เปิดทางให้ผู้สามารถนำชาติ
วันที่ 2 มิถุนายน 2544
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๔

เปิดทางให้ผู้สามารถนำชาติ

ระยะนี้ใครเจอแมวไหมข้างในครัว มีใครเจอไหม ไม่เจอเรอะ ดูจะหมดปัญหาไปละ มันคงขึ้นไม่ได้แล้ว เมื่อวานนี้ก็ไปถาม ต.ช.ด.เขาดู ก็ไม่เห็นมีมาอีกว่างั้น มีมาเป็นตัว ๆ มาจากในบ้าน มาตามถนน ดึก ๆ มานี้เข้าเลย พอกินเสร็จอิ่มแล้วกลับไปบ้าน เพราะฉะนั้นหาไล่จากนี้จึงไม่เจอ จะเจออะไรมันกินอิ่มแล้วก็ขึ้นกำแพง โดดลงกำแพงแล้วไปบ้านเลย เวลาเราจับมันนี้ถึงได้รู้เรื่องของแมวว่า ตั้งใจมาจากบ้านล้วน ๆ เลย ชวนมาเป็นหมู่เป็นคณะมาเลย ทีละสองตัวสามตัว ทีนี้พอจับนี้ได้แล้วก็ค่อยน้อยไป แต่ยังมีอยู่ บางทีสองตัวบางทีตัวเดียว กลางคืนมา มาหากินไม่สมหวังแล้วกลับบ้าน โห มันตั้งหน้ามาจริง ๆ ตั้งหน้ามากินอาหารในครัวคือในวัดเรา กินอิ่มแล้วก็กลับไปบ้านเลย

เพราะฉะนั้นวันที่เอาไอ้ด่างตัวฉลาดไปปล่อยนั้น เราเอาออกจากกรงแล้วมันยังไม่วิ่งนะ โดดออกจากกรงแล้วยังเฉยอยู่ เอาฝ่ามือตีหลังปั๊วะ เอ้าไป วิ่งเลย ก็มันแมวอยู่ในบ้าน คนจับไปก็คือคนมันก็รู้จะไปกลัวอะไร จนได้เอาฝ่ามือตีหลังมัน มันจึงวิ่งเข้าป่า ดีที่มันไม่โดดวิ่งเข้ากรงอีก วิ่งมาทำไม จะกลับไปกินเลี้ยงที่วัดป่าบ้านตาดอีกว่างั้น ก็ยังดีนะมันยังวิ่งเข้าป่า มันจะกลัวอะไรก็แมวบ้าน เลี้ยงมาตั้งแต่วันเขาเกิด เขาหากินนี้เขาหาลำไพ่ต่างหาก มีผู้เลี้ยงดูเขาอยู่ในบ้านแล้ว อยู่ในบ้านมันคงไม่สมบูรณ์..อาหาร เรียกว่าอาหารไม่มีกับ ต้องมาหากับที่นี่ มาหากับที่วัดป่าบ้านตาด กินกับอิ่มแล้วก็เปิด กลับบ้าน ๆ

มันมากจริง ๆ มันมาทั้งบ้านเลย เรายังไม่แน่ใจ คิดว่าทางบ้านสุขสมบูรณ์นี้ก็จะมา ยิ่งทางนี้ทางถนนมานี้รกรุงรัง อันนี้ไม่ได้รกเลยมันยังกล้ามาได้สบาย ๆ กลางคืน มาตามถนนมาเลย เข้าวัด ทางนี้รกรุงรังจึงเป็นที่เหมาะสมกับสัตว์ประเภทนี้คือแมว ยิ่งจะมาได้สะดวกกว่าทางบ้านตาดนะ แต่เราก็ยังไม่เคยเจอ ก็เห็นอยู่ที่นี่เลย ถ้าจับก็จับได้ในวัดเลยไม่ทราบมาจากไหนบ้าง ก็มาทราบเอาตอนหลังที่มันหลั่งไหลมาตามถนนมานี้ จึงว่ามาจากบ้านตาด ทางสุขสมบูรณ์ยังไม่ทราบ

โห มันมากจริง ๆ แมวในบ้าน มันคงจะบอกกันท่า มันถึงมาสองตัวสามตัว วิ่งตามกันมาเลย พวกแมวนี่เอาไปปล่อยที่ไหนปล่อยแบบเนรเทศเลยนะ คือเอาไปปล่อยตัวไหนไม่ได้ปล่อยใกล้ ๆ แหละ บางตัวอุบลฯ โคราชก็มี อุบลฯ ก็มี ศรีสะเกษ สุรินทร์ มีหมด เป็นที่ปล่อยแมวทั้งนั้นพวกนี้ จังหวัดเหล่านี้จังหวัดปล่อยแมว จังหวัดปล่อยแมว จังหวัดรับของเนรเทศ เอาแมวไปเนรเทศ จังหวัดเลยก็ไปตัวหนึ่งแล้ว หนองคาย เหล่านี้มีทั้งนั้น คือลูกศิษย์ลูกหามาจากที่ต่าง ๆ เวลาเขาไปก็ฝากเขาไป เขาอยู่อุบลฯ ก็ไปปล่อยอุบลฯ ใครอยู่จังหวัดไหนก็ไปปล่อยจังหวัดนั้น เพราะฉะนั้นมันถึงถูกปล่อยไกล ๆ อย่ามาปล่อยตามแถวนี้นะ เอาไปเลย

มีปล่อยใกล้ตัวหนึ่งที่หนองบัวบาน อันนี้ไม่ปล่อยไกล จับได้นี่แล้วใส่กรงไปเอาไปปล่อยหนองบัวบาน อันนี้ก็ตัวใหญ่ ตอนนั้นก็มีพวก ผกค.มีอยู่ทุกแห่ง ตอนนั้นท่านสิงห์ทอง ขี้ดื้อไปด้วย ไปกราบนมัสการท่านอาจารย์อ่อน ไปก็เอาแมวตัวนี้ไปพร้อมเลยไปปล่อย พอไปถึงบริเวณสวนเขา เขากำลังขุดสวนขุดอะไรอยู่ตามข้างถนน เขาทำสวนเขาขุดสวนขุดอะไรอยู่ข้าง ๆ ถนน ไปก็พอดีเป็นป่าละเมาะเล็ก ๆ จวนจะเข้าถึงบ้าน เราก็บอกว่าต้องปล่อยให้มันอาศัยบ้าน ไปปล่อยที่ไหนต้องมีที่อาศัย อันนี้ก็เป็นป่าละเมาะเล็ก ๆ นี้ก็เป็นหมู่บ้านหนองบัวบาน

มาก็ไปจอดรถ ท่านสิงห์ทองเป็นพระขี้ดื้อ พอจอดรถปั๊บคึกคักออกมา พวกนี้ขุดดินขุดอะไรนี้ให้หลบภัยนะ จะเอาผู้ต้องหามาปล่อยที่นี่ว่างั้นนะ พวกเขาก็คึกคัก อย่างนั้นละท่านสิงห์ทองเป็นอย่างนั้น จะเอาผู้ต้องหามาปล่อยที่นี่ ไหนผู้ต้องหาเป็นยังไงขอดูหน่อย ผู้ต้องหาเขาต้องหลบต้องซ่อนเขาไม่เปิดเผย พอว่างั้นคนนั้นก็มาคนนี้ก็มา มาก็มีลักษณะท่าทางกลัว ๆ ทั้งอยากดูทั้งกลัว บอกว่าผู้ต้องหา แล้วก็มองดูบนรถ รถเป็นรถกะบะโล่ง ๆ ข้างหลัง คนนั้นก็มาทางนั้น คนนี้ก็มาทางนี้ พวกขุดสวนขุดไร่อยู่นั้นน่ะ รุมมาทั้งจะดูทั้งจะเผ่น ระวังนะ ๆ ทางนี้ทำท่าท่านสิงห์ทอง ระวังนะจะเริ่มปล่อย ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้เข้าไปจับแมว ระวังนะจะเริ่มปล่อยผู้ต้องหา หลีกไม่ทันนะ คือแมวมันวิ่งเร็ว

พอลากกรงออกมาเขาก็เห็นแมวอยู่ในกรง โฮ้ย นี่หรือผู้ต้องหา ผู้ต้องหาอะไร ก็มันกินกระรอกกระแตอยู่ในวัดจนจะหมดแล้วนี่ เพราะฉะนั้นถึงจับมา นี่ละผู้ต้องหา เขาก็หัวเราะกันลั่น พอปล่อยก็วิ่งปึ๋งเข้าป่าเงียบเลย มีปล่อยใกล้ตัวเดียวเรายังจำได้ นอกนั้นมีแต่ไกล ๆ ทั้งนั้น อันนี้เราไปเองไปปล่อย ท่านสิงห์ทองไปด้วย ส่วนใหญ่มีแต่ตัวใหญ่ ๆ ไปปล่อยที่ไหน สกลฯ นี่ก็เราไปปล่อยเอง ไปปล่อยแถวใกล้บ้านเขานะ ไปปล่อยที่ไหนให้อยู่ใกล้บ้านเขา เพราะแมวเหล่านี้เป็นแมวบ้าน มันอยู่กับบ้าน มันมาหาลำไพ่กินกับวัดกับวา แล้วจับเนรเทศเข้าในบ้านเขา

อันนี้ก็เหมือนกัน ไปสกลนคร เราไปปล่อยเองเราไปสกลฯ ตัวใหญ่ทั้งนั้นตัวไหนก็ดี นี่ค่อยเงียบ ๆ ทางข้างใน ไม่มีแล้วนะเดี๋ยวนี้ ก็แสดงว่าจะค่อยหมดปัญหาไป สัตว์จะได้งอกเงย อู๊ย สงสารสัตว์มากนะ มองดูตัวไหน แม้แต่จิ้งเหลนกิ้งก่าวิ่งผ่านถนน พอมองเห็นบอกเลยนะ นั่นกิ้งก่า รถก็หลีกไป ไม่เคยทับเคยเหยียบมัน นอกจากมันสุดวิสัยก็จำเป็น หลีกทั้งนั้นละเรา จิตมันเมตตาขนาดนั้นละ จึงว่าอยากให้พี่น้องทั้งหลายได้เห็นหัวใจนี้ มาพูดเล่น ๆ หรือ ว้อ ๆ เสียงลั่นมีแต่เสียงเมตตาทั้งนั้น ไม่ใช่เสียงเป็นพิษเป็นภัยต่อพี่น้องทั้งหลาย ให้พากันเข้าใจเอานะ แผดขนาดไหนมีแต่เรื่องอันนี้ออกทั้งนั้น ก็มันไม่มีกิเลสในหัวใจจะเอาอะไรมาเป็นภัยวะ พูดให้มันตรง ๆ อย่างนี้ ฆ่ามันแหลกได้ตั้ง ๕๐ กว่าปีแล้ว มีตัวไหนโผล่ขึ้นมาไม่เคยเห็นเลย แล้วเราก็ไม่เคยสงสัยตั้งแต่วันตัดสินขาดสะบั้นออกไปในวันนั้น ฟ้าดินถล่มแล้วจะเอาอะไรมาสงสัยวะ

ทีนี้เวลาออกนี้มีแต่ธรรมซีกิเลสไม่มี ไปไหนอะไร ๆ มีแต่เรื่องของธรรมมีแต่ความเมตตา เสียงแผดเหมือนเสียงฟ้าถล่มก็ตามจึงเป็นเสียงเมตตา เหมือนเสียงฟ้าฝนกระหึ่ม ๆ แล้วฝนตกลงมาอย่างนั้นเอง ดูสัตว์นี้เห็นผ่านถนน เตือนคนขับรถทันที ๆ ยิ่งหมาด้วยแล้วยิ่ง..นั่นเสี่ยวสูนะนั่น หมา คือเสี่ยวคนขับรถ เสี่ยวพระในรถด้วย ไปที่ไหนมันเพ่นพ่านหมาอยู่ตามถนน ก็หมาคน บางตัวมันเคยขึ้นรถกับคนไปแล้วมันจะไปกลัวรถอะไร ดีที่มันไม่โดดขึ้นหลังคารถเราน่ะ มันไม่กลัว ต้องหลีกมันทั้งนั้นละ ก็สัตว์บ้านมันจะไปกลัวอะไรกลัวคน เป็นเรื่องของคนทั้งหมดมันจึงไม่กลัว

นี่ละเรื่องความเมตตาของพระพุทธเจ้า จึงว่าครอบโลกธาตุ ฟังซิน่ะ เพียงเราตัวเท่าหนูก็พูดได้อย่างจัง ๆ ไม่สงสัยไม่สะทกสะท้านว่าใครจะมาตำหนิติเตียนอะไรเลย เพราะอันนี้เหนือทุกอย่างแล้ว เกินกว่าถังขยะที่จะมาเห่าฟ่อ ๆ มันไม่ได้สนใจกับถังขยะ ธรรมสนใจกับถังขยะอะไร มีแต่เทน้ำสาดลงมาหาถังขยะที่มันสกปรกให้มันสะอาดบ้างพอเป็นผู้เป็นคนเท่านั้นเอง ให้ธรรมท่านกลัวท่านจะกลัวอะไร ธรรมเป็นอย่างนั้น จึงว่าเหนือโลก ท่านบอกโลกุตรธรรม แปลว่าธรรมเหนือโลก โลกสมมุติทั้งหมดเหนือหมดเลย เรียกว่าโลกุตรธรรม ธรรมเหนือโลก เป็นอย่างนั้นนะ

ใครเจอเข้าไปแล้วลงเลยทันที ไม่มีใครองค์ไหนจะค้านพระพุทธเจ้าได้เลย หมอบราบ ๆ ทั้งนั้น ไม่เห็นองค์ก็ตามเถอะ อันนี้ประกาศคือองค์ศาสดา คืออันนี้แลทันทีเลย นอกจากนั้นมีแต่เรือนร่าง ก็เหมือนกับเรือนร่างของเรานี่เป็นเรือนร่างของจิตดวงเลิศเลออยู่ภายในนั้น เพราะฉะนั้นจึงว่านิพพาน ก็คือว่าสังขารร่างกายสลายไป อันนี้ก็เป็นนิพพานอยู่แล้วภายในใจท่าน นี่ละที่ว่าศาสดา ๆ ที่ว่าพระพุทธเจ้ามีอยู่ในโลกก็คืออย่างนี้เอง เรือนร่างก็เหมือนกันกับเรา ๆ ท่าน ๆ เพราะเป็นสมมุติด้วยกันต้องเป็นแบบเดียวกัน มี อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ครอบงำมันอยู่ มีเกิดมีแก่มีสลายทำลายเหมือนกันหมด แต่ธรรมธาตุอันนั้นไม่มี

แม้แต่จิตที่มีกิเลสครอบอยู่ก็ไม่ได้สลายนะ จิตนี้ไม่เคยตาย อันนี้ละที่กิเลสมันครอบ ๆ พาเกิดพาตายอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ตั้งกัปตั้งกัลป์มา คือจิตไม่ตาย ทุกข์ขนาดไหนยอมรับว่าทุกข์แต่ไม่เคยฉิบหาย คือใจ ทีนี้เวลาพ้นออกไปแล้วถึงจ้าล่ะซี สิ่งสกปรกโสมมครอบใจอยู่แล้วก็เป็นใจเศษใจเดนไปเสีย พอกิเลสขาดสะบั้นออกไปหมดแล้วก็จ้าขึ้นมา นั่นละท่านว่าครอบโลกธาตุคือใจดวงนั้น ใจพระพุทธเจ้าใจพระอรหันต์ท่านเป็นอย่างนั้น มันต่างกัน คำว่าใจ ๆ ต่างกัน

ท่านจึงบอกว่าธรรมมีอยู่ในโลก เช่นเดียวกับกิเลสที่มีอยู่ในโลกในสัตว์ทั่ว ๆ ไป ธรรมก็มีอยู่อย่างนั้นเหมือนกัน เสมอกันเลย คำว่าธรรมกับโลกไม่มีอะไรยิ่งหย่อน คือมีอยู่เหมือนกัน เป็นแต่ผู้โง่ผู้ฉลาดที่จะนำออกมาเผาตัวเองหรือมาเป็นประโยชน์แก่ตัวเองเท่านั้น ถ้าโง่ก็คว้าเอาตั้งแต่กิเลสซึ่งเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ตลอด เรียกว่าทั่วดินแดน มีแต่กิเลสเผาสัตวโลกทั้งนั้น ไม่มีที่ตรงไหนได้ประกาศโฆษณาขึ้นมาว่า เป็นเรื่องกีดขวางกันหรือต้านทานกันว่าธรรมพระพุทธเจ้ามาขวางโลก ไม่เคยมี มีแต่กิเลสเป็นฟืนเป็นไฟ มากน้อยมีแต่กิเลสทั้งนั้นเผาหัวใจสัตวโลก แสดงออกมาทางกิริยามารยาท จนกระทั่งถึงขั้นหยาบสุดได้แก่สังหารทำลายกันแหลกเหลวไปหมด เช่น รบราฆ่าฟันกัน อำนาจของกิเลสมันแผลงฤทธิ์เต็มที่ เป็นข้าศึกสงครามขึ้นในโลก นี่ละกิเลสมันออกแผลงฤทธิ์นะ

ธรรมไม่ได้ออก ธรรมไม่มีอย่างนั้น มีแต่ความสงบร่มเย็น มีมากมีน้อยสงบร่มเย็นไปทั่วหน้ากัน ผู้รักสงวนธรรมก็เหมือนพวกเรารักสงวนสังขารร่างกายจิตใจของเรานี้ เรารักสงวนตัวของเราฉันใด ท่านผู้มีธรรมในใจท่านรักสงวนธรรมของท่านอย่างเดียวกัน เป็นหลักธรรมชาติคนละอย่าง ๆ เช่น เรารักสงวนตัวของเรานี้ก็เป็นหลักธรรมชาตินะ ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาจะรักสงวนตลอดเวลา มันหากเป็นหลักธรรมชาติของมันเอง นี่ผู้ที่มีธรรมในใจรักสงวนในธรรมทั้งหลายก็แบบเดียวกัน รักสงวนตัวแบบเดียวกันนั้นแหละ

มันไม่มีคนเห็นนั่นซิจะทำยังไง ศาสนาก็ว่าเสื่อมไป ๆ หัวใจสัตวโลกไม่เห็นศาสนาเป็นของดิบของดี เห็นกิเลสซึ่งเป็นมูตรเป็นคูถเป็นของดิบของดี ก็มาพอกหัวเจ้าของ แล้วก็เป็นไฟเผาขึ้นมาจากหัวเจ้าของนั่นแหละ ไปถามถ้าว่าธรรมนี้พูดผิดไป แสดงออกมาผิดไป ทั่วโลกดินแดนไปถาม ใครที่วิ่งตามกิเลสนี้ได้ความสุขมาแข่งธรรมมีไหมมีที่ตรงไหน ไม่มี เอา หาลงมาตั้งแต่ชั้นสูงสุดของสมมุติ ตั้งแต่ท้าวมหาพรหมลงมา มหาพรหมก็มีทุกข์เจือปนอยู่ตามขั้นของมหาพรหม เพราะสมมุติมีอยู่นั้นพิษก็ยังมี มีมากมีน้อยต่างกันลงมาเป็นลำดับลำดาถึงสัตว์ถึงมนุษย์ทั้งหลาย มีทั่วหน้ากันหมด

เอ้า เฉพาะอย่างยิ่งมนุษย์เราที่รู้จักดีจักชั่ว ผู้ใดโหดร้ายทารุณ ผู้ใดมีความโลภมากโกรธมาก ตื่นหลงอำนาจมาก หลงความร่ำความรวยมาก หลงเมียหลงผัวมาก ๆ คนนี้แหละคือคนเอาไฟเผาตัวเองทั้งวันทั้งคืน ตัวนี้เป็นกองทุกข์ใหญ่ที่สุด ความโลภมาจากราคะตัณหา ราคะตัณหานี้อยากดีอยากเด่น อยากทุกอย่างให้เหนือหมด ถ้าว่าเมียก็อยากได้ให้เลยโลกเลยสงสาร ผัวก็อยากได้เลยโลกเลยสงสาร ไม่ให้มีใครแข่งได้ชื่อว่าผัวว่าเมีย เราคนเดียวเท่านั้นเก่งกว่าเพื่อน จากนั้นมาความโลภอย่างอื่นมันก็เพิ่มเข้ามาพร้อม ๆ กันกับความโลภในเรื่องราคะตัณหานี้แหละ เพิ่มเข้าไป เมื่อไม่สมหวังก็เคียดแค้นฆ่าฟันรันแทงกันไป แตกแขนงออกไปเรื่อย ๆ

แล้วสิ่งเหล่านี้ก่อความสุขให้โลกเหรอพิจารณาซิ ไปที่ไหนโลกมีแต่สิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นไฟจึงมีไปตามกันหมด ใครจะไปหาความสุขเพราะอำนาจของกิเลสฉุดลากไปและให้หลงตามมันนี้ อย่าเอามาแข่งธรรมพระพุทธเจ้านะ เห็นต่อหน้าต่อตากันนี่แหละ ธรรมพระพุทธเจ้ามีมากมีน้อยที่ไหนสงบร่มเย็น ๆ เรื่องกิเลสตัณหามีมากเท่าไรทำโลกให้ฉิบหายวายปวงไปมากเท่านั้น ๆ แหละ แล้วจะมาแข่งธรรมพระพุทธเจ้ายังไง เดี๋ยวนี้ยังพากันเอากันอย่างจริงอย่างจัง แข่งกัน แข่งดีแข่งเด่น มันมีแต่แข่งชั่วแข่งล่มแข่งจมแข่งความทุกข์ร้อนทั้งนั้น ไม่ได้แข่งเป็นความสุขความสบาย

ใครวิ่งตามกิเลสจะให้มีความสุขความสบายไม่มีทาง ยันกันเลย แข่งมากเท่าไรยิ่งมีความทุกข์มากเท่านั้น เอ้า แข่งไปถ้าใครเก่ง จมก็คือผู้ที่ว่าเก่ง ๆ นั่นแหละ ที่มันจม-จมเพราะความเก่งของตัวเอง หลอกตัวเองนั้นแหละ ลืมตัวหลงตัวแล้วก็จมไป ๆ แล้วความหวังกิเลสหลอกไว้อีกนะ เจ้าของจมไปความหวังยังสร้างเอาไว้ ยังหวังอย่างนั้น ยังหวังอย่างนี้อีก มันไม่ให้เห็นโทษนะกิเลส มันเอาความหวังหลอกไว้ให้จมไปเรื่อย ๆ จึงมีธรรมเท่านั้น ถ้าใครรู้เนื้อรู้ตัวแล้วสกัดลัดกั้นตนไว้บ้างพอประมาณ ตลอดถึงทำตัวให้เป็นคนดี จนกระทั่งถึงขั้นหาที่ตำหนิไม่ได้แล้ว อยู่ไหนแสนสบาย

พระพุทธเจ้าพระอรหันต์ท่านหาที่ตำหนิท่านไม่ได้แล้ว หมด ผู้หมดภัยจริง ๆ คือพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ หมดจริง ๆ ไม่มีอะไรที่จะเป็นข้อตำหนิ เสมอตัวตลอด พอดี ๆ ตลอดเลย นั่นละผู้สิ้นภัยผู้หมดภัย หมดภัยกับหมดทุกข์ก็อันเดียวกัน พวกเรามีผู้เหมาภัย ๆ กองทัพภัยอยู่กับพวกเราหมด เพราะไม่ยอมฟังเสียงศาสดานั่นซีแล้วก็จมไปเรื่อย ๆ พากันตั้งอกตั้งใจปฏิบัติตัวเองนะ สอนก็สอนทุกวัน ๆ วันไหนที่ไม่ได้สอนมีเหรอ ยิ่งสามปีที่ช่วยชาติบ้านเมืองมานี้เทศน์ทุกวัน ไม่ว่าที่ไหนตอนเช้าเทศน์ทุกวัน ๆ ไม่เห็นว่างวันหนึ่ง ๆ นอกจากนั้นเขาก็ออกทางวิทยุ บางครั้งก็ออกทางหนังสือพิมพ์ ทางวิทยุละมากเป็นประจำ แล้วเวลานี้เลยจากนั้นไปอีกเวลานี้ออกทางอินเตอร์เน็ตทั่วโลก โลกนอกโลกในออกไปได้หมดจากคำเทศน์นี้ออกไป

ถ้าใครจะยึดเป็นหลักเป็นเกณฑ์ มนุษย์เรากับธรรมนี้เข้ากันได้สนิทตลอดมา เช่นเดียวกับมนุษย์กับสัตว์กับกิเลสเข้ากันได้สนิท อันนี้ธรรมก็เข้าได้สนิท ธรรมเป็นหลักธรรมชาติ ใครอยู่ที่ไหนยึดไปเป็นข้อปฏิบัติ ก็เป็นคติเครื่องเตือนใจตนเอง แล้วกลายเป็นคนดีขึ้นมาด้วยการปฏิบัติตามธรรมก็มีหวังคนเรานะ ธรรมนี้กระจายออกทั่วโลกนะเวลานี้เป็นประจำทุกวัน เท่าที่ทราบมานี้ออกทุกวัน เราพูดอย่างนี้ละออกทั่วโลกเลยภายนอก เช่นเมืองไทยเรานี้ ไปอยู่เมืองไหน ๆ บ้างคนไทยเรา ก็ได้ยินได้ฟังจากอินเตอร์เน็ตนี่แหละทั่ว ๆ ไป ก็คงจะบอกกล่าวกันไปเรื่อย ๆ ให้กว้างขวางไปเรื่อย

ถ้าพอมีนิสัยบ้างอยู่ไหนก็เป็นธรรมได้ ธรรมมีอยู่ทั่วไปเหมือนกิเลสมีอยู่ทั่วไปนั่นแหละ ใครยึดใครถือเป็นคติเตือนใจได้ทั้งนั้น ๆ อย่าเข้าใจว่ากอดคัมภีร์ถึงจะเป็นผู้มีธรรมมีศาสนา คัมภีร์ก็เป็นใบลานจะว่าอะไร หนังสือที่เขียนก็เหมือนเราเขียนอะไร ๆ นี้ เขียนไว้ไหนก็ติดอยู่นั้น คนไม่อ่านก็ไม่มีความหมาย คนอ่านหนังสือก็ไม่มีความหมาย มีความหมายอยู่กับคนผู้อ่าน คิดเอาเรื่องดีเรื่องชั่วจากหนังสือนั้นมาดัดแปลงแก้ไขตนเองก็เป็นความดี ถ้าไม่สนใจแล้วก็ชั่วทั้งนั้น แบกคัมภีร์ไปก็จมได้คนเรา คัมภีร์นอกคัมภีร์ใน

คัมภีร์ในคือคัมภีร์ใจกับธรรมอยู่ด้วยกัน ถ้าธรรมกับใจมีอยู่ด้วยกันแล้วไปไหนสบายหมด ถ้าธรรมไม่มีมีแต่คัมภีร์แบกหลังหักก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เราอย่าเป็นบ้าแต่คัมภีร์อย่างเดียวโดยไม่สนใจปฏิบัติตามคัมภีร์ใช้ไม่ได้นะ ต้องปฏิบัติตามคัมภีร์ ท่านจดจารึกมาให้เราได้ศึกษาเล่าเรียนแล้วให้เราปฏิบัติตาม เพื่อเอาผลประโยชน์อันดีงามมาสู่เราผู้อ่านผู้ฟัง อย่างนั้นถึงถูก เดี๋ยวนี้เมืองไทยเราที่ไหนจะมากยิ่งกว่าเมืองไทยเรื่องคัมภีร์ อย่าว่าแต่อยู่ในวัดเลย คัมภีร์พระไตรปิฎก ในบ้านก็เต็มไปหมด มีอยู่ เก็บเอาไว้โก้ ๆ อย่างนั้นมาประดับร้าน ธรรมะเลยกลายเป็นธรรมะประดับร้าน ผู้ที่เป็นเจ้าของร้านคือกิเลสเหยียบย่ำทำลาย ธรรมะมีขนาดไหนกี่คัมภีร์อยู่นั้น ความทุกข์ที่กิเลสเหยียบย่ำทำลายของเจ้าของคัมภีร์นั้นก็เต็มอยู่ในบ้านนั้นด้วยนะ หาเวลาว่างเวลาหลับไม่ได้ บางคืนนอนไม่หลับจนจะเป็นบ้าก็มี นั่นละคัมภีร์ของกิเลสเหยียบเอา

คัมภีร์ธรรมที่เขียนไว้ในใบลานเก็บไว้ในห้องในหับ เต็มตู้เต็มหีบไม่มีความหมายอะไรเลย สู้กิเลสเหยียบย่ำทำลายสัตว์ไม่ได้ คัมภีร์ของกิเลสอยู่ที่หัวใจ เหยียบอยู่ที่หัวใจสัตวโลก โลกจึงเดือดร้อนตลอดเวลา ยืนเดินนั่งนอนกิเลสอยู่ภายใน ไม่มีอิริยาบถใดที่จะมีความสุขถ้ากิเลสได้แผลงฤทธิ์แล้วนะ เป็นทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น ถ้าธรรมมีแล้วอยู่ไหนสบายหมด เห็นได้อย่างชัด ๆ ผู้ปฏิบัติธรรมเพื่อมรรคผลนิพพานจริง ๆ เช่น พระท่านออกปฏิบัติเอาจริงเอาจังในอรรถในธรรม ท่านอยู่ที่ไหนท่านสบาย เหมือนผ้าขี้ริ้วนะ ไปอยู่ในป่าในเขามีคุณค่ามีราคาอะไรตามความสมมุตินิยมหรือยอมรับของโลกนะ ประหนึ่งว่าโลกเขาไม่ยอมรับ

กิริยาท่าทางความเป็นอยู่ปูวายอดอยากขาดแคลนทุกข์ร้อนเต็มที่ ก็คือพระกรรมฐานที่ท่านบำเพ็ญธรรม นี่โลกเขาไม่ยอมรับ แต่ธรรมท่านพอดี ๆ ท่านพอใจ อยู่อย่างไรอยู่ได้สบาย กินได้สบายนอนได้สบายไปได้สบาย ความเพียรกับธรรมนี้ติดแนบกัน ๆ แก้กิเลสไปโดยลำดับ มีแต่ความภาคภูมิใจ ๆ สิ่งเหล่านั้นมีความหมายอะไร ดินฟ้าอากาศต้นไม้ภูเขาไม่ใช่เป็นผู้มาให้ความทุกข์แก่เรา เหมือนกิเลสที่เหยียบย่ำทำลายอยู่ภายในหัวใจของเรา เพราะกิเลสอยู่ที่ใจ อันนี้สำคัญมากต่างหากนะ สิ่งเหล่านั้นไม่สำคัญ

เพราะฉะนั้นเวลาท่านบำเพ็ญธรรม อยู่ที่ไหนท่านสบายหมด ยิ่งจิตใจมีอรรถมีธรรมเป็นขั้นเป็นตอนเป็นขั้นเป็นภูมิไปเรื่อย ๆ แล้วรื่นเริง มีแต่กระหยิ่มตลอดเวลาที่จะเอื้อมขึ้น เอื้อมเรื่อย ๆ ก้าวขึ้นเรื่อย นั่นละผู้มีความสุข เวลาท่านมาหากันท่านไม่ได้เอาความทุกข์มาหากันนะ นี่มันตรงกันข้ามกับพวกเรามาหากัน เอาตั้งแต่ความทุกข์มาระบายขายต่อกัน ใครก็มีแต่ความทุกข์เต็มหัวอก ๆ แล้วจะขายออกที่ไหน ก็มันมีทุกคน ๆ ใครจะไปซื้อ

ทีนี้พระท่านอบรมศีลธรรมในป่าในเขา ดังสมัยปัจจุบันนี้คือพ่อแม่ครูจารย์มั่นพาดำเนินมา ทรงมรรคทรงผลมาตลอด มีแต่ความสงบร่มเย็นตลอด เวลาพระเข้ามาสนทนากันนี้เป็นยังไง พูดแต่เรื่องมรรคเรื่องผลเรื่องสมาธิเรื่องปัญญา คำว่าสมาธิกี่ประเภท มีหลายประเภทตามขั้นตามตอนของสมาธิ และตามอุปนิสัยของผู้จะทรงธรรมประเภทนี้ได้ มีต่าง ๆ กัน สมาธิมีกี่ขั้นกี่ภูมิ มีแยบคายยังไง ๆ บ้าง ผู้ปฏิบัตินั้นแลเป็นผู้รู้สมาธิประเภทเหล่านี้ แล้วมาสนทนากันรื่นเริงกัน นั่งกี่ชั่วโมงลืมเวล่ำเวลาเพราะเพลินในธรรม

ท่านไม่ได้เอากองทุกข์มาจ่ายกัน เอาไฟมาเผากันเหมือนพวกเราที่เก่ง ๆ นะ พวกนี้มีแต่พวกเก่ง ๆ กำลังกัดกันอยู่เวลานี้ก็พวกเก่ง ๆ นั่นแหละ พวกเก่ง ๆ ในเรื่องกิเลสตัณหานี่แหละ ผู้ที่ท่านไม่เก่งท่านไม่เล่นด้วย มีแต่ปลงสลดสังเวชที่ว่าหมากัดกัน เห็นไหมธรรมท่านว่าหมากัดกัน มนุษย์ก็ว่าฉลาดที่สุด แต่ทำไมจึงมาฉลาดทางแนวแถวหมากัดกัน โง่ที่สุดก็คือมนุษย์เรา ตีตราเข้าไปได้เลย ท่านผู้ปฏิบัติธรรมท่านคุยกันฟังซิ อยู่ที่ไหน ๆ คุยกัน ๆ เพลิน ๆ เรื่องสมาธิ เอ้า สมาธิขั้นไหน สมาธิมีแปลก ๆ ต่าง ๆ กัน เริ่มจะรู้จะเห็นตามนิสัยของตน เริ่มตั้งแต่สมาธิ พอจิตเริ่มสงบแล้วเรื่องสิ่งภายนอกที่เกี่ยวโยงกันนี้จะเริ่มเห็น

พวกเปรตพวกผี เทวบุตรเทวดา อินทร์พรหม จะเริ่มรู้ออกไป ๆ ยิ่งก้าวธรรมะขั้นสูงเท่าไรยิ่งกระจายออก ๆ นี่ละท่านเห็น-ท่านเห็นอย่างนั้น แล้วเวลามาเล่าสู่กันฟังต่างองค์ต่างเพลินซิ มันรู้คนละแบบละฉบับรู้คนละอย่าง เพราะต่างคนต่างขวนขวาย ธรรมเป็นของกลาง แล้วแต่จริตนิสัยของใครจะหาค้นได้อะไรมา มาแล้วก็มาเล่าสู่กันฟัง ต่างคนต่างรู้ต่างเห็นแปลก ๆ ต่าง ๆ กันมา มาเล่าสู่กันฟังมันก็เพลินล่ะซีผู้ปฏิบัติธรรม จากนั้นก็เข้าถึงมรรคถึงผล ตั้งแต่สมาธินี่ก็เริ่มเข้าไปแล้ว พอก้าวเข้าสู่ทางด้านปัญญา เอ้า ปัญญานี่ยิ่งกว้างขวางมากที่สุด

เรื่องปัญญาใครจะเอาขอบเขตมากั้นไม่ได้นะ ขึ้นอยู่กับนิสัยของผู้บำเพ็ญตามวาสนาของตนที่ตั้งความปรารถนามา ปัญญานี้จะกระจ่างออกเรื่อย ๆ ไม่ต้องคาดต้องคิด หากเป็นขึ้นตามหลักธรรมชาติของผู้บำเพ็ญตนซึ่งได้รับเหตุอันดีงามหนุนตลอดเวลา ผลอันดีงามก็จะกระจ่างขึ้นมา ๆ เรื่อย ๆ นี่ท่านคุยกันท่านคุยอย่างนั้น จากนั้นแก้กิเลสตัวใด ๆ ได้ท่านก็เล่าให้ฟัง ๆ เรื่อย มันก็เพลิน เป็นเครื่องจูงใจกันเรื่อย ๆ จากนั้นผู้ถึงขั้นดีดผึงก็บอกถึงขั้นดีดผึงเลย มีแต่เรื่องความเพลินทั้งนั้น นี่ละความสุขที่ท่านได้ต่อกันจากวงกรรมฐานผู้มุ่งอรรถมุ่งธรรมอย่างยิ่ง มีอยู่ในประเทศไทยของเรา เฉพาะอย่างยิ่งสายพ่อแม่ครูจารย์มั่น ยันกันเลยเทียว กิเลสมันยันได้ ทำไมธรรมะเป็นของจริงอย่างเดียวกันยันไม่ได้มีเหรอ ของปลอมมีเต็มโลกมันยันกันได้ ออกตลาดลาดเลได้ ของจริงเมื่อมีมากน้อยออกไม่ได้มีอย่างเหรอ ต้องออกได้เหมือนกัน

นี่ละท่านผู้หาความสุขมาคุยกัน มีแต่เรื่องความสุขความรื่นเริงบันเทิง โอ๋ย บางทีมา เฉพาะอย่างยิ่งเวลาคุยธรรมะกับหลวงปู่มั่นในห้อง พระองค์หนึ่งสององค์ไปคุยกัน ท่านพูดถึงเรื่องความแปลกประหลาดอัศจรรย์ ธรรมะประเภทนี้จะไม่ออกสังคมนะ เทศน์พระมีจำนวนเท่าไรจะไม่มีออกเลย ต้องเป็นกาลพิเศษกรณีพิเศษ แล้วคุยซอกแซกซิกแซ็กระหว่างพ่อกับลูกคุยกันในห้องท่าน มีโอกาสที่จะเข้าไปคุยในห้องท่านมี ก็ลูกกับพ่อกับแม่เข้าห้อง หาพ่อหาแม่ไม่ได้มีเหรอ ต้องเข้าได้ เมื่อเป็นโอกาสอันดีงามที่จะได้ฟังอะไรแล้ว นั้นละตอนที่เลิศเลอ เรานี้พูดจริง ๆ เราได้หันหน้าเข้าฝานะ น้ำตาร่วงต่อหน้าต่อตา คือกลัวท่านเห็น เพราะอัศจรรย์ท่านล่ะซี เวลาท่านรู้อะไรขึ้นมา ๆ ท่านพูดธรรมดา ๆ ไปเรื่อย เราผู้ฟังมันสะดุดกึ๊ก ๆ เรื่อย ๆ บางทีหันหน้าเข้าฝา อัศจรรย์ท่านน้ำตาร่วง ๆ นี่ธรรมะประเภทนี้ใครมาเล่าที่ไหน เราเห็นแต่พ่อแม่ครูจารย์มั่นองค์เดียวเราอย่างนี้ แล้วจะให้เราพูดว่ายังไง

นอกจากนั้นมีแต่เรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งยุ่งไปหมดทั้งบ้านทั้งเมือง มันยังเห่อเป็นบ้ากันอยู่โลกบ้านี่ ไม่มีเวลาที่จะเบื่อหน่ายอิ่มพอยกเลิกกันไปบ้าง หรืออย่างน้อยบรรเทากันไป เรื่องฟืนไฟอะไรที่มาเผากันระหว่างปากต่อปากคุยกันนี้ก็ให้มันระงับลงไปบ้าง คนนั้นก็คุยเรื่องทุกข์ คนโน้นก็โม้เรื่องทุกข์ ต่างคนต่างเอามาขายกันไม่มีใครซื้อกัน แต่ขายตลอดคุยตลอดโม้ตลอดเป็นบ้าตลอด เรื่องอยากระบายทุกข์ มันอัดอั้นตันใจมัน มีเยอะ เป็นอย่างนั้นทั้งนั้นนี่นะ ธรรมะท่านมีแต่อย่างที่ว่า จะมีเป็นบางราย ๆ ที่มาคุยซึ่งเป็นเรื่องอัศจรรย์มากที่สุด คือพ่อแม่ครูจารย์มั่น โหย อยากให้ไปฟังเวลาท่านพูดถึงเรื่องอัศจรรย์ภายในใจของท่าน

เกิดมาตั้งแต่โคตรพ่อโคตรแม่หลวงตาบัวไม่เคยได้ยิน ก็ไปได้ยินในเวลาที่ท่านพูดในห้องโดยเฉพาะ ๆ โถ อัศจรรย์ เวลาจิตท่านหมุนติ้ว ๆ รู้พวกเทวบุตรเทวดาอินทร์พรหมอะไร แหม ซอกแซกซิกแซ็กที่สุดเลย อันนี้เราก็ไม่เคยได้ยิน พวกอินทร์พวกพรหมทั้งหลายที่เข้ามากราบท่าน ถ้าศัพท์พระพุทธเจ้าเรียกว่าเข้าเฝ้า อันนี้เข้ามาศึกษาอบรมธรรมะกับท่าน เป็นชั้น ๆ พวกอินทร์พวกพรหมเทวบุตรเทวดา ฟังซิใครเอามาพูดคำนี้ แล้วท่านพูดออกมาจากความรู้ความเห็นของท่านอย่างประจักษ์ใจ ท่านไม่เคยสะทกสะท้านเลย นี้หรือคนเป็นบ้า อย่างหลวงปู่มั่นนี้เหรอ คนเป็นคนดิบคนดีเลิศเลอคือพวกเรากำลังกำขี้อยู่นี้เหรอ เราอยากถามว่าอย่างนั้นนะ

ขี้โลภขี้โกรธขี้หลงเป็นของดีเหรอ กอดกำมันไว้ทำไม ทำไมไม่คลี่คลายออกบ้าง ชะล้างด้วยอรรถด้วยธรรมบ้าง นี้มันไม่มี มีแต่ต่างคนต่างสั่งสมขึ้นมา ศาสนาตีบตัน ๆ มันตีบตันในหัวใจของสัตว์นะ ธรรมพระพุทธเจ้าไม่ได้ตีบตัน กิเลสต่างหากบีบบี้สีไฟหัวใจให้มันตีบตันเข้ามา หาเรื่องว่าศาสนาเสื่อม ตัวของเรากำลังหมดราค่ำราคากำลังจะจมลงในนรก ใครเสื่อม ใครที่จะลงในนรกอยู่นั้นหรือเจริญ ผู้ท่านไม่ลงนรกนั้นหรือเสื่อม พิจารณาซิ

โห พูดแล้วมันสลดสังเวชนะ จวนจะตายยิ่งเปิดออก ๆ ให้พี่น้องทั้งหลายฟัง ถ้าใครมีนิสัยใจคอให้ฟังเอา เราไม่ได้มาพูดเล่น ๆ ให้พี่น้องทั้งหลายฟังนะ พูดอย่างจริงอย่างจัง การปฏิบัติมาเราก็รอดตายมายังบอกแล้ว ถ้าพูดถึงเรื่องความเพียรของเราพูดให้ใครฟังไม่อยากมีใครเชื่อ ฟังซิน่ะไม่อยากมีใครเชื่อ คือเขาไม่เคยทำ เขาไม่ได้ทำจะเอาอะไรมาเชื่อ แต่เราทำนี่ว่าไง เราไม่เชื่อการกระทำของเราเราจะเชื่อใคร ความรู้ความเห็นอยู่กับเราผู้ทำ เราทำไมจะพูดไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงไม่เคยหวั่นไหวกับใคร จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม ความจริงมียังไงว่าไปตามความจริง

ก่อนที่จะได้ธรรมอันเป็นฝ่ายผลมาประกาศให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบ พอเป็นคติเครื่องเตือนใจนี้ เรียกว่าเรารอดตายเดนตายมาตลอดนะ เป็นเวลา ๙ ปี ขึ้นเวทีนี้ไม่ได้ลงเลย ไม่มีคำว่าท้อถอยน้อยใจ มีแต่ฟัดแต่เหวี่ยงกันตลอดเวลา จนกระทั่งถึงฟ้าดินถล่มดังว่า นี้คือผลแห่งการปฏิบัติธรรมด้วยความเอาจริงเอาจังเอาตายสู้เข้าเลย ผลที่สุดกิเลสก็ตาย กิเลสตายไม่ฟื้น ไม่มีฟื้นตั้งแต่บัดนั้นมาจนกระทั่งทุกวันนี้ เราก็ไม่สงสัยตั้งแต่ฟ้าดินถล่มขาดสะบั้นออกไปคนละทิศละแดนแล้ว จะเอาอะไรมาติดมาต่อกันมันก็รู้อยู่ แต่เวลาย้อนเอามาพูดนี้ ไม่เคยเห็นก็บอกว่าไม่เคยเห็น ว่ากิเลสตัวไหนมันฟื้นขึ้นมา เราก็มาพูดเฉย ๆ ทั้ง ๆ ที่เราก็ไม่ได้สงสัยแหละ

นี่ละงานของธรรม เมื่อบำเพ็ญมากน้อยก็ได้ผลมาเป็นลำดับลำดา จนกระทั่งถึงเป็นที่พอใจ ทีนี้อดีตก็หมดไป อนาคตหมดไป ปัจจุบันก็เป็นธรรมธาตุแล้ว แล้วเอาอะไรมาเป็นเครื่องกังวล อดีตที่เป็นมากี่กัปกี่กัลป์ ตกนรกหมกไหม้มากี่กัปกี่กัลป์ เป็นเปรตเป็นผีเป็นสัตว์ประเภทต่าง ๆ แต่ละราย ๆ มากขนาดไหน กี่กัปกี่กัลป์ นี่เรียกว่าอดีต ผ่านพ้นมาหมดแล้ว เป็นอันว่าไม่กลับมาหามันอีกแล้ว อนาคตจะให้เป็นอะไรต่อไปอีกก็ตัดขาดสะบั้นแล้ว สาเหตุที่จะให้เป็นอนาคตไม่มี ปัจจุบันเป็นธรรมธาตุขาดสะบั้นจากสมมุติโดยประการทั้งปวงแล้ว จะเอาอะไรมาเป็นสมมุติเพื่อต่อเงื่อนแห่งความทุกข์ความลำบากอะไรต่อไปวะ

ก็ได้เอาธรรมประเภทนี้ที่ได้อย่างเต็มเหนี่ยวมาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง ธรรมนี้เป็นเสนียดจัญไรแก่หูแก่ตาแก่จิตใจพี่น้องทั้งหลายมากเทียวเหรอ จึงไม่ยอมฟังเสียงอรรถเสียงธรรมของพระพุทธเจ้า ผู้เทศน์-เทศน์ด้วยความเมตตาสงสารเต็มสัดเต็มส่วน แต่ผู้ฟังสะอิดสะเอียนเบือนหน้าเบือนหลังไปอย่างนั้น เป็นบ้าไปอย่างนั้น เป็นยังไงเข้ากันได้ไหมพิจารณาซิ ตื่นหรือยังชาติไทยเรานี่ หรือยังกัดกันเหมือนหมาอีกเหรอ มันดูได้ไหมกัดกันต่อหน้าพระพุทธเจ้า พระองค์จะทรงสลดสังเวชมากมายนะ

พวกคนไทยเราเป็นชาวพุทธ ชาวพุทธก็ลูกพระพุทธเจ้า แต่ชาวพุทธเสียเองมาเป็นหมาทั้งชาติไทยเรา กัดกันต่อหน้าพระพุทธเจ้าซึ่งทรงแสดงความเมตตาสงสาร ประสับประสานให้มีความกลมกลืนสามัคคีรักชาติบ้านเมือง แก้ไขดัดแปลงสิ่งที่ไม่ดีเพื่อให้เป็นความดีขึ้นไป ผู้ที่ได้ผิดได้พลาดให้แก้ตัวเอง ใครควรที่จะเป็นหัวหน้าได้มากน้อยให้เปิดทางให้หัวหน้านี้เป็นผู้ทำประโยชน์มากมายก่ายกอง เช่นเราไม่สามารถ เปิดทางให้เขา อย่างนี้เรียกว่าเป็นผู้รักชาติ เป็นผู้ไม่กีดไม่ขวางชาติศาสนา ไม่ทำลายทั้งชาติทั้งศาสนาด้วย เปิดทางให้กัน นี่เป็นทางพระพุทธเจ้า

พวกชาวไทยเราเวลานี้ตื่นแล้วยัง ที่จะนำธรรมเหล่านี้มาประสับประสานให้เป็นชาติไทยที่กลมกลืนสามัคคีมีความแน่นหนามั่นคงขึ้น หรือจะคอยกัดกันเหมือนหมานี่เหรอ มันเลวกว่าหมานะถ้าเป็นอย่างนั้น อย่าให้มีในชาติไทยของเราซึ่งเป็นลูกแห่งชาวพุทธ ขอให้มีความกลมกลืนรักชาติและสามัคคีพร้อมด้วยความเสียสละ เปิดทางให้กัน เอ้า ใครเป็นคนดิบคนดีที่ควรจะทำประโยชน์ให้ส่วนรวมได้มากน้อยเพียงไร เอ้า เปิดให้ ๆ เอ้า มีความสามารถที่จะทำได้เต็มที่ เอ้า เปิดให้หมด ตลอดประเทศไทยเราทั้งชาติอนุโมทนาสาธุการแก่ท่านผู้ทำประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เราไม่สามารถทำได้อนุโมทนาท่าน แล้วอย่ากีดขวางทางท่าน ให้ท่านดำเนินไป นี้คือทางเดินแห่งธรรมของพระพุทธเจ้า ให้พากันนำไปปฏิบัตินะ

เราเป็นลูกชาวไทยขออย่าให้ได้ยินเลย เรื่องหมากัดกันในวงชาวพุทธซึ่งเป็นลูกศิษย์ตถาคต น้ำพระเนตรพระองค์จะร่วงไหลแล้วนะ ตั้งแต่พวกเราที่ฟังเวลานี้ก็น่าสลดสังเวชไม่ใช่เหรอ ที่จะกัดกันต่อหน้าต่อตาพระพุทธเจ้าด้วยความหน้าด้านหาญทำทุกอย่าง ขึ้นชื่อว่าความชั่วช้าลามกไม่ถอย อย่างนี้มันเคยมีเหรอ เราเป็นลูกชาวพุทธ แต่ละคน ๆ ส่วนมากออกมาจากลูกศิษย์พระมาเป็นผู้ทำราชการงานเมืองทุกอย่าง ออกมาจากลูกศิษย์พระ ลูกศิษย์วัดนั้นวัดนี้ ทำไมจะกลายมาเป็นกัดพ่อกัดแม่ พ่อแม่ก็คือพระ ชาติ ศาสนา นี่เป็นคู่เคียงกันมาดั้งเดิมสำหรับชาติไทยของเรา ชาติก็คือชาติไทยของเรา ชาติไทยของเราทั้งชาติเป็นลูกของพระพุทธเจ้า เป็นลูกชาวพุทธ เราต้องอายพ่อเราซิ เคารพพ่อแม่ของเรา ฟังโอวาทคำสั่งสอนของท่าน

เอ้า ฟังโอวาทคำสั่งสอนของท่านแล้วมาดำเนินงาน เอ้า เปิดทางให้กัน ใครเป็นผู้มีความสามารถ คนเราความสามารถมีต่างกันนะ เราไม่มีความสามารถ คนอื่นถ้าพอมีความสามารถ เอ้า เปิดทางให้กันเพื่อเป็นกำลังวังชา เป็นผลประโยชน์แก่ชาติไทยของเรา เอ้า เปิดทางให้กัน ให้ดำเนินทางที่ถูกที่ดีงาม นี้จะเป็นที่อนุโมทนาสาธุการในคนทั่วประเทศไทยด้วย พระองค์ถ้ายังทรงพระชนม์อยู่ ท่านจะทรงว่า สาธุ กับพวกเราทั้งหลายว่า ลูกเราตถาคตคือชาติไทยเรารู้สึกว่าดี ฟังเสียงคำพ่อคำแม่ มีความจงรักภักดีต่อชาติของตน ไม่เป็นเสนียดจัญไรทำลายชาติของตน มีการอนุโมทนาสาธุการรู้ผิดถูกดีชั่ว เปิดทางให้ผู้สามารถที่จะนำชาติไทยของเราขึ้นได้อย่างเปิดเผย โล่งไปเลย นี่คือลูกของเราตถาคตโดยแท้ พระองค์จะได้อนุโมทนา

อย่าให้ได้ยินเสียงว่าพระองค์ทรงท้อพระทัยว่า โอ๊ย เรานี้หมดหวังแล้วแหละ ลูกของเราคือชาติไทย เกือบจะว่าทั้งชาติเป็นลูกชาวพุทธ กลับมาต่อสู้กับครูคือศาสดา โดยทำลายหรือกัดกันเองในชาติซึ่งเท่ากับกัดหัวเราคือตถาคต อย่าให้พระองค์ได้ยิน อย่าให้พระองค์ได้แสดงอันนี้ออกมา จากความสลดสังเวชของความชั่วช้าลามกของชาติไทยเราซึ่งเป็นลูกชาวพุทธ อย่าให้มีนะพี่น้องชาวไทยเราทุกคน ให้ฟังเสียงธรรม อันใดไม่ดีปัดออก สิ่งใดไม่ดีอย่าอวดว่าดี อันนี้คือสิ่งทำลายโลก อันไหนไม่เก่งอย่าอวดว่าเก่ง อันนี้มันจะเก่งทางชั่วช้าลามก อวดดีคืออวดชั่วนั่นแหละ อวดจะทำลายคนทั้งชาติมันของดีแล้วเหรอ

ทำลงไปเราเคยทำมายังไง สิ่งเหล่านี้ทำกับผู้ใด ชื่อว่าของไม่ดีมันต้องแสดงผลไม่ดีขึ้นมา แล้วทำต่อคนทั้งชาติผลดีเลิศจะมาจากไหน นอกจากจมกันทั้งชาติเท่านั้น อย่าได้นำมาใช้ในเมืองไทยของเรา ให้สมชื่อสมนามว่าเราเป็นลูกชาวพุทธมีครูมีอาจารย์ ออกมาจากที่ใด ๆ มีแต่ลูกศิษย์พระ ๆ มาเต็มในวงราชการงานเมือง มีแต่ผู้ที่จะทำหน้าที่ให้ชาติบ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง อย่ากลับกลายมาเป็นข้าศึกต่อพ่อต่อแม่คือครูอาจารย์ มีพระพุทธเจ้าเป็นองค์เอก ให้ได้เห็นนะ อย่าให้มี เอาละวันนี้เทศน์เพียงเท่านี้ ขอให้ท่านทั้งหลายได้นำไปพินิจพิจารณา เพื่อปรับปรุงแก้ไขชาติบ้านเมืองของเรา ให้เปิดทางให้กัน ๆ เพื่อชาติบ้านเมืองของเรา คนไทยทั้งชาติจะได้อนุโมทนาสาธุการลั่นโลก ดีไม่ดีเทวดาเขาจะมาอนุโมทนากับพี่น้องชาวพุทธเรา เอาละพอ

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร

www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก