ส่งเสริมบารมีของตนให้สูงส่งยิ่งขึ้น (ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จ)
วันที่ 10 ตุลาคม 2550 เวลา 7:50 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

view flash video

 

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐

ส่งเสริมบารมีของตนให้สูงส่งยิ่งขึ้น

        วันนี้วันอะไร (วันพุธที่ ๑๐ เจ้าค่ะ) วันที่ ๑๐ วันพุธ มันจำไม่ได้ละ มันหลงลืมไป ความหลงลืมนี้ ทุกวันนี้หนักเข้าทุกวันนะ หนักเข้าทุกวัน ไปเที่ยววัด หลงวัดนะเดี๋ยวนี้ ไปกลางวันนี่ละ หลงวัด ไปถึงกุฏินี้หลง ไปกุฏินั้นหลง จนพระมาส่งที่กุฏิ เดี๋ยวนี้เป็นแล้วนะ เป็นแล้วเดี๋ยวนี่ ไปเที่ยววัดกลางคืนเงียบๆ หลงวัด ไปทีแรกก็ซอกนั้นละไปซอกนี้ สุดท้ายพระได้มาส่งถึงกุฏิ มาไม่ถูก มาถึงกุฏิแล้วยังสงสัยอีก มันเป็นกุฏิเจ้าของหรือไม่ ไปเห็นผ้าเช็ดเท้า เอามาดูจับ โอ๊ ใช่แล้ว นี้เป็นกุฏิเรา ดูซิน่ะ เดี๋ยวนี้เป็นแล้วนะ เป็นแล้วความจำ

ให้พากันเข้าใจ ความจำกับความจริงคือใจแท้นี้ต่างกัน  แต่กิริยาของใจที่แสดงออกมานี้ผิดพลาด ล้มเหลวผิดพลาด จำได้ไม่ได้เป็นไปตามวัยอันนี้ ส่วนจิตไม่มีวัย หลง ไปกลางคืนก็พระได้มาส่ง ไปเที่ยวกลางคืนมา ไปเที่ยวในวัดนี้ไปกุฏินั้นกุฏินี้ ไปหลง มากุฏิเจ้าของไม่ถูก พระมาส่ง เดี๋ยวนี้เป็นแล้วนะ มาถึงกุฏิแล้วยังสงสัย เอ๊ นี่มันใช่กุฏิเราหรือไม่นะ ดู ยังไม่ยอมรับว่าเป็นกุฏิเจ้าของ ไปเห็นผ้าเช็ดเท้าวาง ไปจับดู อ๋อ นี่กุฏิเรา เห็นผ้าเช็ดเท้าแล้วก็โอ่งน้ำอยู่นี้ ดู เอ้อ ใช่แล้ว ไปทีแรกไม่ยอมรับ ไปดูกุฏิเจ้าของก็ไม่ยอมรับว่าเป็นกุฏิเจ้าของ เป็นอย่างนั้นละเดี๋ยวนี้

นี่ละความจำมันพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงไปนะ ส่วนความจริงคือใจนั้นเป็นอย่างนั้น ไม่มีเปลี่ยนแปลง สำหรับขันธ์ ๕ กิริยาที่ออกจากจิตใจนี้เปลี่ยนแปลงตลอด เฉพาะความจำนี้ไม่เป็นท่าเลย เราเหลวลงทุกวันนะความจำ หลง ไปไหนก็หลง ไปในวัดก็หลง พระมาส่งที่กุฏิ ไปที่ไหนหลงเดี๋ยวนี้นะ หลงหน้าหลงหลัง

นี่เราก็ทราบชัดว่าอาการของจิต มีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปอย่างนี้ ไม่เหมือนจิต คือจิตแท้ธรรมแท้แล้วไม่มี สง่าอยู่งั้น ไอ้นั่นละพาหลงไปนู่น ไอ้สง่านี่ก็ไปตาม เข้าใจไหม ไอ้ความจดความจำมันหลงไปลืมไป ไอ้ความสง่าอยู่ในจิตนี้ก็ไปตามกัน มีแต่สง่า ไม่รู้จักทิศทาง อันนั้นรู้จักทิศทาง รู้จักทิศทางก็หลงทิศทาง มากุฏิเจ้าของไม่ถูก ขบขันดีนะ อายุ ๙๕ ย่าง มันค่อยเปลี่ยนแปลงไปๆ อย่างนั้น เห็นได้ชัด สญฺญา อนิจฺจา ความจดจำไม่แน่นอน

นี่รูปหลวงปู่มั่น กับรูปของเรานั่ง เขาถ่ายรูปมาให้คล้ายคลึงกันกับเวลาเราไปถึงท่านทีแรก รูปท่านนั่งกับเรานั่งยกมือไหว้ท่าน ท่านให้โอวาท ถูกต้อง นี้เขาก็ถอดออกมาจากหยดน้ำบนใบบัวมาพิมพ์ คือเวลาไปหาท่าน ท่านแนะนำสั่งสอนว่า เอ้อ ท่านมหาก็เรียนมามากพอสมควรจนได้เป็นมหา แต่ขอยกบูชาไว้เสียก่อนนะ ภาคเรียนมามากน้อยเวลานี้ยังไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร ขอให้ท่านเน้นหนักทางภาคปฏิบัติจิตตภาวนาซึ่งเป็นของจริงล้วนๆ ให้ขยายภายในใจของท่าน แล้วปริยัติที่ท่านเรียนมามากน้อยจะวิ่งเข้าประสานกัน ท่านว่างั้น

เวลานี้การเรียนมามากน้อยยังไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร ให้ท่านได้ภาคปฏิบัติรับกัน เมื่อมีภาคปฏิบัติ จิตใจได้รู้ได้เห็นขึ้นภายในจิตใจ คือ ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการภาวนานี้ มันเป็นความจริง ไม่ใช่ความจำ คือความจำที่เราเรียนมานั้นมันอยู่เผินๆ ความจริงที่เราปฏิบัติมา รู้ขึ้นแง่ใดมุมใด เรารู้ด้วยเห็นด้วยเป็นสมบัติของเราด้วย นั่นต่างกัน นี่ละท่านก็สอนให้เน้นหนักทางด้านจิตตภาวนา แล้วธรรมะฝ่ายปริยัติกับฝ่ายปฏิบัติ มันจะวิ่งเข้าประสานกันเอาไว้ไม่อยู่ท่านว่า แล้วก็เป็นความจริง ถึงขั้นของจิตที่วิ่งประสานกันกับปริยัตินี้เอาไว้ไม่อยู่จริงๆ วิ่งมาเทียบมาเคียงๆ เป็นอย่างนั้น

นี่ท่านสอนเราไปถึงวันแรกเลย ท่านเอาปริยัติมาสอน นี่พระท่านถอดออกมาจากหยดน้ำบนใบบัวมาสอนไว้นี้ ในวันแรกที่เราไปหาท่านนะ เรามีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าต่อมรรคผลนิพพาน ไม่ใช่ธรรมดา เรียนไปจวนจะออกเท่าไร จิตใจก็มุ่งๆ หนัก แล้วความขัดแย้งคือความสงสัยในมรรคผลนิพพานก็สอดแทรกเข้ามา ถ้าจะไปนิพพานจริงๆ นิพพานจะยังมีอยู่หรือไม่นาทุกวันนี้ หรือมรรคผลนิพพานหมดเขตหมดสมัยไปแล้วนา มันจะแทรกเข้ามา ทั้งอยากไปมรรคผลนิพพานนี้เต็มๆ อันนี้ก็แทรกเข้ามา

จึงหาที่ปล่อยวางปลดปลงกัน ไปหาพ่อแม่ครูจารย์มั่นท่านจึงได้เปิดทางให้ ท่านปฏิเสธหมด ต้นไม้ ภูเขา ดินฟ้าอากาศทั่วแดนโลกธาตุ ไม่ใช่กิเลส ไม่ใช่ธรรมท่านว่า ที่ท่านพูดอย่างนี้ ท่านถามเราอย่างเด็ดๆ นี่ท่านมาหาอะไร ท่านมาหาธรรมหรือมาหาอะไร ออกละที่นี่เริ่มออก ปฏิเสธปัดไปหมด เรื่องมรรคผลนิพพานที่ไหนๆ กิเลสตัณหาไม่มีในที่ต่างๆ ต้นไม้ ภูเขา ไม่มี มีอยู่ที่หัวใจ กิเลสก็มีอยู่ที่หัวใจ ธรรมะก็มีอยู่ที่หัวใจ การที่จะเบิกใจออกให้รู้เห็นทั้งกิเลสทั้งธรรม ต้องเบิกออกด้วยจิตตภาวนาท่านว่า พระพุทธเจ้าเบิกกิเลสออกด้วยจิตตภาวนา พระสาวกทั้งหลายเบิกกิเลสออกจากจิตใจ เปิดกว้างออกไปด้วยจิตตภาวนา เป็นสรณะของพวกเราด้วยจิตตภาวนา

ท่านสอนเราก็จับปุ๊บๆ เพราะเรามุ่งมั่นอย่างเต็มที่ ทีนี้เรื่องมรรคผลนิพพานที่เราสงสัยหายหมด ทั้งๆ ที่กิเลสยังมีอยู่ในหัวใจ แต่ความสงสัยในมรรคผลนิพพานไม่มี มีแต่ความมุ่งมั่น เอาละที่นี่ ลงใจแล้วก็ซัดกันเลย พอลงใจว่ามรรคผลนิพพานมีอยู่โดยสมบูรณ์แล้ว ยังไงเราจะให้ได้มรรคผลนิพพาน ให้ได้เป็นพระอรหันต์ในชาตินี้ ตายก็ตายไปเลย ที่จะให้ถอยต่อมรรคผลนิพพานถอยไม่ได้แล้ว พอฟังเทศน์ของหลวงปู่มั่นแล้วก็ทุ่มเลยเทียวละ นั่นละมันถึงได้หนักทางความพากความเพียร เพราะลงใจแล้ว ลงใจแล้วก็ลงหมดทุกอย่าง ความพากความเพียรทุกอย่างลงไปหมดเลย การปฏิบัติเอาเป็นเอาตายเข้าว่า

จิตใจที่เคยว้าวุ้นขุ่นมัวนี้สู้ธรรมไม่ได้ วิริยะธรรม ขันติธรรม สติธรรม ปัญญาธรรมตีเข้าไปๆ ค่อยเบิกกว้างออกมาๆ เรื่องมรรคผลนิพพานก็ค่อยปรากฏๆ ต่อจากนั้นก็มรรคผลนิพพานประหนึ่งว่าอยู่ชั่วเอื้อมมือ พุ่งๆ ใส่กัน ลืมหลับลืมนอน ลืมวันลืมคืน เวลามันเข้าถึงกัน มรรคผลนิพพานเหมือนว่าอยู่ชั่วเอื้อม จับผิดจับถูกๆ ความมุ่งมั่นของจิตนี้มันก็ปีนของมันใหญ่ เลยกลางวันไม่ว่าเวลาไหนความเพียรนี้ได้รั้งเอาไว้ๆ กลางคืนนอนไม่หลับเพราะมันเร่งฆ่ากิเลส กลางวันมิหนำซ้ำยังจะนอนไม่หลับ ต้องได้มาบริกรรม ให้จิตพักตัวได้ด้วยอำนาจของพุทโธ เอาพุทโธมาตั้งกึ๊กลงไป บริกรรมพุทโธ ไม่ยังงั้นจิตมันออกทางด้านปัญญาพุ่งๆๆ ตลอดเวลาไม่หลับไม่นอน รุนแรงในการฆ่ากิเลส ทีนี้เมื่อไม่รู้จักประมาณมันก็มีทางเสียได้

เพราะฉะนั้นจึงยับยั้งเข้ามาสู่สมาธิ เพื่อเอากำลังทางสมาธิได้แล้วก็ออกต่อสู้กับกิเลสอีกต่อไป ทำอย่างนั้นเรื่อยๆ โดยที่พ่อแม่ครูจารย์มั่นสอนให้มีทั้งการทำงานให้มีทั้งการพัก ถ้าเห็นแก่ว่ารายได้ๆ จากการทำงานไม่หยุดพักตายได้ ต้องมีการพัก พักได้กำลังแล้วก็ออก ท่านสอนอย่างนั้น นี่ละเรื่องความพากเพียร เราจึงได้ปฏิบัติเต็มเม็ดเต็มหน่วย พูดให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยดังที่เคยพูดให้ลูกศิษย์ลูกหาฟัง การอยู่ในโลกนี้เราอยู่ตั้งแต่เรือนร่างเท่านั้น จิตนี้กระจ่างแจ้งไปหมด หมดเราไม่หาธรรม ไม่หาศีลหาธรรมที่ตรงไหนอีกแล้ว

พูดอย่างนี้เป็นการโกหกมดเท็จเหรอ ไม่โกหก พูดด้วยความตั้งอกตั้งใจเอาจริงเอาจัง รู้รู้จริงๆ เห็นจริงๆ เวลามันได้รู้แล้วเป็นอย่างนั้น หมดที่ว่าจะไปหาศีลหาธรรมที่ไหน ใจกับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้วหาอะไร อยู่นั้นหมดเลย ไม่เหมือนแต่ก่อนที่เรากำลังเสาะแสวงหาอรรถหาธรรมเหมือนโลกทั้งหลาย ต่อจากนั้นมาไม่หา หมด นี่ละถ้าธรรมพอ ถ้าโลกสงสารแล้วไม่พอ ใครได้มากได้น้อยเท่าไรยิ่งดีดยิ่งดิ้น เพราะฉะนั้นคนทุกข์คนจนกับคนมั่งคนมี ความทุกข์จึงไม่ห่างจากใจ เหมือนกันหมด ได้มากเท่าไรยิ่งทุกข์มากๆ มีแต่พอได้เท่าไรยิ่งเขยิบๆๆ เลยไม่รู้จักเป็นจักตาย คนทุกข์ก็ทุกข์ไปแบบหนึ่ง คนมีก็ทุกข์ไปแบบหนึ่ง สุดท้ายทุกข์ไปด้วยกัน เพราะอำนาจของกิเลสครอบงำหัวใจ

ถ้ามีธรรมเข้าแทรกแล้วรู้จักประมาณคนเรา เช่นอย่างภาวนามันหมุนติ้วทั้งวันทั้งคืน ก็ยับยั้งกันไว้ด้วยสมาธิ นั่น มีการยับยั้งหักร้างกันไว้ ไม่งั้นมันจะเลยเถิด เป็นอย่างนั้นแหละ การแสวงธรรมก็รู้จักประมาณ จนกระทั่งมันพอ พอทุกสิ่งทุกอย่างแล้วทีนี้หมดไม่หาอะไรเลย นี่เรียกว่าพอ ธรรมมีเมืองพอ กิเลสไม่มีคำว่าพอ ได้เท่าไรยิ่งดีดยิ่งดิ้น ตายพัวพันไปกับกิเลสกองทุกข์ไปด้วยกัน ส่วนธรรมนี้ตายไปด้วยบรมสุขต่างกันอย่างนี้ ให้ท่านทั้งหลายจำเอา

ธรรมมีเมืองพอ กิเลสไม่มี เหมือนไสไฟเข้าใส่ไฟ ไสเข้าไปเท่าไรไฟยิ่งแสดงเปลวจรดเมฆ กิเลสตัณหาได้มาเท่าไรกว้านเข้ามาก็เท่ากับกว้านเชื้อไฟเข้ามาหาไฟ เข้ามาหาไฟคือความโลภได้ไม่พอ มันก็เผาไหม้เรื่อยๆ ทีนี้คนมีกับคนจนจึงไม่มีอะไรผิดกัน ว่าได้รับความสุขต่างกัน ถ้าให้กิเลสดูดูเผินๆ นี้ว่า คนที่มั่งมีศรีสุขทั้งหลายนั้นเขามีความสุข คนจนต่างหากมีความทุกข์ พูดอย่างนี้ผิด ต้องดูกิเลสตัวบังคับการอยู่ภายในใจ

คนมั่งคนมีเราไม่ได้ตำหนิ เราเอาความจริงมาพูด เพราะธรรมจะไม่พูดหนีหลักความจริงไป ส่วนกิเลสนั้นไม่พอ ได้เท่าไรไม่พอ เท่านี้ดีดเท่านั้น ได้เท่านั้นดีดเท่านั้น สุดท้ายตายด้วยความทุกข์ความทรมาน ด้วยความดีดความดิ้นนั้น เหมือนคนจนทั้งหลายนั่นแหละ นี่ละฝ่ายโลก เพราะฉะนั้นคนที่มีกิเลสครอบหัวใจจะเสกสรรปั้นยอตนเองว่ามั่งมีศรีสุขขนาดไหนจะมีความสุข ปฏิเสธได้เลยไม่มี ธรรมเท่านั้นเข้าไปตัดสิน ถ้าธรรมมีในหัวใจ มีการยับยั้งชั่งตัว มีความพอดิบพอดี ถึงขั้นอิ่มพอแล้วก็พอ

ธรรมถึงขั้นอิ่มพอแล้วไม่ต้องขวนขวายอะไร ที่จะชำระสะสางกิเลสตัณหาอยู่ภายในใจนี้ไม่มี ท่านจึงเรียกว่า วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ เสร็จกิจงานใหญ่โตคืองานแก้งานถอดถอนกิเลส ซึ่งมีอำนาจมากครอบหัวใจสัตว์โลกทั่วแดนโลกธาตุ ได้สิ้นสุดลงไปแล้วจากหัวใจ ใจที่สว่างจ้าด้วยอรรถด้วยธรรม นี่เรียกว่าผู้สิ้นภพสิ้นชาติสิ้นกิเลสตัณหา ผู้หมดการหมดงาน ความยุ่งเหยิงวุ่นวายไม่มีต่อไป นี่เรียกว่าบรมสุขเป็นอย่างนี้ พากันจดจำ

วันไหนที่ว่างจะเข้าวัดเข้าวาฟังธรรมจำศีล หรืออยู่ในบ้านในเรือนศีลธรรมอยู่กับตัวของเรา เราทำได้ทั้งในบ้านในเรือนนอกบ้านนอกเรือน เข้าวัดเข้าวา เข้าป่าเข้าเขา ทำการทำงานทำกิจภายในใจด้วยธรรมได้ เช่นนึกภาวนา ธรรมติดหัวใจอยู่ตลอด ไปที่ไหนก็เป็นธรรมๆ นี่ชื่อว่าผู้ไม่ขาดทุน พากันตั้งอกตั้งใจ

วันนี้เป็นมหามงคลแก่บรรดาพี่น้องชาวอุดร และแถวใกล้เคียงเราไม่น้อย ทูลกระหม่อมฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ท่านเสด็จมาโปรดพี่น้องทั้งหลาย เฉพาะอย่างยิ่งชาวอุดรเราให้ได้ชมพระบารมีท่าน ท่านอุตส่าห์มา มาก็มาฟังอรรถฟังธรรมจากครูจากอาจารย์ แล้วไปส่งเสริมบารมีของตนให้สูงส่งยิ่งขึ้น นั่น เพราะความไม่ลืมตัว ถ้าลืมตัวว่าเป็นใหญ่เท่าไรก็ลืมตัวเรื่อยๆ แล้ว นี่เรียกว่าเป็นน้อยลงมาโดยลำดับ เป็นใหญ่ไม่ลืมตัว มีศีลมีธรรมเข้าประดับแล้วก็ยิ่งสวยงามสง่าผ่าเผยทั้งชาตินี้และชาติหน้า นั่นเรียกว่าคนไม่ลืมตัว

วันนี้ท่านเสด็จมาพักที่นี่คืนหนึ่ง มาโปรดพวกพี่น้องชาวอุดรเรา นานๆ ท่านจะได้เสด็จมาทีหนึ่ง เมื่อวานท่านก็เสด็จมา วันนี้ท่านก็จะได้เสด็จกลับไปทำธุระหน้าที่อะไรของท่าน พวกเราก็ได้อนุโมทนาสาธุการ ชมบารมีของท่านในวันที่ท่านเสด็จมา แล้วให้ไปประกอบความดีงามทั้งหลายใส่หัวใจตนเองนะ เมืองไทยเรานี้เขาถือว่าเป็นเมืองพุทธ ควรจะได้พุทธะคือธรรมอยู่ภายในใจติดใจไปบ้าง ในวันหนึ่งคืนหนึ่งตื่นขึ้นมาจนกระทั่งนอนหลับ วันนี้เราได้ทำความชั่วช้าเสียหาย หรือทำความดีอะไรบ้าง ให้ทดสอบตัวเองในการหลับการตื่น ตื่นขึ้นมาทำงานอะไรบ้างวันนี้ งานเป็นบุญเป็นบาป เป็นนรกเป็นอเวจี หรือเป็นสวรรค์ชั้นพรหม ให้ดูงานของตัวเอง

เพราะการงานทั้งหมดไม่ว่าดีว่าชั่วจะเป็นสมบัติของตัว ใครทำดีได้ดีใครทำชั่วได้ชั่ว ให้ตรวจตราดูงานของตัวเอง ถ้ามีแต่ทำๆ ไม่ได้ดูผลประโยชน์ที่ได้เสียซึ่งจะมาทำลายตน ส่วนมาทำคุณแก่ตนจะมีน้อยมากสำหรับคนไม่ได้พิจารณา ควรที่จะได้พิจารณาใคร่ครวญ ตรวจตราดูความเคลื่อนไหวของตัวเวลาตื่นนอนขึ้นมาจนกระทั่งหลับ วันนี้เราระลึกถึงพุทโธได้สักคำไหม ระลึกถึงธัมโม สังโฆ ระลึกถึงอรรถถึงธรรมความดีงามได้มากน้อยเพียงไร แล้วกิเลสแบ่งไปกินนั้นน่ะ ไม่ใช่มาแบ่งไปกิน มันปล้นไปกินหมด เราไม่รู้ทั้งวัน กิเลสปล้นหัวใจไปกินหมด ส่วนมากมีแต่อย่างนั้น

ให้เราตรวจตราดูใจของเรา ว่าวันนี้มีความดีติดเนื้อติดตัวบ้างไหม หรือมีตั้งแต่กิเลสกอบโกยเอาๆ วันไหนก็จมๆ วันที่ฟื้นฟูไม่ค่อยมีนี้จมได้มนุษย์เรา ต้องมีวันจมวันฟู วันนี้เราสร้างความดีไม่ลืมเนื้อลืมตัวก็เป็นวันฟื้นฟูตัวเอง ถ้าวันไหนลืมเนื้อลืมตัววุ่นไปกับโลกกับสงสารนรกอเวจี วันนั้นตกนรกทั้งวัน ให้ดูเจ้าของ ไปเมืองผีก็ใจดวงนี้จะไป ไปเมืองมนุษย์มนาเทวดาอินทร์พรหมก็ใจดวงนี้ไป ถ้าใจได้ปรับปรุงตัวให้ดีแล้วไปทางดี ถ้าปรับปรุงในทางชั่วช้าลามกแล้วก็ไหลลงสู่ทางต่ำหาความดีงามไม่ได้ ให้พากันตั้งอกตั้งใจปฏิบัติ

ธรรมพระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วเป็น เอกนามกึ แปลว่าหนึ่งไม่มีสอง คือพระญาณหยั่งทราบของพระพุทธเจ้าต่อสัตว์ทั้งหลายหนึ่ง แล้วพระวาจาที่สั่งสอนโลกหนึ่ง ไม่มีคำว่ามดเท็จ โกหกมดเท็จไม่มี เป็นสวากขาตธรรมล้วนๆ คือตรัสไว้ชอบแล้วๆ ในธรรมทุกขั้นทุกภูมิ จนกระทั่งถึงที่สุดวิมุตติพระนิพพาน ออกจากคำของศาสดาที่สอนแล้วโดยชอบธรรม ให้พากันนำไปประพฤติปฏิบัติ อย่าอยู่เฉยๆ วันหนึ่งๆ

โลกเวลานี้มีแต่กิเลสตัณหาเต็มบ้านเต็มเมือง ใครอยู่ที่ไหนก็ว่าบ้านนั้นเจริญเมืองนี้เจริญ มันเจริญด้วยอิฐด้วยปูนด้วยหินด้วยทรายด้วยถนนหนทาง สิ่งก่อสร้างต่างๆ ประดับประดามาตกแต่งมาหลอกกันเท่านั้น ของจริงไม่มีให้ได้เพลินใจบ้าง เป็นอย่างนั้น ถ้าเป็นชาวพุทธจริงๆ แล้ว ข้างนอกก็เป็นที่อยู่อันหนึ่ง ข้างในเป็นที่อยู่อันสำคัญภายในใจของเรา ให้ปรับปรุงทั้งสองอย่าง ภายนอกอยู่แค่ไรก็อยู่ได้อยู่ไปเถอะ ส่วนภายในนี้สำคัญมาก

ใจมีธรรมแล้วใจจะสูงส่งอยู่ภายในคนทุกข์คนจนนั้นแหละ ถึงไม่มีเงินมีทองเหมือนเขาแต่ใจไม่ได้จน ให้สั่งสมใจความดีงามให้ดี ความดีงามจะขึ้นอยู่กับใจ ใจจะพาไปสู่สุคติโลกสวรรค์ชั้นพรหม จนกระทั่งถึงนิพพานไม่นอกเหนือจากใจที่ได้อบรมความดีจนตัวพอแล้ว ให้พากันตั้งอกตั้งใจอย่างนี้ อย่ามีแต่หวังข้างนอกหวังลมๆ แห้งๆ ใช้ไม่ได้นะ ความหวังหวังจะได้อะไรให้เจ้าของทำตามความหวัง หวังสิ่งนั้นต้องทำสิ่งนั้น ให้ได้ไม่มากก็น้อย ก็ค่อยสมหวังเป็นลำดับลำดา แต่หวังอยากเป็นเศรษฐี ความทุกข์ความจนไม่มีใครสู้ในโลก มันก็เป็นคนจนท่วมโลกท่วมสงสารไปหมดไม่มีใครเป็นเศรษฐีได้เลยถ้ามีตั้งแต่ความหวัง ต้องให้มีความจริงจังติดเนื้อติดตัวบ้าง

ทำอะไรให้ทำอย่าพรวดพราด การอยู่การกินใช้สอยต่างๆ ให้รู้จักประมาณ อย่าพากันฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมเกินเนื้อเกินตัว เมืองไทยเราเป็นเมืองฟุ้งเฟ้อ เราก็เกิดในเมืองไทยตำหนิเมืองไทยได้ เพราะเราตำหนิเพื่อจะอุ้มจะชู เพื่อจะแก้ไขดัดแปลงสิ่งไม่ดีให้ดีขึ้น เราจึงต้องตำหนิได้ อย่าให้ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมเกินเนื้อเกินตัว ให้รู้จักประมาณ การกินคำนวณถึงคนในครอบครัวมีเท่าไรๆ จะควรกินมากน้อยเพียงไร การใช้สอยอะไรจำเป็นไม่จำเป็น

การอยู่ที่อยู่ที่หลับที่นอนก็ขนาดบ้านเรือนของเรานี้ พออยู่แล้วกับศพคนเป็น เข้าใจไหมศพคนเป็น ตัวเราแต่ละคนๆ ที่อยู่ในบ้านนั้นคือศพคนเป็น ศพคนเป็นเป็นของสะอาดสะอ้านที่ไหน น่าดูน่าชมที่ไหน แต่เวลาปลูกบ้านหรูหราฟู่ฟ่า หอปราสาทราชมณเฑียรชั้นดาวดึงส์ สวรรค์ชั้นพรหมสู้ไม่ได้ สู้ตึกรามบ้านช่องที่มนุษย์มนาตาบอดมันสร้างขึ้นมา เพื่อประดับประดาซากศพผีดิบของตัวเอง อะไรจะเน่าเฟะเน่าเหม็นยิ่งกว่าซากศพคือร่างกายของเรา

ที่อยู่ที่อาศัยก็พออาศัยซากศพนี้เท่านั้น แล้วจะประดับประดาตกแต่งให้สวยงามที่ไหนประสาซากศพที่ยังไม่ตาย พออยู่พอไปอยู่ไปกินไป ความดีงามให้สร้างเข้าไปๆ นั่นเป็นความเหมาะสม อย่าพากันตื่นเต้นเกินไปกับที่อยู่ที่อาศัย ได้มากน้อยเพียงไรเอามาอวดกัน คนนี้มีตึกเท่านั้นหลัง เท่านั้นชั้นเท่านี้ชั้นเอามาอวด เอาซากผีดิบนี้ละขึ้นไปอยู่นั้นเป็นท่าอะไร อันนี้ก็อิฐก็ปูนหินทรายเหล็กหลา สร้างขึ้นมาเป็นตึกเป็นราม มันก็ออกจากอิฐจากปูนจากหินจากทรายมันจะวิเศษวิโสมาจากไหน ไอ้เราก็ซากผีดิบยังไม่ตาย เป็นซากผีดิบ มันวิเศษวิโสยังไง เมื่อไม่วิเศษวิโสก็อยู่กันไปให้พอเหมาะพอสมเท่านั้นเอง ไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมจนเกินไป ให้พากันจำเอานะ วันนี้ก็เทศน์เพียงเท่านี้ละ ให้พี่น้องทั้งหลายได้จำเอา

วันนี้เป็นสิริมงคล ฟ้าหญิงท่านเสด็จมาเป็นมงคลอันใหญ่หลวงแก่พี่น้องชาวไทยเรา ให้ถือเป็นคติตัวอย่าง เดินตามเสด็จท่านด้วยการสร้างความดีงามแก่ตนเอง เอาละวันนี้เทศน์เพียงเท่านี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่บรรดาพี่น้องลูกหลานทั้งหลายโดยทั่วกันเทอญ

รับชมและรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน  FM 103.25 MHz

และเครือข่ายทั่วประเทศ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก