ให้แก้จิตด้วยจิตตภาวนา
วันที่ 1 ธันวาคม 2550 เวลา 8:00 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

 

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐

ให้แก้จิตด้วยจิตตภาวนา

 

          ทองคำเราได้เป็นหมื่นเลยนะ หมื่นกิโลของเล่นเมื่อไร ทองคำเด่นมากที่ช่วยชาติคราวนี้นะ ทองคำ ๑๑,๖๑๓ กิโล ของเล่นเมื่อไร เหลืองอร่ามอยู่ในคลังหลวง เป็นหลักของชาติไทยเรา นี่ละอุตส่าห์ช่วยเต็มกำลัง ส่วนดอลลาร์ดูเหมือนมีเพียง ๑๐ ล้าน ๒ แสนกว่าดอลลาร์เข้าคลังหลวง ส่วนทองคำเข้า ๑ หมื่นกว่า

          เราก็ได้พยายามที่สุดแล้วช่วยชาติของเรา หนุนสมบัติเข้าคลังหลวงของเรา ช่วยคราวนี้ก็ได้เยอะอยู่นะ การช่วยชาติคราวนี้ทองคำก็ได้เป็นหมื่นกิโลกว่า ดอลลาร์ดูเหมือน ๑๐ ล้านกว่า นอกจากนั้นอย่างอื่นก็หนุนเข้าไป หนุนเข้าไป มีแต่หาเข้าละเรา หาเข้า การที่ได้ทำอะไรให้บกบางในคลังหลวงไม่เคยมี มีแต่หนุนเข้าคลังหลวง หนุนเข้าคลังหลวงตลอดนะการช่วยชาติคราวนี้

คำว่าช่วยชาติๆ คือ ๒๕๔๐ ชาติไทยเราจะล่มจม เราได้ประกาศออกเลยเดียว เราก็ไม่เคยสนใจเกี่ยวกับบ้านเมือง แต่นี้เมื่อมันจะไปไม่รอดแล้วอะไรทั้งชาติทั้งศาสนาไม่ช่วยกันได้อย่างไร ไม่ได้ เพราะอย่างนั้นเราถึงประกาศเอาจะช่วย ตั้งแต่บัดนั้นมาเราช่วยตลอดนะ ก็ได้สมบัติเข้าคลังหลวงเยอะ นอกจากนั้นก็สอนอรรถสอนธรรมประชาชนแก่ประชาชน ให้รู้จักประหยัดมัธยัสถ์อย่าฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม เมืองไทยเราเป็นเมืองฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมนะ เพราะเป็นเหมือนสมบูรณ์พูนผลมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย ไม่รู้สุข ไม่รู้ทุกข์ แต่เวลามาเจอเหตุการณ์ต่างๆ เข้ามาทุกทิศทุกทางมันปรับตัวไม่ทัน แล้วก็เสีย วิ่งไม่ทันเขา เพราะอย่างนั้นต้องเตือนกันๆ เรื่อยๆ

หาสมบัติเข้าคลังหลวงทองคำก็ได้เยอะ ตั้งหมื่นกว่าทองคำนะ เรามีแต่หาเข้านะ เราไม่ได้หาออก มีแต่หาเข้าๆ ทุกทิศทุกทาง สมบัติที่ได้มานี้ก็เหมือนกันออกช่วยชาติไปหมด เฉพาะอย่างยิ่งโรงพยาบาลเป็นอันดับหนึ่ง โรงพยาบาลได้เป็นอันดับหนึ่งในการช่วยโลกของเราคราวนี้นะ

          วันที่ ๕ ลงกรุงเทพฯ วันที่ ๖ ไปเทศน์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากนั้นก็ต่อไปเรื่อยเลย ไม่ทราบว่ากี่รายที่จะต้องเทศน์นะ ฟังว่า ๘ งาน ๙ งานเท่าที่ทราบไว้ในระยะนี้ มีแต่เทศน์ทั้งนั้น สวนแสงธรรมเทศน์เป็นประจำทุกคืน พอตกค่ำมานี่เต็มศาลาๆ แล้วจำเป็นต้องเทศน์ เวลาเทศน์ก็ออกทางวิทยุทั่วประเทศไทยทุกคืน ตอนที่เราไปสวนแสงธรรมไม่มีเว้นเลยนะ พอตกค่ำมาก็ไหลเข้ามาเต็มศาลาๆ เราก็ต้องเทศน์ แล้วก็ออกทางวิทยุให้ประชาชนได้อรรถได้ธรรมเข้าสู่ใจบ้าง ได้ตั้งแต่กิเลสตัณหาเป็นฟืนเป็นไฟเข้าเผาหัวใจ ไม่มีน้ำดับไฟบ้างเลยเสีย เสียท่า

เพราะอย่างนั้นจึงต้องมีอรรถมีธรรมเข้าแทรก ไปที่ไหนถ้าปราศจากธรรมแล้วเดือดร้อนมาก เราจะไปนั่งอยู่บนกองเงินกองทองเท่าภูเขาก็ตามหาความสุขไม่ได้ถ้าไม่มีธรรมเข้าแฝงแล้วไม่มีความสุข ถ้ามีธรรมเข้าแฝงหัวใจแล้วไปที่ไหนสบายๆ ทุกข์ก็ตามดีก็ตามใจนี้สบายตลอด ถ้ามีแต่โลกล้วนๆ ก็อาศัยแต่สิ่งภายนอกที่มันจะพังตลอดๆ เวลา ด้วยความวุ่นวายเสี่ยงทายสมบัติของตนว่าเราจะจาก หรือสมบัติจะจาก เราจะพรากไปหรือสมบัติจะพรากไป  ไม่มีอะไรแน่นอน สมบัติก็ไม่แน่ เราก็ไม่แน่ ยุ่งตลอด ถ้ามีธรรมในใจอบอุ่น

          พอพูดอย่างนี้แล้วทำให้ระลึกได้ มันเป็นเองนะ อยู่บนภูเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ ไปเดินจงกรมตอนตี ๔ วัดดอยมันมีทางจงกรมเป็นทางยาวๆ มันเหมือนทางจงกรม พอตี ๔ เราก็ลุกไปเดินจงกรม เหมาะมาก พอตี ๔ แล้วลงมาเดินจงกรม สว่างเราขึ้นมา เดินไปเดินมา ใครเคยอัศจรรย์เจ้าของมีไหมละ ไม่เห็นมี เงินกองเท่าภูเขาก็ไม่มีคำว่าอัศจรรย์ตัวเองนะ มีแต่โลกล้วนๆ ขนาดไหนก็หาความอัศจรรย์ตัวเองไม่ได้ อยู่ด้วยการเสี่ยงทาย เสี่ยงได้เสี่ยงเสีย เสี่ยงล่มเสียงจม

วันนั้นเดินจงกรมจิตในขั้นนั้นมันว่างแล้ว นี่ละผลของการภาวนาท่านทั้งหลายฟัง  นี่ถอดออกมาจากหัวใจมาพูด ไม่ได้มาโกหกท่านทั้งหลายนะ เพราะนี่มาศึกษาอบรมเพื่อเอาคติเครื่องเตือนใจต้องเอาธรรมออกต้อนรับกัน เพราะฉะนั้นการพูดอย่างนี้จึงไม่มีอะไรขัดข้อง เป็นการสั่งสอนด้วยความเมตตาซึ่งกันและกัน เราก็เดินจงกรมไปมา มันอัศจรรย์ตัวเอง แน่ะเห็นไหมละ ตั้งแต่เกิดมาเราก็ไม่เคยอัศจรรย์ตัวเอง อัศจรรย์แต่สิ่งนั้น อัศจรรย์สิ่งนี้ ทีนี้เวลาอยู่ตามห้างตามร้านเขาอัศจรรย์ แล้วเอาเงินให้เขากระเป๋าแฟบๆ เห็นอันนี้ก็อัศจรรย์ เห็นอันนั้นก็อัศจรรย์ สุดท้ายเงินไม่มีในกระเป๋า กระเป๋านี้อัศจรรย์หรือไม่อัศจรรย์ไม่มีเงินสักสตางค์ มันไปอัศจรรย์อยู่กับสิ่งนี้ เข้าใจไหมล่ะ ไปเห็นอะไรมีแต่อัศจรรย์ๆ เงินเจ้าของไม่มีในกระเป๋าไม่คิดบ้างเลย เข้าใจไหม พวกนี้พวกอัศจรรย์ ไปที่ไหนอันนั้นก็ดีอันนี้ก็ดี มีแต่พวกอัศจรรย์นะ เงินในกระเป๋าไม่มี นี่พวกนี้พวกอัศจรรย์ แต่เงินในกระเป๋าเจ้าของมันไม่มี

          ตี ๔ อยู่วัดดอยธรรมเจดีย์ ทางยาวไป นี่ภูเขา เราลงไปซอกเขา ทางนี้ก็ภูเขา เดินซอกเขา จิตขั้นนี้แล้วมันไม่มีหลับมีนอนนะ ถ้าไม่บังคับมันไม่นอน ไม่ว่ากลางวันกลางคืนถ้าไม่บังคับไม่รั้งเอาไว้จริงๆ มันไม่นอน เพราะความเพียรกล้า มันหมุนตลอดเวลาเลย เพื่อความพ้นทุกข์ นิพพานอยู่ชั่วเอื้อม ไม่รู้จักเป็นจักตายความเพียรขั้นนี้นะ อย่างที่ท่านพูดไว้ว่าพระโสณะท่านมีความเพียรกล้า เดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตก

คือถ้าได้ลงทางจงกรมแล้วไม่รู้จักเวล่ำเวลามันก็ฟัดกันกับกิเลส อยู่ที่ไหนฟัดกับกิเลสตลอดเวลาเป็นธรรมจักร ถึงขั้นที่ธรรมหมุนตัวเป็นเองแล้วเป็นอย่างนั้นละ เหมือนกับกิเลสหมุนตัวเข้าไปโดยอัตโนมัติบนหัวใจสัตว์โลก เพราะฉะนั้นใครจึงหาความสุขไม่ได้ ใครอยู่ที่ไหนในโลกอันนี้เป็นโลกเดือดร้อนวุ่นวายหมุนเป็นกงจักร ทีนี้ใจเวลามันมาเข้านี้แล้วมันหมดความหมุนตรงนั้น มีแต่ว่างเข้าๆ ๆ อัศจรรย์ในใจ มันเป็นของมันนะ อัศจรรย์ตัวเอง เดินจงกรมอยู่ตอนตี ๔ เพราะจิตตอนนั้นมันว่างหมดแล้วนะ ว่างหมด โลกธาตุว่างไปหมด

เราไม่ว่างเฉพาะตัวจิต เหมือนเราอยู่ในห้อง เราเข้าไปในห้องว่าง ห้องนี้ว่างเจ้าของไปยืนอยู่กลางห้องขวางห้องอยู่ไมว่าง มันไม่ว่างกับผู้ไปยืนขวางห้อง ไปว่าห้องว่างๆ แต่ตัวเองยืนขวางห้องมันไม่ว่างๆ นั่นแหละตีเข้าไป พอไปถึงนั้น เอ๊ ทำไมจิตนี้ถึงอัศจรรย์เอานักหนานะ มันว่าง  ว่างไม่ใช่ว่างธรรมดา ว่างอัศจรรย์ในใจนะ สักเดี๋ยวธรรมท่านกลัวจะหลงท่านเตือนขึ้นมา ธรรมเตือน ธรรมเกิดที่ใจ กิเลสเกิดที่ใจ พออัศจรรย์ตัวเอง ทำไมจิตเราถึงได้อัศจรรย์เอานักหนาน้า มันว่างไปหมดเลย ตัวเองไม่ว่างนะ ไม่ได้ดูตัวเอง ดูแต่ภายนอก ข้างนอกว่าง ตัวเองไม่ว่าง

พระธรรมท่านกลัวจะติด ท่านบอกว่าถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหนนั้นแลคือตัวภพ นั่นละตัวอวิชชาอยู่ตรงนั้น ท่านเตือน ยังแปลไม่ออกนะเรา ถ้าไปพูดต่อหน้าพ่อแม่ครูอาจารย์จะสำเร็จในเวลานั้นเลยนะ เพราะเป็นปัญหาหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะเข้าตูมเลย พอว่าอย่างนั้นนะเวลาเป็นแล้วมันถึงรู้ มีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้ที่ไหน คือผู้รู้ที่มันสว่างไสว นี่ละมันแสดงตัวออกไปสว่างไสว อัศจรรย์สิ่งเหล่านั้นเหล่านี้ ถ้ามีจุดมีต่อมผู้รู้ที่ไหนคือผู้นี้ละผู้ว่าอยู่เดี๋ยวนี้ละ นั่นแลคือตัวภพ ตัวนี้เป็นตัวภพ ตัวว่างเหล่านั้นเขาไม่เป็นตัวภพ ตัวนี้ต่างหากเป็นตัวภพ ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้ที่ไหนนั่นแลคือตัวภพก็ยังงงๆ

ถ้าไปพูดให้พ่อแม่ครูอาจารย์ฟังแล้วจุดต่อมแห่งผู้รู้ที่ไหน ถ้าท่านชี้เข้าไปตรงนั้นละตรงนี้มันกำลังชมเชยตัวมันเป็นภัย ถ้าใส่เข้านั้นมันก็เห็นภัย ดีไม่ดีบรรลุในเวลานั้นก็ได้นะ อย่างที่สาวกทั้งหลายท่านเป็นอรหันต์ขึ้นมา บางรายไปทูลปัญหากับพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านะ พระพุทธเจ้าใส่ป๋างเดียวบรรลุเลย ถ้ามีผู้เตือนปั๊บเท่านี้มันเป็นเดี๋ยวนั้นเลย แต่นี้ไม่มี งงไป จนกระทั่งมารู้ทีหลังถึงมารู้ตัวเอง อ๋อ จุดต่อมตัวจิตตัวอวิชชาอยู่ในนั้นมันไม่ดูตรงนั้น ว่าอย่างนั้นความหมาย เวลามันผ่านไปแล้วถึงรู้

นี่ละที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ ศาสนธรรมพระพุทธเจ้าเป็นสวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบแล้วทุกอย่าง ไม่ผิด ตัวผิดก็คือพวกเรา พวกปฏิบัติตามออกนอกลู่นอกทางไปเรื่อย ไม่ได้ไปตามทางที่ท่านสอน มันก็ก้าวไปก้าวหนึ่งผิดไปก้าวหนึ่ง สองก้าวผิดไป สามก้าวผิดไป ห่างไปๆ จากอรรถจากธรรมก็ไม่เห็นธรรมล่ะซิ หมุนเข้ามาสู่นี้แล้วมันก็เห็นธรรมละ นี่ละเวลามันอัศจรรย์ตัวเอง เวลามันไปถึงขั้นนั้นมันเต็มที่แล้วที่ว่าอัศจรรย์นี้เหมือนกองขี้ควายนะ เป็นอย่างไรกองขี้ควายมันดีไหม  

นี่ละที่เจ้าของไปอัศจรรย์อยู่จุดนี้ นั่นละคือกองขี้ควาย อวิชฺชาปจฺจยาอยู่ตรงนั้น พออันนี้พังลงแล้วจ้าเลย นั่นละมันเหนือกัน จุดที่เหนือกัน พออวิชชาดับเท่านั้นจ้าเลย ที่พระอรหันต์ท่านสำเร็จท่านเป็นอย่างนั้นละ จ้าไปหมดเลยครอบโลกธาตุ จิตดวงนี้เป็นของเล่นเมื่อไร กองทุกข์ทั้งมวล ความสุขทั้งมวล กองทุกข์มหันต์ทุกข์ ความสุขเป็นบรมสุข ถึงขั้นบรมสุข อยู่ที่จิตนี้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจึงให้แก้จิตด้วยจิตตภาวนา ให้ดูตัวจิต ตัวเป็นภัยคือจิต เมื่อดูด้วยสติปัญญาแล้วจะเป็นคุณขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วก็จะเป็นคุณมหาคุณเต็มหัวใจ ทีนี้ไปที่ไหนจ้าไปหมดเลย สว่างจ้า

ถ้ามันเห็นแล้วมันก็พูดได้ ถ้าไม่เห็นมันพูดไม่ได้นะ งูๆ ปลาๆ ไปอย่างนั้นละ ว่างูเหมือนปลา เหมือนว่าปลาเหมือนงู ว่ามันทั้งสองเสียเลยว่างูๆ ปลาๆ พวกเรานี่พวกทั้งสองเลย แขนซ้ายงูแขนขวานี่ปลาเลยไม่ทราบว่าอะไรเป็นงูเป็นปลา เจ้าของถือหากไม่ทราบอะไรเป็นงูเป็นปลา มือทั้งสองกำงูกำปลาอยู่นี้ละ งูๆ ปลาๆ มันสงสัยตัวเอง ไม่มีทางออก ทีนี้เวลามันออกแล้วมันก็มารู้หมด ธรรมพระพุทธเจ้าเป็นของเล่นเหรอ สวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบแล้วทุกอย่าง คงเส้นคงวา บาปมี บุญมี นรกมี สวรรค์มี พรหมโลกมี นิพพานมี สมบูรณ์แบบในคำสอนที่แสดงออกมาให้ปฏิบัติก็แล้วกัน

อย่าไปลบหลู่ อย่าไปเหยียบหัวพระพุทธเจ้า ไม่เชื่ออรรถเชื่อธรรมเหยียบหัวพระพุทธเจ้านั่นละ ไปก็ไปเหยียบหัวเจ้าของนั่นแหละ จะเหยียบหัวใคร ให้ฟังเสียงธรรม ของพระพุทธเจ้าเป็นเสียงท่านผู้บริสุทธิ์ เสียงของเรานี่มีแต่เสียงกองมูตรกองคูถเต็มหัวใจ มูตรคูถคืออะไรแปลเอา เราแปลไม่ออก เราเรียนน้อย เรียนชั้นประถม ๓ เท่านั้นละ ให้ไปแปลเอาใครเรียนสูง ให้พากันเชื่อบุญเชื่อบาปนะ ไม่เชื่อบุญเชื่อบาปก็ไม่เชื่อตัวเอง งมเงาเกาหมัดไปอย่างนั้น ถ้าเชื่อบุญเชื่อบาปมีทางออก ทางบาปก็ปัดออก ทางบุญก็ก้าวไปๆ ใกล้ต่อมรรคผลนิพพานเข้ามาเรื่อยๆ ถ้าไม่เชื่อบุญเชื่อบาปแล้วมีแต่ทางผิด ก้าวออกก้าวไหนสองก้าวสามก้าวผิดทั้งนั้นตลอดไป ถึงนรกแล้วถูก พอมาถึงนรกแล้วถูก หาทางออกไม่ได้แล้วถูก ถูกอะไร ใครก็เข้าใจไม่ใช่หรือไปถึงนรกแล้วเป็นอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้นแหละ

ให้พากันแก้ไขตัวเองเสียตั้งแต่บัดนี้นะ การภาวนาอย่านอนใจนะ นักภาวนาให้ภาวนา อย่าไปหาดูแต่โทษคนอื่น โทษคนอื่นมันไม่ดีนะ ไปที่ไหนมองดูแต่คนอื่นเขาผิดถูกชั่วดีเป็นอย่างไรเป็นเรื่องของเขา เรื่องของเราที่เป็นตัวภัยมันไม่ดู ถ้าดูตัวนี้แล้วมันก็หดย่นเข้ามา เรื่องของใครของเราก็เป็นกรรมของใครของเรา กรรมของเราเป็นอย่างไรแก้กรรมของเรา ถ้ามันตกอย่างนี้แล้วจ้าไปหมดเลย เห็นอะไรก็ดูตามสภาพของมัน คนดูคนชั่วดูไปรู้ไป ปล่อยวางตามเป็นจริงไปเลย เพราะมันมีอย่างนี้ในโลก โลกอันนี้ไม่ว่างจากความดีความชั่ว คนดีคนชั่ว ดูมันเห็นหมดนั่นแหละ เอาล่ะพอ

เทศน์นี้ก็ออกทางวิทยุ วันนี้เป็นตุเป็นตะเทศน์วันนี้นะ ให้พรแล้วก็ออกไปทำประโยชน์ ไม่ได้ว่างนะ ส่วนมากไปตามโรงพยาบาลต่างๆ ไปช่วยโรงพยาบาล ไปวันนี้ไปเทโรงนี้ วันนั้นไปโรงนั้น จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ ห้าวันนี้มักจะไปโรงพยาบาลทุกวันๆ  ไม่ว่าโรงไหนก็มอบเงินให้โรงละสองหมื่น สองหมื่น สองหมื่น สองหมื่นไปเรื่อยๆ ไปอย่างนั้นทุกวันทำประโยชน์ให้โลก

เราพูดจริงๆ เราพอ พอทุกอย่าง เราไม่หาอะไร ฟังซิ หรือโม้เหรอนี่ เอามาโม้เหรอ  ฟังซิน่ะ หาธรรมหามาแทบเป็นแทบตายจะถึงขั้นสลบไสลก็มี การทำความเพียรของเราเราพูดจริงๆ เพราะนิสัยเราเป็นนิสัยอย่างนี้ ว่าอะไรจริงอันนั้น ว่าอะไรจริงอันนั้น ขาดสะบั้นไปหมด ทีนี้ฟัดกิเลสก็แบบเดียวกัน จนกระทั่งกิเลสขาดสะบั้นลงไป ได้มาคุยโว้ๆ อยู่นี่เห็นไหมล่ะ ไม่มีในหัวใจคุยได้เรา เราพูดจริงๆ ไม่มีก็บอกว่าไม่มี มันหมด ฆ่ามันจนหมด เอาเผามันจนหมดด้วยธรรม ตปธรรมเผามันจนหมด ทีนี้แสนสบาย

นี่แสนทุกข์ พระพุทธเจ้า-สาวกทั้งหลายแสนสบาย พวกเรานี้แสนทุกข์ เห็นหน้าไหนเป็นอย่างไรสบายดีเหรอ สบายดีตาย พ่ออีหนูมันไปที่ไหนไม่รู้ได้สามคืนสี่คืนไม่กลับบ้าน มาถามทางผัวเป็นอย่างไรสบายดี แม่อีหนูมันวิ่งไปตามผู้ชายไปแล้ว ไม่ทราบว่าตกทวีปไหน มันก็ตอบกันอย่างนั้นเสีย มันไม่ได้ตอบดีนะ เราอยากฟังเสียงตอบดีๆ นะ เออเอาล่ะให้พร

 

รับชมและรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน  FM 103.25 MHz

และเครือข่ายทั่วประเทศ

 

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก