กลางคืนเราว่างเมื่อไร
วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 15:00 น.
สถานที่ : วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส

ณ วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อ.สามโคก จ.ปทุมธานี

เมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๑

กลางคืนเราว่างเมื่อไร

          วัดนี้เราเคยมาค้างอยู่ เขาถวายวัดนี้ให้เรา เราต้องหาตัวตั้งตัวตีเสียก่อน พอดีได้อาจารย์เจี๊ยะ ตอนนั้นท่านยังไม่มีที่พัก เลยนิมนต์ท่านให้รับเป็นเจ้าอาวาสวัดนี้ ท่านก็รับให้  เราก็เลยได้รับเขาเพื่ออันนี้ คือการจะรับวัดไหนๆ รับไม่ได้ง่ายๆ นะ คือเราไม่รับแบบสุ่มสี่สุ่มห้า พอรับแล้วก็ต้องมีคนมาอยู่ เช่นอย่างวัดเสือนี่ก็ท่านจันทร์ ท่านจันทร์เป็นพระวัดป่าบ้านตาดอยู่นั้นหลายปี ตอนนั้นก็มาเที่ยวอยู่ทางทองผาภูมิ แล้วพอดีเขาถวายที่นั้น ก็เลยเอาท่านมาปรึกษาดู ท่านก็พอใจรับให้ เราจึงได้รับวัดนี้แล้วมอบวัดนี้ให้ท่านจันทร์ เลยกลายเป็นวัดเสือไปเลย มีแต่เสือเต็มวัด

เดี๋ยวนี้กำลังเป็นปัญหาอยู่ที่อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี นั่นเขาถวายที่แล้ว เราให้พักรอไว้ก่อน กำลังหาตัวตั้งตัวตี เขาก็มีพระที่อำเภอศรีมหาโพธิเหมือนกันไปอยู่กับเราตั้งแต่เป็นเณรตัวเล็กๆ เดี๋ยวนี้มันเป็นอุปัชฌาย์ได้แล้วแหละ ดูเหมือน ๑๕-๑๖ ปีแล้ว ไปกับหลวงตาองค์หนึ่ง  ที่นี่หลวงตานั่นจะพาไปไหนก็ไม่รู้ละ เณรก็จะไปกับหลวงตา เราดูลักษณะท่าทางไม่ค่อยแน่ใจนัก จึงไม่ให้ไป ให้อยู่ที่นี่แหละเราว่างั้น หลวงตาจะไปไหนก็แล้วแต่ เราเลยรับเณรนี้ไว้ ชื่อเณรสมบูรณ์ พอดีพวกญาติไปเยี่ยมเณร  เขาไม่ได้บอกว่าเณรสมบูรณ์ เขาบอกว่าเณรป้าง เราจับปุ๊บเลย ชื่อป้างว่างั้น ตั้งแต่นั้นมาเราบอกท่านป้างเรื่อยมาจนกระทั่งบัดนี้ สมบูรณ์หายไปไหนไม่รู้ อย่างนั้นล่ะถ้าเป็นเรื่องตลกนี่จับได้เร็ว

ไม่สนิทใจนักละเรียกสมบูรณ์ พอเขาออกชื่อท่านป้างเราจับปุ๊บเลย เลยเรียกท่านป้าง ท่านป้างอยู่นั่นตั้งแต่เป็นเณรตัวเล็กๆ จะไปกับหลวงพ่ออะไร เราดูลักษณะหลวงพ่อแล้วไม่เป็นที่แน่ใจเลยไม่ให้เณรไปด้วย เลยอยู่ที่นี่มาจน ๑๕-๑๖ ปีแล้วมั้ง ตั้งแต่เป็นเณรนะ เดี๋ยวนี้มันเป็นอุปัชฌาย์ก็ได้แล้วเณรป้างนี้น่ะ ทีนี่เขาถวายที่นี้ เรายังไม่ได้ถามดู การข้อวัตรปฏิบัติหลักธรรมหลักวินัยท่านปฏิบัติดีเสมอกับหมู่เพื่อนนั่นละ แต่ภายในใจจริงๆ จะเป็นอย่างไงยังไม่แน่ใจนัก เรายังไม่ได้ถามดู หากว่าเป็นที่แน่ใจแล้วท่านก็พอใจที่จะมาอยู่ที่นี่ เราก็จะให้ท่านมาอยู่ที่อำเภอศรีมหาโพธิ เราก็จะมอบวัดนี้ให้ท่านดูแล

อย่างนั้นละถ้าเขาถวายวัด ต้องได้คิดอ่านเสียก่อน เรารับสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้นะ ไม่รับ ต้องได้หาตัวตั้งตัวตี อย่างวัดนี้ก็อาจารย์เจี๊ยะ นี่เขาถวายที่ให้เรา อาจารย์เจี๊ยะท่านรับให้ เราก็เลยมอบวัดนี้ให้ท่านอาจารย์เจี๊ยะอยู่จนกระทั่งท่านเสียไป คือเราดูที่ห่างๆ วงกรรมฐานเรา กรรมฐานที่ไหนห่างก็อยากจะให้มีกรรมฐานอยู่ที่นั้นๆ บ้าง กรรมฐานเราเป็นผู้ตั้งอกตั้งใจเป็นกรรมฐานจริงๆ ตามแถวแนวของศาสดาแล้ว ก็เป็นมงคลแก่บ้านแก่เรือนแก่วัดแก่วาแก่ประชาชนทั่วๆ ไป

เพราะฉะนั้นพระจึงเป็นของสำคัญมาก ท่านว่า.สมณานญฺจ ทสฺสนํ การเห็นสมณะเป็นมงคลอันสูงสุด แล้วท่านก็แยกสมณะออกอีกหลายประเภท สมณะที่หนึ่งคือพระโสดา สมณะที่สองพระสกิทาคา สมณะที่สามเป็นพระอนาคา สมณะที่สี่เป็นพระอรหันต์สุดยอดของพระ นี่เรียกว่าสมณะที่หนึ่ง ที่สอง ที่สาม ที่สี่  ท่านว่าเป็นมงคลอันสูงสุด

สำหรับวัดป่าบ้านตาดนี้สร้างมาตั้งแต่ปี ๒๔๙๙ ปี ๒๔๙๘ จำพรรษาที่จันท์ สถานีทดลอง ปี ๒๔๙๙ ก็ย้อนมาสร้างวัดป่าบ้านตาดจนกระทั่งป่านนี้ ก็ได้ ๕๐ กว่าปีแล้ว ต้นไม้เป็นดงหนาป่าทึบหมดเลย แต่ก่อนไม่มี ต้นไม้ไม่มี เป็นที่ราบเป็นไร่เป็นสวนเขา เรียกว่าโล่งไปหมด พอเราไปสร้างวัดเท่านั้น ต้นไม้ก็ขึ้นตอนสร้างวัด มันก็ใหญ่โตเวลานี้ ตั้ง ๔๐-๕๐ ปีแล้วต้นไม้ใหญ่โตไปหมดแล้วเวลานี้ มาสร้างวัดทีแรก โอ้ สัตว์หลายประเภทเพราะวัดนี้มันติดกับดงใหญ่ ดงใหญ่ ใหญ่จริงๆ ไม่ใช่ใหญ่เล็กน้อย ดงนั้นจนกระทั่งเขาไปตั้งเป็นอำเภอหนองแสง ป่าไม้มันก็จะกลายเป็นป่าคนไปหมดแล้วแหละ ดงนั้นไม่เหลือเลยเป็นอำเภอ ป่าคนไปหมด

ที่ตรงนี้มันก็เป็นป่า เป็นวัดละตรงแถวนี้ ขาดกันตรงนี้ จากนั้นก็เป็นไร่เป็นสวน เป็นบ้านเป็นเรือนของคนไปหมด มีเท่านั้นละที่เป็นดง แต่ก่อนลิง ค่าง บ่าง ชะนีร้องโหยหวนเต็มวัดนะ เราสร้างวัดทีแรก พวกชะนีพวกลิงค่างเต็มหมดในวัด ทีนี้พอเขาตัดไปนั้นแล้วสัตว์เหล่านี้ออกไปก็เลยตายหมด ไม่เหลือ ก็ยังเหลือแต่กระรอกอยู่สามตัวในวัดนั้น เวลานี้เต็มไปด้วยกระรอกที่มันแพร่พันธุ์กับพวกกระจง กระจงก็มีอยู่ในนั้น เวลานี้เต็มวัดนะกระจง กระรอก กระจง กระแต กับพวกสัตว์เล็กสัตว์น้อยเต็มอยู่ในวัด สัตว์ใหญ่ออกไปก็ถูกเขาฆ่าเสีย ก็มีเหลือแต่สัตว์เล็กสัตว์น้อยอยู่ในวัด ส่วนกระจงมีมากเต็มในวัด

วัดมันก็เป็นดง เดี๋ยวนี้เป็นดง แต่ก่อนมันเป็นที่ราบๆ เรียบๆ เป็นสวนเขา พอไปสร้างวัดขึ้นที่นั่นต้นไม้มันก็ขึ้น เลยกลายเป็นดง ดูเหมือนตั้งห้าสิบปี มันก็เป็นดงไปหมดแหละ นั่นละดงใหญ่ จากนั้นไปถึงภูเขาดงใหญ่ทั้งนั้น พวกช้างนี่แหม มาก ชุม พวกช้างพวกเนื้อ หมูป่า สัตว์ทุกประเภทเต็มอยู่ในดงนี้หมด เวลานี้ช้างไม่เหลือ พวกสัตว์เหล่านี้ก็ไม่มี หมดแล้ว ก็มีตั้งแต่สัตว์เล็กๆ น้อยๆ ที่อยู่ในวัดเท่านั้น นอกนั้นก็ตายไปหมด มันเป็นดงใหญ่แต่ก่อน ถูกเขาสร้างบ้านสร้างเรือนสร้างอำเภอขึ้น เลยโล่งไปหมด ดงใหญ่ๆ กลายเป็นโล่งเป็นสวนไปหมดเลย ไม่มีป่าไม้ใหญ่ๆ เหมือนแต่ก่อน

          วันนี้เราก็พักที่นี่ วันพรุ่งนี้ก็เป็นอันว่าไปวัดเขาใหญ่ เขาใหญ่นั้นก็ท่านอุทัย แต่ก่อนท่านอุทัยอยู่ที่วัดถ้ำภูวัว มีพระ ๒-๓ องค์อยู่นั้น คือต่างคนต่างเห็นใจกัน พระไปภาวนาก็ดี แต่ทีนี้ประชาชนญาติโยมมี ๓-๔ หลังคาเรือนเขาอยู่ที่นั่น ท่านก็สงสารเขา ไปรบกวนเขาทั้งๆ ที่เขาก็จน ท่านจะไปเขาก็ไม่ยอมให้ไป สุดท้ายต่างคนต่างยันกัน ฝ่ายญาติโยมเลยได้พระไว้ ๓ องค์ ๔ องค์อยู่นั้น ท่านจะไปแต่ก็สงสารเขา เขาก็จนๆ เขาไม่ยอมให้ไป บอกว่าเขาไม่ตายพระไม่ตายเขาว่างั้น

พอเราทราบข่าวเราไปดู เที่ยว พอเห็นที่เหมาะสมเรียบร้อยแล้วก็บอกกับท่านอุทัยเลย เอาทีนี้เราตกลงกันเลยนะท่านอุทัย ถ้าพระที่ตั้งใจปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มาเท่าไรให้มาเราจะรับเลี้ยง ตั้งแต่บัดนั้นมาดูเหมือน ๒๕-๒๖ ปีแล้วมัง เราเลี้ยงจริงๆ บอกว่าท่านอย่าอัตคัด จะมามากน้อยเพียงไรให้ท่านรับได้ ถ้าเป็นพระที่ตั้งใจปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ผมจะรับเลี้ยง ถึงเวลาแล้วจะนำอาหารมาส่งๆ ประจำเดือนทุกเดือน จากนั้นมาจนกระทั่งบัดนี้พระก็มากขึ้นๆ แต่ท่านก็รับไว้พอประมาณ ศูนย์กลางจะอยู่ ๒๐-๓๐ พระ อยู่ที่นั่นเป็นประจำตั้งแต่นั้นมา

เราเอาอาหารไปส่งให้เดือนละครั้งๆ ทุกเดือน รถสี่คันทุกอย่างเตรียมพร้อมไว้หมด อาหารสั้น อาหารยาว พวกข้าวสารพวกน้ำตาลเป็นอันดับหนึ่ง เรียกว่าให้พอเลย น้ำตาลเดือนละประมาณดูว่า ๓๐ กระสอบๆ ละร้อยกิโล น้ำตาลเดือนละ ๒๕ กระสอบ จากนั้นอาหารยาวไปมอบให้ รถจะไปสี่คันเต็มเอี๊ยดๆ บองขึ้นสูงสุดเต็ม ตั้งแต่บัดนั้นมาพระก็มีมากเป็นประจำ มาเท่าไรมาเราบอกแล้ว ถ้าตั้งใจปฏิบัติดี เอ้ามาเราจะทุ่มให้ไปเลย ทุ่มไปไม่ให้อดอยากแหละ

พวกอาหารเวลาไปนี้อาหารสดก็มี อาหารยาวเอาไปพอ มีพวกเครื่องกระป๋งกระป๋องอะไร เต็มรถสี่คันต่อเดือนๆ เป็นประจำมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ทีนี้ท่านอุทัยเห็นว่าทางนี้กว้างกว่าทางเขาใหญ่บ้าง จึงปรึกษาหารืออุทัย ท่านก็พอใจรับให้ เราก็เลยให้ท่านมาอยู่ที่นี่ ให้พระที่เป็นรองเจ้าอาวาสอยู่แทน พระทางโน้นก็หนาแน่นตามเดิม เราก็ส่งอาหารให้ตามเดิม ไม่ได้มาส่งตั้งแต่ทางเขาใหญ่ท่านอุทัย มอบให้ทางกรุงเทพเขาเลี้ยงดูกัน เราจะเลี้ยงดูทางภูวัว ถ้าเราเลี้ยงดูพระทางโน้นไม่ไหวแล้วเอาเราไปฆ่าเลย แต่ระวังให้ดีนะ ถ้าเลี้ยงดูทางนี้ไม่ไหวเราจะมาฆ่าทางนี้ให้เหมือนกัน ให้ทางนี้ดูแล ทางโน้นเราดูแล

แต่บางทีท่านอุทัยท่านก็ไปเอาของจากทางวัดนู้นมา คงจะเอามาแล้วก็พูดเป็นอุบายว่าให้ทางนู้นขาดแคลนเพื่อจะให้เราฆ่าคนกรุงเทพก็ได้ มันหลายอย่างอยู่นะ เราเลี้ยงไว้ตลอดทางนู้นไม่อดละอาหาร เลี้ยงเป็นประจำ วัดนี้ทั้งวัดเลย เราเลี้ยงอาหารพระ ท่านตั้งใจปฏิบัติดี สถานที่นั่นเหมาะสมมากเป็นอันดับหนึ่งของสถานที่ภาวนา เราจึงรับเลี้ยงพระไม่น้อย อย่างน้อยก็ดูไม่ต่ำกว่า ๒๐ อยู่ใน ๒๐ กว่าหรือ ๓๐ ระยะนี้ มีมากพระ ท่านก็อยู่สะดวกสบาย อาหารการกินเราไปส่งให้เดือนละครั้งๆ ไม่ให้ขาดแคลน

พอมาทางนี้ก็ให้อยู่อย่างนั้นก่อน ไม่ส่งให้ล่ะทางนี้ มันไม่ไกลจากกรุงเทพ เราไม่ส่ง ถ้าส่งเราก็จะส่งนิวเคลียร์นิวตรอนมาขว้างให้มันแหลกเลยกรุงเทพ ไม่ให้มันเหลือสักหลังคาเรือนละ อาหารไม่ส่ง บอกอาหารเราส่งไปภูวัวหมดแล้ว ยังเหลือแต่นิวเคลียร์นิวตรอน เราจะส่งมาทางนี้ ให้ท่านอุทัยโยนใส่พวกนี้ให้มันแหลกหมดเลย กลัวตายไหมล่ะ ถ้ากลัวตายให้หาของไปถวายท่าน ถ้าไม่กลัวตายอย่าเอาไป ไม่นานละมันจะเป็นเถ้าเป็นถ่าน กรุงเทพน่ะ ถูกนิวเคลียร์นิวตรอนทางวัดป่าบ้านตาดและทางเขาใหญ่ฟัดเอาสองลูกพอ เข้าใจไหม เอาเพียงสองลูกพอ

ท่านอุทัยท่านตั้งใจปฏิบัติดีมาดั้งเดิม ท่านอยู่อย่างเขียมๆ สบายตลอด ท่านอยู่มานาน เราจึงไปต่อให้มีมากๆ ตั้งแต่บัดนั้นมา มาอยู่ทางนี้ก็ให้ทางกรุงเทพเลี้ยงดูไปเลย ทางโน้นเราเลี้ยงดู มันหายากนะหาพระตั้งใจปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ หาง่ายเมื่อไร ใครจะว่าหาอะไรหายาก ไม่ยากเท่าหาพระนะ หาพระหาความเลิศเลอในใจกับธรรมเป็นอันเดียวกันนี้หายากมาก แทบเป็นแทบตายเรียกว่าเดนตายมา

ครูบาอาจารย์แต่ละองค์ๆ ที่ได้ธรรมมาสอนโลกนี้มีแต่คนเดนตายนะ ท่านเล่าให้ฟังแล้ว แหมเราก็ว่าเราเดนตายคนหนึ่งเหมือนกัน เวลาฝึกหัดดัดแปลงเจ้าของฆ่ากิเลสภายในใจ ก็ว่าเต็มเม็ดเต็มหน่วยเรียกว่าเดนตายมา แต่เวลาครูบาอาจารย์มาเล่าให้ฟังท่านนี้เก่งกว่าเราอีก เราหมอบราบสู้ท่านไม่ได้ หลวงปู่ขาว หลวงปู่ฝั้น เหล่านี้ เรายกตัวอย่างมาเพียง ๒-๓ องค์ มีแต่ท่านผู้ที่เดนตายมาทั้งนั้นแหละการปฏิบัติธรรม ได้ธรรมมาสอนโลก ยิ่งพ่อแม่ครูจารย์มั่นด้วยแล้ว โถ อันนี้เรียกว่าหนึ่งไม่มีสองเลย ไม่มีใครเป็นคู่แข่ง ความอดอยากขาดแคลนทุกสิ่งทุกอย่างท่านรับเหมาหมด พ่อแม่ครูจารย์มั่นอดอยากขาดแคลนอยู่กับท่านหมด

ท่านพาอยู่ในป่าในเขาลึกๆๆ อยู่กับชาวบ้านเขา ๒-๓-๔ หลังคาเรือนอยู่กับเขาอย่างนั้นเป็นประจำ ท่านภาวนา กว่าจะได้มาเป็นอาจารย์สอนพวกเราทำแทบเป็นแทบตาย ครั้นเวลาท่านเล่าให้ฟังขบขันดีนะ ท่านเล่าเฉยๆ แต่เราอดขบขันภายในใจไม่ได้ เขาว่าพระธรรมกรรมฐานท่านพูดอย่างนั้นละ พูดธรรมดาเฉยไป เขาว่าพระธรรมกรรมฐานท่านฉันตั้งแต่ถั่วแต่งา ท่านไม่ฉันเนื้อฉันปลา ทีนี้เขาไม่มีถั่วมีงา เขาก็เอาแต่ข้าวเปล่าๆ มาให้เราฉันท่านว่างั้น พวกเนื้อพวกปลาพระกรรมฐานท่านไม่ฉัน ท่านฉันแต่ถั่วแต่งา ทีนี้เขาไม่มีถั่วมีงา เขามีแต่ข้าวเปล่าๆ มาใส่ให้เรา กินแต่ข้าวเปล่าๆ เรื่อยไปอย่างนั้นท่านว่า

นี่พ่อแม่ครูจารย์มั่นเล่าให้ฟัง ตอนท่านไปอยู่ในป่าลึกๆ สิ่งที่เขารู้ก็คือสิ่งไม่มี มีพวกถั่วพวกงา เขาว่าพระกรรมฐานท่านไม่ฉันเนื้อฉันปลา ท่านฉันแต่ถั่วแต่งา ทีนี้ถั่วงามันก็ไม่มี เนื้อปลาท่านก็ไม่ฉัน สุดท้ายเขาก็เอาแต่ข้าวเปล่าๆ ให้ท่านฉัน ฉันแต่ข้าวเปล่าๆ เรื่อยมา จนกว่าเขาจะรู้จักว่าฉันนั้นฉันนี้ได้บ้าง นี่เรารอดตายแหละท่านว่างั้น ท่านพูดเฉยนะคือท่านเล่าไปเฉยๆ  ท่านไม่ได้ตั้งใจพูดอะไรละ ท่านพูดแถวแนวของผู้ปฏิบัติว่าลำบากลำบนขนาดไหน ลำบากที่สุดท่านว่างั้น ได้ฉันแต่ข้าวเปล่าๆ อยู่อย่างนั้นละ พวกกล้วยพวกอะไรก็มีอยู่ในรั้วในสวน เขาก็ไม่ได้เอามาใส่บาตรให้ ก็มีแต่ข้าวเปล่าๆ ฉันไปอย่างนั้นละท่านว่าอย่างนั้น ขบขันดี 

นี่พ่อแม่ครูจารย์เล่าให้ฟัง คือท่านเล่าท่านก็ไม่มีอะไร ท่านไม่เหมือนเรา เรานี่เหมือนลิง สิ่งที่น่าขบขันหัวเราะนี้มันจะก้ากขึ้นก่อนใครแหละเรา ท่านนั่งเฉย ท่านเล่าเฉยๆ ยกตัวอย่างบ้านหนองผือ ท่านก็พูดของท่านไปอย่างนั้น พูดเป็นธรรมนะ เป็นนิสัยท่านเกี่ยวกับธรรม เห็นสัตว์อย่างนี้ท่านก็เล่าเรื่องสัตว์ เห็นไก่พูดเรื่องไก่ พูดไปเรื่อยต่อกันไปเรื่อยอย่างนั้น เห็นวัวพูดเรื่องวัว เห็นผู้คนเด็กเล็กเด็กน้อยพูดเรื่องเด็กเล็กเด็กน้อยไปเรื่อยๆ อันนี้ก็เป็นจังหวะท่านก็เดินไปนี้ หมูกำลังน่ารักตัวเท่ากระโถนนี้ มันขุดกินหญ้าแห้วหมูอยู่สองตัวตามทาง

ท่านพูดท่านไม่หัวเราะนะท่านพูดธรรมดา ไอ้เราตัวลิงมันอยู่ข้างหลังน่ะซิ  นี่เห็นไหมหมูเขาไม่ต้องหาแบกจอบแบกเสียมพะรุงพะรัง เพื่อขุดขี้ดินเหมือนมนุษย์เรา เขามีแต่จมูกเขากับหญ้าแห้วหมู เขาขุดกินของเขาไปเรื่อย ท่านพูดแล้วก็เหน็บ นี่คำเหน็บของท่านนะ ท่านไม่ได้ว่ามนุษย์ฉลาด แต่ว่าพวกหมูฉลาดกว่ามนุษย์ ท่านบอกว่ามนุษย์เรานี้โง่ไปอย่างนั้นแหละ เวลาท่านว่า คำว่ามนุษย์โง่นี่ สอนพระอยู่ข้างหลัง เข้าใจไหมล่ะ นี่เห็นไหมเขาขุดกินอยู่นี่  เขาไม่เห็นแบกจอบแบกเสียมมาเหมือนมนุษย์ เขาขุดกินเรื่อยหญ้าแห้วหมูอยู่ข้างทาง ก็เห็นเขาขุดหลุมกินเราเดินไป เขาขุดกันอึกทึกอยู่ข้างๆ

ท่านพูดธรรมดาเฉยๆ ไอ้เรามันจะตายมันอยู่ข้างหลังนั้นน่ะ นี่เขาขุดดินขึ้นมาถมถนน มันก็เป็นร่องหลุมลึกๆ นี่เห็นไหมหมูท่านว่าอย่างนั้น ท่านว่าเฉยๆ นะ ท่านไม่มีอะไร ไม่บ้าเหมือนเรา เรามันบ้าคอยอยู่นั้นละ ท่านเดินไปเราฟังไป ฟังท่านพูดอะไรเป็นคติทุกอย่างๆ หากไม่มีหัวเราะ พูดเฉยๆ เห็นหมูนี่ เห็นไหม เขาไม่เห็นแบกจอบแบกเสียมพะรุงพะรังเหมือนมนุษย์เรา เขามีแต่จมูกเขาขุดดินไปเรื่อยๆ อย่างงั้นนะ เขาฉลาดกว่ามนุษย์ ฉลาดกว่าพระที่โง่ๆ อีก เดินตามหลังท่านมาความหมายว่างั้นเข้าใจไหม  ท่านไม่ได้ว่าให้มนุษย์มนาเรานะ พระก็เป็นมนุษย์เหมือนกันท่านตีคืนหลัง เพราะท่านสอนมนุษย์

ตีข้างหลังตีคืนข้างหลัง มนุษย์มันโง่ ไปไหนพะรุงพะรัง มีแต่ท่านยังไม่ได้ยกตัวอย่างมา เช่นมานี้สะพายบาตร ทั้งแบกกลดมาด้วยก็ไม่รู้บิณฑบาต ท่านไม่ได้ว่าเป็นอย่างนั้นเท่านั้นเอง นี่เขาขุดกินอยู่เห็นไหม ไม่พะรุงพะรังเหมือนมนุษย์ เขาก็ขุดกินอยู่นั้น พอว่าแล้วท่านก็ผ่านไป ทางนี้ก็ตอบรับกัน นี่ละนิสัยลิงเข้าใจไหม พอเดินตามหลังไปเลยเตือนหมู่เพื่อนนะ เวลาไปกับท่านถ้าเราไม่อยู่มีพระติดตามท่านไปนี้ เตือนพระตลอด เตือนไว้ทุกองค์ นี่เวลาผมไม่อยู่ไม่ให้เดินติดกับท่าน เวลาท่านพูดอะไรถามอะไรอย่าตอบง่ายๆ ท่านพูดนี้เป็นธรรมทั้งนั้นสอนพวกเราต่างหาก

ก็ไปถึงบทที่ว่าหมูมันฉลาด มันไม่หาแบกจอบแบกเสียมไปหาขุดหญ้าแห้วหมูกิน มันเอาจมูกมันขุดกินนั่นเห็นไหม ว่าแล้วท่านก็ผ่านไป ทางนี้ก็ขุดอึกทึกอยู่ หมูน้อยกำลังน่ารักตัวเท่านี้ พอไปถึงนั้นมันจะฉลาดขนาดไหนว่างั้น มึงทำไมดูถูกกูขนาดนี้วะ ว่ามึงฉลาดกว่ากูนี้น่ะ คือพ่อแม่ครูจารย์ท่านยกตัวอย่างมนุษย์โง่กว่าหมูกว่าสัตว์ ท่านสอนพระข้างหลัง ท่านไม่ได้ไปสอนชาวบ้านชาวเมืองอะไร ท่านสอนพระอยู่ข้างหลังนั่นละ บางคนไม่เข้าใจซี  นี่คอยฟังจับเอาทุกแง่ทุกมุม เวลาท่านพูดอะไรอย่าตอบง่ายๆ นะถ้าท่านถาม ต้องอย่างนั้นอย่างนี้ใช่ไหม ให้เฉยนิ่งฟังดู ถ้าหากว่าท่านย้ำจะถามจริงๆ เพื่อเอาถ้อยเอาความจริงๆ ท่านจะหันมา หือว่าไง ท่านจ้ออย่างนี้ก็ให้ตอบสักนิดนึง เราบอกงั้น ให้ท่านพูดไปตามเรื่องของท่าน ภาษาธรรมของท่านเป็นอย่างนั้นเราว่า

ต่อไปก็ไปเห็นหมูเขากำลังขุดกินเฉย พระเดินบิณฑบาต ก็พระกับหมูมันอยู่ด้วยกันตอนบิณฑบาต มันขุดดินหญ้าแห้วหมูที่อยู่ข้างๆ ทางไม่กลัวคน ท่านก็พูดถึงเรื่องหมูเขาขุดดินกินเขาไม่ต้องหาจอบหาเสียม หาตะกร้ากระบุงอะไรพะรุงพะรังเหมือนมนุษย์เรา เขามีแต่จมูกเขาขุดกินสบายไปเลย เขาฉลาดกว่ามนุษย์ คำว่ามนุษย์นี้ท่านส่อมาหาพระนะ ท่านไม่ได้ว่ามนุษย์ทั่วไป ท่านพูดกลางๆ เฉยๆ ว่ามนุษย์  ความจริงก็คือมนุษย์หัวโล้นเดินตามหลังอยู่นี่ละมันโง่เข้าใจไหม แก้กิเลสตัวเดียวก็ไม่ได้ ท่านเอาตัวนี้นะตัวโง่ที่สุดตัวเดินตามหลังท่านมา ทางนี้ก็สอดเข้าไป มันจะฉลาดขนาดไหนน่ะหมูเหล่านี้ มนุษย์โง่มันจะเอาละนะ

พอท่านเดินไปมันก็ขุดกินของมัน พอไปถึงนั้นเราก็เอาเท้านี่ละสอดไปใส่มัน สอดหยอกเล่นกับมันนั่นแหละ พอไปทางนี้สอดมัน โดดปึงปังตกคลอง วิ่ง มีสองตัวสามตัวกำลังน่ารัก มันตื่นมันไม่เคยเห็นเท้ามนุษย์โง่เข้าใจไหม เท้ามนุษย์โง่มันแหย่หมูน่ะ หมูมันก็ตื่นล่ะซี หมูมันฉลาดมันก็กลิ้งตกลงไป เฮ้ย ใครไปทำมันล่ะ ใครไปทำหมู เห็นไหมล่ะ ล้ม ตกลงไปล้มไม่ล้มธรรมดาหงายท้องชี้ฟ้าด้วยนะ หงายท้องขึ้นไปเลยละ ทางนี้ตอบลึกๆ นะ เขาฉลาดเขาล้มได้ ว่ามนุษย์โง่ หมูมันฉลาดแล้วทำไมมันล้มหงายท้องชี้ฟ้าล่ะ เขาฉลาดเขาล้มได้ทุกแบบ ทางนี้ตอบอยู่ลึกๆ นะ ไปกับพ่อแม่ครูจารย์ ขอให้ใช้ความคิดเถอะน่ะ จอมปราชญ์ใครจะไปเกินพ่อแม่ครูจารย์มั่น ท่านพูดอะไรเป็นธรรมทั้งนั้นๆ เราก็คอยสอดแทรก ไอ้ลิงนี่มันคอยจับนั้นจับนี้ไปเรื่อย ที่ว่าหมูฉลาด แหย่เท้าเห็นหมูตกกลิ้งไปโน้นน่ะ กลิ้งหงายท้องขึ้นฟ้า เฮ้ย ใครไปทำหมูนั้นน่ะ ล้มแล้วหงายท้องขึ้นฟ้าด้วย อย่างนี้ก็มีสัตว์ฉลาดเขาต้องล้มได้ทุกแบบ ท่านก็เดินผ่านไปเลย

ทีนี้เวลาจะให้พรให้ไม่ได้ พอยถา สัพพี จะให้เรารับสัพพี รับไม่ได้ ท่านก็เลยสัพพีต่อไป พระก็รับต่อกันไปเรื่อยๆ มันมาอีกล่ะ วันนั้นที่ได้มาพูดมันมีสองเรื่อง เรื่องหมูตกคลองไปหงายท้องขึ้นฟ้าน่ะ มันหากินตามประสาของมัน ตั้งแต่ยกยอเขาแล้วก็มาเหยียบมนุษย์ เราก็เป็นมนุษย์เหมือนกันจะถอยใครเมื่อไร มันแก้หมัดตรงนี้ใช่ไหม  แหย่หมูตกลงไป เวลาหงายท้องขึ้นฟ้าไม่เห็นมันฉลาด ท่านพูดอย่างนี้ท่านไม่หัวเราะนะ ล้มก็ไม่ล้มธรรมดาท่านว่า หงายท้องขึ้นฟ้าด้วย โห ล้มของท่านฉลาดก็ต้องล้มได้ทุกแบบ แน่ะมันมีแก้อยู่ในนี้ละ พอไปถึงสัพพีรับสัพพีไม่ได้ มันอดหัวเราะไม่ได้ ท่านก็พอยถาไปถึง ท่านยถาให้สัพพีรับ เรารับไม่ได้ ท่านก็เลยสัพพีไปเรื่อย พระก็เลยรับตามหลังไปเรื่อย นั่นวาระหนึ่งนะ

นู่นท้ายบ้านนู่น ทีนี้มาอีกมาสุดบ้านนี้เอาอีกแหละ เขาจัดที่นั่งให้ท่านโดยเฉพาะ เขาจัดเป็นแถวให้พระให้พรแล้วก็ออกมา ทีนี้พอรับบาตรท่าน รับพร เสร็จแล้วท่านก็มานั่งม้านั่งหรืออะไรเก้าอี้อย่างนี้แหละ มานั่งธรรมดา ไอ้หมูสองตัวก็เอาอีกแหละ ไอ้สองตัวสามตัวโน้นล้มจนหงายท้องก็เป็นอีก แล้วมานี้อีกมีหมูสองตัวน่ารักเหมือนกันนั่นแหละ พอมันมานี่ปั๊บไอ้หมูสองตัวมันมาเล่น มานี้ใกล้ๆ มีกอไผ่อยู่ข้างหน้านี่ สักเดี๋ยวมันกัดกัน มันหยอกกันเล่นกัน ฟังเสียงอี้แอ้ๆ ซัดกัน ไอ้ตัวนี้งัดตัวนั้นเข้าป่าตรงนั้น ตัวนั้นร้องอี้ๆ ตัวนี้ยังงัดตะพึดตะพือ ตัวนั้นร้องอี้ๆ เออ ไอ้นี่มันไม่รู้จักแพ้รู้จักชนะ ท่านว่าให้เขา

พูดเฉยนะ เขายอมแล้วก็ยังไม่ยอม ให้เป็นกรรมการมวยไม่ได้ละ ถูกเขาขับไล่ละ ท่านว่าอย่างนั้น คือตัวนั้นมันร้อง ตัวนี้ยังไสเข้าไปในกอไผ่ ตัวนั้นก็ยิ่งร้องอยู่อย่างงั้น ตัวนี้ไสตลอด โอ้ มึงนี้เป็นกรรมการไม่ได้หรอก ไม่ยอมรับคำแพ้คำชนะของเขาว่างั้นนะ ท่านเฉยนะ ไอ้เรามันจะตายน่ะซี พอเสร็จแล้วท่านมายถาถึงขั้นสัพพี สัพพีไม่ขึ้นแล้ว ให้เสร็จก็เลยออกมา พอออกมาแล้ว หมู่เพื่อนกลับล่วงหน้าไปก่อนแล้ว สักเดี๋ยวเราตามหลังท่านไป เอ้อ ท่านมหาทำไมให้พรสองหนสามหนไม่รับพรเป็นยังไง โอ๊ย ไอ้หมูสองตัวนั้นมันทำพิษเราว่างี้นะ ไอ้หมูสองตัวมันทำพิษยังไง หือ ประสาหมูท่านว่างั้น ท่านก็พูดเรื่อยๆ อย่างนั้นแหละไอ้เรามันจะตายหมูสองตัว คือหมูทางโน้นกับหมูทางนี้มันทำเหตุ เราเลยให้พรไม่ได้ เวลากลับ เฮ้ย ประสาหมู  อย่างนั้นละพ่อแม่ครูจารย์พูดไม่หัวเราะนะ พูดเรื่องอะไรเฉย แต่เรามันจะตาย ขบขัน  เอาละเล่าเรื่องพ่อแม่ครูจารย์เท่านี้ให้ฟังก็พอใจแล้วนะ

พ่อแม่ครูจารย์ท่านตำหมากวันหนึ่งไม่มากนะ ตอนเช้า ตอนบ่าย และตอนเย็นๆ บุหรี่ก็ไม่มาก ตอนเช้า.ตอนบ่าย แล้วตอนค่ำ บุหรี่นี้จะมีถึง ๓ ครั้ง แต่หมากก็น่าจะเหมือนในระยะเดียวกัน เวลาลูกศิษย์ลูกหาขึ้นไปหาท่าน ท่านคุย แล้วก็ตำหมากถวายท่าน นี่ละจอมปราชญ์สมัยปัจจุบันคือหลวงปู่มั่นของเรา จอมปราชญ์รอบทุกอย่างเลย เวลาอยากเห็นฤทธิ์เห็นเดชของท่าน แต่เวลาท่านจะเอาเราไม่ผิดกับเม็ดหินเม็ดทรายนะ  คือตอนเช้าวันนั้นไข้มาลาเรีย ถ้าลงได้ไข้แล้วฟาดตั้งแต่เช้ายันค่ำ อย่างนั้นละ

พอดีวันนั้นมันก็บอกในตัวของเรา รู้ชัดว่าวันนี้จะต้องเป็นไข้ทั้งวันๆ พอตอนเช้าก่อนบิณฑบาตก็เตรียมไปกุฏิท่าน ไปกราบเรียนท่านว่าวันนี้ดูอาการไข้จะเริ่มแต่เช้า เริ่มตั้งแต่บัดนี้ละ ขอโอกาสไม่ฉันละวันนี้ ท่านฟังท่านก็ไม่ว่าอะไร นี่ละความรู้เวลาท่านใช้ ท่านขู่เรา ก็เอาตั้งแต่นั้นเลยไข้ ซัดกันใหญ่ ไข้หนักเหมือนกัน อันนี้ก็ค้นเวทนา ทุกขเวทนา ปวดที่ตรงไหนมันไล่อย่างเต็มเหนี่ยวนะ ต้อนเข้ามุมมาเป็นจังหวะที่เรียกว่านักมวยก็กำลังให้น้ำว่างั้นเถอะ เราหยุดพักพิจารณา ท่านก็ขึ้นมามันเป็นยังไงมหานี่น่ะ  เมื่อเช้ามาบอกว่าจะไม่ฉันจังหันใช่ไหม ไข้ก็เริ่มแต่เช้าแล้ว แล้วมันปฏิบัติต่อความไข้อย่างไรบ้าง

นี่ละท่านดูทางภายในเห็นไหมล่ะ ท่านกำหนดจิตดูเรียบร้อยแล้ว ตอนบ่ายมาหาท่าน เวลาท่านจะเอาความจริงตามที่ท่านรู้ พอขึ้นไปท่านขู่เลยนะ ทำไมทำอย่างงั้นล่ะ ขึ้นเลย ท่านขึงขังด้วยนะ แล้วทำไมทำอย่างงั้นล่ะ เราคอยฟัง จะตอบไม่ได้นะระยะนั้น สักเดี๋ยว หือมันภาวนายังไงนักภาวนากับไข้นี่ ทำไมท่านถึงทำอย่างนั้นล่ะ นั่นเห็นไหมล่ะ ท่านถึงทำอย่างนั้นเอาแล้วนะ  คือตอนก่อนที่ท่านจะส่งใจไปดู เราฟัดกันเต็มเหนี่ยว ทุกขเวทนาแยกธาตุแยกขันธ์ เหนื่อยเต็มทีแล้วก็เรียกว่าพักให้น้ำ ตอนนั้นจิตเราไม่ใช้กิริยาก็ไม่เกิดปัญญา พักจิตดูทุกขเวทนา พอดีท่านส่งจิตปั๊บไปดูตรงนั้นละ

พอไปท่านขู่ขึ้นเลย ทำไมถึงทำอย่างงั้นล่ะภาวนา สติปัญญามีทำไมไม่ใช้ เราก็ไม่ตอบละ นิ่งอยู่ นี่ก็ดูจริงๆ เราวันนี้น่ะ เมื่อเช้านี้มาหาเราว่าวันนี้ไข้จะกำเริบตั้งแต่เช้า ไข้มาลาเรีย จะไม่ฉันจังหัน ทีนี้พอฉันจังหันมาแล้วก็ลองกำหนดดูมันปฏิบัติยังไงต่อการไข้  มหานี่น่ะท่านว่างั้น ท่านเพ่งจิตไปดู เห็นมันจ่อกัน จ่ออยู่ในนั้น ไม่ใช้สติปัญญา พยายามจ่อกัน จ่อแบบฤาษีแบบหมากัดกัน ท่านว่างั้นนะ ต้องใช้สติปัญญาซิการพิจารณา คือเราใช้เสียจนพอ เรียกว่าพักให้น้ำในระยะนิ่งดูกันอยู่นั้น นั่นละเวลาท่านจะดุเราค้านได้เมื่อไร

มันก็เป็นจริงๆ เวลาท่านจ้องไปจิตของเรากำลังจ่อกันอยู่นั้นน่ะ ท่านดูตรงนั้น มันต้องใช้ปัญญาซิ หลังจากนั้นได้โอกาสแล้วเลยกราบเรียนท่าน คือแต่ก่อนก็ได้พิจารณาเต็มกำลัง  เห็นว่ามันเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามากก็เลยพักเพ่งดูกันอยู่ นั่นละมันเพ่งอยู่ตรงนั้น ทำแบบฤาษีแบบหมากัดกัน มันไม่ใช้แบบสติปัญญาท่านว่า นั่นเห็นไหมเวลาท่านจ้อเข้าไป ค้านท่านได้เมื่อไร คือจ่อกันจริงๆ ท่านว่า เวลาท่านจะดู ไม่ผิด

นี่ละจอมปราชญ์ในสมัยปัจจุบันคือพ่อแม่ครูจารย์มั่น นี่เราเคยเขียนแล้วไม่ใช่หรือในประวัติท่านน่ะ เราเขียนละเอียดกว่า ทุกวันนี้จำไม่ค่อยได้นะ ที่เขียนนั่นถูกต้องแล้ว ตอนที่จำไว้ใหม่ๆ คือเราเตรียมพร้อมที่จะเขียนประวัติของท่านอยู่ แต่เรื่องของท่านมาล้มมาละลายไปตอนนั้น คือเราคิดเราจะเขียนประวัติของท่าน คิดเต็มหัวใจ แต่เวลานี้จิตของเรากำลังหมุนติ้วๆ ภาระของเจ้าของกำลังเต็มหัวใจด้วย พอขึ้นไปนั่ง เอ้อ ท่านว่างี้ นี่เพื่อนฝูงลูกศิษย์ลูกหามาอยู่กับเรา ทั้งไหลเข้า แล้วมีใครคิดอะไรบ้างไหม เราก็ตอบมาเลย เพราะเราคิดไว้แล้ว โอ๊ย คิดเต็มหัวใจแหละ  เรื่องคิด คิดเต็มหัวใจ แต่เวลานี้งานกำลังเต็มหัวอก

พอว่าเท่านั้นแหละ ท่านรับ เอ้า ฟัดต่อ งานภายนอกไม่สำคัญยิ่งกว่างานภายใน งานเต็มหัวอก งานของเรากำลังหนัก หมายถึงงานฆ่ากิเลส ให้เอาออกงานอะไรไม่สำคัญ เอางานนี้ให้ได้นะ ถ้างานนี้ได้แล้วจะแตกกระจายไปหมดเลย เรื่องของท่าน ท่านเลยทิ้งไปเลย เลยมาเอาเรื่องของเรา นี่เราก็ไม่ลืม เพราะเราตอบทันที เนื่องจากเราคิดไว้เรียบร้อยแล้ว เราจะเขียนประวัติของท่าน เรื่องราวอะไรเราจะเขียน แต่เวลานี้งานของเราเต็มหัวอกกระดุกกระดิกไม่ได้ พอท่านถามมาจุดนี้ก็ตอบเลยทันที ท่านก็บอกให้ปล่อยให้หมด เอางานนี้เสียก่อน ให้ได้ ถ้างานเจ้าของได้แล้วมันจะแตกกระจายไปหมดนั่นแหละ ท่านเลยไปเรื่องของเราไปเสียเลย

เพราะฉะนั้นจึงได้มาเขียนประวัติของท่านตอน ๒๕๑๓-๒๕๑๔ พองานเจ้าของเบาบางลงไปบ้างแล้วก็มาเริ่มเขียน ตอนเขียนนั่นจำได้ แต่ทุกวันนี้ไม่ได้เรื่องเลย มันหลงลืมไปหมด ตอนเขียนเรียกว่าจำได้ค่อนข้างมาก เราเขียนประวัติท่าน เขียนตอนที่เราจ่อไว้เรียบร้อยแล้ว พองานจะว่างบ้างก็เขียนเลย ตอนที่เราคิดของเราลำพังคนเดียวนั้นงานเรามันหนักมาก งานภายในใจฆ่ากิเลส ท่านก็เสริมเลย งานของตัวเอง งานนั้นคืองานภายนอก ขอให้งานภายในได้เถอะมันจะกระจายไปหมดท่านว่าไปอย่างนั้น

อย่างนี้ละอาจารย์สมัยปัจจุบัน พระอรหันต์ในสมัยปัจจุบันก็คือพ่อแม่ครูจารย์มั่น อันนี้พระอรหันต์ร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ไม่มีที่ต้องติ ไม่ว่าภายนอกภายในแม้ที่สุดเทวดา อินทร์พรหมเห็นหมดรู้หมด ตอนที่ท่านเล่าเวลาอยู่เฉพาะสององค์หรือสามองค์ ถ้าหากว่าไม่ถามท่านไม่เล่านะ เฉย แต่เรามันนิสัยอย่างนี้ด้วย นิสัยซอกแซกอยากรู้อยากเห็นด้วย พอได้โอกาสเราจะพอมี ทีนี้ก็ถามเรื่องเฉพาะของท่าน ท่านก็เล่าให้ฟังตอนนั้นละ เกี่ยวกับเรื่องเทวบุตรเทวดา อินทร์พรหม ท่านไม่ได้ว่าง นั่นเห็นไหมล่ะเวลาท่านเปิดออก เราอยู่เงียบๆ เงียบกับมนุษย์ก็จริง แต่กับเทวบุตรเทวดา อินทร์พรหม ตลอดพวกสัตว์นรก นู่นน่ะฟังซิ ขึ้นมาจนกระทั่งสัตว์นรก

โอ๊ย ใครก็มีแต่กองทุกข์มาหาเรา มาจากชั้นบนก็แบกหามกองทุกข์มาแบบหนึ่ง เอา ขึ้นมาจากข้างล่างพวกสัตว์นรกพวกเปรตพวกผีก็แบกกองทุกข์ขึ้นมาหาเราเหมือนกัน ฟังซิท่านว่า ชำระแต่กองทุกข์ให้สัตว์โลกคืนหนึ่งๆ เราว่างเมื่อไร นู่นน่ะฟังซิ  ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องมนุษย์ แต่เกี่ยวกับพวกเปรตพวกผี เรื่องเทวบุตรเทวดา อินทร์พรหม ที่แบกกองทุกข์มาด้วยกันคนละประเภทๆ มาให้เราช่วยแบ่งเบา นี่ละมันหนักมากนะท่านว่า  กลางคืนเราว่างเมื่อไร นี่ละฟังซิ

อย่างนี้ท่านไม่ได้พูดง่ายๆ นะ ต้องถึงกาลเวลาที่ท่านควรจะพูดท่านถึงจะพูด ให้ท่านพูดธรรมดา ตายเฉยๆ ไม่ได้ยินแหละ แต่เรามันนิสัยชอบรู้ชอบเห็น ท่านก็รู้นิสัยเราด้วยว่าเอาจริงเอาจัง การถามอะไรไม่ได้สักแต่ว่าถาม ถามเพื่อเอาจริงเอาจัง ท่านก็แย็บออกมาๆ ให้เราได้ฟัง  จึงได้มาเล่าพอสมควร ได้มาเขียนประวัติของท่านทุกวันนี้ หลวงปู่มั่นท่านว่างเมื่อไร เวลาอยู่คนเดียวในป่าในเขา ไม่ได้ว่างนะวันหนึ่ง พวกเทวบุตรเทวดา อินทร์พรหม พวกเปรตพวกสัตว์นรกอะไรขึ้นมาเกี่ยวข้อง มีแต่แบกกองทุกข์ต่างประเภทกันมา

กองทุกข์ของพวกสูงก็เป็นกองทุกข์ประเภทหนึ่ง กองทุกข์ของพวกชั้นต่ำก็เป็นอีกประเภทอันหนึ่ง เพราะฉะนั้นจึงว่าทุกข์ต่างประเภทกัน เราไปค้านดูซิ ค้านได้ที่ไหน มาเพื่อให้ปลดเปลื้องทุกข์ทั้งนั้นแหละ เราไม่ได้ว่างนะ เราอยู่คนเดียวในป่าในเขา พวกนี้ละมากที่สุด มนุษย์ก็ไม่ค่อยเกี่ยวข้อง คือท่านอยู่ในป่ากับพวกคนป่าคนเขา เขาไม่ค่อยไปยุ่งท่าน บิณฑบาตได้อาศัยเขากินวันหนึ่งเท่านั้นพอ เขาไม่มาเกี่ยวข้องกับท่าน แต่พวกนั้นซิมา พวกข้างบนข้างล่างมาตลอดเวลา ท่านไม่ได้ว่าง เวลาท่านเปิดออกมานี้ แหมกระจ่างหมดโลก  ของง่ายเมื่อไร เอาละที่นี่รับพรนะ พอสมควรแล้ว

 

รับชมและรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

สถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน  FM 103.25 MHz

และเครือข่ายทั่วประเทศ

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก