ธรรมเป็นจิตแล้วเป็นธรรมธาตุในใจ
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๑

ธรรมเป็นจิตแล้วเป็นธรรมธาตุในใจ

         หนาวอย่างนี้ก็ไม่ค่อยหนาวเท่าไร หนาวฝึกหัดภาวนาฆ่ากิเลสหนาวเหน็บมากทีเดียว ก็ไม่มีผ้าห่มนี่ ดัดซิ เวลามันหนาวมากๆ ก็ผ้าห่มไม่มีนี่ หนาวมากเข้าภาวนา พอภาวนานี้จิตมันเข้าข้างใน พอจิตเข้าข้างในแล้วหายหนาว แล้วหายเงียบ บางวาระนี้หายหมดทั้งตัวเลย เหลือแต่ความรู้จ้า นั่น อำนาจของจิต ทีนี้เวลาจิตถอนออกมาความหนาวเริ่มเข้าไปๆ เวลาจิตเข้าข้างในหมดแล้วมันไม่หนาวละ ดีไม่ดีบางครั้งร่างกายจนหายเงียบไปด้วยกัน เหลือแต่ความรู้ประหนึ่งว่าเป็นอากาศธาตุแห่งความรู้ไปหมดเลย เวลาจิตเข้าข้างในมันจึงไม่หนาว พอหนาวนี้ภาวนาจิตเข้าข้างใน พอเข้าข้างในแล้วความหนาวหายเงียบ บางทีความรู้สึกไม่มีจนกระทั่งในตัวนี้หายไปหมดเลย ความรู้สึกทั้งหมดกลายไปเป็นธรรมแล้ว จิตตภาวนา เป็นธรรมแล้ว

จิตนี้เป็นของอัศจรรย์มากนะ ไม่มีอะไรเกินจิต ที่ว่าเป็นธรรมก็คือจิต จนกระทั่งว่าเป็นธรรมธาตุก็คือจิตกับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้วเป็นธรรมธาตุเลย อย่างจิตพระอรหันต์ จิตพระอรหันต์เป็นจิตธรรมธาตุ ครองร่างอยู่นี้แต่จิตนั้นเป็นธรรมธาตุ ไม่ได้เป็นจิตธรรมดาเหมือนคนทั่วๆ ไป มันกลายเป็นธรรมธาตุไปเลย เช่นอย่างจิตพระอรหันต์ จิตพระอรหันต์เป็นจิตธรรมธาตุ

ที่พูดเหล่านี้เป็นสิ่งที่จอมปราชญ์ทั้งหลายท่านเป็นมาแล้วในหัวใจของท่าน แล้วท่านมาสอนพวกเราให้เป็นโดยลำดับ ถ้าควรจะเป็นอย่างนั้นได้ก็ให้เป็นอย่างนั้น เพราะจิตนี้ถ้าลงได้เข้าสู่ความละเอียดจิตกลายเป็นธรรม ธรรมเป็นจิตแล้วมันจะเป็นธรรมธาตุภายในใจ ถ้าไม่เคยภาวนาไม่รู้ นักภาวนาท่านรู้ พระพุทธเจ้า-พระสาวกอรหันต์มีแต่ท่านผู้ทรงธรรมธาตุอยู่ภายในพระทัยและจิตของท่านทั้งนั้น คือเป็นธรรมธาตุ

จิตนี้เวลาเข้าเต็มสัดเต็มส่วนแล้วนั้นท่านเรียกเป็นธรรมแล้วนะ จิตกับธรรมเป็นอันเดียวกัน จิตเป็นธรรม ธรรมเป็นจิต เลยกลายเป็นธรรมธาตุภายในจิตนั้นไป การฝึกฝนอบรมจิตให้ดีเป็นอย่างนั้น ที่มาเล่าเหล่านี้นี่ละจอมปราชญ์ทั้งหลายท่านเป็นมาแล้วทั้งนั้น แล้วท่านสอนพวกเรา อย่างน้อยขอให้มีร่องรอยแห่งความสงบเย็นใจติดตัวบ้างจากการภาวนา

อันนี้ภาวนาก็ไม่ทำเลย อะไรๆ ก็ไม่ทำเลย กอดแต่เสื่อแต่หมอน แต่ความเพลิดเพลินรื่นเริง ไม่รู้จักจบจักสิ้นก็คือโลกเป็นบ้ากับกิเลสไม่มีวันสิ้นสุด ธรรมดามืดแจ้งมันก็มีอยู่อย่างนี้แหละตั้งกัปตั้งกัลป์ แต่จิตมันจะหมายวันนั้นเดือนนี้ปีนั้นปีนี้ ปีใหม่ปีเก่า ปีอะไรก็มืดแจ้งเท่านั้น มันหากเป็นบ้ากันเฉยๆ ตื่นอะไรมืดกับแจ้ง มันเป็นมาตั้งกัปตั้งกัลป์ ดูกิเลสที่มันทิ่มแทงหัวใจ ทำจิตใจให้รื่นเริงบันเทิง ให้เพลิดให้เพลิน ต่อจากนั้นก็มาโศกเศร้าเหงาหงอย เป็นกองทุกข์ ไฟทั้งกองมาอยู่ที่หัวอกของใจนั้นแหละ

หัวอกใจนี้ กองทุกข์มารวมอยู่นี้หมด นั่นดูตรงนั้นซิ ดูอะไรมืดกับแจ้ง มันมีมาตั้งกัปตั้งกัลป์ ดูหัวใจที่กิเลสเผามันอยู่นี้ ยิ่งได้ภาวนาด้วยแล้วจะเห็นชัดในหัวใจ สว่างไสว สว่างเต็มที่แล้วมันว่างไปหมดเลย การภาวนาเบื้องต้นเราก็อาศัยคำใดคำหนึ่งเป็นคำบริกรรม เช่นพุทโธ หรือธัมโม หรือสังโฆ หรือคำใดก็ตามที่ถูกจริตนิสัย เอามาภาวนาให้จิตเกาะ คือจิตมันไม่มีที่เกาะ มันไขว่คว้า ไม่ว่าจิตเขาจิตเราไขว่คว้า ถือเอานั้นเป็นอารมณ์ เอานี้เป็นอารมณ์ เป็นเครื่องเกาะของจิต

ใครมีอะไรก็อาศัยอันนั้นละเป็นเครื่องเกาะๆ มีเงินมีทองมีข้าวมีของจิตก็ไปเกาะอยู่ตรงนั้นๆ แม้ที่สุดความรู้วิชาที่เรียนมา พอเรียนมาจำไปมันหายไปๆ มันก็ไปเกาะเป็นความสำคัญว่าตนรู้ มันเกาะ จิตเกาะ ทีนี้เวลาภาวนานี้มันเห็นชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นภาวนาไปถ้าเป็นความตั้งใจ การภาวนาต้องถือสติเป็นสำคัญ คนมีสติเป็นคนมีราคา คนไม่มีสติเป็นคนหมดราค่ำราคา แม้จะเดินจงกรมอยู่ก็มีแต่ขาก้าวเดินหย็อกๆๆ จิตไม่ทราบไปไหน สติไม่มี ถ้าสติจับอยู่นั้นมันจะรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ขึ้นอยู่กับสติเท่านั้นละ

สตินี้เวลากลมกลืนเป็นอันเดียวกันเป็นธรรมทั้งแท่งแล้ว สติมันก็เป็นอัตโนมัติ เป็นธรรมชาติอย่างนั้นกับความบริสุทธิ์มันอยู่ด้วยกัน สติกับจิต ท่านไม่ได้เผลอนะ ไม่ได้ตั้งใจหากเป็นธรรมชาติอย่างนั้น อย่างจิตพระอรหันต์นี้ท่านเผลอเมื่อไร จะมีลักษณะอย่างไรก็ตามความเคลื่อนไหวของกาย แต่จิตไม่เคลื่อนไหวจากความรู้สึกตัวตลอดเวลา เพราะฉะนั้นจิตของท่านกับจิตของเราการก้าวเดินหรือเคลื่อนไหวไปมาของท่านผู้มีสติกับคนไม่มีสติจึงต่างกันมากทีเดียว

นี่ก็ได้สอนพอแล้ว เราก็ฟัดมาเสียเต็มเหวี่ยง สุดเหวี่ยงเลย จิตเวลามันหมดทุกสิ่งทุกอย่างจากใจแล้ว.คือกาฝากมันติดหัวใจทำใจให้มัวหมองมืดตื้อ ให้เศร้าโศกเสียใจ มีแต่พวกกาฝากมันกัดจิตกัดใจของเรา ใจไม่ตายแต่ได้รับความทรมานจากอารมณ์ของตัวเองนั้นแหละ มันเกิดขึ้นจากจิต เหมือนสนิมเกิดขึ้นจากเหล็ก กัดเหล็ก

ทีนี้เวลาภาวนาให้ถึงที่ถึงเขตถึงแดน เช่นพระอรหันต์ท่านอย่างนี้ท่านไม่ได้คำนึงคำนวณกับอะไรเลย เป็นหลักธรรมชาติอย่างนั้นตลอด ท่านจึงเรียกว่านิพพานเที่ยง ผู้ถึงขั้นอรหันต์แล้วคือถึงนิพพาน นิพพานเที่ยงก็คือจิตดวงนั้นเที่ยงนั่นเอง ไม่ไหวไม่โยกไม่คลอนเอนนู้นเอนนี้ เป็นหลักธรรมชาติตายตัวอยู่อย่างนั้นตลอดไป ท่านจึงเรียกว่านิพพานเที่ยง คือจิตที่เข้าถึงความบริสุทธิ์สุดส่วนแล้วนั้นแลนิพพาน

สอุปาทิเสสนิพพานผู้ได้นิพพานทั้งๆ ที่ยังครองร่างอยู่ยังไม่ตายคือพระอรหันต์ พอนิพพานธาตุขันธ์ปล่อยแล้วเป็นอนุปาทิเสสนิพพาน คือนิพพานล้วนๆ ไปเลย สอุปาทิเสสนิพพาน คือได้นิพพานแล้วแต่ยังครองธาตุครองขันธ์ รับผิดชอบธาตุขันธ์อยู่ พาอยู่พากิน พาหลับพานอน พาขับพาถ่ายก็เป็นทุกข์เพราะขันธ์กวน มีแต่ขันธ์นั่นละกวน กิเลสหมดไปแล้วไม่มีอะไรกวน บริสุทธิ์แล้วเป็นอย่างนั้นจิต ทำให้บริสุทธิ์ซิ ไม่ถามที่เกิดที่ไปที่มา.เมื่อจิตพอตัวแล้วไม่ถาม

 

รับชมและรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน  FM 103.25 MHz

และเครือข่ายทั่วประเทศ

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก