอนนี้ร้อนมากที่สุด พอพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ก็เป็นน้ำดับไฟขึ้นมา เป็นระยะ ๆ อย่างนั้น เป็นมาอย่างนี้ตลอดกี่กัปกี่กัลป์ ฟังว่ากัป กัปหนึ่ง ๆ นานเท่าไร แล้วกี่กัปกี่กัลป์มาแล้วท่านตรัสรู้เรื่อยมาอย่างนี้เรื่อย ๆ แล้วยังจะเรื่อยไปอีก ต้นไม่มี ปลายไม่มี ตรัสรู้ไปเรื่อย เหมือนกิเลสไม่มีต้นมีปลาย ธรรมะก็มี เป็นแต่เพียงว่าเป็นระยะ ๆ หากไม่มีต้นมีปลาย ตรัสรู้เรื่อย ๆ

เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงมีมากต่อมาก เรานับคนเดียวนี่ ๑ , ๒ ,๓ อย่างนี้จนกระทั่งถึงวันตาย จะให้ครบพระพุทธเจ้าที่มาตรัสรู้นี้ไม่มีทาง มากขนาดนั้นละ เพราะกี่กัปกี่กัลป์ นานสักเท่าไร อุบัติเรื่อยพระพุทธเจ้า ถึงจะห่างก็ตามก็อุบัติอยู่เรื่อย ๆ อย่างนั้น ๑ กับ ๒ กับ ๓ เข้าไปก็ ๔ , ๕ เข้าไปล่ะซี ก็มากขึ้น ๆ เรื่องพระพุทธเจ้า เราอ่านสวดมนต์นั่นแหละ อ่านไป ๆ เขาเขียนฟุตโน้ทไว้ข้างล่าง วงเล็บเอาไว้ พวกเขาพิมพ์เองแล้วก็มาเขียนฟุตโน้ทไว้ว่า สมฺพุทฺเธ อฏฺฐวีสญฺจ ทฺวาทสญฺจ สหสฺสเก ฯ นี้ละ จากนั้นก็ สมฺพุทฺเธ ปญฺจปญฺญาสญฺจ ฯ เรื่อยไปถึง สมฺพุทฺเธ นวุตฺตรสเตฯ คือกราบไหว้พระพุทธเจ้าเท่านั้นพระองค์ เท่านี้พระองค์ ขึ้นไปเรื่อย จนกระทั่งถึงพระพุทธเจ้าเป็น ๒ ล้าน ๓ ล้านพระองค์ขึ้นไป

พอจบลงแล้วเขาเขียนไว้ข้างล่าง เรียกว่าเหมือนว่ากลืนไม่ลง เหลือเชื่อ เราดูแล้วเราสลดสังเวช นี่ละคนตาบอดเขียนธรรมพระพุทธเจ้า ก็มาเอามูตรเอาคูถทาศาสนาไว้ ว่าเหลือเชื่อนั่นละคือมูตรคือคูถ โปะความจริงของศาสนาไว้ มาว่าอะไรล้าน ๆ พระพุทธเจ้า ว่ากี่แสนล้าน ๆ เท่านั้นไม่คำนวณได้เลย มากขนาดนั้นนะพระพุทธเจ้า นี้คือหลักความจริง ให้พากันจำเอาไว้นะ

อะไรจะมากยิ่งกว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ขึ้นมา ตั้งกัปตั้งกัลป์มีอยู่ตลอด ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นี่ก็พระพุทธเจ้าของเรา ออกจากนี้ก็พระอริยเมตไตรย์ ผิดไปตรงไหน เล็งญาณตลอดทะลุปรุโปร่งไปหมดแล้ว ถึงระยะนั้นจะมาอย่างนั้น ตามที่พระญาณหยั่งทราบตลอดไม่มีคลาดเคลื่อนเลย เพราะฉะนั้นผู้ที่ปรารถนาพุทธภูมิ คือพระพุทธเจ้าเรา เช่นอย่างเวลาท่านเสด็จลงมาจากชั้นดาวดึงส์นี้ สัตวโลกปรารถนาพุทธภูมินี้ โถ ไม่ใช่น้อย ๆ นะ เป็นล้าน ๆ ล้าน ๆ ปรารถนาพุทธภูมิ เห็นความอัศจรรย์ของพระพุทธเจ้าเลยปรารถนาพุทธภูมิ ทีนี้ท่านก็สรุปลงไว้ ที่ปรารถนามาก ๆ นี้ สักจำนวนเท่านี้จะได้สักคนหรือสองคนก็ไม่ทราบแหละ

ฟังซิ มันยากไหมปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า ปรารถนาเป็นล้าน ๆ จะได้สักคนสองคนก็นับว่ามาก นั่นเห็นไหม ความยากของความเป็นศาสดา ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้ายากลำบากขนาดไหน มีอยู่ ๓ ประเภท ประเภทที่หนึ่ง ปรารถนามา ๑๖ อสงไขยแสนมหากัป อันดับที่สอง ๘ อสงไขยแสนมหากัป สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมาในขั้นที่สอง ขั้นที่สาม ๔ อสงไขยแสนมหากัป เช่นพระพุทธเจ้าของเรานี้ ๔ อสงไขยแสนมหากัปเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา นานไหม กว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้ายากขนาดไหน เพราะฉะนั้นมันถึงเล็ดลอดไปไม่ได้ จะให้เป็นไปตามความปรารถนามันไม่สำเร็จ

ทีนี้เมื่อท่านสำเร็จขึ้นมาแล้วเล็งญาณดู ใครปรารถนาเป็นพุทธภูมิจะสำเร็จไม่สำเร็จนี้ ถ้าท่านทำนายแล้วนั่นละยังไงก็ลบไม่สูญ เช่น นาย ก. ปรารถนาเป็นพุทธภูมิ ถ้าลงพระพุทธเจ้าได้ทำนายแล้วว่า นาย ก.นี้ ถึงภัทรกัปนั้นจะได้เป็นพระพุทธเจ้าชื่อว่าอย่างนั้น อัครสาวกข้างซ้าย ชื่ออย่างนั้น ข้างขวาชื่ออย่างนั้น อย่างนี้แล้วแก้ไม่ตก ต้องได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน ถ้าลงพระพุทธเจ้าทรงทำนายแล้วไม่มีทางแก้ตกแหละ พลิกไม่ได้เลย

ถ้ายังไม่ทรงทำนายเปลี่ยนก็ได้ เช่น เป็นพุทธภูมิมาปรารถนาเป็นสาวกภูมิเป็นสาวกก็ได้อยู่ ถ้าลงได้ทำนายแล้ว พระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งทำนายแล้วว่า ถึงระยะนั้น ๆ จะได้เป็นพระพุทธเจ้าชื่อว่าอย่างนั้น อัครสาวกข้างซ้ายชื่อว่าอย่างนั้น ข้างขวาชื่อว่าอย่างนั้นแล้ว แล้วอย่างไรก็ลบไม่สูญ อันนี้จะต้องถึงจุดเลย นี่เรียกว่า ลัทธพยากรณ์ ที่พระพุทธเจ้าทรงทำนายแล้วเป็นอันว่าตายตัวเลยไม่เป็นอย่างอื่น คือเล็งตามความจริงของผู้นี้จะไปอย่างนั้นแล้ว ถึงจุดนั้นแน่ บอกตามนั้น ถ้าไปจะล้มละลายก็ยังไม่ทำนาย ถ้ารายใดได้ทำนายแล้วต้องได้เป็นแน่นอน

พอพูดอย่างนี้ก็ระลึกถึงหลวงปู่มั่นเรา ท่านภาวนาพอจิตจะเข้าด้ายเข้าเข็มทีไร ประหวัดถึงพุทธภูมิแย็บเข้ามาแล้วถอยเสีย ว่างั้นนะ พอจิตจะเข้าด้ายเข้าเข็มทีไร ประหวัดถึงพุทธภูมิ ที่ท่านเคยปรารถนาพุทธภูมิ แต่ก่อนท่านปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า ทีนี้ความอยากพ้นทุกข์ก็อยากเป็นกำลัง เร่งความเพียรเข้าไปพอถึงจุดจะเข้าด้ายเข้าเข็มที่จะเข้าหลักเข้าเกณฑ์ เรื่องของพุทธภูมิก็แทรกเข้ามาก็ถอยเสีย ๆ ท่านว่าอย่างนั้น

ทีนี้เวลาความอยากพ้นทุกข์เต็มกำลังหนามากขึ้นทุกวัน ๆ ก็เลยมาประมวล การเป็นพระพุทธเจ้าเป็นศาสดาสอนโลกก็ทำประโยชน์ได้มากมายนั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับโลก สำหรับความบริสุทธิ์แล้ว เป็นพระพุทธเจ้ากับสาวก ก็สิ้นทุกข์ถึงพระนิพพานได้ด้วยกัน เราขอถอนตัวจากความเป็นพุทธภูมิเป็นพระพุทธเจ้ามาเป็นสาวกอรหันต์ ท่านขอถอนตัวในจิตของท่านเอง นี่คือยังไม่ได้รับลัทธพยากรณ์ พอถอนตัวนี้จิตก็พุ่งเลย หายห่วง ที่ปรารถนาพุทธภูมิพอแทรกเข้ามาปั๊บแต่ก่อนถอย ๆ จิตถอย ๆ ทีนี้แทรกมาก็ไม่ถอย ปล่อยเลย นั่นท่านว่างั้น เห็นไหมล่ะ เพราะฉะนั้นลวดลายของศาสดาท่านจึงยังมี ความรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง โห พิสดารมากทีเดียว ความรู้พวกเปรตพวกผี สัตว์นรกอเวจีอะไรไม่ต้องพูด ท่านแจ่มแจ้งหมด นี่ละลวดลายของพุทธภูมิยังมีอยู่ แม้จะพลิกตัวมาเป็นสาวกแล้วก็ตาม ลวดลายของศาสดายังมี

นี่ที่ว่าธรรม คือธรรมนั้นเป็นของจริงล้วน ๆ เลย กิเลสแล้วปลอมล้วน ๆ เท่ากันเลย กิเลสปลอมร้อยเปอร์เซ็นต์ ธรรมก็จริงร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่พระพุทธเจ้ามาตรัสสอนโลก ทรงเล็งญาณรอบเรียบร้อยแล้วจึงไม่มีผิด ว่าอะไร ๆ ไม่ผิดเลย เพราะทรงเล็งดูเรียบร้อยแล้ว นี่เรียกว่าของจริง ว่าอย่างไรเป็นอย่างนั้น ท่านจึงให้นามว่า เอกนามกึ แปลว่า หนึ่งไม่มีสอง

คือพระพุทธเจ้าจะอุบัติครั้งละองค์เท่านั้นไม่มีสอง เพราะความเป็นพระพุทธเจ้านี้เป็นได้ยากแสนสาหัส จะเป็นได้ทีละพระองค์เท่านั้นก็ลำบากแสนสาหัสแล้ว นี่หนึ่ง ๒.พระญาณหยั่งทราบของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ๆ นั้นเป็นหนึ่งไม่มีสอง ลงได้หยั่งทราบทำนายอะไรแล้วต้องเป็นอย่างนั้นเลย นี่ก็เรียกว่า หนึ่งไม่มีสองเป็นคู่แข่ง แล้วธรรมที่ตรัสแสดงออกมานี้ก็เป็นหนึ่งไม่มีสอง เรียกว่า สวากขาตธรรม ตรัสไว้ดีเรียบร้อยแล้วทุกอย่าง สมบูรณ์พูนผลต่อมรรคผลนิพพาน สมบูรณ์แบบทุกอย่าง นี่ ๓ ประเภท

ประเภทที่หนึ่ง พระพุทธเจ้าอุบัติได้ทีละองค์เท่านั้น

ประเภทที่สอง พระญาณหยั่งทราบของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์แม่นยำหนึ่งไม่มีสอง ไม่มีอะไรเป็นคู่แข่ง

ประเภทที่สาม สวากขาตธรรมที่ตรัสไว้นี้ ตรัสไว้ชอบทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ไม่มีที่จะต่อจะเติมที่ตรงไหนอีกแล้ว สมบูรณ์พูนผล ๓ ประการนี้เรียกว่า เอกนามกึ หนึ่งไม่มีสอง

ศาสนาของเราก็ยังมีอยู่ นี่ก็ ๒,๕๐๐ ที่ท่านว่าถึงระยะนั้นศาสนาจะเป็นอย่างนั้น ๆ ท่านเล็งหมดแล้วนะนั่น ท่านเล็งไปหมดแล้ว มันเป็นของมันไปเอง ด้วยอำนาจของกิเลสมันหนาเข้า ๆ ศาสนาก็หดเข้ามาย่นเข้ามา ๆ ต่อไปศาสนาไม่มี คำว่าบาป บุญ นรก สวรรค์ ไม่มีเลยในความรู้สึกของสัตว์ มีแต่ความอยากความทะเยอทะยานดีดดิ้น เป็นกิเลสล้วน ๆ พันหัวใจสัตว์ จึงมีแต่ฟืนแต่ไฟเผาหัวใจสัตวโลก ไม่มีน้ำดับไฟคือธรรม เมื่อถึงศาสนาหมด-หมดอย่างนั้น

ไม่ใช่ในคัมภีร์ใบลานที่จดจารึกไว้แล้วหมดนะ จดจารึกไว้ยังไงก็มีอยู่อย่างนั้น แต่ไม่มีใครสนใจที่จะเชื่อ ในธรรมทั้งหลายมันไม่เชื่อ เชื่อตามกิเลสล้วน ๆ ไปเลย กิเลสลากไปหมดเลย หมดเนื้อหมดตัวไปหมด มีสิบขากิเลสลากไปทั้งสิบขา มีสิบแขนกิเลสลากไปสิบแขน มีเท่าไรมันลากไปหมดไม่มีเหลือเลย ในครัวเรือนนั้นมีเป็ดมีไก่มีหมูมีหมา มีวัวมีควาย มีเด็กเล็กเด็กน้อย กิเลสลากไปหมด ตั้งแต่พ่อแม่ลงไป ปู่ย่าตายาย กิเลสลากไปหมดเลย ใครอยากถูกกิเลสลากอย่างนั้นไหม

ถ้าไม่อยากถูกกิเลสลากอย่างนั้น ก็ให้ฉุดให้ลากตัวเองเสียก่อนซิ แล้วจะได้ฉุดลากลูกเต้าหลานเหลนให้เป็นคติตัวอย่างอันดีต่อไป เขาจะได้ยึดปฏิบัติก็จะได้แคล้วคลาดปลอดภัยสงบร่มเย็นต่อไป หรืออยากได้ยี่สิบขาให้มันลากอีก สิบขาไม่พอ มันก็สุดวิสัยถ้าลงขนาดนั้นแล้ว ก็ไม่ทราบจะไปสอนยังไงแล้ว กิเลสลากทีเดียวได้ไปสิบขาเลย ฟาดครั้งที่สองได้ไปอีกยี่สิบขา คนทั้งคนเลยเป็นท่อนฟืน ไม่มีแข้งมีขามีหูมีตา กิเลสเอาไปหมดเลยมันเกินไปมนุษย์เรานี่

มองไปที่ไหนมันเห็นแต่ขอนซุงนะ คือแข้งขาตีนมือไม่มี กิเลสลากเอาไปกินหมด ยังเหลือแต่ขอนซุง ครอกแครก ๆ อยู่ตามเสื่อตามหมอน อู๊ย ทุกขัง อนิจจัง เราไม่อยากพูดมากพูดเพียงเท่านี้แหละนะ พูดมากมันจะเข้าเนื้อพวกเรานี่แหละ พวกนั่งฟังอยู่นี่แหละ โห ให้เห็นดูซิจิต อะไรจะอัศจรรย์เท่าจิต เปิดกว้างไม่มีอะไรเสมอจิตเลยนะ เวลาปิดบังไม่มีอะไรเสมอกิเลส มืดไปหมดเลย ตามีสิบตาก็ไม่มีความหมาย มีกี่หูกี่ตากี่ดวงใจ ถ้าใจกิเลสครอบไว้แล้วดำหมดด้วยกัน ไม่มีความหมายอะไรเลย พอเราบำเพ็ญธรรมนี้ค่อยสว่างขึ้น ๆ ทีนี้กิเลสค่อยจางไป ๆ ความมืดดำกิเลสมันครอบไว้ ความมืดดำคือกิเลสมันครอบเอาไว้ เวลาชำระสะสางสร้างคุณงามความดีเข้าไป นี่เรียกว่าชะล้างเข้าไป ๆ ไหลเข้าไป ๆ จุดสุดท้ายก็ลงทำนบใหญ่คือจิตตภาวนา

บุญ กุศล ศีล ทาน มากน้อยนี้เป็นเหมือนกับแม่น้ำสายต่าง ๆ ที่ไหลมาจากที่ต่าง ๆ จะลงมาทำนบใหญ่คือจิตตภาวนา เป็นที่รวมแห่งกุศลทั้งหลายที่เราสร้างมามากน้อย ไม่หายไปไหน จะไหลป้วนเปี้ยนวนเวียนอยู่นั้นแหละหากยังไม่เข้าจุด ไปไหนไม่ไป ทีนี้พอจะเข้าจุดแล้ว สายบุญทั้งหลายที่เราสร้างมามากน้อยนั้นจะมารวมลงที่จิตตภาวนา พอจิตตภาวนาแล้วก็พุ่งเลย พ้นทุกข์ไปเลย คือจิตตภาวนามีอยู่ด้วยกันแต่ยังไม่ได้หลักเกณฑ์มันก็มี เวลาได้หลักเกณฑ์มันก็พุ่งของมัน เวลาไม่ได้หลักได้เกณฑ์นี้ภาวนานี้มันก็พาวนไปเสีย ไม่ได้ภาวนาอบรมใจให้สงบ มันพาวนให้วุ่นวายไป นี่รวมเข้าไป

เมื่อเวลาวาสนาบารมีแก่กล้าแล้วมันหากเป็นเองในจิต เพราะอำนาจแห่งกุศลนี้แหละหนุนมัน บันดลบันดาล เรื่องจิตตภาวนามันขี้เกียจขนาดไหนมันหากเป็นของมันเองไม่ขี้เกียจ มันหากหมุนของมันไป ๆ อย่างนั้น ต่อไป ๆ มันก็พุ่งของมันไปได้เลย นี้เป็นที่รวมของกุศลของเราที่สร้างมามากน้อย แหล่งใหญ่คือทำนบใหญ่ได้แก่ภาวนา ลงในจุดนี้ทั้งนั้น ลงนี้ก็พุ่งเลย นี่เป็นที่รวมแห่งกุศลทั้งหลายมารวมที่จุดนี้ วันนี้เอาเท่านั้นละนะไม่พูดมาก

(โยมจากนครนายกพร้อมครอบครัว มางานบุญวัดเกิดหลวงตามาลากลับวันนี้) นี่เด็กคนนี้ที่เกิดใหม่ ๆ เราลงมาจากถ้ำสาริกา เราจำไม่ได้ว่า พ.ศ.เท่าไร เด็กเพิ่งคลอดใหม่ ๆ (เขาเกิด พ.ศ. ๒๕๓๔ เจ้าค่ะ) นั่นละเราไปถ้ำสาริกา เดี๋ยวนี้ไม่ได้ขึ้นข้างบนละ ไปกราบรูปปั้นของท่านที่เขาสร้างมณฑปเอาไว้ ไปกราบแล้วก็ลงไม่ขึ้นข้างบน สูง ลำบาก ขึ้นยาก แต่ก่อนขึ้นถึงเลย ๆ ขึ้นปลงธรรมสังเวชทุกอย่างด้วยความสลดใจ ความระลึกถึงบุญถึงคุณท่านอะไร ๆ นี้ ดูหมดทุกทิศทุกทาง ไปไม่ได้ไปเล่น ๆ จิตมันจะประหวัดของมัน ดูหมดเลยที่ท่านไปอยู่

ท่านสมบุกสมบันมากนะหลวงปู่มั่น สมชื่อสมนามว่าเป็นโรงงานใหญ่ โรงงานใหญ่นั่นโรงงานผลิตพระ ผลิตครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ออกมาจากท่านทั้งนั้นนะ อย่างท่านอาจารย์สิมก็เหมือนกันก็ลูกศิษย์ของท่าน ครูบาอาจารย์ที่ชื่อเสียงโด่งดังทั่วประเทศไทยของเรานี้มีอยู่ทั่ว ๆ ไปที่ออกจากหลวงปู่มั่น นี้ละโรงงานใหญ่ ออกจากนี้ทั้งนั้นเลย องค์ไหนมีชื่อเสียงกิตติศัพท์กิตติคุณ ฟังแล้วชื่นหูชื่นตาชื่นใจนี้ มีแต่ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นทั้งนั้น ฟังซิอย่าง หลวงปู่แหวน หลวงปู่พรหม หลวงปู่ขาว นี้ผ่านมาจากเชียงใหม่ทั้งนั้นนะ หลวงปู่มั่นเป็นองค์แรก แล้วหลวงปู่พรหม หลวงปู่ขาว หลวงปู่แหวน นี่เท่าที่เราจำได้นะ ล้วนแล้วตั้งแต่ผ่านมานั้นเป็นเพชรน้ำหนึ่งออกมาจากเชียงใหม่ นี่ก็ ๔ องค์แล้ว จากนั้นก็ลำดับลำดาไป ไม่ทราบองค์ไหนอยู่ที่ไหน ๆ บ้าง ก็ล้วนแล้วแต่ออกจากโรงงานใหญ่ที่ท่านแนะนำสั่งสอนไปแล้วทั้งนั้น จึงว่าโรงงานใหญ่ ๆ

ชื่อเสียงท่านจะมาดังเอาตอนเราเขียนประวัติท่านนี่ละ แต่ก่อนไม่ดัง ท่านอยู่ใต้ดินเงียบ ท่านไม่สนใจกับใครนะ ประชาชนญาติโยมเข้าหาท่านไม่ถึง เพราะท่านอยู่ในป่าในเขาลึก ๆ แม้แต่พระก็ยังไปลำบาก ต้องบุกไปจริง ๆ ในป่าในเขา ท่านไม่ออกมานอก ๆ ทีนี้พออายุขัยของท่านจวน ๆ แล้วท่านจึงออกมาแถวนี้ อย่างหนองผืออะไรเหล่านี้นะ แต่ก่อนท่านอยู่ลึก ๆ นี่ละโรงงานใหญ่ของสายกรรมฐาน ลูกศิษย์ของท่านมีมาก เพชรน้ำหนึ่งทั้งนั้นนะไม่ใช่ธรรมดา ที่ออกชื่อมาเหล่านี้ประเภทเพชรน้ำหนึ่ง ๆ ทั้งนั้นหลายองค์

หลวงปู่คำดีก็มาศึกษาอบรมจากท่านที่โคราช ท่านมาพักอยู่โคราช ทางนี้ก็ไปศึกษาอบรมจากท่านที่โคราช ได้ฟังอย่างถึงใจ ท่านเทศนาว่าการให้ฟังเต็มเหนี่ยวเลย ท่านไปเล่าให้ฟังเสียด้วยนะ เอ้อ อยู่โคราชนั่น ท่านคำดีนะ ขึ้นแล้ว ท่านคำดีสำคัญอยู่นะ มาพักที่โคราช ท่านคำดีไปคุยธรรมะให้ฟัง เอ้อ อย่างนี้ซิท่านว่า ไปอยู่โน้นท่านก็เล่าเรื่อย ท่านอาจารย์คำดีนี่ก็องค์หนึ่ง ได้รับโอวาทจากท่านที่วัดป่าสาลวัน ตั้งหลักใจความพากความเพียรเข้มแข็งขึ้นในเวลานั้นเลย เหมือนกับว่าเป็นตัวใหม่ขึ้นมา ท่านว่าอย่างนั้นนะ ท่านอาจารย์คำดีพูด ถึงเรื่องเกี่ยวกับเรื่องมรรคผลนิพพาน เหล่านี้มันแน่นปึ๋งเลย

แล้วท่านก็ไปเล่าให้ฟังอยู่เรื่อย ๆ ว่าท่านคำดีน่ะภาวนาดีนะ นี่องค์หนึ่ง อย่างท่านจวน ท่านสิงห์ทอง เหล่านี้ก็อยู่กับท่านมาแล้วทั้งนั้น ท่านจวนก็เคยจำพรรษาด้วยกันที่หนองผือ ท่านสิงห์ทองไม่ได้จำแต่อยู่ใกล้ ๆ สองกิโลสามกิโล คือมันแน่น เข้าไม่ได้ ท่านรับพระไม่ได้มากนักนะ พระที่อยู่บริเวณรอบ ๆ นี้เต็มไปหมด อย่างท่านสิงห์ทองไม่ได้เข้าไปจำพรรษากับท่านก็ตาม ถึงวันประชุมนี้ก็มาประชุม ฟังธรรมะแล้วก็กลับไปค้างที่วัด ๆ ในพรรษาก็มาอยู่อย่างนี้ มันก็เหมือนกับอยู่ในวัดนั่นแหละ ท่านสิงห์ทองนี้องค์หนึ่ง

ท่านหล้าก็มาอยู่หนองผือด้วยกัน ท่านหล้านี่พอหลวงปู่มรณภาพแล้ว ก็เลยติดสอยห้อยตามไปอยู่กับเราที่ห้วยทราย พอเราออกจากนั้นมาเอาโยมแม่บวช ลงไปจันท์ ท่านหล้าก็เลยอยู่ที่ภูจ้อก้อต่อมาจนกระทั่งถึงวันสิ้นอายุ เหล่านี้มีแต่ออกจากหลวงปู่มั่นทั้งนั้น ถึงเรียกว่าโรงงานใหญ่ ชื่อเสียงท่านดังทางผลิตลูกศิษย์ลูกหานี้ไม่มีใครเสมอเลย ลูกศิษย์องค์ปรากฏชื่อลือนามออกจากหลวงปู่มั่นทั้งนั้น ๆ เลย ท่านเป็นโรงงานอันใหญ่โตที่สุด

สรุปทองคำดอลลาร์วันที่ ๑๓ เมื่อวานนี้ ทองคำได้ ๒๒ บาท ๔๖ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๕๒๐ ดอลฯ ทองคำที่ต้องการมอบเข้าคลังหลวงในการช่วยชาติคราวนี้กะไว้ว่าให้ได้ไม่ต่ำกว่า ๔,๐๐๐ กิโล เวลานี้มอบเข้าคลังหลวงไว้แล้ว ๑,๐๓๗ กิโลครึ่ง ที่ฝากไว้กับคลังหลวงที่ไปคราวนี้ ๑,๐๒๕ กิโล รวมทองคำที่มอบและฝากไว้กับคลังหลวงได้ ๒,๐๖๒ กิโลครึ่ง ทองคำหลังจากมอบและฝากไว้กับคลังหลวงเวลานี้ได้ ๔๘ กิโล ๓๐ บาท ๘๑ สตางค์ อันนี้ยังไม่หลอม รวมทองคำทั้งหมดได้ ๒,๑๑๐ กิโลครึ่ง ยังขาดทองคำอยู่ ๑,๘๘๙ กิโลครึ่งจะครบจำนวน ๔,๐๐๐ กิโล นี่เราจะเดินไต่เต้าไปจนกระทั่งอย่างน้อยให้ถึง ๔,๐๐๐ กิโล จะพยายามพาพี่น้องทั้งหลายก้าวเดินเพื่อชาติไทยของเรา

ทองคำในเมืองไทยของเรารู้สึกว่ามีน้อยมากนะ เพราะฉะนั้นเราจึงเน้นหนัก ๆ เรื่องทองคำ แต่จำนวนเท่าไรเราบอกไม่ได้ ตายไปกับเราเลย เพราะอันนี้เป็นหัวใจของชาติเราจะเปิดออกมาไม่ได้ ให้ทราบแต่ว่าเป็นทางเข้ามา เวลานี้ทองคำกำลังเรียกร้องหาความช่วยเหลือจากพี่น้องทั้งหลายทั่วประเทศไทย เราอยู่อย่างเต็มอกว่างั้นเถอะนะ ทองคำเรียกร้องหาความช่วยเหลือจากพี่น้องทั้งหลาย เพราะมีจำนวนน้อย เราจะเปิดได้เท่านี้ ให้พากันพยายาม ให้ฟังเสียงหัวหน้า เอาละให้พร

(หนูกราบลากลับวันนี้ค่ะ) มาถึงตั้งแต่เมื่อไรล่ะ (ตอนค่ำวันที่ ๑๑ เจ้าค่ะ) เหรอ ไม่ได้พบกันเลย ไม่รู้ นึกว่าพึ่งมา นี่จะกลับแล้วนะ เอ้อ เอากลับไปสวัสดีนะ ได้บุญกุศลเต็มหัวอกแล้วไปเถอะไม่ขาดทุนสูญดอก ไม่ล่มไม่จม สมบัติใดก็ตามสู้สมบัติคือบุญคือกุศลนี้ไม่ได้ อันนี้ฝากเป็นฝากตายได้ตลอดไป เท่านั้นละ

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร ทาง internet

www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก