สนฺทิฏฺฐิโกรู้ประจักษ์ใจ
วันที่ 11 พฤษภาคม 2551 เวลา 7:50 น. ความยาว 21 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม พุทธศักราช  ๒๕๕๑

สนฺทิฏฺฐิโกรู้ประจักษ์ใจ

         เราไม่เคยคิดเคยอ่านนะว่าจะเป็นอย่างนี้ การขึ้นการลงไม่เคยคิด เวลาเฒ่าแก่มาแล้วไม่คิดมันก็โดนเอาๆ มันต้องคิด ขึ้นกุฏินี้หอบแล้ว เลยตกลงทำข้างล่าง เพียงขึ้นบันไดไปกุฏิแต่ก่อนไม่เคยคิด ตกมาระยะนี้ได้คิดได้ทำแก้ไขกัน เดินขึ้นไปหอบ ทีนี้ต้องทำข้างล่าง มานี่ปั๊บเข้าเลย เข้า-ออก เป็นอย่างนั้นละ กุฏิหลังนี้มันสร้างแต่พ.ศ.เท่าไรน้า ดูว่า ๒๕๐๔-๒๕๐๕ หรือไง ๒๕๐๖ ก็เข้าอยู่หลังที่เราอยู่ทุกวันนี้ แน่นอนไปเลยว่าปี ๒๕๐๖ เข้าอยู่ ๒๕๐๔ อาจารย์เจี๊ยะก็มาจำพรรษาด้วยกัน ตอนนั้นอาจารย์เจี๊ยะไปเกลี่ยดินเขี่ยดินที่จะปลูกกุฏิด้วยกัน จำได้ว่าปี ๒๕๐๔ ท่านอาจารย์เจี๊ยะมาจำพรรษาด้วยกัน เริ่มเกลี่ยดินจะเริ่มสร้าง ๒๕๐๕ สร้างกุฏิหลังนี้

         ทองคำเราได้เข้าคลังหลวงแล้ว ๑๑,๗๐๕ กิโล ทองคำที่ได้นำเข้าคลังหลวงในคราวช่วยชาติคราวนี้นะ ไม่ใช่เล่นๆ ทองคำตั้ง ๑๑,๗๐๕ กิโลเข้าแล้ว มีแต่ขนเข้านะเรา ขนเข้าๆ ทั้งนั้น ดอลลาร์ดูเหมือน ๑๐ ล้าน ๒ แสนกว่านะดอลลาร์เข้าคลังหลวง สำหรับทองคำร้อยทั้งร้อยเข้าตลอด ส่วนดอลลาร์ได้แยกช่วย เงินไทยออกช่วยชาติไม่พอ เลยต้องเอาดอลลาร์มาช่วยกัน มีแต่ออกช่วยโลกทั้งนั้นละ

เราทำเต็มเม็ดเต็มหน่วยทุกอย่าง ให้ได้เป็นคติเครื่องเตือนใจแก่พี่น้องลูกหลานทั้งหลาย การทำประโยชน์ทำจริงๆ ไม่ใช่ธรรมดา ทำจริงๆ เอาจนหมดเนื้อหมดตัว ถ้าแบบโลกเขาเรียกว่าหมดเนื้อหมดตัวเลย มาใหม่เอาใหม่อยู่อย่างนั้นตลอด ทำให้พอเสียในชาตินี้ พูดให้มันชัดเจน นี่ละสนฺทิฏฺฐิโก ผู้ปฏิบัติย่อมเห็นผลงานของตัวเองว่าได้มากได้น้อย เช่นเราทำการทำงานอะไรเราก็เห็นผลงานของเรา

การปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน ปฏิบัติธรรมก็ตั้งแต่ล้มลุกคลุกคลาน ไปฝึกหัดภาวนา แต่ได้โรงงานใหญ่คือพ่อแม่ครูจารย์มั่นเป็นเครื่องปลุกใจ นิสัยท่านเด็ดด้วย เราก็ตั้งใจอย่างยิ่งมุ่งใส่ท่านเพื่อมรรคผลนิพพานด้วย ไปท่านก็ใส่เปรี้ยงเลยทันที รับกันปึ๋งเลย เข้าถึงใจปึ๋งเลยเชียว จากนั้นก็เอาตายสู้เลย ฟาดเสีย ๙ ปีผ่านได้ นั่นเห็นไหมล่ะ ผ่านได้ก็รู้ว่าผ่านได้ พรรษา ๗ ออกปฏิบัติถึงพรรษา ๑๖ ตัดสินกันในวันนั้น บอกชัดๆ เลย วันที่ ๑๕ พฤษภา ๒๔๙๓ ตัดสินกันบนเวที ระหว่างกิเลสกับธรรมกับใจขาดสะบั้นจากกันตั้งแต่บัดนั้นมาเป็น ๕๗-๕๘ ปีนี่ละมั้ง ดูว่าพรรษา ๑๖ ละปีนั้น ๗ พรรษาออก ๙ ปี เก้ากับเจ็ดเป็น ๑๖ นั่นละตัดสินกัน ๙ ปี ฟาดกับกิเลสเป็นเวลา ๙ ปี เต็มเหนี่ยวเลยละ ขาดสะบั้นเลย ตั้งแต่บัดนั้นมาหายเงียบเลย

เอาให้มันชัดอย่างนั้นซิ สนฺทิฏฺฐิโก รู้เองเห็นเองไม่ต้องไปถามใคร พระพุทธเจ้าประกาศเอง รู้กับผู้ใดแล้วผู้นั้นไม่ต้องไปถามใคร ยกตัวอย่างเช่น อัญญตรภิกขุ กำลังพิจารณาธรรมะ ธรรมะท่านเป็นธรรมะขั้นสูงอยู่ พอดีจะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าถามปัญหา พอไปถึงใต้ถุนฝนตก เลยพักอยู่ใต้ถุน ฝนตกลงมากระทบกับข้างล่าง น้ำข้างบนข้างล่างตั้งขึ้นเป็นต่อมเป็นฟองดับไปๆ ท่านก็พิจารณาเรื่องสังขารของท่านเกิดแล้วดับไป บรรลุธรรมปึ๋งที่นั้น พอฝนหยุดปั๊บกลับเลยไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้า เป็นอย่างนั้นละ สนฺทิฏฺฐิโก ตัดสินให้แล้วขาดไปเลย พระพุทธเจ้าเป็นผู้สอนไว้ว่า สนฺทิฏฺฐิโก ตัดสินตัวเอง

นี่ก็ฟาดเสีย ๙ ปี ตั้งแต่พรรษา ๗ ออกปฏิบัติถึงพรรษา ๑๖ ตัดสินกันในวันนั้น เราเลยไม่ลืมนะ เป็นวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ ตัดสินระหว่างวัฏวนกับนิพพานตัดสินกัน ขาดสะบั้นจากกันในเวลานั้นจนกระทั่งป่านนี้ หายสงสัย เรียกว่าจะไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว ว่าอย่างนั้นเลย พูดให้ชัดเจน ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเราจะไม่เกิด ทำประโยชน์ช่วยโลกช่วยเต็มเม็ดเต็มหน่วย เป็นวาระสุดท้ายแห่งภพชาติของเราที่ตัดสินขาดกัน

ตายกองกันอยู่กี่กัปกี่กัลป์มานี้ เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด เกิดได้ทุกแบบ เป็นมดเป็นแมงเป็นสัตว์ประเภทต่างๆ เป็นเปรตเป็นผีนรกอเวจีไปได้หมด จิตดวงนี้ไม่ตาย จิตดวงนี้ไม่เคยสูญ แล้วแต่กรรมของมันดีชั่วมันจะพาให้เกิดสูงๆ ต่ำๆ ไปเรื่อยๆ พอเชื้ออันนี้ขาดสะบั้นจากใจแล้วก็หมด ไม่มีอะไรพาให้เกิดอีก แล้วก็ไม่มีพาให้ตายต่อไป หมด ล้างป่าช้ากันในวาระนั้นหมด นี่ก็หมดบอกให้ชัดเจนเสีย ล้างป่าช้าแล้วในชาตินี้ จะไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว บอกให้ชัดเจนประจักษ์อยู่ในใจ ใครพูดออกมาถูกหมดธรรมะพระพุทธเจ้าไม่เคยโกหกโลก เมื่อเข้าถึงใจแล้วก็ สนฺทิฏฺฐิโก ตัดสินขาดสะบั้นลงไปเลย นั่นละการปฏิบัติธรรม

ทีนี้ก็มาชาติสุดท้าย..คำว่าไม่มาเกิดอีกรู้ได้อย่างไร สนฺทิฏฺฐิโกรู้ประจักษ์เจ้าของ มันต่อกันเยื่อใยมีเข้ามามากน้อย วัฏวน เชื้อของวัฏวนให้พาเกิดพาตายตัดเข้ามาๆ ถอนทั้งรากแก้วรากฝอยขึ้นพรวดทีเดียวหมดเลย ตายหมดต้นไม้ต้นนั้นเมื่อถอนรากขึ้นมาแล้ว ทั้งรากแก้วรากฝอยถอนขึ้นมาหมดแล้ว ขาดสะบั้น มันตายหมดกิ่งก้านสาขาดอกใบ เมื่อถอน อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา ออกจากหัวใจแล้วก็หมด เรื่องที่จะเกิดจะตายต่อไปไม่มี หมดเท่านั้นละ รู้ประจักษ์ใจไม่ต้องถามใคร

นี่จึงพูดชัดๆ มันจวนจะตายแล้ว อายุกำลังจะ ๙๕ เต็ม พอเดือนสิงหาวันที่ ๑๒ นี้ก็เต็ม ๙๕ ปีอายุของเรา เกิดมานี้ ๙๕ ปี ฟาดกิเลสตัณหาตัวพาให้เกิดตายกองกันกี่ภพกี่ชาติ ไม่ทราบว่าประเภทไหนภพใดชาติใดสัตว์ตัวใดเกิดได้หมดเลย ขาดสะบั้นลงไปไม่มีเหลือ นั่นละเรียกว่าขาด ขาดจากใจไม่ต้องไปถามใคร พระพุทธเจ้าก็ดี สาวกก็ดีไม่ถามกัน พอถึงที่แล้วปั๊บถึงกันหมดเลย พระพุทธเจ้าเป็นเช่นไรๆ ไม่ต้องไปทูลถาม รูปร่างกลางตัวมีแปลกต่างกัน แต่ความบริสุทธิ์นั้นเสมอกันหมด ไม่มีอะไรแปลกต่างพอจะให้ถามกัน

อันนี้จิตก็ฟาดลงถึงขั้นบริสุทธิ์แล้วเป็นอันเดียวกันเลย ถามหาพระพุทธเจ้าที่ไหน ถามหาพระธรรม พระสงฆ์ที่ไหน เป็นอันเดียวกัน นี่ละจิตที่บริสุทธิ์เต็มที่แล้ว ทีนี้มันก็ออกอุทานเหมือนกันเวลามันเป็น เราก็ไม่ลืมเวลามันตัดสินขาดสะบั้นลงไปจากใจแล้ว เหอ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร นั่น เราเคยคิดเมื่อไร แต่ก่อนพุทโธ ธัมโม สังโฆจะไปด้วยกัน พอถึงขั้นตัดสินตัวเองแล้วขึ้นอุทานเลยว่า เหอ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร

นั่นเป็นธรรมทั้งแท่งแล้ว เป็นธรรมธาตุล้วนๆ แล้ว ไม่มีพุทธ ธรรม สงฆ์ เป็นธรรมธาตุล้วนๆ แล้ว มันก็รู้เองอย่างนั้น ไปถามพระพุทธเจ้าหาอะไร เป็นอันเดียวกันแล้ว บรรดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้สิ้นกิเลสแล้วไม่ต้องถามกัน เหมือนกันหมด ถามกันหาอะไร ท่านไม่สงสัยกัน เพราะธรรมชาตินี้เป็นอันเดียวกัน เมื่อถึงขั้นธรรมชาติเป็นอันเดียวกันแล้วไม่ถามกัน พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นองค์เช่นไรๆ ไม่ต้องถาม ก็รวมลงมาว่า เหอ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร นั่นละเป็นธรรมธาตุแล้ว เป็นธรรมธาตุเต็มอยู่ในหัวใจ

เรียกว่าสุด ในชีวิตนี้เป็นอันว่าสุดละ วัฏวนที่ตายกองกันมากี่ภพกี่ชาติทั้งเขาทั้งเรามาม้วนเสื่อกันลงที่ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ เสร็จกิจแล้วในเรื่องการเกิดการตาย การแก้กิเลส ไม่มีอะไรแก้ยากยิ่งกว่าการแก้กิเลส ขาดสะบั้นลงไปจากใจแล้วก็ว่างหมดเลย พากันปฏิบัตินะศีลธรรมอย่าลดละ ที่เกาะของจิตก็คือศีลคือธรรม บาปบุญ บาประวังให้ดี  บุญสั่งสมให้มากขึ้นๆ ถึงขั้นแล้วมันขาดสะบั้นไปเลยรู้ๆ รู้กัน ไม่ต้องไปถามกัน

 

รับชมและรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

สถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน  FM 103.25 MHz

และเครือข่ายทั่วประเทศ

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก