ไม่มีอะไรเลิศยิ่งกว่าธรรมกับใจเป็นอันเดียวกัน
วันที่ 7 พฤษภาคม 2551 เวลา 7:50 น. ความยาว 30 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑

ไม่มีอะไรเลิศยิ่งกว่าธรรมกับใจเป็นอันเดียวกัน

ก่อนจังหัน

เมื่อคืนนี้นอนไม่หลับตลอดรุ่งเลย ฉันอะไรก็ไม่รู้ ไม่หลับเลยตลอดรุ่งเมื่อคืน ก็อย่างว่านะ มันแก่มันจะไปไปลากไว้ทำไม มันแก่มันจะไปแล้ว อะไรๆ ผิดนิดหนึ่งคอยแต่จะไปๆ เวลามันจะเป็นมันก็เป็นของมัน เช่นอย่างเมื่อคืนนี้นอนไม่หลับตลอดรุ่งเลย มันก็เป็นของมัน ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร นอนไม่หลับเอาเฉยๆ ตลอดรุ่งเลย

พระให้ตั้งใจภาวนานะ ผมก็ไม่ค่อยได้อบรมแนะนำพระทุกวันนี้ เพราะงานมันมากต่อมาก งานล้นมือ ไม่ค่อยมีเวลาที่จะอบรมพระเหมือนแต่ก่อน แต่ก่อนอบรม ๙ วัน ๑๐ วัน หรืออาทิตย์หนึ่งประชุมอบรมอยู่ตลอด ทีนี้เวลางานมากๆ เข้าไปทางพระก็เลยห่างเหินไป ให้พากันตั้งใจภาวนานะ

เรื่องสติสำคัญมาก การภาวนาเผลอสติเป็นขาดความเพียร สติสำคัญมากทีเดียว ถ้าสติติดแนบตลอดกิเลสเกิดไม่ได้ กิเลสจะเกิดทางสังขาร เพราะสมุทัย อวิชชานั่นละมันหนุนให้มาเกิดสังขาร ถ้าสติจับไว้แล้วมันไม่เกิด มีอยู่ก็อยู่ในนั้นละไม่แสดงออกเป็นพิษเป็นภัยแก่ตัวเอง นี่ได้พิจารณาทุกอย่าง การทำความพากเพียรมานี้ได้ใช้ความคิดความอ่านมากทีเดียว ถ้าธรรมดาทำไปๆ มันไม่ได้เรื่องนะ ให้ทดสอบผลได้ผลเสียของเจ้าของ

ปัญญาละสำคัญ สติติดแนบเลย ปัญญาคอยสอดแทรกพิจารณา เรื่องสตินี้เป็นพื้นฐานทีเดียว ใครที่มีสติอยู่ตลอดเวลากิเลสเกิดไม่ได้ตลอดเวลา ถึงจะมีมันก็หมอบอยู่นั้นละ ทีนี้จิตก็สร้างธรรมสติธรรมปัญญาธรรมครอบหัวกิเลส ใจก็สงบแล้วก็สว่างไสว การประกอบความพากเพียรอบรมใจเป็นของสำคัญ ใจนี้ละตัวรุกรานทำโลกให้เดือดร้อนวุ่นวายทุกหย่อมหญ้า จะเป็นอะไรที่ไหนไป ไม่มีใครมองดูใจนะ

ใจนี้เป็นตัวฟืนตัวไฟ ปล่อยให้กิเลสเอาไปถลุงหมด ไม่มีสติรักษาไม่เป็นท่านะนักภาวนา ต้องใช้สติ สตินี้จำเป็นทุกที่ทุกสถาน ไม่ใช่จำเป็นเฉพาะความเพียร ทำการทำงานอะไรสติกับสัมปชัญญะติดแนบกันไป ถ้าใช้ความเพียรจริงๆ สติติดแนบๆ เลย ต้องใช้ความพิจารณานักปฏิบัติ สักแต่ว่าทำๆ ไม่ได้เรื่องนะ ต้องใช้ปัญญาสำคัญมาก

การที่กล่าวมาทั้งนี้ได้ใช้มาเต็มภูมิแล้ว เต็มกำลังความสามารถ จิตเจริญแล้วเสื่อมๆ ได้ปีกับ ๕ เดือน เหมือนตกนรกทั้งเป็นนะ จิตเจริญแล้วได้เสื่อมลงไปนี้ แหม มันเหมือนกับคนมีเงินทองกองเท่าภูเขา แต่ไปล่มจมในเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งนี้เสีย แล้วจะไปสานหวดขายเอาเงินจำนวนนั้นกลับคืนมาได้อย่างไร นี่ละมันท้อใจ จิตเวลามันเสื่อมเสื่อมอย่างนั้นละ ทุกข์ที่สุด ไม่มีอะไรเกินจิตเสื่อม มีทุนมีรอนอยู่ร่มเย็นเป็นสุขๆ เป็นสมาธิ พอได้เสื่อมลงไปเท่านั้นละเป็นไฟเลยทีเดียว เขาอยู่ตามบ้านตามเรือนสู้เราผู้จิตเสื่อมไม่ได้นะ ความทุกข์ ได้ผ่านมาหมดแล้ว จึงต้องเอาให้ดีนะสติ อะไรจะเสื่อมไปสติอยู่กับตัวเจริญได้ไม่เสื่อม ถ้าสติไม่มีแล้วหวังเท่าไรก็หวังเท่านั้นละไม่เกิดประโยชน์ ถ้าสติจับกับความเพียรแล้วมันก็ฟื้นกลับมาเอง ให้พร

หลังจังหัน

กุฏิเราหลังข้างล่างนี้ยิ่งดีกว่าหลังข้างบน ไม่ทราบไปหาไม้มาจากไหนๆ ดูมีแต่ไม้ดีๆ เราไม่ได้สนใจนะ ถ้าว่ากุฏิที่พักที่อยู่ดีๆ สวยๆ งามๆ เราไม่สนใจนะ อยู่ที่ไหนสะดวกสบาย การกินอยู่หลับนอนสะดวกสบายพอ ไอ้หรูๆ หราๆ ฟู่ๆ ฟ่าๆ มันเรื่องกิเลส เหมือนเอาดินเหนียวขึ้นไปพอกหัวว่าตัวมีหงอน ประสาดินเหนียว เรื่องกุฏิเราที่อยู่ข้างล่าง แหม ไม่ทราบไปหาไม้มาจากไหนๆ มีแต่สวยๆ งามๆ ตามกิเลสมันนิยมอย่างนั้น ธรรมท่านเฉย ไม่มีอะไรเลิศกว่าธรรม ธรรมนี้อะไรเกาะไม่ติด จะสรรเสริญเยินยอด้วยวิธีการใดก็ตามตกออกหมดเลย นั่นละท่านว่าธรรมแท้ ธรรมธาตุ ธรรมแท้เป็นอย่างนั้นไม่ได้ตื่นเต้นกับอะไร ถ้าธรรมจอมปลอมธรรมดินเหนียวติดหัวละเป็นบ้าไปเลย

ดูซิตั้งยศให้ อย่างพระเรานี่ละ นี่เราก็พระ ตั้งยศให้เป็นนั้นเป็นนี้เป็นบ้าไปเลยพระนะ ยิ่งตั้งยศให้สูงเท่าไรยิ่งเป็นบ้าหนักเข้านะพระสมัยปัจจุบัน พระส้วมพระถานพระมูตรพระคูถ เอาผ้าเหลืองเข้ามาครอบหัวเท่านั้นก็ว่าตัวมีหงอนไปแล้ว ผ้าเหลือง เจ้าของปฏิบัติไม่ดีก็เท่านั้นละ ทำใจให้ดีเถอะน่ะ ใจนี้สำคัญมาก ร้อนเป็นฟืนเป็นไฟทุกหย่อมหญ้าก็คือใจ ใจไม่มีธรรมปล่อยให้กิเลสมันเผาตลอดเวลา แล้วก็เอาเรื่องกิเลสมาหลอกกันให้เป็นบ้าไปด้วยกันอีก เรียนจบชั้นนั้นชั้นนี้ ไปอยู่เมืองนั้นไปอยู่เมืองนี้ เอาอิฐปูนหินทรายหญ้าเหล่านี้ละมาอวดกัน ใครได้ไปเมืองนอกเมืองนามา อู๊ย เหมือนจะเหาะเหินเดินฟ้า เป็นอย่างนั้น ใครล่ะเกิดในตุ่มในไห พอจะได้เอาเมืองนอกมาอวดกัน เราเกิดในตุ่มในไห สู้เขาไม่ได้

มันตามกันเองนะ ตั้งแต่พ่อแม่ครูจารย์ท่านไปอยู่ที่ไหนกระต๊อบกระแต๊บ ท่านอยู่ของท่าน เราคอยสังเกตดู ท่านไม่ตื่นกับอะไร อะไรมาท่านก็ไม่ตื่น ไม่ตื่นกับอะไร เราคอยสังเกตแล้วก็ปฏิบัติตัวไปด้วย ปฏิบัติตัวเพื่อแก้กิเลส กิเลสจะเป็นประเภทใดบ้าง ท่านไปอยู่ที่ไหนเป็นกระต๊อบ อย่างหนึ่งก็กั้นห้องศาลาอยู่ ศาลาก็หลังเล็กๆ กั้นห้องอยู่ ท่านอยู่อย่างสบาย ไม่ตื่นเต้นกับอะไร บทเวลามาสรุปความแล้วว่าใจกับธรรมเป็นอันเดียวกันเป็นธรรมธาตุ ไม่มีอะไรจะเลิศเลอยิ่งกว่าอันนี้ นั่น อันนี้ครอบโลกธาตุ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านั้นจึงเอามาเฉียดไม่ได้ มาแหย่ไม่ได้

ไม่มีอะไรเลิศยิ่งกว่าธรรมกับใจเป็นอันเดียวกัน เรียกว่าธรรมธาตุ นั่นละธรรมธาตุ พระพุทธเจ้า พระอรหันต์เป็นธรรมธาตุ ท่านไม่ถามหากัน พระพุทธเจ้ามีกี่พระองค์ สาวกมีกี่องค์ เป็นอันเดียวกันหมด ก็ไม่ทราบจะไปถามหาใคร ไม่มีอะไรแปลกต่างกัน เป็นอันเดียวกันหมด ใครผางขึ้นมาตรงนั้นไม่ต้องถามหาพระพุทธเจ้า ไม่ต้องถามหาพระสาวก ถึงกันหมดเลย เป็นอันเดียวกันเหมือนกัน

จิตถ้าลงได้ชำระถึงขั้นนั้นแล้วไม่มีอะไรจะเลิศเลอเท่าละ นั่นละท่านเรียกว่าธรรมธาตุ จิตเป็นธรรมธาตุ แล้วท่านจะไปตื่นกับอะไร ไม่มีอะไรจะตื่น สามแดนโลกธาตุมีแต่มูตรแต่คูถทั้งนั้น ว่าสมมุติๆ ก็มูตรคูถ เลยจากสามแดนโลกธาตุวิมุตติ นั่น ใจถ้าลงได้ถึงขั้นวิมุตติหลุดพ้นแล้วอยู่ไหนอยู่ได้ แต่ใจของพระพุทธเจ้าของพระอรหันต์นั้นท่านมีข้อเทียบไว้ ในตำรามี ยายคนหนึ่งแกเลี้ยงม้า แล้วก็มีม้าอาชาไนยตัวหนึ่งอยู่ในนั้น ธรรมดาม้าอาชาไนยมีฤทธิ์เดชมากที่สุด เท่ากับเสือโคร่งกับหมูกับวัวแหละ อำนาจเสือโคร่งกับวัวเป็นอย่างไร อันนั้นยังเหนือนั้นอีก อำนาจของม้าอาชาไนย

ยายคนนั้นแกก็มาเลี้ยงไว้กับม้าทั้งหลาย แล้วม้าตัวนั้นก็อยู่กับฝูงม้าทั้งหลาย ม้าทั้งหลายเลยถือม้าตัวนั้นเป็นพ่อเป็นแม่เลย แทนที่จะกลัวเหมือนหนูกลัวแมวกลับไม่กลัว พระสารีบุตร-โมคคัลลาน์ตอนที่เป็นพ่อค้าไปเห็นม้า โอ้โห ม้าตัวนี้มันอยู่ได้อย่างไรกับม้าฝูงนี้ แล้วม้าตัวนี้อยู่กับม้าทั้งหลายได้อย่างไร พระสารีบุตร-พระโมคคัลลาน์เป็นพ่อค้าใหญ่ พอไปก็ไปหายายแหละ

“ยาย ม้าทั้งหลายที่เขาอยู่กับม้าตัวนี้เขาเป็นอย่างไรต่อกัน เขามีปฏิกิริยาต่อกันอย่างไรบ้าง” “โอ๊ย แม่ก็ไม่ทราบ เห็นว่าเป็นม้าก็แล้วเลี้ยงกันไว้อย่างนั้นแหละ” “แล้วการอยู่การกินอะไรๆ แล้วกินอย่างไร” “เหมือนม้าทั้งหลาย” พวกม้าทั้งหลายเป็นเหมือนลูกม้าอาชาไนยตัวนั้น คือจอมปราชญ์ท่านไม่แสดงฤทธิ์ เข้าได้หมด จอมปราชญ์เข้าได้ทั้งนั้น ตอนนั้นพระพุทธเจ้าของเราเป็นม้าอาชาไนย พวกม้าทั้งหลายเหล่านั้นก็เป็นบริษัทบริวารเป็นสาวก ท่านแสดงไว้ในตำรา

ทางนี้ก็เลยทดลอง “แล้วการกินละกินอย่างไร” “กินเหมือนม้าทั้งหลายกินนี่แหละ” ว่าอย่างนั้นนะ “ไม่ผิดแปลกจากกัน” ม้าทั้งหลายกินอย่างไร ม้าตัวนี้ก็กินอย่างนั้น ม้าตัวนี้เหมือนเป็นพ่อม้าทั้งหลาย ม้าทั้งหลายแทนที่จะกลัวไม่กลัว สารีบุตร โมคคัลลาน์เป็นพ่อค้าใหญ่เลยไปเอารำอย่างดีๆ มาให้ม้าตัวนี้กิน เรียกว่ายอดอาหารละว่าอย่างนั้น ตามความสมมุตินิยมของตอนนั้น รำที่เอามาให้ม้าตัวนี้กิน ทั้งๆ ที่ม้าตัวนั้นก็กัดเล็มแทะกินหญ้าเหมือนม้าทั้งหลาย แต่เวลาพระสารีบุตร-โมคคัลลาน์ไปเอารำอย่างดีๆ เตรียมมา ซื้อรำอย่างดีมาไปให้ม้าตัวนั้นกิน

ม้าตัวนั้นตอบขึ้นมาทันที “เราอยู่กับสถานที่ใดบุคคลใดถ้าเขาไม่ทราบว่าเราเป็นอะไรเราอยู่ได้หมด” ว่าอย่างนั้น “แต่นี้อาศัยท่านทั้งสองทราบว่าเราเป็นอะไร เพราะฉะนั้นเราจึงไม่กินรำของท่าน” เห็นไหมล่ะ ขึ้นฤทธิ์ทันทีเลย ทั้งๆ ที่อยู่กับม้าทั้งหลายธรรมดาๆ พอพระสารีบุตร-โมคคัลลาน์เป็นพ่อค้าใหญ่รู้ว่าม้าตัวนี้เป็นม้าอาชาไนยแล้วก็ไปเอารำดีๆ มาให้กิน ไม่สนใจ เราอยู่ในสถานที่ใดเราอยู่ได้หมด เมื่อเขาไม่รู้ว่าเราเป็นอะไรเราอยู่ได้หมด ทีนี้ว่าอาศัยว่าท่านรู้เราแล้วว่าเป็นม้าชนิดใด เพราะฉะนั้นเราจึงไม่กินรำของท่าน สารีบุตร-โมคคัลลาน์พ่อค้าใหญ่หน้าแหยไปเลย เอารำดีๆ มาให้กินม้าไม่สนใจ นั่นเห็นไหมล่ะ

ม้าก็กัดแทะอยู่ธรรมดากับม้าทั้งหลาย แต่เวลาสารีบุตร-โมคคัลลาน์เป็นพ่อค้าใหญ่เอารำดีๆ มาให้กินไม่สนใจ เพราะทราบแล้วว่าคนทั้งสองนี้รู้ว่าม้าตัวนี้เป็นม้าชนิดใด เพราะฉะนั้นจึงไม่กินรำของท่าน เฉยไปเลย จอมปราชญ์เป็นอย่างนั้น สารีบุตร โมคคัลลาน์นี้ก็จะเป็นใครไป เป็นพ่อค้าสองคน ม้าอาชาไนยก็คือพระพุทธเจ้า ตอนนั้นเสวยชาติเป็นม้าอาชาไนย พระสารีบุตร โมคคัลลาน์เป็นพ่อค้าใหญ่ไปทดลองอาจารย์ใหญ่ละซี อาจารย์ใหญ่ดัดเอาเลยหลงทิศไป

เราไปอยู่ในสถานที่ใดเมื่อไม่มีใครรู้จักเรา เราอยู่ได้หมด กินได้หมด คบได้หมด นี่อาศัยท่านรู้เราว่าเป็นม้าชนิดใด เพราะฉะนั้นเราจึงไม่กินรำของท่าน นี่ละพระพุทธเจ้าฟาดพระสารีบุตร โมคคัลลาน์ตอนที่เป็นพ่อค้า เข้าใจไหมล่ะ ดัดกันมาตั้งแต่นู้นแหละ เคยดัดกันมาอย่างนั้น แต่ก่อนเสวยชาติเป็นม้าอาชาไนยพระพุทธเจ้าของเรา พระสารีบุตร-โมคคัลลาน์เป็นพ่อค้าใหญ่ พ่อค้าใหญ่ไปทดลองอาจารย์ใหญ่ละซี อาจารย์ใหญ่เลยไม่กินรำ รำดีๆ ก็ไม่กิน เป็นอย่างนั้นละ

การศึกษาเล่าเรียนมาถ้าไม่ไปสัมผัสอันนี้ก็จะไม่ได้พูดออกมานะ เรียนมาเท่าไรเหมือนจำไม่ได้ มันไปสัมผัสก็นำออกมาพูด นี่จากความจำ

เมื่อคืนนอนไม่หลับทั้งคืนไม่ทราบเป็นอะไร ไม่หลับเลย เพลีย ธาตุมันจะเป็นอะไรระยะนี้แปรมากนะ มันแปรของมันอยู่ลึกๆ พูดไม่ออกพูดไม่ถูก มาเห็นน้ำมูกไหลซิบๆ นึกว่าเป็นไข้หวัดหรืออะไร ครั้นแล้วมันก็ไม่แล้ว มันเป็นอยู่ในนี้เมื่อคืนนี้นอนไม่หลับเลย ตลอดรุ่งไม่หลับ

 

รับชมและรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

สถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน  FM 103.25 MHz

และเครือข่ายทั่วประเทศ

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก