กิเลสขาดสะบั้นลงจากหัวใจบนหลังเขาลูกนี้
วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 13:00 น.
สถานที่ : วัดดอยธรรมเจดีย์
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมพระสงฆ์และฆราวาส

ณ วัดดอยธรรมเจดีย์ จ.สกลนคร

เมื่อบ่ายวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๑

กิเลสขาดสะบั้นลงจากหัวใจบนหลังเขาลูกนี้

          แต่ก่อนเรามาเราขึ้นไปบนหลังเขาเลย อากาศดี อยู่บนหลังเขา เพราะสถานที่นี่เป็นสถานที่เราไปมาตลอดวัดดอยธรรมเจดีย์ ขึ้นเขานู้นลงมาก็มาพักที่นี่ จะขึ้นเขานู้นก็มาที่นี่ขึ้นลงๆ เที่ยวในภูเขา ลงมาก็มาที่นี่ นี่พระเณรมีจำนวนมากเท่าไร (๒๗ ครับผม) แต่ก่อนที่เรามาอยู่สิ่งก่อสร้างเหล่านี้ไม่มี

(หลวงตาท่านให้ขยับไมโครโฟน ท่านอาจารย์แบนกราบเรียนว่าเสียงดังมาก) ดังมากมันก็เข้ากันได้กับนิทานเณรน้อยกับหลวงตา หลวงตาเลี้ยงเณรน้อยไว้องค์หนึ่ง ทีนี้เวลาหลวงตาเหมือนกันมาเยี่ยมกัน เณรน้อยมันขี้ดื้อ พอมามันก็ปุ๊บปั๊บไปหาหลวงตาองค์นั้น แล้วมาอย่างไรไปอย่างไรมันก็ไปถาม บอกว่าหลวงตาองค์อยู่ในวัดนี้ท่านหูหนวกนะ เวลาพูดกับท่านต้องพูดเสียงดังๆ ไม่อย่างนั้นไม่ได้ หลวงตาองค์อยู่วัดนี้หูหนวก บอกอย่างนั้น ขึ้นไปบอกหลวงตานี้ก็บอกว่าหลวงตาองค์นี้หูหนวก พูดเสียงธรรมดาไม่ได้ยินนะ ต้องพูดเสียงดังท่านถึงได้ยิน พอขึ้นไปต่างคนก็ต่างเตรียมพร้อม มีตั้งแต่นิวเคลียร์นิวตรอนขึ้นไปหากัน ไปก็สบายดีเหรอขึ้นเลย ทางโน้นก็ว่าสบายดีเหรอ เสียงลั่นนึกว่าพระทะเลาะกัน คนแตกบ้านออกไปดู ที่ไหนได้เป็นพระหลวงตาสวัสดีกัน เป็นอย่างนั้นละเณรน้อยนี่มันมักดื้ออยู่นะ

วัดนี้ก็เป็นวัดที่ระลึกของเรา แต่ก่อนเราขึ้นไปอยู่บนเขา ข้างล่างสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ไม่มี มาก็ขึ้นบนเขา ข้างบนอากาศดี เรียกว่าดีมาก ขึ้นอยู่บนหลังเขาแล้วอากาศรู้สึกว่าแผ่วเบาอยู่บนหลังเขา ไปภาวนาอยู่ที่นั่น อันนี้มาปลูกสร้างทีหลัง วัดนี้ก็ลืมไม่ได้อีกเหมือนกัน นี่ละฟาดกิเลสพังทลายลงบนเขาลูกนี้แหละ เราไม่ได้ลืมนะ วันที่ ๑๕ พฤษภา ๒๔๙๓ เวลา ๕ ทุ่มพอดี อยู่บนหลังเขา ฟัดกิเลสขาดสะบั้นลงไปอยู่บนหลังเขาลูกนี้ เราไม่ลืมนะ จึงเป็นวัดที่สำคัญมากในชีวิตของเรา มาภาวนาอยู่เรื่อยๆ เพราะเห็นว่าอากาศมันดีมาบ่อย ตอนนั้นท่านอาจารย์กงมาท่านอยู่ที่นี่ มาภาวนาอยู่ที่นี่

นี่ละกิเลส พูดให้มันชัดเจนว่าเป็นวัดที่ลืมไม่ได้จนกระทั่งวันตาย กิเลสขาดสะบั้นลงบนหลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ ไม่ลืม วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ กิเลสพังลงจากใจเป็นเวลา ๕ ทุ่มพอดี เหมือนฟ้าดินถล่มนะ เพราะฉะนั้นวัดนี้เราจึงลืมไม่ได้ ตั้งแต่นั้นมาจิตก็สว่างจ้า บอกให้ตรงไปตรงมาเลย คือหลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์นี้เอง เป็นที่สงบสงัด บิณฑบาตก็ไปบ้านนาสีนวล เดินบิณฑบาตลงไปนี้ดูเหมือนชั่วโมงกับ ๒๕ นาทีหรือไงผมลืมๆ คือเดินลงไปนี่ทั้งไปทั้งกลับดูเหมือนชั่วโมง ๒๕ นาที ถ้าจำไม่ลืม ไกลอยู่นะจากนี้ไปวัดนาสีนวล ดูเหมือน ๓ กิโล เดินตัดเขาลงไป

นี่ละที่ว่าวัดนี่เป็นที่ระลึกไม่ลืมก็คือวัดดอยธรรมเจดีย์ บนหลังเขาวัดดอย กระต๊อบเล็กๆ เรามาทีไรเราต้องขึ้นไปที่นั่น เดี๋ยวนี้กระต๊อบนั้นดูเหมือนจะรื้อไปแล้วมั้ง เล็กๆ อยู่ที่หน้าพระยืน  พระอยู่ข้างบน กระต๊อบเล็กๆ หันหน้ามาทางพระ เรามาอยู่ที่นั่น นั่นก็เวลา ๕ ทุ่มพอดี กิเลสขาดสะบั้นลงไปเป็นเวลา ๕ ทุ่ม วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ เพราะฉะนั้นจึงเป็นวัดที่ลืมไม่ได้เลย การบำเพ็ญนี้สะดวกมาก ทั้งคืนทั้งวันสงัดเงียบเลย ตั้งหน้าตั้งตาภาวนาจริงๆ มาอยู่ที่นี่

นี่ก็ขอให้ภาวนากันนะพระเรา อย่าอยู่เฉยๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไร นั่งที่ไหนยืนเดินนั่งนอนให้มีสติติดแนบอยู่กับตัว ถ้าสติมีแล้วกิเลสจะไม่เกิด กิเลสจะเกิดทางสังขาร สังขารนี้จะเกิดมาจาก อวิชฺชาปจฺจยา แล้วก็ สงฺขารา อวิชชาหนุนให้เกิดเป็นสังขาร กิเลสสังขารสมุทัยขึ้นมา เมื่อมีสติแล้วสังขารก็ไม่เกิด จิตก็สงบร่มเย็นได้ นั่นละการภาวนา ให้พินิจพิจารณา วัดนี้ก็เป็นวัดสำคัญของเราวัดหนึ่ง เป็นวัดที่เราลืมไม่ได้เหมือนกันวัดนี้ ตั้งแต่นั้นมาก็ไปมาเรื่อย ท่านอาจารย์กงมาท่านอยู่ที่นี่

นั่นละที่ทรงมรรคทรงผลทรงอยู่กับสติเป็นความเพียร ถ้ามีสติแล้วกิเลสไม่เกิด กิเลสจะเกิดทางสังขาร พอเราเผลอนี้สังขารจะเกิด เพราะเกิดจากอวิชชา อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ ไปเรื่อยติดต่อสืบเนื่องกันไม่มีสิ้นสุด ถ้าสติไม่มีเกิดตลอด กิเลสเกิดตลอด ธรรมไม่มีทางเกิดได้เลย เวลาสติมีอยู่แล้วกิเลสก็ไม่เกิด ใจก็มีความสงบร่มเย็น จากนั้นก็สว่างไสวได้ นั่นละนักภาวนาให้เป็นอย่างนั้น

เพียงแต่มานั่งภาวนาเฉยๆ สักแต่ว่านั่งไม่พินิจพิจารณาการดำเนินของตัวเองไม่เกิดประโยชน์ การภาวนาสติเป็นสำคัญมากทีเดียว ถ้าขาดสติไปเมื่อไรนั้นละคือขาดภาวนา จะนั่งก็เป็นหัวตอ จะนอนก็เป็นขอนซุง จะเดินก็เป็นตุ๊กตาเคลื่อนไหวไปมาเท่านั้น ไม่เกิดประโยชน์ถ้าไม่มีสติครอบอยู่ที่หัวใจ ถ้าใจมีสติอยู่ที่ไหนเป็นความเพียร กิเลสเกิดไม่ได้ ให้พากันตั้งอกตั้งใจพิจารณาอย่างนั้น นี่ได้ดำเนินมาหมดแล้วจึงได้มาเล่าให้หมู่เพื่อนฟัง ไม่ใช่มาเล่าสุ่มสี่สุ่มห้า

สติเป็นสำคัญมากในการประกอบความพากเพียร หรือหน้าที่การงานทุกอย่าง ถ้าขาดสติการงานผลก็ไม่สมบูรณ์ ถ้าสติดีแล้วการงานก็เป็นไปเพื่อความเรียบร้อย ยิ่งการภาวนานี่เหมือนกัน การภาวนายิ่งใช้สติมากมาย จากนั้นก็มีปัญญาพิจารณาสอดส่อง ถ้าไม่มีปัญญาก็เอาอีกแหละ แต่อย่างไรก็ตามขอให้มีสติ สติรวบรวมทุกสิ่งทุกอย่าง ปัญญาความแยบคายทั้งหลายจะค่อยเกิดขึ้นจากสติเป็นพื้นฐาน ถ้าไม่มีสติไม่ดี

นี่เราก็แก่แล้วนะ ผมอายุกำลังจะ ๙๕ เต็มแล้ว ๙๔ ปีกับ ๕-๖ เดือนแล้วมัง อยู่ไม่นานก็จะไปแล้วแหละ เพราะมันมาถึง ๙๔ ปี ๖ เดือน กำลังจะ ๙๕ ปีแล้ว บวชมานี้ก็ได้ ๗๓-๗๔ ปี ออกปฏิบัติตั้งแต่พรรษา ๗ พอเรียนจบเรียบร้อยตามความมุ่งหมายแล้วได้พรรษา ๗ ก็ออกปฏิบัติตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั่งป่านนี้เรื่อยมา มีแต่ฟัดกับกิเลสทั้งนั้นๆ เป็นเวลา ๙ ปีตั้งแต่ออกพรรษา ๗ ออกปฏิบัติ ขึ้นเวทีฟัดกับกิเลสจนกระทั่งพรรษา ๑๖ วันที่ ๑๕ พฤษภา ๒๔๙๓ เวลา ๕ ทุ่ม นั่นเป็นเวลาตัดสิน คือผลรายได้อันสมบูรณ์ของใจที่เกิดขึ้นจากการภาวนา ก็มาเกิดที่นี่ ไม่เกิดที่ไหน เกิดที่วัดดอยธรรมเจดีย์นี้

ตั้งแต่นั้นมาพูดให้ชัดเจนตามหลักความเป็นจริง จิตนี้ไม่มีกฎ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เข้าไปเกี่ยวข้องเลย คือจิตพ้นจากสมมุติโดยประการทั้งปวงแล้ว ก็พ้นจากกฎไตรลักษณ์ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา จะเรียกว่านิพพานเที่ยงก็คือจิตดวงพ้นแล้วจากสมมุติ สมมุตินี้มันเต็มไปด้วยสิ่งต่างๆ ซึ่งเรียกว่าสมมุติ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อยู่ในสมมุตินี้ทั้งหมด เมื่อพ้นอันนี้ไปแล้วก็ไม่มีกฎ  อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เข้าไปเกี่ยวข้องเลย ท่านว่านิพพานเที่ยง คือจิตถึงนิพพาน ครองร่างอยู่ ร่างกายนี้ไม่เที่ยงมันแปรของมันไป แต่จิตที่ครองนิพพานทั้งเป็นนั้นเที่ยงอยู่ภายในตัวเอง นั่นการปฏิบัติธรรมปฏิบัติอย่างนั้น

เรื่องมรรคผลนิพพานไม่ได้ขึ้นอยู่กับหญิงกับชาย นักบวชและฆราวาส แต่ขึ้นอยู่กับความสนใจใคร่ต่ออรรถต่อธรรม เฉพาะอย่างยิ่งจิตตภาวนาเป็นสำคัญ ถ้ามีจิตตภาวนาแล้วไม่ว่าหญิงว่าชายจิตใจจะสง่างาม มีความสงบร่มเย็นเป็นลำดับลำดา ถ้าไม่ได้ภาวนาจิตใจจะเศร้าหมองมืดตื้ออยู่อย่างนั้น ถ้าได้ภาวนาจิตใจจะสว่างไสว ให้พากันตั้งอกตั้งใจ พระเราปฏิบัตินะ ไม่มีการมีงานอะไร ทุกสิ่งทุกอย่างชีวิตจิตใจของพระนี้ประชาชนญาติโยมเขารับไว้หมด ความเป็นอยู่หลับนอนเครื่องใช้ไม้สอยของพระเหล่านี้ประชาชนเขารับไปหมด เรามีหน้าที่ที่จะชำระกิเลสภายในจิตใจด้วยจิตตภาวนาเท่านั้น จงพากันให้ตั้งอกตั้งใจให้จริงให้จัง

สติเป็นสำคัญนักภาวนา อย่าลืมคำว่าสติ ขอให้สติติดแนบกับตัว อยู่ที่ไหนกิเลสไม่เกิด ถ้าสติเผลอเมื่อไรกิเลสเกิด เกิดทางสังขารคือความคิดความปรุง แล้วก็เป็นสายยาวเหยียด ไม่มีสิ้นสุดยุติคือความเผลอของสติ กิเลสออกทำงานไม่มีต้นสายปลายเหตุแหละ คิดปรุงตลอด ถ้ามีสติครอบไว้แล้วกิเลสเหล่านี้ก็ไม่เกิด จิตใจมีทางสงบได้ เย็นได้สงบได้ นี่ก็ได้ดำเนินมาเป็นเวลา ๙ ปีเต็มตั้งแต่พรรษา ๗ ตกนรกทั้งเป็น ถึงพรรษา ๑๖ เป็นเวลา ๙ ปี นี่คือตกนรกทั้งเป็น ฟัดกับกิเลสอย่างเอาจริงเอาจัง ไม่มีท้อถอยอ่อนแอเลย เอาจนกิเลสขาดสะบั้นลงจากหัวใจบนหลังเขาลูกนี้เอง เราไม่ลืม

จากนั้นมาจิตก็หมดกฎ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องเลย ธาตุขันธ์มันจะเป็นอะไรก็ดูกันไปอย่างนั้นละ ที่จะให้มีความอาลัยคิดเป็นกังวลกับธาตุกับขันธ์ไม่มี หมดโดยสิ้นเชิง ดูกันไป รักษากันไป พออยู่อยู่ไป อยู่ไม่ไหวแล้วเหรอไป ตาย มันก็ลงไปเป็นธาตุสี่ดินน้ำลมไฟตามเดิม ส่วนจิตที่เป็นนิพพานเที่ยงทั้งมีชีวิตอยู่ในร่างกายนี้ก็กระเด็นออกไปเป็นธรรมธาตุ จิตนี้เมื่อบริสุทธิ์เต็มที่แล้วเป็นธรรมธาตุนะ เป็นจิตธรรมธาตุ ถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็เรียกว่าจิตบริสุทธิ์ หรือเรียกว่าพระอรหันต์ จะเรียกว่าธรรมธาตุก็ไม่ผิด แต่เวลาธาตุขันธ์สลายลงไปแล้วก็เรียกว่าธรรมธาตุเท่านั้นเอง เป็นอย่างนั้นละ วันนี้ไม่พูดอะไรมากมันเหนื่อย

วัดนี้เป็นที่ระลึกของเราไม่ลืมนะ ที่ว่ากิเลสขาดสะบั้นลงไป ลงไปหาบกิเลสขึ้นมา เวลาขึ้นมานี้หาบกิเลสขึ้นมา หาบกิเลสลงไป หลายหนต่อหลายหน หาบกิเลสขึ้นมาเทกิเลสไว้ที่วัดดอยธรรมเจดีย์นี้หมด ไปแต่ตัวของเราล่อนจ้อน กิเลสจึงกองอยู่วัดดอยธรรมเจดีย์ นี้มีแต่พระขี้เกียจ กิเลสทั้งนั้นเต็มตัว

วันนี้เป็นมงคล หลวงตาก็ตั้งหน้าตั้งตามาเยี่ยมท่านแบน นานๆ มาทีหนึ่ง ไม่ค่อยได้มาเรื่อยๆ มันไกลแล้วก็งานมากต่อมาก วันไหนจะไปไหนต้องตัดสินใจปุ๊บแล้วไปเลย ถ้าจะรอนั้นรอนี้ไม่ได้ไปละ งานมากขนาดนั้น แถวนี้ก็เที่ยวบนภูเขา ไปทางนู้น ข้างบนเที่ยวบนภูเขาดีนะ

 

รับชมและรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน  FM 103.25 MHz

จากเครือข่ายทั่วประเทศ

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก