เราแน่ใจว่าได้ผู้นำดี
วันที่ 23 กรกฎาคม. 2544
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔

เราแน่ใจว่าได้ผู้นำดี

สรุปทองคำและดอลลาร์วันที่ ๒๒ ทองคำได้ ๑๔ บาท ๕๔ สตางค์ ดอลลาร์ได้๗๐๕ ดอลล์ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างนี้ของเรา จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เราแน่ใจตลอดนะจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เราพูดด้วยความมั่นใจของเราโดยเอาธรรมจับ พูดตรง ๆ ไม่ได้คุยนะ เราแน่ใจกับพี่น้องชาวไทยว่าเราได้ผู้นำดี นี่ละจะพาพวกเราทั้งหลายขึ้น ให้พากันตั้งอกตั้งใจนะ เราได้พิจารณาเต็มกำลังแล้วรอบประเทศไทย ว่าให้มันเปิดอกเลย ไปที่ไหนเปิดโล่งปิดตัน เปิดปิดตัน ๆ หาทางออกไม่ได้ วาสนาชะตาของเมืองไทยเราแน่ใจว่ามี เพราะฉะนั้นให้พากันขยับทุกคน ทั้งชาติทั้งศาสนารวมกันอุ้มชาติไทยเราไม่ได้แล้วก็ดวงชะตาของชาติไทย แต่เราไม่สนใจว่าดวงชะตาของชาติไทย มีแต่ขึ้นถ่ายเดียว อันนี้เราสนใจมาก จะขึ้น ๆ จะเริ่ม ๆ ละ ทุกสิ่งทุกอย่างค่อยปรับตัวเข้า ๆ เรื่อย

สำคัญอยู่ที่กำลังใจ ถ้าใจมีความแน่นอนไปตรงไหน กำลังใจจะไปที่นั่น ๆ ถ้าเอนเอียงแล้วก็ไม่แน่ทั้งนั้น ถ้าใจแน่ใจไปทางไหนกำลังใจไป ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะหมุนไปตามกำลังใจจะหมุนไปด้วยกัน เราจึงเทศน์เตือนวงราชการอยู่เสมอ เพราะวงราชการเป็นลูกของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ นี่ การสอนนี่ก็ในนามของพระธรรมอันเลิศเลอมาสอนโลก เราได้บอกแล้วว่าเราไม่ได้อยู่ในวงการของอะไรทั้งนั้น เช่น วงราชการงานเมืองหรือโรงทะเลาะเบาะแว้ง เราไม่มี คือธรรมไม่มี ธรรมเป็นน้ำที่สะอาด มองลงไปตรงไหนที่ไม่สะอาดก็ชะล้างลงไป ๆ

สิ่งสกปรกโสมมทั้งหลายนั่นแหละ สิ่งที่จะทำให้เกิดความกระทบกระเทือนทางด้านจิตใจ จนกลายเป็นความเสียหายในส่วนรวม จึงต้องอาศัยธรรม ธรรมเป็นเครื่องชะล้างเรื่อย ๆ ตรงไหนสกปรกชะล้างลงไป ๆ แล้วค่อยสะอาดขึ้นมา ๆ และรักษาตัวเองเป็นลำดับ ปรับปรุงตัวเองเป็นลำดับ ไม่ให้เปรอะเปื้อน ทางน้ำก็ชะล้างลงไป หมายถึงศาสนาสอน นี่เราสอนพี่น้องทั้งหลายเราไม่ได้อยู่ในวงเหล่านี้ ธรรมของพระพุทธเจ้าไม่ได้อยู่ในวงสิ่งเหล่านี้ ซึ่งจะไปแปดเปื้อนด้วยกัน ๆ ถ้าเขาไม่เปื้อนตัวเองก็ไม่เปื้อนเสีย อย่างนี้ไม่มีในธรรม ธรรมมีแต่ธรรมชาติสะอาดสุดยอดชะล้างลงไป ที่ไหนสกปรกมากน้อย จะได้รับความสะอาดจากการชะล้างของธรรมที่สะอาดสะอ้านสุดยอดมาแล้วนั้น

พวกเราทั้งหลายให้ฟังเสียงพุทธนะ เสียงพุทธคือเสียงศาสดาองค์เอกผู้ประกาศธรรมเป็นพระองค์แรกในพุทธศาสนาของเรา ให้ฟัง เทวบุตรเทวดาอินทร์พรหม พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนรื้อถอนขึ้นมามากมายก่ายกอง แม้สัตว์ที่ต่ำกว่าที่ในนามมนุษย์นี้ยังได้ ทำไมมนุษย์เราและชาติไทยของเราเป็นชาติแห่งชาวพุทธ ทำไมพระพุทธเจ้าจะยกไม่ขึ้น มันจะหนักเอามากมายเกินไปหรือมนุษย์เราชาวพุทธเราในเมืองไทยนี่ เรายังแน่ใจอยู่ตลอดมาว่าไม่หนัก เพราะพร้อมที่จะฟังอยู่แล้วฟังโอวาทคำสอนของพระพุทธเจ้า พร้อมที่จะเป็นคนดีอยู่แล้ว ไม่มีใครตั้งหน้าจะเป็นคนชั่วด้วยกัน ยิ่งมีธรรมเป็นเครื่องเปิดทางให้แล้ว ก็พร้อมที่จะเดินตามนั้นด้วยกันทุกคนชาวพุทธเรา ให้ฟังเสียงธรรมก็แล้วกัน

พระพุทธเจ้าประกาศกังวานสอนทวยเทพเทวดา ตลอดถึงพวกเปรตพวกผี สอนมาเป็นลำดับลำดาได้ ทำไมจะสอนเมืองไทยเราไม่ได้ เมืองไทยเราก็ในนามแห่งลูกของพระพุทธเจ้า สอนไม่ได้มีหรือ ก็เราตั้งใจจะปฏิบัติตามอยู่แล้วจะสอนไม่ได้มีหรือ ต้องได้ นี่เราแน่ใจอยู่ แล้วจะค่อยกระเตื้องขึ้น ๆ ให้พากันตั้งอกตั้งใจทุกคน ความรักชาติเป็นอันดับหนึ่ง ความพร้อมเพรียงสามัคคีนี้กลมกลืนกันกับความรักชาติ จากนั้นก็เป็นความเสียสละ ทีนี้รวมยอดแล้วจากการฟังคำสอนของพระพุทธเจ้ามารวบรวมปรับปรุงตัวเอง ขยายไปทางไหนให้เป็นธรรม ๆ ชุ่มเย็นไป ขยายไปทางไหนเป็นส้วมเป็นถานเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้กันแหลกนะ อย่าให้มีในเมืองไทยเราเป็นเมืองพุทธ

ไม่มีใครฉลาดเกินกว่าพระพุทธเจ้าในสามแดนโลกธาตุนี่ มีพระพุทธเจ้าเท่านั้น ขุดค้นธรรมที่เลิศเลอขึ้นมานี้ก็คือพระพุทธเจ้าเป็นพระองค์แรก ขนาดสลบไสลนะ พระพุทธเจ้าถึงขนาดสลบไสล ทรงอดพระกระยาหารเรื่องราวมัน บางคนก็จะไม่เข้าใจว่าทรงสลบไสลเพราะอะไร ทรงอดพระกระยาหาร ไม่เสวยพระกระยาหารอยู่ถึง ๔๙ วัน จนพระโลมานี้หลุดออกจากพระกาย พระโลมาหลุดลอยออกไปเปื่อยไปบางแห่งนะ ถึงขั้นสลบ ความปรารถนาที่จะเป็นศาสดาองค์เอกเพื่อรื้อขนสัตวโลกนี้ไม่มีถอย สลบก็สลบ ฟื้นมาแล้วเอาอีก สลบ ๓ หนฟังซิ นี่ละตัวอย่างอันดีเลิศของเราซึ่งเป็นชาวพุทธ จนได้ตรัสรู้ขึ้นมาเพราะความไม่ถอย

ที่ว่าอดพระกระยาหารนี้เพราะพระองค์ไม่ได้ทรงมีการภาวนา คือทรงบำเพ็ญไปตามนิสัยของสยัมภู คือพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์จะต้องตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ไม่ต้องไปศึกษาไต่ถามจากผู้ใด ในเหตุผลที่จะบรรลุธรรมเป็นพระพุทธเจ้า ต้องเป็นสยัมภู ทรงขวนขวายเอง ทรงรู้เองเห็นเองด้วยกันทุก ๆ พระองค์ พระพุทธเจ้าของเราท่านก็ทรงทดลองทางนั้นทางนี้ เพราะทางไม่เคยเดินก็อย่างว่า แม้จะเป็นสยัมภูจะตรัสรู้เอง การที่จะไปถึงจุดที่ตรัสรู้ก็ต้องมีทางแยกทางแยะ ไม่ทราบไปทางไหนถูกทางไหนผิด โดยลำพังพระองค์เองไม่ได้ถามใคร เพราะฉะนั้นจึงต้องมีวิธีการหลายอย่าง ที่ทำให้พระองค์ผิดพลาดไปบ้างตามทางซึ่งไม่เคยเดิน เหมือนกับเรา ๆ ท่าน ๆ เดินไปที่ไหนก็ต้องมีผิดมีพลาด แต่ไม่ถอย

ทรงอดพระกระยาหารอยู่ถึง ๔๙ วัน คือตั้งใจจะให้ตรัสรู้ด้วยการอดพระกระยาหาร ไม่มีทางด้านจิตใจเข้าแฝงเลย จึงไม่ได้ตรัสรู้ แล้วจึงมาพิจารณาย้อนหลังถึงคราวเสด็จไปแรกนาขวัญกับพระราชบิดา ทรงระลึกได้ คือตอนเสด็จไปแรกนาขวัญนั้น ประทับนั่งภาวนา กำหนดอานาปานสติ พระจิตนี้สว่างจ้าไปหมดเลย นั่นละตอนเป็นพระราชกุมาร แต่เวลามาบำเพ็ญนี้ไม่ทรงระลึกนั้นเสีย ไม่ได้เกี่ยวกับจิตเสีย วิธีการต่าง ๆ อะไร เช่นอย่างกลั้นลมหายใจบ้างอะไรบ้างดังที่บอกไว้ในพุทธประวัติ จนกระทั่งถึงอดพระกระยาหาร ก็ทำไปแบบไม่เกี่ยวกับจิตใจเลย มันก็ไม่สำเร็จ

จึงได้ทรงย้อนไปหาที่พระราชบิดาพาเสด็จไปแรกนาขวัญ ทรงบำเพ็ญธรรมอยู่ที่นั่น เกิดความสว่างกระจ่างแจ้งอัศจรรย์ ระลึกนั้นได้ เอ นี่ชะรอยจะเป็นทางแล้ว แสดงความแปลกประหลาด ซึ่งตั้งแต่เราดำเนินมาถึงขั้นสลบไสลนี้ก็ไม่เห็นความแปลกประหลาดอย่างนั้น ทรงยึดอันนั้นมาเป็นหลักละที่นี่ ทรงแน่พระทัยว่าจะตรัสรู้ในทางนี้แน่นอน เพราะฉะนั้นจึงทรงตั้งสัตยาธิษฐานที่ใต้ร่มโพธิ์ พอทรงแน่พระทัยแล้วทีนี้จะปักหลักละนะ สละเป็นสละตายลงกับความแน่พระทัย ที่ตรัสรู้กับที่ตายจะเป็นที่เดียวกันเอาละนะ ใต้ร่มโพธิ์ประทับนั่งที่นั่น โสตถิยพราหมณ์เอาหญ้าคา ๘ กำมือมารองให้พระองค์ประทับนั่งภาวนา ทรงตั้งสัจจอธิษฐานว่า จะประทับนั่งอยู่ที่นี่จนกระทั่งตรัสรู้ ถ้าไม่ได้ตรัสรู้ตายก็ให้ตาย เรียกว่าสถานที่ตายกับที่ตรัสรู้อยู่ในที่เดียวกัน

ทรงตั้งสัจจอธิษฐาน ทรงบำเพ็ญอานาปานสติ จับหลักได้ปึ๊บก็พุ่ง ๆ เลย นั่นเห็นไหม นี่ละจิตตภาวนา ท่านอดพระกระยาหารทีแรกท่านไม่เกี่ยวข้องกับภาวนา ก็พุ่งเลยในคืนวันนั้น จับได้ในคืนวันนั้นเลย ก็พอดีพระสรีระทุกส่วนเบาหวิว ๆ ไม่มีอะไรที่จะมากีดขวางต้านทานในการบำเพ็ญสมณธรรมทางด้านจิตใจ พระองค์พิจารณาทางอานาปานสติ ร่างกายก็เบาหวิว ๆ ประหนึ่งว่าเป็นเครื่องเสริมกัน เรียกว่าเป็นเครื่องเสริมกัน ดังที่พระท่านอดอาหารทุกวันนี้ท่านมีภาวนา แต่สำหรับพระองค์ไม่มี

วันนั้นพอท่านเริ่มตัดสินพระทัยเสวยพระกระยาหาร ก็เป็นเวลาอดอาหารหยุดวันนั้น พระสรีระทุกส่วนเบาหวิว ถึงขั้นสลบไสลไม่เบาหวิวได้ยังไง จะเอาอะไรมาต้านทาน กำลังของธาตุขันธ์ที่จะมากีดขวางทางเดินของสมณธรรมในทางจิตใจของพระองค์ไม่มี ก็พุ่งเลย เบื้องต้นก็บรรลุธรรม ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ปฐมยาม คือหัวค่ำถึง ๔ ทุ่ม ทรงบำเพ็ญตั้งแต่หัวค่ำถึง ๔ ทุ่ม บรรลุปุพเพนิวาสานุสติญาณ ทรงระลึกชาติของพระองค์ย้อนหลังได้ตลอด ที่ไหน ๆ ถึงไหนถึงกัน เกิดมากี่ภพกี่ชาตินับไม่ได้เลย นั่นเป็นอันดับแรก พอทรงพิจารณาพระองค์แจ้งชัดว่าเป็นนักเกิดแก่เจ็บตายมากี่กัปกี่กัลป์แล้ว พึ่งมาทราบกันในวันนี้ย้อนหลัง

ทีนี้ก็มาพิจารณาดูสัตว์ทั้งหลายอีก พอถึงมัชฌิมยาม บรรลุจุตูปปาตญาณ ทรงทราบเรื่องความเกิดความตายของสัตวโลกทั้งหลายเป็นยังไงบ้าง เราเป็นมาอย่างนี้ ๆ กี่ภพกี่ชาติ พิจารณาย้อนหลังรู้หมด ทีนี้พอมัชฌิมยาม ทรงบรรลุธรรม จุตูปปาตญาณ รู้ความเกิดความตายของสัตว์ทั้งหลาย ความท่องเที่ยวของสัตว์ทั้งหลายในเวลานั้น พิจารณาดูนี้ โอ๋ย ที่นี่ยิ่งเอาอีกละนะ ถ้าภาษาของเราเรียกว่าดูไม่ได้ว่างั้นเถอะ แต่พระองค์เดียวเท่านั้นภพชาติของพระองค์มากขนาดไหน ทีนี้สัตวโลกมีมากขนาดไหน พอกำหนดดูสัตวโลกนี้เรียกว่าจะดูไม่ได้เลย แน่นหนาเต็มโลกธาตุ มีแต่สถานที่เกิดที่ตายของสัตว์ทั้งนั้นเลยไม่มีว่าง ดินฟ้าอากาศไม่ว่าง ที่เกิดที่ตายของสัตว์มีทั่วไป ใต้น้ำบนบกที่ไหนมีหมดเลย ไม่เลือกป่าช้าคือสัตว์ทั้งหลายเกิดตาย นี่ไม่มีป่าช้า เป็นป่าช้าของผู้นั้น ๆ ตายที่ไหนเป็นป่าช้าที่นั่น

พระองค์ก็มาพิจารณาทั้งสองอย่างนี้ประมวลเข้ามา เรื่องเกิดตายไม่หยุดไม่ถอยนี่เป็นมาเพราะอะไร ที่นี่จะเข้าถึงรากแก้วมันนะ ทีแรกพิจารณา ปฐมฌาน พอจิตสงบแล้วญาณก็หยั่งทราบย้อนหลัง ๆ พิจารณาดูสัตว์ทั้งหลายไม่มีอะไรสงสัยแล้ว สามแดนโลกธาตุนี้คือป่าช้าของสัตว์ ความเกิดตายกับกองทุกข์ที่หามพะรุงพะรังกันไป พระองค์ไม่สงสัยแล้ว เรื่องเหล่านี้เป็นมาจากอะไร พิจารณาค้นหาสาเหตุก็พบ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา อวิชชาเป็นตัวรากฐานสำคัญมาก ตัวฟืนตัวไฟอยู่ที่นี่ไม่ใช่ตัวไหน เวลาจะเปิดมันต้องเอานี้เป็นไฟ ไม่เป็นไฟปล่อยไม่ได้ จะถือว่าเป็นข้าวต้มขนมกินกลืนตายอยู่ในนั้น มันเป็นเหยื่อล่อ ๆ อยู่ในข้าวต้มขนม มันเป็นไฟใครจะไปกลืนมัน มันก็ปล่อยผึงเดียวมันก็โดดเลย นั่น

พอพิจารณาถึงอวิชชา อวิชชามันเป็นยังไง อวิชชาทำให้เกิดสังขาร อวิชชาเป็นตัวสมุทัยอันใหญ่หลวง สังขารก็สังขารคือความคิดปรุงในเรื่องต่าง ๆ ออกจากสมุทัยแตกกิ่งก้านไปเรื่อย อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ เรื่อยไปเลย มันแตกกิ่งแตกก้านออกไป พอเป็นต้นแล้วต้องแตกความหมายก็ว่างั้น อวิชชาพาให้เกิดเป็นต้นเป็นลำขึ้นมา พอเป็นต้นเป็นลำแล้วก็แตกกิ่งแตกก้านขึ้นไปถึงสุดยอดแห่งกิ่งก้านสาขา พรรณนาไปหมด ท่านก็ประมวลเข้ามาว่า เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ รวมแล้วทุกข์ทั้งมวลเกิดมาจากสมุทัยคือกิเลสอวิชชาตัวนี้เท่านั้น

พอพิจารณาอย่างนี้แล้วก็ย้อนกลับมารู้สมุทัยนี้ดับพึบ เรียกว่า อวิชฺชายเตฺวว อเสสวิราคนิโรธา สงฺขารนิโรโธ เมื่ออวิชชาดับเท่านั้นทุกสิ่งทุกอย่างดับหมด ถอนรากแก้วขึ้นมาเท่านั้น ไม่มีกิ่งก้านสาขาดอกใบตรงไหนจะงอกเงยขึ้นไปได้ต่อไป พังด้วยกันหมดเลย อวิชชาพังอันเดียวทุกสิ่งทุกอย่างพังหมด ความทุกข์ สมุทัยดับเสียอย่างเดียว ทุกข์ทั้งมวลดับหมด ภพชาติดับหมด อย่างนั้นนะท่านพิจารณา ท่านตรัสรู้ธรรมขึ้นมาด้วยสยัมภู

แต่ท่านไม่ได้ทรงสั่งสอนพระให้อดอาหารอย่างนั้นอย่างนี้นะ ทั้ง ๆ ที่ท่านก็ทำมาแล้วท่านก็ไม่สอน ท่านส่งเสริม แต่ไม่เป็นคำสอนจริง ๆ สั่งบังคับหรือเป็นกฎ เช่นอย่างธุดงค์ ๑๓ ข้อ เป็นข้อ ๆ เครื่องดำเนิน การอดอาหารไม่ได้มีในธุดงค์ ๑๓ แต่มีในบุพพสิกขา นั่นอย่างนั้นนะ คือแยกออกไปหลายเล่ม คัมภีร์มีมากนี่นะ เรามันเห็นนี่ว่าไง บุพพสิกขาท่านถอดออกมาพูดถึงเรื่องการอดอาหาร พระองค์ว่าการอดอาหารนั้นมีทั้งโทษทั้งคุณ ถ้าอดเพื่อความโอ้อวด เรียกว่าเป็นแบบกิเลส ปรับอาบัติทุกอิริยาบถความเคลื่อนไหว ปรับหมด ฟังซิอดอาหาร อดอาหารเพื่อโอ้เพื่ออวดเป็นกิเลสตัณหาท่านปรับอาบัติทุกอิริยาบถ ถ้าอดเพื่ออรรถเพื่อธรรมแล้วอดเถิดเราตถาคตอนุญาต นั่นเห็นไหม ถ้าอดเพื่ออรรถเพื่อธรรมแล้วอดเถิดตถาคตอนุญาต นี่อันหนึ่ง

อันหนึ่งบอกไว้ตอนที่พระสาวกทั้งหลายมาเฝ้า ท่านบอกว่าการขบฉันอาหารน้อย ๆ รู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างธาตุขันธ์ก็เบา จิตใจก็สะดวกสบาย บรรดาพระสงฆ์ที่เข้าเฝ้าท่าน เออ ถูกแล้วเราตถาคตก็ทำอยู่อย่างนั้นเหมือนกัน นั่นเห็นไหม ถ้าเวลาฉันมากมันอึดอัด นั่นฟังซิ พวกนี้อึดอัดไหม พวกเรานี้ใต้ถุนศาลานี้เวลานี้มันอึดอัดไหม หรือว่าพุงนี้มันกางแล้วก็ไปหาเอาเข่งใหญ่ ๆ มาพันกับข้างนี้อีก ใส่พุงนี้เต็มแล้วก็ใส่เข่งนี้ ๆ

พวกเรามันเป็นยังไง พระพุทธเจ้าว่ามันอึดอัด พวกเราไม่อึดอัด ถ้าได้มากจะพอใจ พวกนี้พวกเข่งติดตัวเต็มตัว มองไปเห็นคนไหนมีแต่เข่งเต็มตัว ๆ เข่งข้าวต้มขนม กล้วยหอมกล้วยไข่เต็มไปหมดนั่นแหละ กระต่ายเราเลยจะตายมันเอาอาหารไปปรนเปรอกันจากเข่งใหญ่ ๆ นั่นแหละ พระพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงชมเชย ฉันน้อยดีท่านว่า ตอนอดอาหารท่านก็บอก อดเถิดเราตถาคตอนุญาต นั่นเห็นไหม ถ้าตอนที่ฉันน้อยนี้เราตถาคตปฏิบัติอย่างนั้นอยู่แล้ว ยิ่งเวลาว่าง ๆ แล้วตถาคตจะไม่ฉันมากเลย เพื่อความสะดวกในธาตุในขันธ์ ท่านไม่ได้แก้กิเลสตัวใดนะพระพุทธเจ้า ระหว่างขันธ์กับจิตที่อาศัยกันอยู่นี้ โลกสมมุติทั้งมวลจะมาอยู่ในขันธ์กับจิตเท่านั้น ที่รับทราบรับผิดชอบกันอยู่ตลอดเวลา พระพุทธเจ้าไม่ได้แบกอะไรรับทราบอะไรมากมายนัก ยิ่งกว่าเรื่องของขันธ์

ขันธ์ ๕ คือ รูปกายของเรา เวทนา ความสุข ความทุกข์ เฉย ๆ มันเกิดขึ้นจากร่างกาย สัญญา ความจดจำ สังขาร ความคิดความปรุงในเรื่องต่าง ๆ วิญญาณ การรับทราบก็เข้ามาตา หู จมูก ลิ้น กาย รับทราบอะไรมานี้ ทั้ง ๔-๕ อย่างนี้มันสัมผัสสัมพันธ์ให้ใจซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบนี้รับทราบตลอดเวลา อันนี้คือธรรมชาติที่กวนใจพระอรหันต์ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้า เป็นต้น นอกนั้นไม่มากวน ขันธ์เท่านั้นมากวน พากินอยู่หลับนอนพาไปพามาพาขับพาถ่าย นี้มีแต่เรื่องของขันธ์กวนทั้งนั้น ฟังให้ดีนะ ไม่มีอะไรมากวนมีแต่เรื่องของขันธ์ มันหากเป็น ไม่ได้บอกว่ามันกวนเรานะ มันก็แสดงตามเรื่องของมัน แต่จิตผู้รับทราบก็รับทราบตลอดเวลา ถึงไม่แบกไม่หามไม่เป็นอุปาทานก็รับทราบ ก็จัดว่าเป็นภาระอันหนึ่งในเมื่อขันธ์ยังมีอยู่

เพราะฉะนั้นท่านว่า สอุปาทิเสสนิพพาน ผู้ที่จิตถึงพระนิพพานแล้วแต่ยังครองธาตุครองขันธ์อยู่ คือยังรับผิดชอบขันธ์ ๕ นี้อยู่ อนุปาทิเสสนิพพาน ผู้สิ้นกิเลสโดยสิ้นเชิงแล้ว พร้อมกับธาตุขันธ์ซึ่งเป็นส่วนสมมุติดับพึบลงไปพร้อมกันหมดเท่านั้น ก็เป็นอันว่าไม่มีปัญหาอะไรเลย สมมุตินี้ดับหมดเลย ท่านว่านิพพานดับ นิพพานแปลว่าดับ ดับอะไร ดับสมมุติเครื่องก่อกวนทั้งหลาย ไม่มีอะไรในจิตของพระธรรมธาตุ หรือธรรมธาตุของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ นั่นฟังให้มันชัด ถอดออกมาจากหัวใจมาพูดจะว่าไง นี่ละเรื่องสมมุติทั้งมวลมาอยู่ในขันธ์ ที่พระอรหันต์ทั้งหลายท่านรับทราบ เรียกว่ารับภาระก็ถูก รับทราบอยู่ตลอดเวลา ไม่รับภาระยังไง พากินไม่กินไม่ได้ พาถ่ายไม่ถ่ายไม่ได้ เวลามันปวดนี้ไม่พามันไปขี้แตกป้าดออกไปว่าไง นั่นต้องพามันไปเข้าใจเหรอ นี่ก็เป็นภาระ ปวดขี้ปวดตด ตดไม่ค่อยเท่าไร เป็นแต่เพียงว่าเวลาจะตดก็มองนั้นมองนี้ มีใครเห็นเราไหมก็ค่อยใบ้ออกมา

ฟังให้ถึงใจนะ ธรรมชาตินี้มีอยู่กับทุกคน เราเอามาพูดนี้ผิดที่ไหนเข้าใจหรือ ไม่มีใครพูดมีแต่อาย อายอะไร เอาไว้หน้ากิเลสเข้าใจไหม ไว้หน้ากิเลส ให้เกียรติกิเลส ถ้าจะตดก็(หมาเริ่มเห่า) หมานี้มันมากวนกูมันเป็นยังไงหมานี่ กูกำลังจะเทศน์หมัดเด็ดมันมากวนอะไรกูนี่ ฟาดปากหมาให้กูหน่อยน่ะ กูโมโหกูกำลังจะลงหมัดเด็ด ๆ นี้เลยเถลไถลไปไหนไม่รู้นะ มาตั้งขึ้นใหม่มันไม่ขลังเข้าใจไหม ถ้ามันกำลังขึ้นนี้ขลังมากนะ อันนี้หมาดัดสันดานมันเลยแฉลบ เอาละปล่อยอันนี้ไม่เอา คงแสดงว่าไอ้หมีมันไม่เห็นด้วยเพราะกลัวศาลาแตก ไอ้หมีไม่อยากให้ศาลาแตก ไอ้นี่ไม่เห็นด้วย เอาละมึงไม่เห็นด้วยกูก็ไม่เอาละ กูผ่านไปทางใหม่

นี่พูดถึงเรื่องขันธ์มันเป็นของมันอยู่ในจิตกับขันธ์นี้เท่านั้น นอกนั้นไม่ยุ่งเลย นี่ละที่เกี่ยวข้องกับพระอรหันต์ผู้สิ้นกิเลสแล้วอยู่ตลอดเวลามีเท่านี้ อันนี้เป็นต้นแห่งสมมุติทั้งหลายอยู่ที่จิตรับผิดชอบ พออันนี้ขาดพึบลงไปหมดขันธ์ เพราะอันนั้นดับอยู่แล้ว อันนี้พึบเดียวหมด ทีนี้สมมุติโดยประการทั้งปวง ท่านเรียกว่าอนุปาทิเสสนิพพาน เรียกว่าสิ้นโดยสิ้นเชิง ไม่มีสมมุติแม้เม็ดหินเม็ดทรายเข้าไปเกี่ยวข้องเลย ท่านจึงเรียกว่านิพพานล้วน ๆ เรียก อนุปาทิเสสนิพพาน สิ้นกิเลสโดยสิ้นเชิงแล้ว ตัดขันธ์ออกไปขาดสะบั้นไปหมด เหลือแต่ธรรมชาติวิมุตติหลุดพ้นล้วน ๆ นั้นแหละเรียกว่านิพฺพานํ ปรมํ สุขํ นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

คำว่าสุขอย่างยิ่งนี้ก็ยังหยาบอยู่นะ ให้ถึงตัวจริงคำว่าสุขอย่างยิ่งนี้ก็เข้ากันไม่ได้นะ แต่โลกมีสมมุติก็ต้องแยกออกมา อันนี้เลวอันนี้ดี อันนี้ดีเลิศก็ว่ากันไป นิพพานเอามาใช้ในสมมุติก็ต้องบอกว่าขั้นดีเลิศ แต่ธรรมชาติจริง ๆ แล้วเลยนั้นอีก ไม่มีอะไรที่จะเข้าไปถึงได้เลยธรรมชาตินั้น จึงเรียกว่าพ้นสมมุติโดยประการทั้งปวง ดีเลิศก็ยังอยู่ในสมมุติขั้นดีเลิศ

ธรรมที่กล่าวอยู่นี้กระเทือนใจพี่น้องชาวพุทธเราด้วยกันทุกคนนะ ที่กล่าวนี้ธรรมะเหล่านี้สด ๆ ร้อน ๆ เหมือนกับกิเลสอยู่ในหัวใจของเราสด ๆ ร้อน ๆ ตลอดมา ความโลภก็สด ๆ ร้อน ๆ ไม่เคยเสื่อมคลายไปที่ไหน มันอยู่หัวใจของสัตว์สด ๆ ร้อน ๆ มากี่กัปกี่กัลป์อยู่ในหัวใจนี้ ความโกรธ ราคะตัณหา ๓ ประเภทกิ่งใหญ่ ๆ นี้อันใหญ่ ๆ ออกมาจากอวิชชาเป็นต้นฐานสำคัญ อันนี้สด ๆ ร้อน ๆ อยู่ในหัวใจเราทุกคนฉันใด ธรรมะที่จะระงับดับสิ่งเหล่านี้ก็สด ๆ ร้อน ๆ เหมือนกัน เมื่อนำมาใช้แล้วได้ผลเป็นลำดับลำดาไปเหมือนกัน ไม่มีอะไรครึไม่มีอะไรล้าสมัย เป็นความเสมอภาคด้วยกันระหว่างกิเลสกับธรรม ไม่มีฝ่ายใดยิ่งฝ่ายใดหย่อน กิเลสเป็นกิเลสเต็มตัว ธรรมเป็นธรรมเต็มตัวดับกิเลสได้เต็มตัว กิเลสดับธรรมได้เต็มตัวเหมือนกัน

ถ้าใครไม่สนใจในธรรมปล่อยให้กิเลสเหยียบย่ำ กิเลสดับตลอดเวลา ดับธรรมในใจ ถ้าใจคึกคักต่อสู้แล้วธรรมก็ดับไปโดยลำดับ ฟาดจนดับเรียบวุธเลย นี่สด ๆ ร้อน ๆ ธรรมมีอยู่ที่ไหน มีอยู่ที่หัวใจของทุกคน ถ้าปฏิเสธธรรมแล้วก็ปฏิเสธหัวใจที่รับดีรับชั่วที่มันแสดงขึ้นอยู่ทุกเวลานี้เสีย ถ้าไม่ปฏิเสธนี้แล้วให้ยอมรับบาปบุญ พระพุทธเจ้าทรงแสดงมาจากรากฐานอันสำคัญไม่มาจากไหนแหละ พระองค์ทรงรู้แล้วรากฐานสำคัญถอดออกมาจากรากฐานสำคัญสด ๆ ร้อน ๆ ด้วยกัน ให้พากันตั้งใจปฏิบัติ

อย่าไปอวดดีกว่าพระพุทธเจ้านะ ว่าบาปบุญนรกสวรรค์ไม่มี มีแต่ความผาดโผนโจนทะยานที่จะจมลงในนรก ว่านรกไม่มี ๆ นั้นคือเปิดทางนรกนะ ใครว่านรกไม่มี ๆ นั่นละคือเปิดทางอย่างจ้าเลยเทียว หัวใจนี้เท่านั้นรั้งเอาไว้นะ ลมหายใจนี้รั้งเอาไว้เพื่อไม่ให้เจออันนั้น นี่เรียกว่าเป็นภพของมนุษย์อยู่ มีลมหายใจเป็นกำแพงกั้นเอาไว้ บาป บุญนรกสวรรค์ก็ไม่เห็น ถ้าไม่มีธรรมส่องทะลุออกไป จิตใจธรรมดาเรานี้ไม่เห็น เพราะฉะนั้นคนจึงกล้าปฏิเสธบาปบุญนรกสวรรค์ได้ ถ้าเห็นใครจะไปกล้า อันนี้มันไม่เห็น ลมหายใจนี้ตัวสำคัญที่มันปิดไว้ เป็นภพมนุษย์อยู่นี้จากลมหายใจ พอลมหายใจขาดปั๊บ ทีนี้เมืองผีจะเข้าทันทีจากจิตวิญญาณดวงนี้ เพราะกรรมดีกรรมชั่วอยู่ในหัวใจนี้ มันจะเปิดจ้าของมันออกทันที แสดงฤทธิ์เต็มเหนี่ยวเลย มีแต่จิตล้วน ๆ ไม่มีธาตุมีขันธ์ลมหายใจเข้าไปเป็นกำแพงกั้นแล้ว จิตดวงนี้จะเบิกกว้างออกทันทีเลย ผึง ควรจะไปนรกลงทันที ไปสวรรค์ไปทันที

ใครอย่ามาอวดพระพุทธเจ้าว่าบาปบุญนรกสวรรค์ไม่มี อย่ามาอวด ตัวนี้เป็นตัวจัง ๆ แล้วที่นี่ พอไปเจอเข้าสายแล้ว พอยอมรับพระพุทธเจ้าก็สายแล้ว ถ้าเป็นนักโทษก็เข้าเรือนจำแล้ว มันสายเสียแล้ว ไปแก้ยังไงนักโทษ ตัดสินจำคุกติดตะรางแล้วจะว่าเป็นพลเมืองดีเหมือนเรา ๆ ท่าน ๆ ทั้ง ๆ ที่กำลังจะรับโทษอยู่นั้นมีไหม ไม่มี นอกจากมันสิ้นโทษแล้วไม่ออกก็ไล่ออก อันนี้หมดเขตความเป็นนักโทษแล้วเป็นคนธรรมดาให้อยู่กับนักโทษไม่ได้ ตีออกจากเรือนจำ นี่เห็นไหมเขาปล่อยนักโทษ ผู้ที่จะควรเข้าเป็นนักโทษลากเข้าไปเลย เอาไว้ไหนก็ไม่อยู่ต้องเข้าตะรางเท่านั้น อันนี้เมืองมนุษย์เมืองผีก็เหมือนกัน ถ้าอยู่ในเมืองมนุษย์ยังไม่เป็นเมืองผี ยังไงก็ยังเป็นมนุษย์อยู่นั้น รูปร่างเป็นมนุษย์ใจเป็นผีก็ตาม รูปร่างยังเป็นมนุษย์ พอลมหายใจขาดกำแพงนี้ขาดปึ๋งแล้วเป็นผีเต็มตัว ทีนี้ผึงเลยจิตดวงนี้ เป็นผีเป็นเทพเต็มตัว ขาดสะบั้นลงไปเลยเทียว

เป็นเทพก็ไปเลยทางดี เป็นผีก็ลงเลยทางนรก นี่คือสด ๆ ร้อน ๆ มีอยู่กับหัวใจทุกคน อย่าปฏิเสธเจ้าของ อย่าลบล้างเจ้าของถ้าไม่อยากฉิบหายทั้งเป็นนะ เดี๋ยวนี้ลมหายใจกั้นเอาไว้เท่านั้น ยังไม่ให้เห็นสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ลมหายใจนี้ตัวสำคัญมากนะ พิจารณาไป ๆ มันก็มาติดอยู่ที่ลมหายใจครองร่างอยู่นี้ ร่างนี้ก็เป็นร่างของมนุษย์ มัน็เป็นเรื่องมนุษย์ไปหมดยังไม่เป็นเรื่องผี หัวใจจะเป็นผีมันก็เป็นอยู่ที่หัวใจ แต่ร่างกายยังไม่เป็น พอลมหายใจขาดลงไปเท่านั้น ทีนี้เป็นผีเป็นเทพขึ้นทันทีใจดวงนี้ละ มาเกิดภพชาติเหล่านี้มาจากไหนเรารู้ไหม ทำไมมันมาเกิดได้เห็นไหม เต็มอยู่นี่เราว่าเป็นคน ๆ มาจากภพไหนเรารู้ไหม ธรรมชาติของมันพามาแล้ว นั่นเห็นไหมล่ะ เรายังไม่รู้ ให้พากันจำนะ อย่าอวดนะอวดพระพุทธเจ้า อย่าอวดถ้าไม่อยากจมจริง ๆ อวดก็จมจริง ๆ นั่นละ ใครเก่ง เก่งเท่าไร นั่นละความเก่งของตัวเองมันจะดัดสันดานตัวเอง ให้จำให้ดีนะ พูดเท่านั้นนะวันนี้

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร

www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก