พุทธศาสนาคือทองคำทั้งแท่ง
วันที่ 12 ธันวาคม 2550 เวลา 18:10 น.
สถานที่ : สวนแสงธรรม
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม กรุงเทพ

เมื่อค่ำวันที่ ๑๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐

พุทธศาสนาคือทองคำทั้งแท่ง

คนก็มามากอยู่นะ วันไหนก็มีทุกวัน ตกลงก็ต้องเทศน์ทุกวัน เลยไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์เตลิดเปิดเปิง ดังที่เราเคยคิดมานานเกี่ยวกับพี่น้องชาวไทยเราไม่ค่อยมีหลักมีเกณฑ์ การนุ่งห่มแต่งเนื้อแต่งตัว นี่ก็มาถูกกับเราอีกตะกี้นี้ เราคิดมานานแล้วก็มาถูกกับเราพูดตะกี้นี้ว่าไม่มีหลักมีเกณฑ์ใช่ไหม(ใช่ครับ) เออ ไม่มีหลักมีเกณฑ์ แสดงให้เห็นว่าชาติไทยของเราไม่มีหลักมีเกณฑ์ ไม่มีเนื้อหนังเป็นของตัว ไม่มีความรักชาติสงวนชาติ รักขนบประเพณีอันดีงามซึ่งเป็นเนื้อหนังแห่งชาติของตน ไปที่ไหนลักษณะเลอะๆ เทอะๆ การนุ่งห่มตามประเพณีของชาติไทยเรานุ่งกันยังไง ห่มกันยังไง ถ้าจะสงวนชาติก็สงวนการเคลื่อนไหวไปมา การแต่งเนื้อแต่งตัวของคนไทยเราถึงถูกต้อง มีแต่อะไรมาก็ฟุ้งเฟ้อๆ คว้านั้นคว้านี้มันก็ได้แต่น้ำเหลว ไม่ได้หลักได้เกณฑ์มาเป็นเครื่องยืนยัน หรือหลักเกณฑ์แก่ชาติของตนเลยไม่เหมาะ

นี่เอาศาสนามาสอนโลก พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มีหลักเกณฑ์ แม่นยำทุกสิ่งทุกอย่าง สอนโลกไม่มีผิด ทั้งธรรมะทางฝ่ายฆราวาสญาติโยม การทำมาหาเลี้ยงชีพก็สอนอย่างเหมาะสม ยิ่งเทศน์สอนพระด้วยแล้วเอาหลักธรรมหลักวินัยให้ยึดทันทีเลยตั้งแต่วันบวชมา ใครยึดหลักธรรมหลักวินัยนั้นคือเป็นผู้ตามเสด็จพระพุทธเจ้าเราทุกฝีก้าว ทุกอิริยาบถ ทุกความเคลื่อนไหว เพราะพระธรรมวินัยอยู่กับพระผู้ปฏิบัติตาม การปฏิบัติตามพระธรรมวินัยก็คือตามเสด็จพระพุทธเจ้านั่นแล ถ้าหลักธรรมวินัยเหลวแหลกแหวกแนวก็มีแต่ผ้าเหลืองห่อตัวไม่เกิดประโยชน์

แล้วประกาศตนว่าเป็นพระ ดีไม่ดีว่าชั้นนั้นชั้นนี้ ภูมินั้นภูมินี้ ออกจากโบสถ์มาตั้งพระครูให้เลย ตั้งสมุห์ใบฎีกา ขึ้นจากนั้นก็ฟาดพระครูพระคัน เจ้าฟ้าเจ้าคุณขึ้นสมเด็จ เหลวไหลกันทั้งเพ พวกนี้มุ่งต่อโลกยิ่งกว่ามุ่งต่อธรรม ไม่เกิดประโยชน์อะไร ศาสนาเป็นแก้วสารพัดนึก ไม่มีอะไรที่จะเลิศเลอยิ่งกว่าพุทธศาสนาคือทองคำทั้งแท่ง แล้วเหตุใดจึงเอาเรื่องสกปรกมาเปรอะเปื้อนศาสนาพระเณรของเรา การปฏิบัติต้องยึดเอาหลักธรรมหลักวินัยเป็นเครื่องยืนยัน เป็นเครื่องแสดงออกของพระมันถึงถูกต้อง นี่เอาแต่เรื่องกิเลสตัณหามาเป็นเครื่องแสดงออกอย่างออกหน้าออกตา แล้วถือศาสนาเป็นแก้วเป็นแหวน ถือทองคำทั้งแท่งเป็นมูตรเป็นคูถไปเสียก็ยิ่งนับวันต่ำทรามลง

เราเป็นลูกชาวพุทธขอให้คิดกันทั้งพระทั้งฆราวาส ไม่อย่างนั้นจะไม่มีอะไรเป็นหลักเป็นเกณฑ์ติดเนื้อติดตัวเรา จะมีแต่ความเลอะเทอะไปหมดด้วยความสุกเอาเผากิน ทำอะไรก็ทำตามความชอบใจๆ สิ่งที่จะเป็นหลักเกณฑ์ประจำชาติของตน เป็นเนื้อเป็นหนังของชาติตนจริงๆ แล้วไม่สนใจอย่างนี้ใช้ไม่ได้ ขอให้พี่น้องทั้งหลายได้คิดอ่านทุกคน การสอนนี้นำธรรมมาสอนโลก หลวงตาผู้สอนก็ไม่ยอมรับว่าตัวปฏิบัติตนได้ดีทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ก็คืบคลานตามทางของศาสดาคือธรรมวินัย แล้วก็นำหลักธรรมหลักวินัยมาสอนทั้งฝ่ายฆราวาสและพระเณรของเรา ควรจะยึดหลักศาสนธรรมที่เป็นความถูกต้องดีงามแล้วทุกขั้นทุกภูมิ จนถึงวิมุตติหลุดพ้นมาปฏิบัติตน อย่างน้อยก็จะเป็นลูกศิษย์ที่มีครูมีอาจารย์มีผู้แนะนำสั่งสอน ไม่โกโรโกโสไม่มีหลักมีเกณฑ์ ถ้าไม่มีหลักมีเกณฑ์แล้วอะไรก็เลอะเทอะไปหมด ขอให้พากันคิดให้มาก

ศาสนาเป็นหลักใจของชาวพุทธเราในเมืองไทย อย่างน้อยผู้นับถือพุทธศาสนานี้ไม่ต่ำกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์นะ ขอให้ได้หลักศาสนามาประพฤติปฏิบัติพองามตางามใจสงบเสงี่ยมน่าดูน่าชม อย่าให้แต่กิเลสออกเป็นแนวหน้าๆ ทั้งๆ ที่เราถือพุทธๆ สุดท้ายพระพุทธเจ้าก็วิ่งตามกิเลสในชาวพุทธของเราเอง ชาวพุทธลากกิเลสออกหน้าเหยียบหัวพระพุทธเจ้าไป ด้วยความไม่สนใจใฝ่ธรรมวินัยที่ท่านแนะนำสั่งสอนอย่างนี้ใช้ไม่ได้นะ ขอให้ทุกๆ คนนำศาสนานี้ไปปฏิบัติตน จะเป็นสารคุณไม่น้อยนะ

คนมีศาสนา เช่นพุทธศาสนาที่มีประจำตน ครอบครัวเหย้าเรือน ทุกสิ่งทุกอย่างจะเหมาะสมด้วยกัน การอยู่การกินใช้สอยไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมไม่เลอะๆ ไม่ตะกละตะกรามมูมมามมอมแมม คนมีศาสนาย่อมมีการยับยั้งมีความพอดีประจำตน อะไรที่เป็น สิ่งเลอะเทอะประจำกิริยาการแสดงออกตั้งแต่ภายในถึงภายนอกนั้น เป็นเรื่องความสกปรกของกิเลสแทรกศาสนา ศาสนาแท้เราเป็นผู้รักษาอะไรที่ผิดที่ถูก เพราะเราต้องเป็นผู้รับผิดชอบเอง อย่างนั้นจึงถูกต้องกับผู้ที่รักษาศาสนา มีแต่ความเลอะๆ เทอะๆไม่มีกฎมีเกณฑ์อย่างนี้ใช้ไม่ได้นะ นี่เอาศาสนามาสอนพี่น้องทั้งหลาย มันเลอะเทอะมานาน ดูแล้วดูเล่า

เราก็เป็นลูกชาวพุทธและเป็นคนไทยด้วยกัน สอนกันเพื่อความงามตางามใจ เพื่อความสงบร่มเย็น จึงอดไม่ได้ทนไม่ได้ ต้องนำมาสอนเพื่อความดีงามที่รออยู่ในตัวของเราทุกคนนั้นแหละ ให้นำไปประพฤติปฏิบัติ อย่าเอาตามอำนาจของกิเลสพาแสดงโดยถ่ายเดียว จนกลายเป็นนิสัยสุรุ่ยสุร่ายเลอะๆ เทอะๆ ไปหมดในท่ามกลางแห่งลูกชาวพุทธเรา คือเมืองไทยนี้เป็นเมืองพุทธ มันก็เลอะๆ เทอะๆ ไปหมดนั่นละเลยใช้ไม่ได้ ขอให้คำนึงถึงหลักถึงเกณฑ์บ้าง ทุกสิ่งทุกอย่าง ผู้ปฏิบัติเฉพาะอย่างยิ่งพระที่ท่านปฏิบัติตามหลักธรรมหลักวินัยจริงๆ แล้วจะงามตางามใจ สงบในตัวเอง อยู่คนเดียวในป่าในเขาก็มีความสงบร่มเย็น จิตใจมีแต่อรรถแต่ธรรมบำรุงรักษาอยู่ตลอดเวลา นั่นคือผู้ปฏิบัติตามหลักธรรมหลักวินัย คือเป็นผู้ตามเสด็จศาสดาอยู่ตลอดเวลา

ความสวยงามก็เป็นขึ้นมาในใจที่รักษาอยู่นั่นแล กิริยาอาการที่แสดงออกทุกด้านทุกทางมีสติมีปัญญาสัมปชัญญะรอบอยู่ในตัว ความผิดพลาดย่อมมีน้อยและไม่มี นี่สำหรับผู้ตั้งใจปฏิบัติ แต่ผู้ปล่อยตัวไปตลอดๆ ผลแห่งความปล่อยตัวพาใครให้เลิศเลอพอที่จะคว่ำศาสนาพุทธเราลง เอาศาสนาส้วมๆ ถานๆ เลอะๆ เทอะๆ นี้เข้ามาครองบ้านครองเมืองครองหัวใจเรา มันสมควรแล้วเหรอให้นำไปพิจารณานะ เราหาของดิบของดี ของชั่วมันเกิดจากการทำชั่วรักชั่ว รักชั่วเสาะแสวงทางชั่ว จนเป็นนิสัยกลายเป็นคนชั่วทั้งคน ตั้งแต่ตื่นนอนขึ้นมาถึงวันหลับ ตั้งแต่เกิดถึงวันตาย ไม่เสาะแสวงหาความดีใส่ตนเลยทั้งๆ ที่เราเป็นผู้รับผิดชอบต่อตัวของเราตลอดมาตั้งแต่วันเกิดถึงวันตาย แต่กิริยาอาการที่จะรับผิดชอบ จะปฏิบัติตนเพื่อความเป็นคนดี สมกับว่าเรารักตนนั้นจะไม่ค่อยมี มีแต่คอยตามกิเลสแล้วทำลายตัวเองไปโดยลำดับๆ ไม่สมควรแก่ชาวพุทธของเรา ขอให้พากันไปปฏิบัติ

พุทธศาสนานี้เป็นศาสนาของท่านผู้สิ้นกิเลส โลกวิทู รู้แจ้งเห็นจริงโลก เห็นจริงทั้งโลกนอกโลกใน โลกผี โลกคน โลกเปรต โลกเทวบุตรเทวดาอินทร์พรหม อยู่ในข่ายแห่งความรู้แจ้งแทงทะลุของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น ไม่ได้ไปคว้าอย่างแปลกๆ ปลอมๆ มาสอนสุ่มสี่สุ่มห้า พอที่ชาวพุทธของเราทั้งหลายฟังแล้วไม่สนใจ แล้วสักแต่ว่าฟังๆ เลยไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากการฟัง ธรรมมีมากมีน้อยก็จับไปขังคุกไว้ในคัมภีร์  เอาคัมภีร์ขังคุกไว้ในห้องในหับ แต่ตัวกิเลสตัณหาตัวสร้างความทุกข์ความทรมานออกมาเพ่นพ่านๆ ในตัวชาวพุทธของเรามันไม่น่าดูน่าชมนะ

ให้มีกิริยาที่รักษาบ้างลูกชาวพุทธ ขอบเขตของฆราวาสที่จะทำความดีก็มี และรู้จักด้วยกันทุกคน สำหรับพระก็เหมือนกัน บวชมาแล้วให้ตั้งหน้าตั้งตาประพฤติปฏิบัติต่อหลักธรรมหลักวินัย อย่าบวชมาเพื่อความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม เพื่อยศเพื่อลาภ เพื่อความตะกละตะกรามอยากได้ชื่อได้เสียง ดีดดิ้นยิ่งกว่าธรรม เอาธรรมเป็นเครื่องเหยียบขึ้น ให้กิเลสเหนือธรรม เหยียบหัวธรรมเหยียบหัวพระพุทธเจ้าลงไปโดยลำดับ ไม่ว่าในวัดในวานอกวัดนอกวาพระเณร วัดเลยกลายเป็นส้วมเป็นถาน พระเณรเลยกลายเป็นมูตรเป็นคูถเต็มอยู่ในส้วมในถานคือวัดแต่ละวัดๆ ไปหมด เราให้ชื่อให้นามว่าวัด แต่ไปดูแล้วมันเป็นส้วมเป็นถาน มีแต่ความสกปรกของพระของเณรที่อยู่ในนั้น ดูพระเณรเองก็เป็นมูตรเป็นคูถเหม็นคลุ้งอยู่ในส้วมในถานของตัวเอง

คนอื่นที่เขารักใคร่ใกล้ชิดต่อธรรมมีความรักสงวนธรรมไปดูแล้ว เห็นแล้วดูไม่ได้ ดูพระดูเณรเหมือนดูมูตรดูคูถ ดูวัดดูวาเหมือนดูส้วมดูถาน มันไม่ได้เหมือนดูวัดที่เป็นสถานที่ปลดปล่อยความยุ่งเหยิงวุ่นวายกองทุกข์ทั้งหลายออก เข้าสู่ความสงบภายในวัดในวา สำรวมจิตใจเป็นอารมณ์สงบอย่างนั้น มองเห็นพระเจ้าพระสงฆ์ก็น่าเคารพบูชากราบไหว้เป็นขวัญตาขวัญใจ กลับไปบ้านแล้วก็ระลึกถึงความดีที่ได้พบได้เห็น กิริยาอาการของท่านที่แสดงออกโดยอรรถโดยธรรม ไม่ได้แสดงออกด้วยอำนาจของกิเลส เหมือนอย่างเราเต็มหัวอกมีแต่กิเลส ถ้าไปในวัดนั้นก็คือคลังกิเลส ไปในพระในเณรคือมูตรคือคูถเต็มอยู่ในวัดในวาดูไม่ได้นะ ขอให้ทุกๆ ท่านได้พิจารณา

พวกท่านทั้งหลายเราทั้งหลายถือพุทธศาสนามานี้ ได้คำนึงถึงพระพุทธเจ้าอย่างไรบ้างหรือไม่ ว่าเป็นศาสดาได้เพราะเหตุผลกลไกอะไร พระพุทธเจ้าของเราท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เสด็จออกทรงผนวช ทรงบำเพ็ญพระองค์อยู่สลบถึง ๓ หน อดพระกระยาหารถึง ๔๙ วัน ภาษาของเราเรียกว่าอดอาหาร ไม่ฉันจังหัน แต่เพื่อตรัสรู้ด้วยการอดอาหารโดยถ่ายเดียวจึงเป็นความผิดพลาดไป ทีนี้เมื่อพระองค์ทรงระลึกย้อนหลังได้ ในคราวที่พระราชบิดาพาเสด็จไปแรกนาขวัญ แต่ก่อนกษัตริย์ถือการทำนาเป็นสำคัญ ไปประทับอยู่ที่ร่มหว้าใหญ่ ไปพิจารณาอานาปานสติ จิตใจสว่างกระจ่างแจ้งขึ้นหมดในเวลานั้น เกิดความอัศจรรย์ตั้งแต่ทรงพระเยาว์

ทีนี้เมื่อเวลามาบำเพ็ญพระองค์อย่างแท้จริง แล้วก็มาปฏิบัติตามความรู้สึกธรรมดาไม่มีหลักมีเกณฑ์ ท่านก็ทรงอดพระกระยาหารเพื่อจะตรัสรู้ อดไปถึง ๔๙ วันไม่ได้ตรัสรู้ แล้วจึงย้อนมาเสวยพระกระยาหาร คืออดพระกระยาหาร ๔๙ วันฟังซิน่ะ ธรรมดามันไม่ตายไปหมดเมืองไทยเราแล้วเหรอ ต่างคนต่างอดถึง ๔๙ วัน เผาศพกันไม่หวาดไม่ไหวละวันหนึ่งๆ เผาศพพวกอดอาหารเพื่อตรัสรู้ธรรม บรรลุธรรม ด้วยการอดอาหารโดยไม่มีจิตตภาวนาซึ่งเป็นทางถูกต้องดีงามแฝงอยู่บ้างเลยมันก็เป็นอย่างนั้น พระองค์จึงทรงระลึกหวนหลัง ถึงร่มหว้าใหญ่ที่ประทับภาวนาด้วยอานาปานสติ จิตสว่างกระจ่างแจ้งขึ้นมา

จึงได้ย้อนนั่นมาถือเป็นอารมณ์ภาวนาละที่นี่ แล้วก็หยุดการอดพระกระยาหารที่อดมา ๔๙ วัน มาประทับอยู่ที่ต้นโพธิ์ใหญ่ พอมาประทับที่นั่นนางสุชาดาเขาเอาข้าวมธุปายาส ๔๙ ชิ้นมาบูชา พอดีเขาไปเห็นพระพุทธเจ้าที่ประทับอยู่นั้นเขานึกว่าเทวดาองค์ใหญ่ เขาก็เลยเอาข้าวมธุปายาสไปถวายท่าน เทวดาองค์ใหญ่คือพระองค์ที่กำลังทรงบำเพ็ญอยู่นั้นแล พอได้รับพระกระยาหาร ๔๙ ชิ้นแล้ว ก็กลับระลึกรู้ในทางดำเนินเพื่อเป็นความถูกต้อง คือการภาวนาเจริญอานาปานสติ พอเจริญอานาปานสติในคืนวันนั้น นี่คือการบำเพ็ญถูกทางแล้วที่นี่ พวกอาหารก็เสวยในวันนั้น

ข้าวมธุปายาส ๔๙ ชิ้น นางสุชาดานำไปถวายต้นโพธิ์ใหญ่ พอดีพระองค์ประทับอยู่ที่นั่น ก็เหมือนอย่างว่ามีเทวดาองค์ใหญ่มารักษาต้นโพธิ์ที่นั่น ท่านรับอาหารเขาแล้วก็เสวยพระกระยาหารนั้น ทีนี้เจริญอานาปานสติ ทรงตั้งสัจจะอธิษฐานในสถานที่นั่ง ที่ประทับภาวนา ตั้งแต่นี้ต่อไปเราจะนั่งภาวนาในสถานที่นี่โดยเจริญอานาปานสติ เราจะถือที่นี่เป็นที่ตรัสรู้หนึ่ง เป็นที่ตายของเราหนึ่ง เราจะไม่ลุกจากที่นี่เลย พอดีโสตถิยพราหมณ์ก็นำหญ้าคามา ๘ กำมือมาวางเรี่ยราดให้พระองค์ประทับภาวนาที่นั่น พอตกคืนในวันนั้นแล้วท่านก็ทรงพิจารณาถูกทางละที่นี่ เป็นอันว่าถูกทาง เจริญอานาปานสติ

ท่านทรงตั้งสัจจะอธิษฐานว่าสถานที่นี้เป็นสถานที่ตรัสรู้ของเราหนึ่ง ถ้าไม่ได้ตรัสรู้ก็เป็นสถานที่ตายของเราหนึ่ง พระองค์ก็ทรงตั้งสัจจะอธิษฐานเจริญอานาปานสติ ถูกทาง ที่จะตรัสรู้เป็นศาสดาสอนโลกได้ พอเจริญถูกทาง ในปฐมยามเจริญอานาปานสติคือลมหายใจเข้าออก ๆ นั่นท่านเรียกว่าอานาปานสติ กำหนดดูลมเข้าลมออกด้วยความมีสติในเวลานั้น เจริญอานาปานสติ พอปฐมยาม ยามเบื้องต้นก็ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทรงระลึกชาติย้อนหลังได้เคยตายมา เคยเกิดมาเป็นสัตว์เป็นบุคคล เป็นเปรตเป็นผี เป็นสัตว์นรกอเวจี เป็นเทวดาอินทร์พรหม มากี่ภพกี่ชาติ ทรงพิจารณาย้อนหลังในภพชาติของพระองค์ได้โดยตลอดทั่วถึง นี่ในปฐมยามเรียกว่าถูกต้องแล้ว เจริญอานาปานสติ ทรงพิจารณาดูรู้บุพเพนิวาสชาติปางก่อนที่เคยเป็นมายังไงๆ ได้ตลอดทั่วถึง

พอมัชฌิมยามก็บรรลุจุตูปปาตญาณ ทรงพิจารณาเรื่องความเกิดความตายของสัตว์ทั้งหลาย ยิ่งมากยิ่งกว่าภพชาติของพระองค์ที่เกิดมากี่ภพกี่ชาติ ทรงพิจารณารู้ด้วยบุพเพนิวาสนั้นเสียอีกมากมาย พิจารณาว่าการตายการเกิดของเราก็ดี การเกิดการตายของสัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณนี้ก็ดี มีจำนวนมากนี้สาเหตุเป็นมาจากอะไร นั่น พระองค์ก็พิจารณาย้อนหลังถึงสาเหตุของมันที่พาให้เกิดให้ตายนี้เป็นเพราะอะไร นี่มัชฌิมยาม ปุพเพนิวาสานุสสติญาณเป็นปฐมยาม บรรลุภพชาติที่เคยเกิดเคยตายมากี่ภพกี่ชาติได้ตลอดทั่วถึง พอมัชฌิมยามก็พิจารณาความเกิดความตายของสัตว์ ว่าเราเกิดเราตายเป็นอย่างนี้ สัตว์เกิดสัตว์ตายมีมากน้อยเพียงไร ทรงพิจารณาดู บรรลุจุตูปปาตญาณในมัชฌิมยาม

ทรงพิจารณาดูความเกิดความตายนี้เกลื่อนโลกธาตุเลย มากแสนมากจนได้พิจารณาย้อนเข้ามาอีก ทั้งเราเองเป็นผู้เคยเกิดเคยตายจนนับภพนับชาติเจ้าของไม่หวาดไม่ไหว พร้อมทั้งสัตว์ทั้งหลายทั่วแดนโลกธาตุมีแต่นักทำหน้าที่เกิดตาย เกิดตายเหมือนกันทั้งหมด แล้วสาเหตุทั้งสองทั้งเขาเกิดเขาตาย เราเกิดเราตายนี้เป็นมาเพราะอะไร อะไรเป็นสาเหตุ พระองค์ก็พิจารณาปัจจยาการ ที่เรียกว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา การเกิดการตายเป็นไปจากอวิชชา อวิชชาพาให้เกิดให้ตาย พิจารณาย้อนหน้าย้อนหลังไปนี้ละ นี่มัชฌิมยามพิจารณาดูความเกิดความตายของสัตว์ทั้งหลายก็รู้ชัดเจน

พอรู้นี้แล้วก็พิจารณาถึงต้นเหตุแห่งสัตว์ทั้งหลายที่เกิดตายทั้งเขาทั้งเราเป็นมาจากอะไร จึงได้พิจารณาปัจจยาการ เรียกว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ทรงพิจารณานี้ย้อนหน้าย้อนหลังก็บรรลุธรรม ถอดถอนอวิชชาซึ่งเป็นเชื้อแห่งภพพาสัตว์เกิดแก่เจ็บตายนี้ออกจากพระทัย ปัจฉิมยามแล้วนั่นน่ะ พอปัจฉิมยามก็ตรัสรู้ธรรมนี้ขึ้นมาในใจ มัชฌิมยามรู้ความเกิดตายของสัตว์ ปฐมยามรู้ความเกิดตายภพชาติของตัวเอง พอมัชฌิมยามก็รู้ความเกิดตายของสัตว์ ปัจฉิมยามก็พิจารณาเรื่องความเกิดตายทั้งสัตว์ทั้งเขาทั้งเรา เป็นสาเหตุมาจากอะไรจึงต้องเกิดต้องตายไม่หยุดไม่ถอย

แล้วคำว่าจิตนี้มีความสิ้นความสุดสูญไปอย่างไรไม่มี มีแต่การเสาะแสวงหาเกิดหาตายอยู่ตลอดทั่วแดนโลกธาตุในบรรดาจิตวิญญาณทุกดวง ไม่มีจิตวิญญาณดวงใดเกิดตายไปแล้วไปสูญไม่มี มีแต่เกิดตายๆ เปลี่ยนภพเปลี่ยนชาติไปสูงๆ ต่ำๆ ลุ่มๆ ดอนๆ ตามอำนาจแห่งกรรมของตน พิจารณาย้อนหน้าย้อนหลังก็เข้าถึงอวิชชา เป็นสาเหตุให้เกิดให้ตายอยู่ตรงนี้ พอเข้าถึงอวิชชาแล้วถอนอวิชชาขึ้นจากใจ ตรัสรู้ธรรมขึ้นมาในวันเดือน ๖ เพ็ญนั่นละ ที่ว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้วันเดือน ๖ เพ็ญก็คือวันนั้นแหละ วันมาเสวยข้าวมธุปายาสของนางสุชาดา จากนั้นแล้วก็ตรัสรู้ธรรมขึ้นมา นั่นละพระพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสรู้โดยมีเหตุมีผลของการดำเนินถูกทาง วันนั้นเป็นวันตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

คำว่าตรัสรู้นี้คือ โลกวิทู รู้แจ้งแทงทะลุหมด โลกสัตว์ โลกคน โลกเปรต โลกผี โลกเทวบุตรเทวดา โลกนรก ไปถึงสวรรค์ชั้นพรหมเป็นโลกสัตว์โลกอยู่ทั้งนั้นแหละ จนกระทั่งพิจารณาถึงขั้น อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ถอดถอนอวิชชาออกจากใจไม่มีเหลือ แล้วก็ตรัสรู้ธรรมขึ้นมาในวันเดือน ๖ เพ็ญ นั่นละพระพุทธเจ้าทรงเป็นศาสดาของโลก เป็นเรื่องเล็กน้อยแล้วเหรอ ขอให้นำไปพิจารณาเทียบเคียงกับตัวของเราเอง ซึ่งทำอะไรเพียงเหยาะๆ แหยะๆ ไม่จริงไม่จัง ที่มาเป็นศาสดาสอนพวกเราทุกวันนี้ก็ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า การดำเนินของพระพุทธเจ้านั้นมีเหยาะๆ แหยะๆ ที่ตรงไหนพิจารณาซิ สลบไปถึง ๓ หนโน่นน่ะ ถ้าไม่ฟื้นก็ต้องตาย นั้นละปฏิปทาของพระพุทธเจ้า จนได้ตรัสรู้ธรรมขึ้นมาจากแดนเดนตายมาเป็นศาสดาของเรา

จึงเป็นศาสนาของท่านผู้เป็นนักค้นคว้า ของท่านผู้มีความพากความเพียร มีความอดความทน ทุกสิ่งทุกอย่างรวมอยู่กับพระพุทธเจ้าทั้งหมด ขึ้นชื่อว่าของดิบของดีของวิเศษวิโสรวมอยู่กับการดำเนินของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น ให้เรานำมาเป็นข้อคิดข้ออ่าน นำไปปฏิบัติแม้จะไม่ได้มากเหมือนพระพุทธเจ้า ก็ขอให้ได้แบบลูกศิษย์ที่มีครูมีอาจารย์สอน ได้เกาะท่านไปๆ การทำความดีอย่าลดละไม่ว่าประเภทใด การให้ทานมีมากมีน้อยให้ไป ออกไปข้างนอกเป็นวัตถุส่วนหยาบ เข้ามาข้างในเป็นกุศลธรรมเป็นกุศลแก่ผู้ให้ไป วัตถุส่วนหยาบไปเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ส่วนกุศลธรรมนั้นมาเป็นสมบัติของเราเองๆ นี่ละบุญเกิดขึ้นจากการให้ทานเกิดอย่างนี้

การรักษาศีลก็คือรักษาตัวของเราตัวคึกตัวคะนองตัวทำลายตัวเอง ด้วยความผิดพลาดตลอดเวลา โดยการระมัดระวังรักษาไม่ทำสิ่งที่เป็นฟืนเป็นไฟเป็นภัยต่อตัวเอง ทำแต่สิ่งที่เป็นผลเป็นประโยชน์แก่ตัวเองโดยลำดับลำดา ทีนี้การภาวนานี่เป็นการประมวลภพชาติของเราจะเข้ามาจุดภาวนานี้ทั้งหมด บุญกุศลของเรามากน้อยเหมือนน้ำที่ไหลลงมาจากที่ต่างๆ เข้ามาสู่แดนมหาสมุทร พอเข้าถึงน้ำมหาสมุทรแล้วเป็นอันเดียวกันหมด นี่การให้ทานมากน้อยก็ดี การรักษาศีลมามากน้อยหรือนานเท่าไรก็ดี มารวมอยู่ที่จิตตภาวนาซึ่งเป็นแหล่งน้ำมหาวิมุตติมหานิพพาน เวลากุศลรวมเข้าๆ ก็จะมารวมลงในจิตตภาวนา นี่ละเป็นแดนแห่งความพ้นทุกข์ หรือแดนวิมุตติพระนิพพานจะอยู่แดนนี้

กุศลที่เราสร้างมามากน้อยไหลรวมเข้ามาจุดเดียวกัน พยุงตัวของเราให้หลุดพ้นจากทุกข์ไปได้โดยไม่ต้องสงสัย เพราะเป็นความจริงที่จอมปราชญ์ศาสดาจารย์ได้สอนไว้แล้วทุกแง่ทุกมุมไม่พลาดไม่ผิด ให้เรานำไปประพฤติปฏิบัติ ไอ้เรื่องว่าบาปมีหรือไม่มี บุญมีหรือไม่มี นรกสวรรค์มีหรือไม่มี อย่าไปคิดให้เสียเวล่ำเวลา นี้เป็นกลอุบายของกิเลสลากสัตว์โลกผู้โง่เขลาเบาปัญญาให้จมดิ่งลงไปสู่ความทุกข์มหันตทุกข์ตลอด ไม่มีคำว่าจะดึงขึ้นมาให้สู่ความสุขความบรมสุข ไม่มี แต่ส่วนการกุศลผลบุญของเราที่ธรรมพระพุทธเจ้าสอนไว้นี้ให้พากันดำเนิน

ธรรมไม่หายไปไหนละ เพราะจิตไม่ตาย กุศลทั้งหลายที่เข้าสู่จิตนี้ไม่ตายสิ่งเหล่านั้นก็ไม่ตาย หนุนกันเข้าทุกเวล่ำเวลา หนุนไม่หยุดไม่ถอยมากเข้าๆ ก็หลุดพ้นจากทุกข์โดยสิ้นเชิงเป็นบรมสุข ท่านผู้ถึงความพ้นทุกข์คือท่านไปเจอบรมสุขมา ทีนี้ธรรมชาติของจิตที่เข้าถึงบรมสุขนั้นเป็นธรรมธาตุแล้วนั่น นั่นละจิตที่หลุดพ้นโดยสิ้นเชิงกลายเป็นจิตธรรมธาตุ นิพพานเที่ยง อยู่กับจิตที่เป็นธรรมธาตุ หรืออยู่กับจิตที่ว่าเป็นนิพพาน อยู่กับจิตที่บริสุทธิ์นั้นแหละ นี่ละการบำเพ็ญความดีงามของเรา จะมารวมอยู่ในนิพพานเที่ยง ในธรรมธาตุ นิพพานเที่ยงอยู่ที่นี่ละ

บุญกุศลเรารวมลงในจุดนิพพานเที่ยงเป็นธรรมธาตุ ความเกิดแก่เจ็บตาย กฎอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เข้าไม่ถึงเลย อันนี้หมดแล้ว นั่นละท่านเสวยบรมสุขเรียกว่านิพพานเที่ยงหรือว่าธรรมธาตุ ในหัวใจของผู้บำเพ็ญความดีงามทั้งหลาย คำสอนเหล่านี้เป็นคำสอนของท่านผู้เป็นจอมปราชญ์ฉลาดแหลมคม พาดำเนินมาแล้วจนถึงความพ้นทุกข์ แล้วนำเอาอุบายวิธีการต่างๆ ที่ถูกต้องดีงามนั้นมาสอนพวกเราทั้งหลาย ขอให้พากันนำไปยึดไปปฏิบัติ อย่าเห็นแก่ได้แก่กิน แก่หลับแก่นอน วิ่งนั้นเต้นนี้ด้วยความลุกลี้ลุกลนไม่คำนึงถึงความตายที่อยู่กับเราทุกเวลา บทเวลาตายแล้วอะไรก็หมดความหมายไปหมด มันไม่หมดความหมายตั้งแต่จิตที่ครองร่างอยู่กับคนตาย

พอเจ้าของตายจิตดวงนี้จะถอนตัวออกไปเสวยกรรมดีกรรมชั่วตามเดิม กรรมดีกรรมชั่วนั้นสัตว์ทุกสัตว์มีด้วยกันทั้งหมด อะไรจะหนักหน่วงที่สุด มีน้ำหนักมากที่สุดในโลกธาตุนี้ ไม่มีอะไรมีน้ำหนักมากยิ่งกว่ากรรมดีกรรมชั่วนะให้จำเอาไว้ กรรมดีกรรมชั่วที่เราทำนี้ละกด ต้นไม้ ภูเขา ดินฟ้าอากาศไม่มากดจิตของเราลงสู่นรกอเวจี แต่กรรมชั่วนี้กดลงได้ไม่ต้องสงสัย ส่วนกรรมดีที่จะยกเราให้ไปสู่สุคติ โลกสวรรค์ พรหมโลก จนกระทั่งถึงนิพพานก็ไม่มีกรรมใดยกได้นอกจากกรรมดีกุศลกรรมของเรา เพราะฉะนั้นกรรมนี้จึงหนักมาก ไม่มีกรรมใดที่จะมีอำนาจมากยิ่งกว่ากรรมที่ตนสร้างขึ้นมาทั้งดีและชั่ว ดีก็ส่งให้ถึงที่สุด ชั่วก็ส่งให้ถึงที่สุดแห่งความชั่วของมัน ให้พากันระวัง

เราเป็นผู้คอยรับเคราะห์รับกรรม ผลแห่งกรรมดีกรรมชั่วที่จะทำจากการกระทำดีชั่วของตน ให้พากันระมัดระวัง อย่าทำสุ่มสี่สุ่มห้า ทำแบบสนุกสนานรื่นเริงบันเทิงดังที่เขาออกหนังสือพิมพ์ถือแก้วเหล้าเบ้อเร่อ  เขาออกหนังสือพิมพ์ยืนจังก้าอยู่ที่หน้าหนังสือพิมพ์ถ่าย  สะแตกเหล้าอยู่กลางแจ้งให้เขาถ่ายภาพ ขายหน้าอย่างหาประมาณไม่ได้ เราเห็นแล้วยังสะดุดใจ โถ เวลามันชั่วมันหน้าด้านถึงขนาดนี้ไม่อายใครเลย ดูที่เขาถ่ายภาพอย่างนั้นมันสะดุดใจอย่างแรง โห กรรมชั่วนี้เวลามันหนาแน่นเข้ามามันไม่ได้อายใครนะ มันยิ่งอยากจะให้คนเห็นทั้งโลกเสียด้วยว่าสะแตกสุรา กินอย่างอื่นก็ค่อยยังชั่ว นี่กินความชั่วความเลวทรามต่อหน้าประชาชนให้เขาออกทางหนังสือพิมพ์เลวที่สุด ใครอยู่ในเมืองไทยเรามีไหม สกุลไหนที่สะแตกเหล้าแล้วไปให้เขายืนถ่ายภาพนั้นน่ะ มันเลวที่สุดนะ เกิดอยู่ในเมืองไทยนี้ก็เป็นเมืองที่เลวที่สุดในบุคคลคนนั้น สกุลไทยประเภทนั้นเลวที่สุด อย่าให้มีในคนไทยในสกุลไทยของเรา เพราะเลวที่สุด

ขอให้พากันสร้างคุณงามความดี ถ่ายไม่ถ่ายก็ช่างเถอะภาพนั้นน่ะ ความดีไม่มีที่แจ้งที่ลับ อกาลิโกให้ผลตลอดเวลา ให้พากันสร้าง ที่แจ้งที่ลับไม่มี การสร้างดีได้ดี การสร้างความชั่วได้ชั่ว อกาลิโกให้ผลเสมอกัน ให้ยึดอันนี้ไว้เป็นหลักเกณฑ์ เราจะมีที่ยึดที่เกาะ จิตดวงนี้เวลานี้ก็ยึดลมหายใจของตัวเอง เพราะยังมีลมหายใจ มีอาหารเครื่องปรนปรือมาหล่อเลี้ยงตั้งแต่วันเกิดจนกระทั่งบัดนี้ ก็ยังต้องการอาหารเครื่องหล่อเลี้ยงและลมหายใจพยุงกันไป พอถึงขั้นมันสุดขีดสุดแดนหาที่พึ่งไม่ได้แล้ว จิตนี้จะพึ่งอะไร จะพึ่งธาตุขันธ์มันก็แตก พึ่งลมหายใจมันก็ขาด ทีนี้จะพึ่งอะไร นี่ละบุญดีชั่วอยู่ตรงนี้ ถ้าใครมีความชั่วมันจะพันกันเข้าไปเลย ถ้าใครมีความดีก็เกาะปั๊บติดเลย ไปตรงนี้ละ

ที่จะเป็นที่พึ่งของเราทั้งหลายอย่างแท้จริงแบบตายใจได้ คือให้พากันสร้างบุญเพื่อเป็นที่เกาะที่แม่นยำ อย่าพากันไปสร้างบาป จะเกาะแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้ตลอดไปทุกภพทุกชาติ หาที่จืดจางว่างเปล่าจากความทุกข์ทั้งหลายไม่มีเลย ไม่เป็นสิ่งที่สัตว์โลกของเราเฉพาะอย่างยิ่งชาวพุทธ จะพึงปรารถนาในสิ่งเช่นนั้น ให้พากันสร้างแต่ความดีงาม เอ้า ทุกข์ก็ทุกข์ ยากลำบาก เอ้า ยากลำบาก ทั้งกินทั้งทานอย่าเสียดาย ใครมีความตระหนี่ถี่เหนียวเสียดาย ถ้าจะเอาไปทำบุญให้ทานเสียดาย ถ้าจะเอามาใส่พุงเจ้าของซึ่งมันกำลังเน่าเฟะนี้ มีเท่าไรกว้านเข้ามา ดีไม่ดีเอาเหล้ามาสะแตกเข้าอีก ก็ยิ่งเลวลงไปอีกคนประเภทนั้นใช้ไม่ได้ อย่าให้มีในสกุลชาติไทยของเราไอ้เรื่องเหล้าเรื่องยา ให้มันมีคนดีติดเมืองไทยบ้าง อย่าให้มีแต่คนเลวร้ายเต็มเมืองไทย มองดูมีแต่ขวดเหล้าเต็มตัว ความดีงามไม่เห็นติดตัว มันดีที่ไหนคนเรา ให้พากันระมัดระวัง

วันนี้ว่าจะไม่เทศน์อะไรมากนักก็ได้เทศน์ เพราะความสงสารไม่ใช่อะไร ที่เราสอนโลกเวลานี้สอนด้วยความสงสาร เราไม่เอาอะไร หมด พูดให้ชัดเจน ตั้งแต่การปฏิบัติความดีงามมา เฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่วันบวชสร้างแต่ความดีงาม เป็นเครื่องปลื้มอกปลื้มใจมาตลอด จนกระทั่งถึงเรียนเสร็จเรียบร้อยแล้วตามความมุ่งหมาย ก็ก้าวขึ้นสู่เวทีฟัดกับกิเลส ตัวสร้างภพสร้างชาติ ให้ขาดสะบั้นลงจากใจ ไม่มีอะไรเหลือ ใจว่างเปล่าหมด

สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ      โมฆราช สทา สโต

อตฺตานุทิฏฺฐึ อูหจฺจ            เอวํ มจฺจุตฺตโร สิยา

เอวํ  โลกํ  อเวกฺขนฺตํ          มจฺจุราชา น ปสฺสติ

ดูก่อนโมฆราช เธอจงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ พิจารณาโลกให้เป็นของสูญเปล่า ว่างเปล่า ถอนอัตตานุทิฐิที่ถือว่าเขาว่าเราซึ่งเป็นเหมือนก้างขวางคอนั้นออก แล้วจะพึงข้ามพ้นพญามัจจุราชไปเสียได้ พญามัจจุราชจะตามไม่ทันผู้พิจารณาโลกเป็นของสูญเปล่าอย่างนี้ นี่คือพระพุทธเจ้าสอนมาณพโมฆราชคนที่ ๑๖ ซึ่งจะได้ตรัสรู้อยู่ในไม่ช้า ก็ได้บรรลุธรรมขึ้นมา ธรรมประเภทนี้ขอให้เป็นขึ้นที่ใจ เราจะเป็นโมฆราชกันหมดเลย เพราะธรรมประเภทนี้เป็นธรรมอันเดียวกัน พระโมฆราชองค์เดียวเป็นขึ้นมา ใครเป็นขึ้นมาก็เป็นแบบพระโมฆราชพ้นทุกข์ไปด้วยกันหมด ให้พากันบำเพ็ญให้มีในจิตใจของเรา

การเทศนาว่าการนี้เราสอนด้วยความเมตตาสงสารบรรดาพี่น้องทั้งหลาย เพราะเราได้บำเพ็ญมาเต็มเม็ดเต็มหน่วย จนหาที่ต้องติไม่ได้ในความเพียรของตน เพราะเป็นนิสัยที่ผาดโผนโจนทะยานเอาจริงเอาจังด้วย ยิ่งเวลาไปฟังอรรถฟังธรรมพ่อแม่ครูจารย์มั่นเข้าถึงใจแล้วนี้ ก็มาตัดสินกันเองในเวลาเดิน จากที่ฟังธรรมไปยังไม่ถึงที่พักคือกุฏิเลย นี่ว่ายังไง วันนี้ฟังเทศน์อย่างสมใจถึงที่สุดแห่งความตั้งใจของเราไม่มีอะไรบกพร่อง ได้ฟังแล้วอย่างสมใจ ทีนี้เราจะปฏิบัติตัวยังไง ทางนั้นตอบขึ้นมาทันทีภายในใจต้องตายเท่านั้น ไม่ตายให้รู้ ให้ได้มรรคผลนิพพาน ให้ได้เป็นพระอรหันต์ในชาตินี้ ขึ้นทันทีเลย คือมันถึงใจจากธรรมของพ่อแม่ครูจารย์มั่น

การปฏิบัติก็ถึงธรรมเหมือนกัน ซัดกันเลย ไม่ได้ต้องติเจ้าของว่ามีความขี้เกียจขี้คร้านท้อแท้อ่อนแอที่ไหน ถึงตะเกียกตะกายก็ดิ้นตะเกียกตะกายด้วยความอยากจะหลุดพ้นไม่ใช่ดิ้นเพื่อความจมอยู่ในนรกอเวจีด้วยความขี้เกียจขี้คร้าน บืนเข้าไปๆ สุดท้ายจิตก็ค่อยเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาๆ ตั้งหลักตั้งฐานได้ตั้งแต่สมถะคือความสงบใจ เข้าสู่สมาธิคือความแน่นหนามั่นคงของใจ ก้าวออกทางด้านวิปัสสนา พิจารณาแยกแยะทั่วแดนโลกธาตุขาดสะบั้นไปจากใจหมด ไม่มีอะไรเหลือเลย จ้าครอบโลกธาตุ จิตดวงพ้นทุกข์พ้นกิเลสแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่จะมาปิดบัง ตั้งแต่นั้นมาก็ผาสุกเย็นใจ บรมสุขไม่ต้องถาม นิพพานไม่ถาม

ถึงขั้นนิพพานแล้ว ไม่ว่าองค์ใดบรรดาพระอรหันต์พอถึงนั่นแล้วสนฺทิฏฺฐิโกครั้งสุดท้าย รู้ผลงานของตนครั้งสุดท้ายประกาศป้างขึ้นมาเลย นั่นละนิพพานอยู่ที่ไหน ก็อยู่กับผู้สิ้นกิเลส กิเลสนั่นแลขัดขวางมรรคผลนิพพาน กีดขวางไม่ให้ก้าวเดินไปถึงมรรคผลนิพพานได้ พอฟาดอันนี้ขาดสะบั้นลงไปจากจิตใจแล้ว มรรคผลนิพพานอยู่กับหัวใจดวงนั้น ธรรมกับใจเป็นอันเดียวกันแล้วถามหานิพพานที่ไหน มันก็รู้ขึ้นมาเอง เพราะฉะนั้นขอให้ทุกๆ ท่านได้ปฏิบัติตน การสั่งสอนนี้สั่งสอนด้วยความสงสารทางด้านจิตใจ ทางสมบัติเงินทองข้าวของ ความเป็นอยู่พูวาย ท่านทั้งหลายเข้าใจในการสร้างตัวและเลี้ยงตัวมาตลอดตั้งแต่ลูกเต้าหลานเหลน ปู่ย่าตายาย พ่อแม่เลี้ยงดู เราก็อุตส่าห์พยายามขวนขวายมาได้ พอเลี้ยงตัวเราถึงอัตภาพมีวัยขนาดนี้ แต่การเลี้ยงใจด้วยอรรถด้วยธรรมนี้ไม่ค่อยมีใครสอน จึงต้องเอาธรรมนี้ไปหล่อเลี้ยงจิตใจ ให้ประพฤติปฏิบัติให้ดี

ภายนอกเราก็มีพอเป็นพอไป ภายในขอให้มีธรรมเป็นเครื่องอบอุ่นเถิด อยู่ที่ไหนตายที่ไหนไม่วิตกวิจารณ์ ยิ่งผู้บริสุทธิ์วิมุตติพระนิพพานแล้วความเป็นกับความตายมีน้ำหนักเท่ากัน ไม่มีอะไรเป็นอารมณ์ หากจะแยกมาเป็นอารมณ์ก็ เวลามีชีวิตอยู่นี้ได้ทำประโยชน์ให้โลกตามสมควร แต่ถ้าตายไปเสียก็ไม่ได้ทำประโยชน์ด้วยกิริยาอย่างนี้ อย่างนี้จึงแยกความเป็นอยู่เพื่อทำประโยชน์ให้โลกมีน้ำหนักมากกว่าความตายไป การสอนโลกก็สอนอย่างนี้เหมือนกัน เราไม่เคยเป็นห่วงเป็นใยกับความเป็นความตายของเรา ขาดสะบั้นลงตั้งแต่วันตัดสินใจกับกิเลสขาดสะบั้นลงไป แล้วใจก็เป็นอิสระครอบโลกธาตุด้วยความสว่างไสว จึงไม่มีอะไรที่จะวิตกวิจารณ์กับตัวเอง นอกจากเป็นความวิตกวิจารณ์สงสารโลกเท่านั้น

เห็นหน้าคนใดผู้หญิงผู้ชายมันหากมีความเมตตาอยู่ในจิต มีอะไรมาไม่ได้จิตดวงนี้ เช่นวัตถุไทยทานมีมามากน้อยกวาดออกหมด เพื่อสงเคราะห์ที่นั่นสงเคราะห์ที่นี่ ส่วนที่จะเก็บไว้เพื่อตัวเองไม่มีในจิตใจ นี่ละตัวกิเลสคือตัวตระหนี่ หมด ตัวเมตตาสงสารกวาดต้อนออกหมดไม่มีอะไรเหลือเลย ทีนี้โลกเย็น ได้รับการสงเคราะห์สงหาจากท่านผู้ใด ไม่ต้องถามโคตรถามแซ่กันละ คนเรารู้ว่าใครมีคุณต่อเราให้ความสุขแก่เรา มันจะยิ้มขึ้นภายในใจทันที ให้พากันจำเอานะ วันนี้เทศน์เพียงเท่านี้ ก็เห็นว่าสมควรแก่ธาตุแก่ขันธ์แก่กาลเวลา ขอความสวัสดีจงมีแก่บรรดาท่านทั้งหลายโดยทั่วกันเทอญ

 

รับชมรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และทางสถานีวิทยุเสียงธรรม FM103.25MHz พร้อมเครือข่ายทั่วประเทศ

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก