นิพพานเที่ยงในใจท่านผู้ปฏิบัติ
วันที่ 1 กรกฎาคม. 2551 เวลา 19:00 น.
สถานที่ : วัดเขาใหญ่เจริญธรรม อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส

ณ วัดเขาใหญ่เจริญธรรม อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

เมื่อค่ำวันที่ ๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑

นิพพานเที่ยงในใจท่านผู้ปฏิบัติ

 

        พระพุทธเจ้าท่านแสดงธรรมไว้อย่างใดเป็นสวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบแล้วทุกแง่ทุกมุม ทุกขั้นทุกภูมิของธรรม ของกิเลสตัณหา ไม่มีใครที่จะพูดได้ถูกต้องแม่นยำยิ่งกว่าศาสดาองค์เอก ธรรมที่ออกนี้ออกจากพระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ธรรมของจริงล้วนๆ มาเป็นธรรมสอนโลก ทีนี้โลกมันมีแต่ความจอมปลอม เลอะเทอะ สกปรกรกรุงรัง ธรรมเข้ามาคละเคล้ากับใจของคนมีกิเลสซึ่งเป็นความสกปรกโสมมแล้ว ธรรมเลยกลายเป็นความเศร้าหมองไม่ค่อยผ่องใสไป เพราะจิตของโลกมันสกปรก ธรรมสะอาดขนาดไหนมันก็เป็นอย่างนั้นจนได้นั่นแหละ

          ทุกอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้แล้วมีความถูกต้องแม่นยำตามๆกันหมด ไม่มีคำว่าผิดเพี้ยน หรือจอมปลอม ไม่มีในคำสอนของพระพุทธเจ้า มีตั้งแต่ในหัวใจสัตว์โลกมีแต่ของจอมปลอม หาความสัตย์ความจริงไม่ได้ ของจริงเข้าไปก็ถูกของจอมปลอมปกคลุมหุ้มห่อ มัดเอาจนมืดมิดปิดตามองหาอรรถหาธรรมไม่เห็น ทั้งๆที่ต่างคนก็ปฏิญาณตนว่าเป็นลูกชาวพุทธ มันมีตั้งแต่ชื่อแต่นาม พุทธจริงๆที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วนำมาสอนโลกไม่มี มันมีตั้งแต่พุทธจอมปลอมเต็มบ้านเต็มเมือง ผู้ฟังมีแต่จิตใจสกปรก เวลาฟังธรรมเข้าไปธรรมก็เข้าไปสู่ความสกปรก กลมกลืนกันไปเลยทีเดียว เลยกลายเป็นจิตขุ่นมัวมั่วสุมไปตามๆกัน

          ความจริงแล้วธรรมพระพุทธเจ้าเป็นสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้วสดๆ ร้อนๆ ไม่มีคำว่าครึว่าล้าสมัย เป็นอกาลิโก เป็นธรรมตลอดกาลสถานที่เวล่ำเวลา ผู้ปฏิบัติธรรมย่อมเป็นอรรถเป็นธรรมเป็นอกาลิโกตลอดเวลาเช่นเดียวกัน กับผู้ที่สร้างบาปสร้างกรรมผู้สร้างบาปสร้างกรรมก็เป็นอกาลิโก สร้างเมื่อไรก็เป็นบาปเมื่อนั้น สร้างมากสร้างน้อยเป็นบาปเป็นกรรมไปตามการสร้างของตน ผลปรากฏขึ้นมาเป็นอกาลิโก ไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลา ขึ้นอยู่กับการกระทำไม่ว่าดีว่าชั่ว

          ธรรมะพระพุทธเจ้าที่มาปรากฏอยู่ในโลกเวลานี้ มีแต่ธรรมคลุกเคล้าไปด้วยของสกปรกภายในจิตใจของพุทธบริษัท ไม่ใช่เป็นธรรมที่กระจ่างแจ้งเหมือนสาวกทั้งหลายและท่านผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบได้ธรรมเข้ามาครองใจเป็นธรรมที่สง่างาม นี้คือธรรมของท่านที่ปฏิบัติตามแนวทางของศาสดาที่ทรงสั่งสอนไว้ถูกต้อง และปฏิบัติก็ถูกต้อง ผลปรากฏสว่างกระจ่างแจ้งขึ้นมา ไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลา เป็นอกาลิโลกตลอดไป

ครั้งพระพุทธเจ้าศาสดาองค์เอก จากนั้นมาก็เป็นสาวกผู้ทรงธรรมสว่างกระจ่างแจ้ง ต่อจากนั้นมาก็เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มาเรื่อยๆ จนกระทั่งทุกวันนี้ ธรรมนี้ยังให้ผลแก่ผู้ปฏิบัติอยู่โดยชอบธรรม ไม่มีคำว่าลำเอียง ไม่มีคำว่าครึว่าล้าสมัย ใครปฏิบัติตามก็เป็นธรรมล้วนๆขึ้นมาภายในจิตใจ แต่ผู้ปฏิบัติตามส่วนมากมันมักจะมีแต่กิเลสเป็นเจ้าอำนาจบาตรหลวงครอบงำไว้เสีย อรรถธรรมที่จะปรากฏแก่การปฏิบัติจึงมีน้อยมากทีเดียว

ที่ต่อกันมาพอถ่ายทอดมาได้บ้าง ไม่มากก็มี นี่ก็คือ..พูดให้เต็มสัดเต็มส่วนตามความสัตย์ความจริง มีวงกรรมฐานที่ท่านตั้งใจปฏิบัติจริงๆ อยู่ตามป่าตามเขา สนใจในการปฏิบัติ เอาการประพฤติปฏิบัติเดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนาเป็นเนื้อเป็นหนังเป็นการเป็นงานจริงๆ เหมือนกับโลกเขาทำการทำงานประจำหน้าที่ของเขา พระกรรมฐานที่ ชำระกิเลสตัณหา ก็เอาความพากความเพียรเป็นการเป็นงานชำระกิเลสอยู่ตลอดเวลา ท่านผู้นี้ก็สามารถจะทรงอรรถทรงธรรมขึ้นมาเป็นความสง่างามภายในจิตใจตนเอง ไปที่ไหนก็ชุ่มเย็น

จิตใจถ้าลงได้ชุ่มเย็นในตัวเองแล้วไปไหนชุ่มเย็นหมด สว่างไสวอยู่ภายในหัวใจดวงนั้นแหละ จะยืนจะเดินจะนั่งจะนอนความสว่างไสวไม่ได้ละตนเอง ยืนก็ยืนด้วยความสว่างไสว เดินก็เดินด้วยความสว่างไสว นั่ง-นอนก็เป็นไปด้วยความสว่างไสวไปหมด นี่คือจิตกับธรรมเป็นอันเดียวกันอยู่ภายในใจของท่านผู้ปฏิบัติที่ได้ธรรมมาครองหัวใจ ไม่ผิดอะไรกับครั้งพุทธกาลคือสาวกอรหันต์ท่าน ท่านผู้นี้เป็นผู้ธรรมครองใจ ไปไหนเย็นไปหมดเลย เพราะกิเลสไม่มีในใจของท่านผู้สำเร็จ ถึงขั้นอรหัตตภูมิแล้วกิเลสไม่มี แม้เม็ดหินเม็ดทรายที่จะมาทำจิตใจให้พระอรหันต์หวั่นไหวอย่างนี้ไม่มีเลย จึงเรียกว่าจิตที่บริสุทธิ์ล้วนๆ เรียกว่าจิตของท่านเป็นธรรมธาตุ

ธรรมธาตุคือจิตกับธรรมเป็นอันเดียวกันเรียกว่าธรรมธาตุ จิตดวงนี้แลดวงที่ว่าเป็นธรรมธาตุนี้แลที่ท่านให้นามว่านิพพานเที่ยง คือธรรมธาตุอันนี้เองเป็นนิพพานเที่ยงขึ้นมาในใจของท่านผู้ปฏิบัติ ผู้ไม่ปฏิบัติไม่รู้ไม่เห็น ผู้ปฏิบัติเท่านั้นจะได้ธรรมเหล่านี้มาครองใจ มากน้อยตามกำลังความสามารถ ผู้สามารถจริงๆก็สามารถได้ธรรมกับใจครองกันเป็นอันเดียวกันแล้วมาครองตัวของเราเอง

นี่ละธรรมพระพุทธเจ้าตรัสไว้ชอบแล้วนะ ชอบทุกสิ่งทุกอย่างหมดทุกขั้นทุกภูมิของอรรถของธรรม ของกิเลสตัณหา ไม่มีผิดเพี้ยนไปไหนเลยคือศาสดาองค์เอกสอนโลกนั้นแหละ พวกเราทั้งหลายให้พยายามปฏิบัติตามองค์ศาสดา ธรรมะนี้สดๆ ร้อนๆ ตลอดเวลา เช่นเดียวกับกิเลสที่สดๆ ร้อนๆ อยู่บนหัวใจสัตว์นั้นแหละ ไม่มีอะไรผิดแปลกแตกต่างกันเลย ถ้าส่งเสริมไปตามกิเลสก็วิ่งตามกิเลส สร้างความทุกข์เป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาเผาหัวใจตนเอง

ถ้าต่างคนต่างพยายามชำระกิเลส อยู่ที่ไหนก็ชำระกิเลสตัววุ่นวายส่ายแส่ ตัวก่อเรื่องก่อราวซึ่งเกิดขึ้นจากจิตที่ไม่มีสติเป็นเครื่องคุ้มครองรักษา จิตก็เศร้าหมองมืดตื้อ  หาความสุขไม่ได้ แม้จะเดินจงกรมอยู่จิตไม่ได้อยู่กับธรรม อยู่กับกิเลสตัณหา วิ่งไปตามโลกตามสงสารทั่วดินแดนแห่งจักรวาลของสมมุติ ไปได้หมดกิเลสตัณหา กิเลสนี้ละลากจิตใจของสัตว์โลกให้เป็นไปตามอย่างนั้นจนไม่มีใครมีความสุข

ในโลกนี้ท่านผู้ใดสามารถที่จะมาพูดได้ไหมว่าเป็นผู้ครองความสุข ไม่มี ถ้าไม่ได้มีความใกล้ชิดติดกับอรรถกับธรรม ปฏิบัติตนชำระกิเลสอยู่ภายในจิตใจของตนโดยสม่ำเสมอจนกิเลสจางไปๆ ธรรมะสว่างกระจ่างแจ้งขึ้นมา ผู้นี้จะมีความสว่างไสวไปเป็นลำดับลำดา อยู่ในท่ามกลางแห่งความมืดบอดของสัตว์โลกนั้นแหละ ให้พากันจำเอานะ ธรรมะเป็นธรรมล้วนๆ แม้จะอยู่ในโลกก็เป็นธรรมล้วนๆ ไม่ได้เป็นโลกไปเลย โลกมากลมมากลืนธรรมก็อยู่ภายใน ไม่ได้ฉิบหายไปไหน เบิกธรรมออกมาทำลายสิ่งที่เป็นขวากเป็นหนามคือกิเลสตัณหาออกจากใจแล้ว ใจก็มีความสว่างกระจ่างแจ้งขึ้นมาภายในใจ ธรรมนี้สดๆ ร้อนๆ สำหรับผู้ปฏิบัติธรรม แต่ผู้ไม่ปฏิบัติธรรมนั้นทำอย่างไรมันก็ไม่ได้เรื่องได้ราว

ให้พากันสนใจในอรรถในธรรมนะ เมืองไทยเราเป็นเมืองพุทธศาสนา อย่าให้มีแต่ชื่อแต่นามว่าพุทธๆ เฉยๆ ให้มีภาคปฏิบัติกำจัดความชั่วช้าลามกออกจากใจตัวเอง กาย วาจา ความประพฤติหน้าที่การงานของตนโดยลำดับลำดา อย่าปล่อยวางความดีงามคือธรรมที่มีอยู่ในใจ ซึ่งจะต้องชำระสิ่งมัวหมองให้หมดไปตามๆกัน กับผู้มีความระวังสำรวมตัวเอง ถ้าไม่สำรวมตัวเองนี้เลวยิ่งกว่ามนุษย์ไปนะ มนุษย์นี้เลวมาก ก็เพราะปล่อยให้สิ่งเลวร้ายทั้งหลายเข้าไปเหยียบย่ำทำลายจิตใจ

ถ้าธรรมไม่มีการได้รักษาด้วยแล้วก็มีตั้งแต่ความทุกข์ความทรมาน อยู่โลกไหนก็โลกเถอะ โลกไหนที่ไม่มีกิเลส ไม่มีกิเลสไม่มีโลก ถ้าลงพลิกมาเป็นโลกแล้วกิเลสมีทั้งนั้น มีมากมีน้อยความทุกข์มากน้อยก็ต้องมีไปตามโลกที่มีกิเลสเสียดแทงจิตใจ เผารนจิตใจให้เดือนร้อนอยู่นั้นแล เราอย่าไปสงสัยว่าโลกไหนมันจะมีความสุขความเจริญ ถ้ากิเลสตัวเป็นฟืนเป็นไฟยังมีอยู่ภายในจิตใจแล้ว มีมากมีน้อยความเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ตัวเองก็ย่อมมีไปตามๆกันอย่างนั้น เว้นเสียตั้งแต่ชำระออกหมดโดยสิ้นเชิง ไม่มีอะไรเหลือภายในใจเลยขึ้นชื่อว่ากิเลส เป็นจิตเป็นธรรมล้วนๆ ธรรมกับจิตเป็นอันเดียวกันแล้ว นี้เรียกว่าผู้ครองความสุข เช่นพระพุทธเจ้าหนึ่ง พระอรหันต์หนึ่ง เป็นผู้ครองความสุขล้วนๆ ใครจะทุกข์ขนาดไหนท่านไม่ทุกข์ ท่านหมดสิ่งที่จะทำให้เกิดความทุกข์โดยสิ้นเชิงแล้วคือกิเลส นี่ละต่างกันตรงนี้

ฉะนั้นขอให้ท่านทั้งหลายได้อุตส่าห์พยายามฝึกหัดดัดแปลงจิตใจของตน อย่าปล่อยให้คิดให้ปรุงแต่งทั้งวันทั้งคืน ตั้งแต่ตื่นนอนก็เรียกว่าเปิดเครื่องแล้ว เปิดเครื่องทำงานเพื่อวัฏวนความทุกข์ความทรมาน จนกระทั่งหลับ เอาความหลับนั้นละมาดับเครื่อง ถ้านอนไม่หลับก็ดับเครื่องไม่ลง ถ้ามันทุกข์มากๆ ก็นอนจนนอนไม่หลับ ดับทุกข์ไม่ลงเลยกลายเป็นบ้าไปเลย นั่น ให้พยายามดับกิเลสด้วยธรรม ธรรมนี้ดับทุกข์ภายในจิตใจ ถ้าไม่มีธรรมแล้วใจนี้จะเป็นฟืนเป็นไฟ ไม่ว่ากาลสถานที่ที่ใดๆ เกิดที่ใดอยู่ที่ใดเป็นภพชาติของฟืนของไฟแห่งกิเลสทั้งหลายเผารนจิตใจ ใจหาความสุขไม่ได้เลย ถ้าใจมีธรรมแล้วไปเกิดที่ไหนอยู่ที่ไหนมันก็สบายคนเรา เพราะมีธรรมเป็นเครื่องคุ้มครองรักษา

ให้พากันตั้งอกตั้งใจปฏิบัตินะ ไม่เช่นนั้นศาสนาก็มีแต่ชื่อแต่นาม พระพุทธเจ้าก็เป็นศาสดาองค์เอกแล้วผ่านไป สาวกทั้งหลายไม่ว่ามากน้อยเพียงไรเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าพระองค์ใด ก็เป็นสาวกที่มีความสม่ำเสมอเหมือนกันหมดกับพระพุทธเจ้า บรรดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายและสาวกทั้งหลายมีความเลิศเลอเสมอกันหมด มีแต่ท่านเหล่านี้เท่านั้น ในหัวใจของเราจะไม่มี ให้พากันอบรมจิตใจให้ดี

จิตใจเป็นของสำคัญมาก ใจเป็นของไม่ตายเสียด้วย ตกนรกหมกไหม้กี่กัปกี่กัลป์ก็ยอมรับว่าทุกข์ แต่จะให้ใจฉิบหายไม่มี ไปสวรรค์ชั้นพรหมก็ไป ขึ้นลงๆ อยู่อย่างนี้ละ พาความเกิดแก่เจ็บตายขึ้นไป ลงมาแบกกองทุกข์ไปด้วย ลงด้วย อยู่อย่างนั้นตลอดเวลา จนกว่าว่าชำระจิตใจออกจากกิเลสสิ่งที่พาให้เป็นฟืนเป็นไฟอย่างนี้ไปจากใจเสียโดยสิ้นเชิงแล้ว อยู่ไหนไม่มีวันมีคืน

พระอรหันต์ท่านไม่กำหนดการเป็นการตาย  สถานที่อยู่ของท่านไม่มี พระอรหันต์ท่านดับหมดแล้ว ขึ้นชื่อว่ากิเลสที่อยู่ในแดนสมมุติพระอรหันต์ดับหมด ภายในจิตใจไม่มีเหลือเลย อยู่ไหนอยู่ได้ การเป็นการตายเกิดที่ไหนตายที่ไหนท่านไม่เป็นอารมณ์ ดูแต่เรื่องธาตุเรื่องขันธ์เมื่อจิตใจบริสุทธิ์เต็มที่แล้ว ธาตุขันธ์มันเป็นอย่างไรก็รับผิดชอบกันไป พาอยู่พากินพาขับพาถ่ายพาหลับพานอนไปอย่างนั้น ธาตุขันธ์คือขันธ์ห้าของเรา กองรูปคือร่างกายของเรานี้แหละ รับผิดชอบกันไปอย่างนั้น ท่านหมดเยื่อใยทุกสิ่งทุกอย่างแล้วภายในจิตใจ คอยแต่วันเวลาที่จะปลดปล่อยกันจากความรับผิดชอบเท่านั้น จากนั้นแล้วท่านก็ดีดผึงเดียวไปเลย

นี่ละธรรมพระพุทธเจ้ามาสอนโลกได้ถึงขั้นนี้ แล้วพวกเรามันเป็นอย่างไร เคยมีไหมในชาวพุทธเรา มันไม่มีนี่ซิ ผู้ปฏิบัติเฉพาะอย่างยิ่งพระซึ่งเป็นแนวหน้าของการเสาะแสวงหาอรรถหาธรรม เป็นคติตัวอย่างอันดีงามของโลกมันก็มีแต่ผ้าเหลืองคลุมศีรษะไปเสีย มันไม่ได้มีความพากความเพียรเพื่ออรรถเพื่อธรรม เพื่อแก้กิเลสภายในจิตใจให้สง่างามบ้างเลย มันก็เป็นพระหัวโล้นโกนคิ้วครองผ้าเหลืองอยู่เฉยๆ ไม่เกิดประโยชน์ ไม่ผิดอะไรกับประชาชนญาติโยมเขา ถ้าทำตัวให้ผิดเขาผิด ทำไมจะไม่ผิด ทำตามพระพุทธเจ้าเท่ากับตามเสด็จพระพุทธเจ้าทุกฝีก้าว

ใครปฏิบัติตามธรรมของศาสดาองค์เอก ผู้นั้นชื่อว่าเป็นผู้ตามเสด็จพระพุทธเจ้าทุกฝีก้าวไปเลย พุทฺธํ ธมฺมํ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ตามกันไปเลย ถ้าไม่มีธรรมภายในจิตใจแล้วผ้าเหลืองเอามาห่มสักกี่ชั้นมันก็เป็นผ้าเหลืองอยู่อย่างนั้น หัวโล้นโกนคิ้วเฉยๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไร ให้เกิดประโยชน์ต้องปฏิบัติตัวตามทางของศาสดา แล้วจะเป็นเหมือนตามเสด็จพระพุทธเจ้าทุกฝีก้าวไปเลย ท่านบริสุทธิ์เราก็บริสุทธิ์วันหนึ่งจนได้ถ้าปฏิบัติ เพราะธรรมนี้เป็นธรรมที่บริสุทธิ์สุดยอดแล้ว ไม่มีอะไรจะมาเปลี่ยนแปลง จากธรรมพระพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ชอบแล้วนี้ได้เลย เป็นธรรมที่ชอบธรรมสุดยอดแล้ว

ให้พากันไปแก้ไขดัดแปลงความเลวร้ายของตัวเอง มีมากมีน้อยภายในตัวเองให้ไปแก้ไขดัดแปลง ไม่แก้ไขจะไม่เป็นท่าเป็นทาง เวลานี่เห็นไหมนั่งเต็มศาลาอยู่นี้มีแต่คนนะนี่ เต็มศาลาอยู่นี่ เวลาตายแล้วมันจะไม่มาเกิดเป็นคนแบบนี้อีกนะ เราอย่าไปเชื่อว่าเราอยู่นี้เราเป็นคน กลับไปบ้านเป็นคน เป็นจริงสำหรับมีชีวิตอยู่นี้ พอชีวิตหาไม่แล้วมันจะพลิกทันที

กรรมดีกรรมชั่วมีติดหัวใจอยู่ ท่านว่า กมฺมํ สตฺเต วิภชติ ยทิทํ หีนปฺปณีตํ กรรมจำแนกแจกสัตว์ให้มีความประณีตเลวทรามต่างกัน ความประณีตเลวทรามจะเปลี่ยนตัวทันทีเมื่อจิตออกจากร่างนี้แล้ว ใครมีบุญมีบาปมากน้อยบุญบาปจะเข้าครองจิตใจ ถ้ามีบาปมากเข้าครองจิตใจก็กลายเป็นเปรตเป็นผี เป็นยักษ์เป็นมาร เป็นสัตว์นรกอเวจีไปเลยอย่างนั้น ถ้ามีบุญมีกุศลออกจากมนุษย์แล้วเป็นเทวบุตรเทวดา อินทร์ พรหม สุดท้ายฟาดเข้าถึงนิพพานเลย นี่ละผู้สร้างความดี จิตดวงนี้รับได้ไปได้

ให้พากันตั้งอกตั้งใจนะในการปฏิบัติธรรม การชำระจิต-การอบรมจิตใจเป็นของสำคัญ อย่ามัวตั้งแต่ความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมเกิดมาวันหนึ่งๆ มีแต่มืดกับแจ้ง อย่าพากันไปตื่นบ้าไปหมดนะ มืดกับแจ้งมันมีมาตั้งกัปตั้งกัลป์ได้อะไร ความดี-ความชั่วต่างหากที่เราได้ ความสุข-ความทุกข์ต่างหากที่เราได้ ความมืด-ความแจ้งไม่ได้ให้ดีให้ชั่วกับใคร แต่เป็นเครื่องมือสำหรับส่องทางเพื่อดำเนินการงานหน้าที่ทั้งทางดีหรือทางชั่วเท่านั้น

ถ้าเวลาสว่างไสวหูมีตามีเราก็ทำเอาเสียตั้งแต่สิ่งที่ดีงาม ตายแล้วก็ไปสว่างไสวด้วยอรรถด้วยธรรม นี้เลิศเลอยิ่งกว่าความสว่างด้วยฟืนด้วยไฟ พระอาทิตย์กี่ดวงสู้ไม่ได้นะ ความสว่างด้วยศีลด้วยธรรมเป็นอย่างนั้น ความสว่างของพระอาทิตย์ร้อยดวงสู้ไม่ได้ ให้เอาความสว่างของอรรถของธรรม ตายแล้วอำนาจแห่งกรรมดีนี้เป็นความสว่างไสวฉุดไปเลย หนุนไปด้วยบุญด้วยกุศล ถ้าไม่มีบุญมีกุศลแล้วอยากเป็นอะไรมันก็ไม่ได้เป็น มันไม่ได้เป็นไปตามความอยากความมุ่งหมายนะ เป็นไปตามการกระทำดีและชั่วมากน้อยเพียงไร ไม่แล้วนะ เวลามีชีวิตอยู่นี้เราอยู่เป็นมนุษย์นี้เราทำเสียให้ดี ความดีงามทั้งหลายทำเสียบัดนี้ ตายแล้วทิ้งร่างนี้แล้วจิตของเราที่มีแต่บุญแต่กุศล มีแต่อรรถแต่ธรรมเต็มหัวใจแล้วไปดีดผึงเลย สว่างไสวไปเลย ไม่ต้องมาพะวักพะวนอยู่กับสิ่งใดในโลกนี้ อรรถธรรมคุ้มครองใจของเราพอแล้ว

นี่ละเรียกว่าปฏิบัติธรรม ขอให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ การภาวนา นักภาวนากรรมฐานเรานี้ละขอให้มีสติให้ดีนะ การภาวนาขึ้นอยู่กับสติ ถ้าสติไม่ดีเดินจงกรมจนเท้าขาดขาขาดไม่ก็ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร หมามันมีสี่ขา เรามีสองขา ไปเอาหมามาสักสี่ขา เรามีสองขา เพิ่มขึ้นเป็นหกขา วิ่ง เดินจงกรมไม่ต้อง มันก็เป็นขาหมาขาคนวิ่งเตะกันไปอย่างนั้น มันไม่ได้มีอรรถมีธรรมกับกิเลสเตะกันออกจากหัวใจพอจะมีความสว่างไสวอะไรนะ

มันอยู่ที่สติ การภาวนาอยู่ที่สตินะ สติเป็นสำคัญทีเดียว ถ้าเผลอสติเมื่อไรนั่นขาดความเพียรแล้ว เดินจงกรมก็เดินสักแต่ว่าเดินว่าก้าวไปก้าวมา นั่งก็เป็นเหมือนหัวตอ นอนก็เป็นเหมือนขอนซุงถ้าไม่มีสติ ทั้งๆที่ยังไม่หลับก็เป็นของซุง หลับไปแล้วเป็นขอนซุงตายแล้ว ตายทั้งเป็นในขณะหลับ ตื่นขึ้นมาก็เป็นขอนซุงใหม่ขึ้นมาถ้าไม่มีสติ ถ้ามีสติรักษาแล้วมันก็ดี พากันตั้งอกตั้งใจนะ

นี่เราก็แก่แล้วนะนี่ หลวงตานี้จะอายุ ๙๕ ปี ยังอีกเท่าไรวันที่ วันที่ ๑๒ สิงหาข้างหน้านี้จะเต็มอายุ ๙๕ ปี นานสักเท่าไร การบวชมานี้ก็ได้ ๗๐ กว่าปีแล้ว อายุ ๒๐ ปีกับ ๙ เดือนเป็นฆราวาสมา ๒๐ ปีกับ ๙ เดือน จากนั้นมาเพศของพระ เพศของธรรมวินัยสวมเข้าปุ๊บตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั่งบัดนี้ สร้างตั้งแต่ความดีงาม สัตว์แม้ตัวเดียวเราระลึกไม่ได้ว่าเราได้ฆ่ามันตัวไหนด้วยเจตนา ตั้งแต่วันเราบวชมาเราฆ่าสัตว์ตัวไหน แม้แต่มดอย่างนี้เราโดดข้ามมันเลย จะเหยียบหัวมัน เจตนาบริสุทธิ์ขนาดนั้นจนกระทั่งป่านนี้......................

พูดให้ชัดเจน นี่ละจิตเกาะนิพพานติดเลย ไม่ปล่อย ปล่อยสวรรค์ ปล่อยพรหมโลกปล่อย พอไปถึงนิพพานความมุ่งมั่นอยู่นั้นเกาะติดปั๊บเลย เพราะฉะนั้นจึงได้ออกปฏิบัติเต็มเม็ดเต็มหน่วย เต็มอรรถเต็มธรรม เราไม่สงสัยในความพากเพียรของเรา เวลาเรียนก็เรียนจริงๆ เวลาออกปฏิบัติเอาจริงเอาจัง ฟัดกับกิเลสนี้เหมือนตกนรกทั้งเป็นเป็นเวลา ๙ ปี ฟัดกับกิเลสเอาจริงเอาจังมาก นิสัยอันนี้เป็นนิสัยจริงจังผาดโผนโจนทะยาน เมื่อหมุนไปในทางที่ถูกที่ดีแล้วก็ยิ่งเป็นผลเป็นประโยชน์ ผาดโผนโจนทะยาน จนครูบาอาจารย์รั้งเอาไว้ รั้งเอาไว้นะ ครูบาอาจารย์จะเป็นใครก็คือพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น

เวลาเราไปเล่าผลของธรรม ที่เราปฏิบัติเอาเป็นเอาตายเข้าว่าในเวลาประกอบความเพียร หลังจากนั้นแล้วได้โอกาสก็ไปกราบถวายเล่าผลของธรรมะที่เกิดจากการปฏิบัติต่อท่าน เล่าให้ท่านฟัง ท่านไม่ได้ฟังเฉยๆซิ เราเพลินในเรื่องผลงานของเรา ภาวนาถึงสว่าง นั่งตลอดรุ่งๆ เรานั่งสักกี่คืน ไม่ให้เคลื่อนคลาดไปไหนเลยนะ วันนี้นะ ยกไว้มีข้อเดียว วันนี้จะนั่งตลอดรุ่ง เว้นแต่มีเหตุร้ายเกิดขึ้นภายในครูบาอาจารย์พระเณรในวัดนี้เท่านั้น แล้วเราจะลุกไปช่วย ถึงจะตั้งสัจจะอธิษฐานว่าจะนั่งตลอดรุ่งก็จะลุกไปช่วยเป็นข้อยกเว้น นอกจากนั้นแล้วเอาเลย

นี่ละฟัดกับกิเลสเป็นก็เป็น ตายก็ตาย เอาปวดหนักออกเลย ปวดเบาออกเลย ตั้งแต่เป็นเด็กมันขี้ใส่ตักแม่เป็นส้วมเป็นถานมานานสักเท่าไรแล้ว โตขึ้นมาขนาดนี้ขี้แล้วล้างไม่ได้แล้วเอาไปฆ่าทิ้งเสียมันหนักศาสนา ทีนี้ก็ซัดกันละนี่ก็ดี ฟัง ท่านทั้งหลายให้เป็นคตินะ เราไม่ได้มาพูดเพื่อความโอ้อวดตนเองแต่อย่างใด เราหมดความโอ้อวด  ความยกยอสรรเสริญทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีในหัวใจนี้พอหมด ธรรมกับใจเป็นอันเดียวกันแล้วสว่างจ้าครอบโลกธาตุ

ท่านทั้งหลายฟังเสียนะ นี่ปฏิบัติธรรมมานี้อายุจะ ๙๕ ปีนี้แล้วก็จะไปล่ะ ไปคราวนี้ไปจะไม่กลับ พูดให้ชัดเจน หัวใจนี่สว่างจ้ามาแล้วได้ ๕๘ ปี ตั้งแต่วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ เวลา ๕ ทุ่มเป๋งพอดี หลังวัดดอยธรรมเจดีย์ นั่นละกิเลสได้ขาดสะบั้นลงจากใจโดยสิ้นเชิงไม่มีอะไรเหลือ ตัวของเรานี้ดีดผึงเชียวนะ มันหากเป็นของมันเอง นั่นละที่ว่าฟ้าดินถล่ม คือร่างกายของเรามันดีดตัวอะไรพูดไม่ถูก มันเป็นเองของมันนะ ไม่ใช่เราตั้งใจให้เป็น ดีดผึงเลยทันที นั่นเป็นเวลาที่กิเลสกับจิตขาดสะบั้นจากกันไม่มีเหลือแล้ว ธรรมกระเด็นขึ้นมาทำให้ร่างกายไหวไปหมดเลย

เวลา ๕ ทุ่ม วันที่ ๑๕ พฤษภา ๒๔๙๓ นี่เป็นเวลาฟ้าดินถล่ม ผลงานของเราที่ทำมามาน้อยได้เห็นประจักษ์ไม่มีวันลืมจนกระทั่งวันตายคือวันนั้นแหละ วันกิเลสขาดสะบั้น จากนั้นมาไม่เคยปรากฏว่ากิเลสตัวใดมาต่อกรกับเรา ว่าเหอ กูนึกว่ามึงตายไปหมดทั้งโคตรทั้งแซ่ มึงได้โคตรมาจากไหนแซ่ไหนมาต่อสู้กับกูอีก เอามา โคตรกูก็มี กูจะซัดกับมึงอีก ไม่มีเลยจนกระทั่งป่านนี้แหละ หมด นี่เอาให้มันชัดเจนอย่างนั้นซิ

มันจวนจะตายเปิดธรรมให้พี่น้องทั้งหลายได้ฟังเสีย เปิดแล้วในโลกนี้ เราหายสงสัยหมด การเกิดการตายของเราไม่มี แต่นี้ต่อไปเราไม่มีป่าช้าว่าจะเกิดจะตายจะไปที่ไหนๆอีกเราไม่มีหมดโดยสิ้นเชิง หายสงสัยในธรรมแล้ว พระพุทธเจ้าเป็นเช่นไรไม่ต้องถาม พระพุทธเจ้า-พระอรหันต์ท่านเป็นเช่นไร ธรรมแท่งเดียวเหมือนกันหมด สม่ำเสมอเหมือนกันหมด บำเพ็ญตัวให้ถึงธรรมแท่งเดียวแล้วไม่ว่าพระพุทธเจ้า-พระสาวกอรหันต์เป็นอันเดียวกัน นตฺถิ เสยฺโยว ปาปิโย ไม่มียิ่งหย่อนกว่ากันเลย ดูพระพุทธเจ้าดูความบริสุทธิ์เหมือนกันหมด สาวกทั้งหลายเป็นอันเดียวกัน

นี่ละจิตที่ชำระให้ถึงขั้นบริสุทธิ์แล้วเต็มที่นี่แหละ ดูพระพุทธเจ้าดูรูปดูร่างองค์นั้นเป็นอย่างนั้น นั้นเป็นอย่างหนึ่ง เป็นส่วนรูปนาม ส่วนดูความบริสุทธิ์ของจิตที่แสดงตัวออกเป็นศาสดาองค์เอกของตัวเองนั้นละมาประกาศป้างๆ อยู่ในหัวใจเจ้าของ พระพุทธเจ้าเป็นองค์เช่นไร องค์เช่นนี้แหละ ไม่มีอะไรผิดกัน สาวกทั้งหลายเป็นแบบเดียวกันหมด หายสงสัยแล้วจะไปถามใคร

          นี่ละการปฏิบัติธรรม ธรรมพระพุทธเจ้าเป็นของจริงให้ปฏิบัตินะ อย่าพากันมาเหลาะๆ แหละๆ เอาจริงเอาจัง ธรรมมีอยู่แล้วทำไมจะไม่ได้เมื่อหาธรรม หากิเลสกิเลสก็มีอยู่แล้วมันก็ได้ด้วยกัน เราจะหมุนใจเราไปหาที่ไหน หมุนเข้าหาอรรถหาธรรม ตายแล้วมันไม่ได้เกิดอย่างนี้อีกนะ มันอาจจะไปเกิดเป็นเปรตเป็นผี เป็นยักษ์เป็นมาร นรกอเวจีหลุมไหนก็ไม่ทราบนะ ไม่แน่ ให้เอาธรรมพระพุทธเจ้าประกันตัวเวลามีชีวิตอยู่ สร้างความดี สร้างความดีแล้วเป็นเครื่องประกัน ภพชาติต่างๆ ที่ไม่พึงปรารถนาแล้วจะไม่เป็น จะเป็นแต่สิ่งที่พึงปรารถนา สุดท้ายสุดยอดไปเลยไม่ต้องกลับมาเกิดอีก บริสุทธิ์แล้วเป็นธรรมแท่งเดียว ใจกับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้วเรียกว่าเป็นธรรมธาตุ นี่ผลสุดท้ายของการปฏิบัติธรรมะกลายมาลงเป็นธรรมธาตุ นิพพานเที่ยงอยู่ตรงนั้นหมดเลย หายสงสัย นี่ละการปฏิบัติธรรมเป็นอย่างนั้น

          อย่าพากันทำเหลาะๆแหละๆทำอะไร ให้มีความจริงความจัง เป็นเครื่องควบคุมรักษากัน มีขอบมีเขต มีเหตุมีผล มีหลักมีเกณฑ์ อย่าท้อแท้อ่อนแอ เหลวไหลโลเลโลกเลก หาหลักหาเกณฑ์ไม่ได้ ตายแล้วก็จะไปโลเลอีก เดี๋ยวมันจะไปลงในหลุมไหนนรกไหน เป็นเปรตเป็นผีตัวใดก็ทราบไม่ได้นะ ตัวเองเป็นคนโยกๆคลอนๆ หาความจริงไม่ได้ มันจะไปภพชาติแบบนั้นนะ ถ้าหากว่าตั้งใจจริงๆแล้วแน่ใจอยู่ภายในจิตใจนี้แล้วไม่ไป บอกให้มันชัดเจนเลย จิตมันจ้าแล้วมันจะไปไหน อยู่ก็เป็นจิตดวงนี้ ตายก็จะอะไรตาย ร่างกายเท่านั้นตาย จิตดวงนี้ไม่ตาย จ้าอยู่อย่างนี้ แล้วมันจะไปไหนอีก ไม่ไป

เอาอย่างนั้นซิให้มัดชัดเจนการปฏิบัติตัว มีแต่เหลาะๆ แหละๆ มันไม่ได้เรื่องได้ราวนะ ของจริงๆ ทีนี้ปลอมที่มันมากกว่าของจริง มันเอาของปลอมไปทุบของจริงให้แตกกระจัดกระจายออกจากกาย-วาจา-ความประพฤตินี้ไปหมด มันก็เหลือแต่ของจอมปลอม ดูตัวเองเมื่อไรเป็นอย่างไรแน่นอนไหมจิตใจ มันก็หาความแน่นอนไม่ได้  โลเลโลกเลก เขาดูเรา เราดูเขา ดูใครๆ มันก็เป็นโลเลโลกเลก หาหลักหาเกณฑ์ไม่ได้ ตายแล้วลอยลมนะ จะว่าไม่บอกนะ ถ้ามีหลักมีเกณฑ์-มีอรรถมีธรรมเป็นเครื่องยันอยู่ภายในจิตใจแล้วไม่เหลว ว่าอย่างนั้นเลย

เอาให้ชัดเจน เพราะว่าอย่างที่พูดตะกี้นี้ว่าตายแล้วจะไม่กลับมาเกิดอีก จะเอาอะไรมาเกิด ไม่มีเชื้อแห่งความเกิดอยู่ภายในใจ มีแต่วิมุตติหลุดพ้นเป็นธรรมธาตุเต็มหัวใจแล้วจะเอาอะไรมาเกิด ให้มันชัดอย่างนั้นซิ แล้วดูพระพุทธเจ้าดูอย่างไร พระพุทธเจ้าองค์หนึ่งๆ เป็นอย่างไร นั้นรูปร่างของท่าน สาวกทั้งหลายเป็นอย่างไร พุทธะแท้-ธรรมธาตุแท้คืออะไร อันเดียวกัน ดูหัวใจของเราแล้วเข้ากันได้หมดกับ พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ สาวกทุกพระองค์เป็นธรรมธาตุเหมือนกัน หายสงสัย จะถามหาพระพุทธเจ้าที่ไหนอีก ถามหาพระธรรม-พระสงฆ์ที่ไหน มันเป็นอยู่ในหัวใจนี้หมดแล้ว นั่นละความจริงลงได้ประกาศป้างขึ้นที่ใจไปถามใคร ไม่ถาม พออยู่กับตัวหมด

นี่ละการปฏิบัติธรรม อย่าเหลาะแหละๆ นะทำอะไร  ทำอะไรไม่มีหลักมีเกณฑ์  อยู่เดี๋ยวนี้ก็ไม่มีหลักมีเกณฑ์ ถ้าพิจารณาดูความดีงามในตัวของเรามีอะไรบ้าง มันก็มีแต่ความเหลาะแหละโยกๆ คลอนๆ หาความจริงจังไม่ได้ เดี๋ยวนี้เหลวไหลนะนี่ พอตายแล้วมันจะเป็นแบบนั้นละ ถ้ามีความสัตย์ความจริงแน่นหนามั่นคงภายในใจแล้ว เดี๋ยวนี้ก็แน่น ตายลงไปจิตดวงนี้ มันก็แน่นน่ะซิ ให้ทำจริงๆ จังๆ นะ

นี้เอาของจริงมาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง ได้ปฏิบัติมาเต็มความสามารถ เป็นก็เป็น ตายก็ตาย ซัดกับกิเลสมาพอแล้วนะ นี่ไม่ใช่ทำเฉยๆ เอาจริงเอาจังมาก นิสัยนี้เป็นนิสัยผาดโผนโจนทะยาน ว่าอะไรถ้าลงว่าจริงแล้วเอาละนะเท่านั้นพอ ขาดสะบั้นไปเลย ไม่มีคำจะว่าย่อหย่อน-คาราคาซังไม่มี ถ้าลงได้ลงใจแล้วเอาให้มันขาดสะบั้นไปอย่างนั้นเลย กิเลสขาดสะบั้นไปเพราะความเอาจริงเอาจังเหมือนพระพุทธเจ้าและสาวกท่าน เราจะให้กิเลสขาดสะบั้นลงไปเพราะความเหลาะแหละโยกๆ คลอนๆ อย่างนี้ใช้ไม่ได้นะ มันเข้ากันไม่ได้ ให้พากันตั้งอกตั้งใจนะ

วันนี้ก็มีโอกาสได้มาเยี่ยมพี่น้องทั้งหลายที่วัดท่านอุทัยนี้อีก มาบ่อยนะ มาที่นี่ไม่ทราบว่ากี่ครั้งกี่หน วันนี้ก็ได้มา พรุ่งนี้จะออกเดินทางไปกรุงเทพมหานคร ไปก็เพื่อสงเคราะห์โลกนั้นแหละ เราไม่อะไรละ เราพอทุกอย่างแล้ว พูดให้ชัดเจน มันเป็นวาระสุดท้ายแห่งความเกิดตายของเราแล้วว่าจะมีครั้งเดียวเท่านี้ จะไม่มาซ้ำอีกแล้วเรื่องเกิดๆ ตายๆ ตายกองกันดังที่สัตว์โลกทั้งหลายเป็นมาตั้งกัปตั้งกัลป์ หมด ขาดสะบั้นภายในหัวใจหมดแล้ว ยังเหลือตั้งแต่จิตที่บริสุทธิ์เป็นธรรมธาตุเท่านั้น ร่างกายนี้ก็เพียงรักษากันพอถึงวันของมัน พอถึงกาลเวลาแล้วสลัดปั๊วะแล้วเป็นอย่างไร นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ ถามหาอะไร ตั้งแต่ยังไม่ตายมันก็รู้กันอยู่อย่างนี้แล้ว พากันจำเอานะ

เอาล่ะวันนี้เทศน์เพียงเท่านั้น ขอความสวัสดีจงมีแก่บรรดาพี่น้องลูกหลานทั้งหลายโดยทั่วกันเทอญ

 

รับชมรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และทางสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน FM 103.25 MHz

พร้อมเครือข่ายทั่วประเทศ

 

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก