หลักใหญ่อยู่ที่ใจ
วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๑

หลักใหญ่อยู่ที่ใจ

          นี่พอพูดถึงศรีมหาโพธินี้ เราระลึกได้ที่เขาถวายที่ที่อำเภอศรีมหาโพธิ เขาถวายที่มานั่น เราตกลงรับยังไม่ได้ ให้รอฟังเสียก่อน ก็พอดีพระที่อำเภอศรีมหาโพธิเคยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เป็นเณร เดี๋ยวนี้น่าจะเป็นอุปัชฌาย์ได้แล้ว ก็มันนานนี่ มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เป็นเณรตัวเล็กๆ มากับหลวงพ่อองค์หนึ่ง หลวงพ่อนั่นเป็นหลวงพ่ออะไรไม่รู้นะ มาด้วยกันนี้ แล้วเณรนี้จะไปกับหลวงพ่อ เราดูลักษณะท่าทีหลวงพ่อนี้ไม่เข้าที กลัวจะพาเณรไปเสีย เราเลยพูดตัดเอาไว้เชียว พอถามได้เหตุได้ผลชัดเจนแล้ว ว่าจะไปกับหลวงพ่ออย่างนั้นอย่างนี้ เราก็เลยตัดเอาเลย ไม่ให้ไป ว่างั้นเลย แล้วอยู่นั้นมาจนกระทั่งป่านนี้

ทางบ้านเขาชื่อท่านป้าง ชื่อท่านชื่อสมบูรณ์ เวลาทางบ้านเขามาเยี่ยม เราเลยทราบเบื้องหลังของท่าน ชื่อของท่านไม่ได้ชื่อสมบูรณ์ ชื่อท่านป้าง ชื่อตลก พอเราจับได้ปั๊บ เราก็ใส่ปุ๊บเลย ตั้งแต่นั้นมา ป้างๆ เรื่อยเลย นี่ละอยู่วัดพระศรีมหาโพธิ เรายังไม่ได้ถามดู ถ้าหากท่านเป็นที่แน่ใจ การปกครองวัดวานับตั้งแต่ตัวเองไปถึงพระถึงเณร ปกครองได้ด้วยความเป็นธรรมแล้ว เราก็จะรับคำทางนู้น  เราจะให้ทางนี้ไปอยู่ว่างั้น แต่นี้เรายังไม่ได้บอกทั้งสองเลย ทางนี้เราก็ยังไม่ได้พูด ทางนู้นก็ยังไม่ได้ตอบรับคำเขา นี่ก็วัดศรีมหาโพธิ ปราจีน ดูเหมือนจะไม่ห่างจากทางนะ เราผ่าน เขาก็ชี้ อยู่อำเภอศรีมหาโพธิ

ไปก็ดูเหมือนไปตลาดหนองชะอม อยู่ในย่านนั้นละ ตลาดหนองชะอม ที่จะเข้าปราจีน แล้วทางนี้ก็ออกมาทางนครนายก แล้วก็เข้าไปเขาใหญ่ ดูเหมือนจะเป็นสามสี่แยกทางตรงนั้น เขาว่าตลาดหนองชะอมตรงนั้น  เราเคยไปมาเสมอ ซื้อของไปมอบให้พวกด่านเขา ตลาดใหญ่อยู่นั้น ตลาดหนองชะอม  นั่นแหละเขาจะถวายที่แถวนั้น  เราก็ยังไม่แน่ใจกับท่านป้างนี่แหละ เลยยังไม่ได้พูดอะไรกับเขา มาอยู่นี้เป็นอุปัชฌาย์ได้แล้วมัง ตั้งแต่เป็นเณร มากับหลวงพ่อองค์หนึ่ง หลวงพ่อจะพาไปไหนไม่รู้  เรามองดูลักษณะหลวงพ่อเราไม่แน่ใจ เราเลยไม่ให้เณรนี้ไป ก็เลยอยู่นั้นเรื่อยมา จากเณรแล้วก็เป็นอุปัชฌาย์ละดูท่า หลายปีนี่นะ อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า ๑๕ ปีที่อยู่ที่นี่ นี่ก็อยู่ในเขตอำเภอศรีมหาโพธิ ท่านป้างนี่

หากเขาถวายที่ ถ้าเหมาะสมแล้ว ท่านจะรับไปอยู่ที่นั่นได้ เราก็จะให้อยู่ รับปากรับคำเขาเรียบร้อย เราจะให้ท่านอยู่ที่นั่น หลักใหญ่อยู่ที่ใจนะ เรื่องการอยู่ อยู่ที่ไหนอยู่ได้ อย่างที่เขาอยู่ทั่วๆ ไปตามวัดตามวา มันเป็นขั้นเป็นตอนนะ ท่านอยู่ตามวัดตามวา วัดบ้านวัดอะไรต่ออะไร นี่ก็เป็นอันหนึ่งเป็นสภาพหนึ่ง แล้วเข้าไปวัดป่า วัดป่าเป็นขั้นๆ อีกแหละ เป็นคนละสภาพๆ วัดป่าคือผู้มุ่งหวังต่อมรรคผลนิพพานจริงๆ แล้ว ต้องมีครูมีอาจารย์มีหลักมีเกณฑ์ ไม่ใช่ไปสุ่มสี่สุ่มห้า ขั้นนี้ขั้นสำคัญ ขั้นธรรมะเพื่อมรรคผลนิพพานโดยตรง เป็นธรรมะที่เผ็ดร้อนมาก สถานที่อยู่อะไรๆ นี้พร้อมกันหมดเลย แล้วมีครูมีอาจารย์คอยแนะ

อย่างเราโรงงานใหญ่ก็คือพ่อแม่ครูจารย์มั่น เราลืมเมื่อไรลืมคุณท่าน สดๆร้อนๆ ตลอดวันตายเราจะไม่มีวันลืม พ่อแม่ครูจารย์มั่นทุกอย่าง ใส่ปั๊วะลงตั้งไหนนี้หงายเลย หมัดเดียวไม่ต้องซ้ำ คือแม่นยำมากท่านสอน ที่เราติดสมาธิอยู่ คือจิตนี้เหมือนว่าเป็นหินไปเลย สมาธิเต็มภูมิอยู่ ๕ ปี  มันติดสมาธิ มันไม่อยากออก ถ้าได้เข้าปั๊บ นั่งที่ไหนเป็นเหมือนหัวตอ คือจิตมันไม่ยุ่งกับอะไร แน่วอันเดียวอยู่ตลอด มันติดสมาธิ

พ่อแม่ครูจารย์ท่านก็ถาม แต่เรายังไม่ทราบความหมายของท่านซิ เป็นยังไงท่านมหาจิตสงบดีอยู่เหรอ ก็บอกสงบดีอยู่ สงบดีอยู่ว่างั้นเรื่อยๆ บทเวลาท่านจะเอาปั๊วะเดียวหลบไม่ทันหงายหมาเลย  สงบดีอยู่เหรอ พอว่าสงบดีอยู่ ท่านจะนอนตายอยู่นั่นหรือ ขึ้นเลยนะ เอาเดี๋ยวนั้นเลย เปรี้ยงๆ เลย สมาธินี่มันพวกหมูขึ้นเขียง ท่านจะตายอยู่บนเขียง จะไม่ยอมลงหาหอมหากระเทียม เอาล่ะที่นี่ ใส่เปรี้ยงๆ เราก็ยังฟัดกับท่านอยู่นะนั่น จนกระทั่งลงใจ พอลงปั๊บก็ใส่ปั๊วะ ปัญญานี้เวลาได้ออก โอ๋ ก็มันพอแล้วนี่สมาธิคือจิตอิ่มอารมณ์

ถ้าจิตไม่อิ่มอารมณ์พิจารณาอะไรเป็นสัญญาอารมณ์ไปเรื่อยๆ ไม่มีหลักมีเกณฑ์  ถ้าจิตอิ่มอารมณ์ให้ทำงานอะไรมันก็ทำเต็มเม็ดเต็มหน่วย พอท่านว่าเท่านั้นก็ออกทางด้านปัญญา ไม่นอนทั้งวันทั้งคืน เอาอีกแหละที่นี่ มาเล่าให้ท่านฟัง ถึงเรื่องว่าให้ออกมันออกแล้วนะเวลานี้ มันไม่นอนทั้งวันทั้งคืน มันเป็นบ้า มันหลงสังขารเอาอีกแหละนี่ก็ดี คราวนี้ไม่ตอบ แต่จับเอาไว้ มันไปเต็มเหนี่ยวมันก็มาพักสมาธิ มันหมุนเต็มที่ๆ

โธ่ ปัญญานี่เวลามันออก มันออกจริงๆ นะ มันไม่อยู่ กลางวันกลางคืนไม่ยอมนอนเลย บทเวลามันออก ต้องได้หักเข้าสมาธิ เข้าสมาธิก็ต้องเอาพุทโธมัดติดไว้ไม่ให้ออก ให้เข้าสู่ความสงบ พอได้กำลังใจแล้วก็ออกผึงๆ เลยรวดเร็ว นี่ละท่านสอน สอนไม่ผิด พ่อแม่ครูจารย์มั่นสอนไม่ผิด

กิเลสประเภทที่ว่าเหล่านี้ก็ไปม้วนเสื่อกันที่วัดดอยธรรมเจดีย์ วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ เวลา ๕ ทุ่มพอดี นี่ละม้วนเสื่อกัน กิเลสนี้ขาดสะบั้นออกจากใจตั้งแต่บัดนั้นมาจนกระทั่งป่านนี้ละ เงียบไปเลย ตายแบบไม่ฟื้นว่างั้นเถอะ ไปเลยตั้งแต่พ.ศ. ๒๔๙๓ ถึงขณะนี้ไม่เห็นมีอะไรยิบแย็บเลย นี่ละมันติดอย่างนั้นละ ถ้าออกทางด้านปัญญามันก็เพลิน ท่านต้องหักเอาไว้ ถ้าอยู่ในสมาธิ หมูขึ้นเขียงท่านก็ไล่ลงเขียงๆ ถ้ามันออกแล้วมันออกเตลิดเปิดเปิง ไม่หลับไม่นอนทั้งวันทั้งคืน ท่านก็หักเอาไว้อย่างนั้นนะ ครูบาอาจารย์ที่เฉลียวฉลาดสอนไม่ผิด ตรงเป๋งๆ เลย

เวลามันออกมันออกจริงๆ นะทางด้านปัญญา มันไม่นอนทั้งวันทั้งคืน ของเล่นเมื่อไร ถ้าเวลาอยู่ในสมาธิก็เป็นเหมือนหัวตอ ติดสมาธิ เวลาออกทางด้านปัญญา เพลินทางสติปัญญา ให้เข้าสู่สมาธิไม่ยอมเข้า ต้องได้หักเข้าสู่สมาธิด้วยพุทโธ เอาพุทโธบังคับเอาไว้ อยู่กับพุทโธ จนกระทั่งมันสงบแน่วลงไปได้ สงบได้ด้วยพุทโธ หักสติปัญญาไม่ให้มันออก หักเข้ามาสู่พุทโธคำเดียว เอาพุทโธๆ ติดแนบแล้วมันก็ลงแน่ว ที่นี่เราจะนอนก็นอนได้ ถ้าไม่นอนก็เต็มกำลังของสมาธิ มีกำลังแล้วก็ออกทางด้านปัญญา มันก็พุ่งๆ เลย

อย่างนั้นละถ้ามีผู้แนะนำสั่งสอน ถ้าไม่มีผู้แนะนำมันไม่พอดีนะ ยิ่งอย่างนิสัยของเรานี่มันผาดโผนมาก ต้องอาศัยพ่อแม่ครูจารย์เป็นผู้คอยรั้งเอาไว้ๆ นี่ก็ไปม้วนเสื่อกันที่วัดดอยธรรมเจดีย์ ที่ว่านี้มันก็ไม่ลืม วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๙๓ เวลาห้าทุ่มเป๋งพอดี ม้วนเสื่อกันโดยสิ้นเชิงไม่เหลือ หมดตั้งแต่บัดนั้นมา ไม่ปรากฏอะไรมายิบๆ แย็บๆ อีกเลย ขึ้นชื่อว่ากิเลสชนิดไหนก็ตาม เรียกว่าหมดโดยสิ้นเชิง ก็ไปหมดที่วัดดอยธรรมเจดีย์ นี่อาศัยครูบาอาจารย์คอยแนะๆ คอยบอกตลอดเวลา

แต่ตอนพ่อแม่ครูจารย์มั่นมรณภาพคราวนั้นซิ ตอนมันลำบากมากนะเรา เพราะตอนนั้นสติปัญญาหมุนตลอดเลย พอดีเป็นเวลาท่านเสียด้วย อยู่คนเดียว อยู่กับเพื่อนกับฝูงไม่ได้ ต้องอยู่คนเดียวทั้งวันทั้งคืน ใครมายุ่งไม่ได้เลย นั่นละถึงขั้นมันหมุนกับธรรม อยู่กับใครไม่ได้เลย ต้องอยู่คนเดียว ทั้งวันทั้งคืนอยู่อย่างนั้นหมุนตลอดเวลา จนกระทั่งมันเต็มที่มันแล้ว มันก็เอากันลงขาดสะบั้นไปเลย ก็เป็นอันว่าหมด ว่างล่ะที่นี่ ว่างไปหมดเลย โลกธาตุนี้ว่างไปหมด นั่นล่ะจิต มันขวางอยู่ที่กิเลสมีกับจิตมากน้อย มันเหมือนเสี้ยนเหมือนหนาม ถ้าเป็นหอกเป็นหลาวก็ทิ่มแทงใหญ่ ถ้าลดลงมาก็กลายมาเป็นหอกเป็นหลาว แม้ที่สุดเป็นผงเข้าตา มันทำให้ขัดเคืองตาอยู่นั้นแหละ เอาออกเสียหมดเลย ไม่มีเหลือทีนี้โล่งหมด

เอาให้มันถึงขีดนั้นซิ นี่ถึงหมดแล้วที่ว่ามานี้ ถึงหมด เอาจนกระทั่งหมดไม่มีอะไรเหลือเลย นี่ก็หลังวัดดอยธรรมเจดีย์เหมือนกัน ตั้งแต่นั้นมาก็เงียบ เป็นอันว่าหมดปัญหาโดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นการสอนอรรถสอนธรรม จึงกล้าหาญชาญชัยด้วยการผ่านมาแล้วทั้งหมด ใครพูดออกมาตรงไหนมันรู้ทันที พอแย็บออกมานี่รู้แล้ว ทางนี้รู้แล้ว แก้ปุ๊บๆ นี่ละครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นจอมปราชญ์ฉลาดแหลมคม ผ่านไปเรียบร้อยแล้วมาสอนพวกเราจึงสอนง่ายนิดเดียว พอพูดออกไปนี้ท่านใส่ปั๊วะเดียวเท่านั้นพังเลยๆ เป็นอย่างนั้นละ นี่เราก็ได้เป็นมาแล้ว

ออกปฏิบัตินี้ก็เป็นเวลา ๙ ปี ๙ ปีนี้ก็ ๙ ปีจริงๆ ตกนรกทั้งเป็นเลย คือมันไม่มีเวลาลดหย่อนผ่อนผันกันเลย เวลาล้มลุกคลุกคลานมันก็ซัดกันแบบล้มลุกคลุกคลานไม่ถอยกัน เวลาได้หลักได้เกณฑ์มันก็ยิ่งหมุนของมันเรื่อยๆ เอาจนไม่มีอะไรเหลือเลย ทีนี้อยู่ละ นี่ก็ไปม้วนกันที่วัดดอยธรรมเจดีย์ ม้วนเสื่อที่ว่านี่ นี่ละการภาวนา ให้เห็นเหตุเห็นผลเห็นอรรถเห็นธรรม เห็นอยู่ในที่สงบสงัด มีครูมีอาจารย์คอยแนะ ถ้าไม่มีครูอาจารย์ล่าช้า วกวน มันไม่แน่ใจ ถ้ามีครูอาจารย์ที่ผ่านไปแล้ว ท่านใส่ปั๊วะเดียวเท่านั้นลงใจทันทีเลย ลงใจทันที เร็วด้วย ไม่ชักช้า นี่ก็อาศัยพ่อแม่ครูจารย์มั่น ท่านใส่ปั๊วะเดียวๆ เท่านั้น

นิสัยเรามันเป็นนิสัยผาดโผน ถ้าไม่ลงไม่ลงนะ เถียงกันวันยังค่ำกับเราพ่อแม่ครูจารย์มั่น ซัดกันจนพระแตกมาทั้งวัด มันถอยใครเมื่อไร คือไม่ได้เถียงด้วยหวังแพ้หวังชนะนะ เถียงหาเหตุหาผล ถ้ายังไม่ลงที่ไหน มันก็คาราคาซัง มันลงไม่ได้นะ พอลงเท่านั้นก็ผึงเลย ถ้าลง ลงจริงๆ ถ้าไม่ลง ไม่ลง นี่ละที่ว่าได้เถียงกันกับท่านก็คือว่ามันไม่ลง ท่านพูดมาก็ทั้งๆ ถูกต้อง ไอ้เราก็ว่าเราถูกต้องของเรา ก็อย่างนั้น นี่ที่ว่ามันได้เถียงกัน พอลงท่านเท่านั้นปั๊วะเลย พรึบทีเดียวเลย ครูบาอาจารย์จึงเป็นสำคัญมาก ทางด้านวิปัสสนาปัญญานี้สำคัญมากทีเดียว เราผ่านมาแล้วมันก็รู้

เออ พูดถึงเรื่องอะไรเมื่อกี้นี้ ระลึกถึงฟันได้นะ แปลกเหลือเกิน มันไม่ใช่นั่งภาวนา คือตอนไปร้อยเอ็ด ไปงานร้อยเอ็ดเสี่ยสมหมาย นอนกลางคืนฝันว่าท้าวสักกเทวราชมาขอฟัน ฟันซี่นั้นมันโยกคลอนอยู่แล้ว รู้สึกมันเจ็บมันปวดมันจวนจะหลุดไปแล้วแหละ แล้วตอนกลางคืนมาฝันว่า ท้าวสักกเทวราชมาขอฟันซี่นั้นละไป พอตื่นขึ้นมาหายเงียบเลย หายจนกระทั่งป่านนี้ แล้วทีนี้มันก็เป็นคำฝัน ไม่ใช่คำภาวนานะ เป็นคำฝัน เลยตัดสินเจ้าของไม่ได้ว่ามันหลุดไปเพราะอะไร ต้นเหตุก็คือว่าท้าวสักกเทวราชมาขอฟันซี่นี้ละ เราก็ปรากฏว่าปลงใจให้นะ พอตื่นเช้ามาฟันนั้นหายเลย จนกระทั่งป่านนี้หายเลย จะเป็นท้าวสักกเทวราชเอาไปจริงหรือไม่จริง หรือคำฝันมันหลอกเราก็ไม่รู้ เพราะมันเป็นคำฝัน หายไปเลย จนกระทั่งป่านนี้หายเงียบเลย ฟันหาย มีเท่านั้นละ

 

รับชมและรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตาได้ที่

www.luangta.comหรือwww.luangta.or.th

สถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน FM103.25 MHz

และเครือข่ายทั่วประเทศ

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก