ที่สุดของจิตของภพของชาติจริงๆ รวมอยู่ที่จิต
วันที่ 27 มกราคม 2551 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๑

ที่สุดของจิตของภพของชาติจริงๆ รวมอยู่ที่จิต

วัดท่านอุทัยก็ดี เขากำลังจะหาต้นไม้มาปลูก ดูว่าทางเมืองชล เมืองชลก็ท่านพฤกษ์ที่เอาต้นไม้มา บอกมาแล้วว่าจะเอาต้นไม้มาหลายคันรถมาปลูกที่วัดท่านอุทัย สำหรับวัดเราปลูกทางด้านนี้เยอะหลายคันรถเหมือนกัน มันอยู่ไกล กว่าจะมาถึงนี้ก็นาน เพราะฉะนั้นเวลาปลูกแล้วต้นตายก็มี ขึ้นได้ก็มี ตายเสียมาก หลายคันรถมานี้ก็ท่านพฤกษ์ลูกคุณแม่บังอรนั่นละ นี่ก็เศรษฐีเมืองชล ใจบุญเสียด้วย เศรษฐีธรรมเศรษฐีเงินอยู่นั้นหมด นำต้นไม้มาปลูกๆ นี้หลายคันรถ นี่กำลังจะเอาเข้าทางวัดท่านอุทัย ได้ทราบว่าง้น เมืองชลนี่ละศรัทธาคนนี้จะเอาเข้าทางท่านอุทัย ต้นไม้มันโล่งหมด เขาถากถางเตียนโล่งหมดเลย เวลาเขาถวายที่มันก็โล่งหมด

เขาถวายที่นี้เราก็นิมนต์ท่านอุทัยมาปรึกษาหารือ พร้อมทั้งขอร้องด้วย บังคับในตัวด้วย ให้ท่านมาอยู่ที่นั่น ท่านก็ดีนะท่านก็มาให้ ถามทางนู้นวัดภูวัวก็มีหัวหน้าท่านเสถียร ว่างั้น ดีอยู่เหรอ ว่าดีอยู่ ถ้าอย่างนั้นจะขอแยกท่านมาอยู่ในย่านนี้จะขัดข้องไหม ตกลงกันได้ท่านก็ไม่ขัดข้อง ก็ฝืนอยู่บ้างนั่นละเราก็รู้ ท่านเกรงใจเรา เพราะเราก่อนที่จะให้ใครมาอยู่ต้องได้พิจารณาเรียบร้อยก่อน ไม่ใช่สุ่มสี่สุ่มห้าจับยัดใส่ๆ นี่เขาถวายที่ให้เป็นวัดนี้มากต่อมาก เรารับไม่ได้ก็เพราะเหตุผลอันนี้แหละ รับแล้วทิ้งขว้างๆ ไม่เอา

อย่างวัดเสือเมืองกาญจน์ก็เหมือนกัน เราเห็นย่านนั้นไม่ค่อยมีพระกรรมฐานอยู่ เราเลยเรียกท่านจันทร์มาปรึกษา  ท่านจันทร์เป็นคนคลองด่านแต่เป็นพระวัดนี้ ตั้งแต่บวชแล้วอยู่ที่นี่เลย ออกจากนี้ก็ไปอยู่แถวเมืองกาญจน์ แล้วก็มาอยู่วัดเสือ ได้อาศัยท่านจันทร์นี่ละ วัดนั้นเลยกลายเป็นวัดเสือไปไม่ใช่เป็นวัดพระ มันก็ไปตามนิสัยวาสนาของใครของเรานะ อยู่อย่างนั้นจะให้ผู้อื่นไปอยู่ก็ไม่ได้มันขัดนิสัยกันกับสัตว์อะไรเหล่านั้น มาหาภาวนาหรือมาอะไรมาเล่นกับสัตว์กับเสือ ว่าไปอย่างนั้น นิสัยวาสนามันเกี่ยวพันกัน นิสัยมันหากเข้ากัน ความเมตตาสงสาร ความเอื้อเฟื้อ ความห่วงใย มันก็เป็นไปด้วยกัน สุดท้ายก็นัวเนียไปด้วยกันเลย

วัดเมืองกาญจน์นี้ท่านจันทร์กับเสือ โหย นัวเนียเลยนะ เป็นอย่างนั้นแหละ เสือตั้ง ๒๐ ตัวของง่ายเมื่อไร สัตว์กับคนก็อยู่ด้วยกัน พวกสัตว์พวกเนื้อเต็มอยู่ในวัด อยู่ด้วยกัน ครั้นถามแล้วไม่ใช่สัตว์ที่เอามาปล่อยมาเลี้ยงไว้นี้เพียงเท่านั้น สัตว์อยู่ในป่า เป็นสัตว์ป่าล้วนๆ ม้าก็ม้าป่า สัตว์ประเภทต่างๆ มาเต็มอยู่นั้น ถามไปถามมามีแต่ออกมาจากป่ามาอยู่ที่นั่น พวกหมูมาอยู่มาก ตอนเช้าตอนนี้ละมาตั้งเป็นร้อยๆ พวกหมูวัดท่านจันทร์ หลั่งไหลลงมาเป็นร้อยๆ จัดอาหารให้กิน เป็นอย่างนี้นะนิสัยวาสนามันเกี่ยวกัน ก็ถือว่าเป็นความกังวลไปเสีย ทีนี้ท่านกังวลกับเมตตามันก็ไปด้วยกัน ก็เลยเลี้ยงดูสัตว์

เช้าให้อาหารพวกหมูเป็นร้อยๆ นกยูงเป็นร้อยๆ เหมือนกัน แล้วก็สัตว์เต็มอยู่ในนั้นท่านเลี้ยงดูตลอด พอเสร็จแล้วก็ไปเขาไม่มายุ่งแหละ หมูเป็นร้อยๆ ไม่ยุ่ง พอกินอิ่มแล้วไปเลยๆ ตอนบ่ายๆ ลงมาแต่ไม่มากเหมือนตอนเช้า ตอนเช้านี้มาก หมูเป็นร้อยๆ อย่างนั้นละมันก็เป็นตามนิสัยวาสนา คนอื่นจะไปทำอย่างท่านก็ทำไม่ได้ เช่นอย่างเรานี้ทำไม่ได้เลย ไปชมได้อยู่แต่ให้ไปทำอย่างนั้นไม่ได้ มันเป็นตามนิสัยวาสนา ไม่เหมือนกัน

แล้วม้า พวกสัตว์ต่างๆ ที่อยู่ในวัดท่านจันทร์ ส่วนมากเป็นสัตว์ป่า มาจากในป่าลงมาอยู่ด้วยกัน ที่เขาเอาไปปล่อยก็มี ที่ลงมาจากป่ามาอยู่ด้วยกันก็มี ม้าป่าเราก็ไม่เคยเห็น ท่านบอกว่านี่ละม้าป่า โห สัตว์เหล่านี้มันเป็นสัตว์ป่าทั้งนั้น ทำให้คิดนะ ถามไปนี้มาจากป่าๆ ทั้งนั้น คนเอาไปปล่อยตามนั้นก็มี เราก็คิดว่าคนเอาไปปล่อยเสียมากต่อมาก ครั้นแล้วมันเป็นสัตว์มาจากในป่ามาอยู่ร่วมกันกับพวกนี้ เป็นอย่างนั้นแหละ

วันหนึ่งมีเสือป่ามานะ เสือบ้านอยู่ในนั้นตั้ง ๒๐ ตัวเป็นเสือโคร่งๆ เสือดำมีตัวหนึ่ง เสือดาวมีตัวหนึ่ง นอกนั้นเป็นเสือโคร่งทั้งหมดเลยเต็มอยู่นั้น เขาก็อยู่ด้วยกันธรรมดาไม่เห็นส่งเสียงอึกทึกครึกโครมอะไร แต่มีวันหนึ่งเสือป่าเข้ามามันแปลกอยู่นะ เสือป่ามันได้กลิ่นพวกเสือบ้านที่อยู่ข้างในมีทั้งตัวผู้ตัวเมีย มันกระโดดเข้ามา พอเข้ามานี้ม้านั่นวิ่งใส่เจ้าของ กุฏิหลังนั้นก็ดูเหมือนว่าม้าจะไม่รู้จักว่าเป็นกุฏิของเจ้าของ แต่วันนั้นเสือเข้ามาม้าโดดไปชนกุฏิเจ้าอาวาส ใส่ผางเข้าไปเลย อ้าว มันเป็นยังไงนี่

ม้าวิ่งตามนี้มันชนกุฏิท่านจันทร์ มันอะไรกันท่านว่างั้น ท่านฉายไฟพาบพีบออกมา พอพระท่านเห็นท่านฉายไฟก็ฉายไฟออกรับกัน เป็นเสือป่ามันมาตัวเดียว เลยประกาศบอกว่าถ้าหากอยากจะเป็นเสือบ้าน ท่านเปิดประตูไว้แล้วให้เข้าไปเป็นเสือบ้านด้วยกัน ถ้าไม่อยากเป็นเสือบ้านให้ออกไปอย่าอยู่นาน มันก็ออกไปเลยไม่อยู่ เสือป่ามาตัวเดียว เสียงลั่นหมด ม้าวิ่งชนกุฏิเจ้าอาวาสเสียงลั่นเลยนะ เสือป่าตัวเดียว เสือบ้านอยู่นั้นตั้ง ๒๐ ตัวไม่เห็นมีอะไร พอเสือป่ามาตัวเดียวเสียงอึกทึก ไม่ว่าเสียงวัวเสียงควายร้องลั่นกันไปหมดเลย เอ้อ แปลกอยู่นะ

เสือเหล่านี้เวลาพระท่านไปกรรมฐาน มันคงจะเป็นเสือเทวดาบันดลบันดาลหรือเสืออะไรก็ไม่ทราบนะ มานั่งดูคน ไม่ใช่หมอบนะ ถ้าหมอบมันก็เหมือนแมว ถ้าหมอบมีท่าตะครุบท่ากัด ถ้านั่งธรรมดาไม่เป็นไร นี้พระเดินจงกรมเขาก็มานั่งดู เสือโคร่งใหญ่ด้วยนะ ก็ไม่เห็นเขามีอะไรกับพระ เป็นอย่างนั้นพระกรรมฐาน สมัยครูบาอาจารย์ที่เสือมากๆ อย่างพ่อแม่ครูจารย์มั่นอย่างนี้เป็นต้น ไปที่ไหนมีแต่สัตว์แต่เสือเต็มไปหมดแต่ไม่ทำอะไรกัน มานั่งดูท่านเดินจงกรม เขาไม่ทำไม นั่นเป็นอย่างนั้น แต่ทุกวันนี้ไม่มีแหละเสือ คงตายหมด ป่าก็เป็นป่าคนไปแล้ว แต่ก่อนเป็นป่าไม้ป่าสัตว์ป่าเสือป่าเนื้อทุกอย่างเต็มไปหมด เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีแล้ว พระกรรมฐานสมัยก่อนไม่เหมือนสมัยนี้ สมัยก่อนไปอยู่กับสัตว์กับเสือ เพราะสัตว์เสือเนื้อมีเยอะ ป่าไหนเต็มไปด้วยสัตว์เหล่านี้ เดี๋ยวนี้ไม่มี ตายหมดถูกทำลาย

เมื่อวานนี้ก็ตั้งใจไปเยี่ยมท่านอุทัยเฉยๆ เอาของไปส่งท่านแล้วก็พูดธรรมะบ้าง ไม่อยู่นาน เพราะไปสายด้วย ไปถึงนั้นตั้งบ่าย ๒ โมงกว่า นั่งอยู่ประมาณสักชั่วโมงอย่างมากก็ออกเลยเมื่อวานนี้ มาถึงนี่ดูเหมือน ๒ ทุ่ม ๔๐ ละมัง ไกลอยู่ ไม่หยุดไหนเลย วิ่ง ๑๑๕ ตลอดทางเลย เพราะเผื่อรถหลายคัน ความสามารถของคนขับตลอดถึงกำลังวังชาของรถไม่เหมือนกัน ให้วิ่งเพียง ๑๑๕ เสมอกันหมด มาถึงนี่ก็ดูเหมือน ๒ ทุ่ม ๔๐ นาทีหรือไง

         เราไปที่นั่นที่นี่ก็ไปดูพระดูเณรเรา ถ้าไปขวางหูขวางตาแล้วเอานะ ขวางหูขวางตาแล้วจี้เข้าๆ ดีไม่ดีไม่ไปเหยียบเลย เป็นอย่างนั้นไม่เหมือนใคร ไปทีแรกก็เอาละขวางหูขวางตาตรงไหนแล้วเอาตรงนั้น ถ้าไปเที่ยวหลังยังมีลักษณะอย่างนั้นอย่างนี้ถอยกรูด แน่ะ ไม่เล่นด้วย ก็ไปสอนให้เข้าใจนี่ แต่ก็ดีทุกแห่ง ไปที่ไหนก็เรียบร้อยอยู่ ไม่เห็นมีอะไรแสลงหูแสลงตา อย่างวัดท่านอุทัยเมื่อวานก็เรียบร้อยอยู่ ไปวัดนั้นวัดนี้วัดป่า ในภูในเขา นานๆ ไปทีหนึ่ง ไปก็ให้โอวาทสั่งสอนนั่นแหละ ไม่ใช่อะไร ท่านก็ตั้งใจปฏิบัติดีอยู่

นี่ละพระที่ทรงมรรคทรงผล ส่วนมากจะอยู่ตามป่าตามเขา ที่ทรงกระดูกหมูกระดูกวัวมักจะอยู่ตามตลาดเข้าใจไหม เราไม่ได้พูดดูถูกเหยียดหยามใคร เอาธรรมออกพูด องค์นั้นสำเร็จอยู่ในเขาลูกนั้น ในป่านั้น องค์นั้นสำเร็จอยู่ในป่านั้น เขาลูกนั้น มีแต่ป่านั้น เขาลูกนั้น ถ้ำนั้น เงื้อมผานั้น ท่านสำเร็จแต่ก่อน ไอ้เรามันไปสำเร็จแต่กระดูกหมูกระดูกวัวละซิเต็มตลาด เพราะฉะนั้นในวัดนี้จึงขอบิณฑบาตตั้งแต่มาถึงทีแรกเลย เพราะเราทราบว่าเรื่องเหล่านี้จะเป็นข้าศึกต่อการภาวนาของพระจะไม่สะดวก เพราะพระป่าเราไม่ค่อยยุ่งกับประชาชน ไปที่ไหนบิณฑบาตได้มาเท่าไรฉันเสร็จแล้วไปเลยๆ หายเงียบๆ ไม่ให้เสียเวล่ำเวลากับอะไร

ให้เสียเวล่ำเวลาก็เฉพาะเวลาออกบิณฑบาต แต่ท่านผู้มีสติท่านก็เป็นความเพียรตลอดไป ทั้งไปทั้งกลับเป็นความเพียรตลอดทาง ถ้าผู้ไม่มีสติก็เสียเวลาในนั้นบ้าง มิหนำซ้ำเขานิมนต์ไปฉันที่บ้านนั้นบ้านนี้ วัดนี้เราจึงขอบิณฑบาตผ่านเลย ขอไม่รับ บอกอย่างนั้นเลย แต่เราไม่ได้พูดแบบเดียว คือธรรมดานี้ขออย่าให้ใครมานิมนต์พระวัดนี้ไปฉันในบ้านในเมือง ให้ท่านอยู่สบายของท่าน ท่านมาหาอรรถหาธรรม สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งกวนใจ กวนอรรถกวนธรรม ไม่ดีเราว่าอย่างนั้น ให้ท่านได้ภาวนาตามความสะดวกสบาย หากว่ามีความจำเป็นจริงๆ เราจะจัดให้เอง เราก็บอกอย่างนั้น จะเอาสักกี่องค์เท่าไรเราจัดให้เลยถ้าจำเป็น ถ้าไม่จำเป็นก็ขอให้ท่านอยู่สะดวกสบายท่าน

บิณฑบาตกลับมาฉันเสร็จแล้วหายเงียบๆ มุ่งต่ออรรถต่อธรรม นั่นเป็นผู้ทรงมรรคทรงผล ตอนเช้าไปเหลืองอร่ามอยู่ในตลาดกลับมายังไม่แล้ว นับนั้นหนึ่งบาทสองบาทสามบาท สุดท้ายไปหาแต่เงิน เลยกลายเป็นโลก โลกามิสไปหมด อรรถธรรมไม่มีในใจ เจ๊ง ผู้ตั้งใจหาอรรถหาธรรมจะหาแต่ธรรม ไม่ยุ่งกับอะไรทั้งนั้น มันต่างกัน หาอะไรมันก็เจอ เพราะของในโลกนี้มีอยู่ทั่วไป หาธรรมได้ธรรม หาโลกได้โลก

เวลานี้พระกรรมฐานไปที่ไหนก็รู้สึกว่าจะไม่ค่อยสะดวกเหมือนแต่ก่อน คือป่าเขาลำเนาไพรเป็นไร่เป็นสวนไปหมด แต่ก่อนป่าเป็นป่าจริงๆ อยู่ที่ไหนสงัดไปหมด แวะเข้าปั๊บนี้เป็นที่สงัดแล้ว แวะทางนี้เป็นที่บำเพ็ญเพียรแล้ว เดี๋ยวนี้ไม่ได้นะ เป็นไร่เป็นสวนไปหมด เลยไม่สะดวก ต้องไปตามทำเลต่างๆ ซึ่งไม่สะดวกเลยเหมือนกัน ผิดกันกับแต่ก่อน ยิ่งครูบาอาจารย์ท่านเล่าให้ฟังนี่ โอ๊ ลืมได้เมื่อไร ไม่ลืม ฝังลึกมาก ไปอยู่ในป่าในเขาบิณฑบาตได้มาอะไรเท่าไรฉันไปเลยแล้ว เพราะจิตของท่านอยู่กับธรรม ท่านไม่ได้อยู่กับโลกามิสอาหารการกิน ท่านไม่อยู่ จิตท่านอยู่กับธรรม ไปสถานที่ใดสงัดวิเวกแล้วท่านจะอยู่ที่นั่น

แต่น้ำเป็นสำคัญมาก ถ้าทำเลใดมีน้ำท่านชอบอยู่ ถ้าน้ำไม่ดีแล้วไม่เหมาะ อยู่บนเขาก็ลงมาเอาน้ำ ไกล บางแห่งมี เราเคยมาแล้วนี่ สะพายกระบอกน้ำตั้งแต่ภูเขาลงมา ลงมาเอาน้ำในคลองลึกๆ แล้วสะพายกระบอกน้ำ กับหิ้วกาน้ำกาหนึ่งไป วันหนึ่งพอแล้ว เหนื่อย หอบ ลงมาก็เหงื่อแตกลงมา มาก็อาบน้ำ พอขึ้นไปก็อาบเหงื่อขึ้นไป มันเป็นอย่างนั้นนะ แต่ครั้นขึ้นไปถึงแล้วมันสะดวกสบาย ทั้งวันทั้งคืนไม่มีอะไรมากวน นี่ท่านเอาตรงนั้น จะลำบากบ้างตอนขึ้นไป ลงไม่เป็นไร ท่านเสียสละ แต่เวลาไปอยู่ที่นั่นแล้วสะดวกสบายภาวนา

มีแต่พวกสัตว์พวกเนื้อ นกยูงเต็มไปหมด กลางคืนร้องลั่นบนที่เราอยู่ กลางวันไม่เห็นนกยูง อย่างมากเราบิณฑบาตเห็นเขาวิ่งตัดหน้าไป เขาไม่บินแหละ เขาวิ่งเอานกยูง เราลงมาจากเขาจะไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน ออกไปนี้มีแต่เขาเห็นเราก่อน เขาวิ่งตัดหน้าไปแล้ว อ๋อ นี่นกยูง เขาไม่บินแหละเขาวิ่ง ทีละตัวสองตัววิ่งตัดหน้าไป เขาหากินตอนเช้า เป็นเวลาเราออกบิณฑบาตพอดี ตอนกลางวี่กลางวันไม่เห็นเขาละ นกยูงไม่เห็น แต่กลางคืนเสียงลั่นอยู่ข้างบน เขาขันยามเหมือนไก่นะ เขาลูกนี้เขาลูกนั้น พอตัวนั้นแงวโวกๆ ทางนี้ขึ้นทางนี้ก็ขึ้นๆ แถวนั้นมีแต่นกยูงอยู่ในเขาลูกไหน เขาขันยามเหมือนไก่ป่า อยู่นั้นกับเขาสะดวกสบาย

ยิ่งอยู่บนเขาสูงๆ อากาศดีๆ ด้วยแล้ว เหมือนกับว่าอากาศนี้เข้ามาหาเราเหมือนว่าคลานเข้ามา มันละเอียด อากาศละเอียด หัวใจทำงานตุบตับๆๆ คือมันสงัดขนาดนั้นละ เวลาเงียบๆ เรายังไม่เริ่มเข้าทำงานภาวนานี้ หัวใจทำงานตุบตับๆ ได้ยินชัดมาก พอเราเริ่มทำงานอันนี้ก็หายไป สุดท้ายก็หายหมดทั้งตัวเลย นั้นละขั้นของจิตละเอียดหยาบต่างกัน..ขั้นภาวนา นี้อัฐิของครูบาอาจารย์ที่ท่านเสียไปแล้วนั้นกลายเป็นพระธาตุมีน้อยเมื่อไร มีมากนะ นั่นละอยู่ในป่านะ อัฐิของท่านเหล่านี้ส่วนมากอยู่ในป่า ท่านเสียไปแล้วนี้อัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุๆๆ มีอยู่ทั่วๆ ไป เอาเท่านั้นละ จะให้พร

ดีแล้ว วันเสาร์-วันอาทิตย์-วันพระวันอะไรซึ่งว่างก็ไปวัดไปวา ฟังธรรมจำศีล ทำบุญให้ทานเป็นความชุ่มเย็นแก่จิตใจ ธาตุขันธ์เรานี้มันพออยู่พอกินพอเป็นพอไปทุกอย่าง แต่จิตใจแห้งผากจากศีลจากธรรมไม่ดี จิตใจให้ชุ่มเย็นไปด้วยศีลด้วยธรรม การทำบุญให้ทานเป็นความชุ่มเย็นแก่จิตใจ จิตใจนี้จะเป็นผู้บุกเบิกทางนักท่องเที่ยวไปตลอดให้ได้อะไรติดตัวไป ถ้าได้บาปก็จม ถ้าได้บุญก็ขึ้นไปเรื่อยนะ เพราะฉะนั้นจึงพากันสั่งสมบุญให้ได้วันหนึ่งๆ นี่เราก็ได้หาบุญ หามาตั้งแต่วันบวช บวชก็บวชวันที่ ๑๒ พฤษภา ๒๔๗๗ จนกระทั่งป่านนี้ดูเหมือนได้ ๙๓-๙๔ ปีแล้วบวช หาแต่บุญแต่กุศลตลอดมาจนกระทั่งป่านนี้ ไม่หาบาป หาแต่บุญอย่างเดียว จนกระทั่งป่านนี้

แล้วสุดท้ายผลนั้นเป็นที่พอใจ หายสงสัยทุกอย่าง โลกอันนี้โลกไหนๆ หายหมด มาหายอยู่ที่ใจ หมดอยู่ที่ใจ กองทุกข์ทั้งหลายโลกธาตุมารวมอยู่ที่ใจ ความสุขทั้งหลายก็มารวมอยู่ที่ใจ พอสร้างความดีเข้ามากๆ ทุกข์หายหมด เหลือแต่ใจเป็นความสง่างามตลอด นี้ละการสร้างความดี ให้พากันสร้างนะ ที่สุดของจิตจริงๆ ของภพของชาติจริงๆ จะไปรวมอยู่ที่จิต บุญบาปจะรวมอยู่ที่นั่น ใครชอบสร้างบาปเวลาจะตายใกล้เข้ามาเท่าไรยิ่งร้อนมากๆ ผู้สร้างบุญสร้างกุศลจวนตัวเข้าไปเท่าไรๆ ยิ่งชุ่มยิ่งเย็น ต่างกันนะ ให้พากันสร้างบุญสร้างกุศล นี้ติดตัว บาปกับบุญติดใจนะ นอกนั้นไม่ติด มีอะไรๆ พังหมด เขาไม่พังเราพัง แต่ส่วนบุญกับบาปนี้มันติดใจ ให้ระวังบาปก็แล้วกัน

(ทองคำวันนี้ได้ ๙ บาท ๙๗ สตางค์ครับผม) เออ ได้เยอะ ทองคำนับว่าได้มาก

 

รับชมและรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน  FM 103.25 MHz

และเครือข่ายทั่วประเทศ

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก