เมื่อจิตกับธรรมสัมพันธ์กัน
วันที่ 3 กรกฎาคม. 2551 เวลา 18:50 น.
สถานที่ : สวนแสงธรรม
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อค่ำวันที่ ๓ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑

เมื่อจิตกับธรรมสัมพันธ์กัน

คราวนี้ขนทองเข้าคลังหลวงนะ พี่น้องทั้งหลายอย่านอนใจ ตั้งแต่ตั้งเมืองไทยมานานเท่าไรเราไม่เคยได้ขนทองเข้าคลังหลวง คราวนี้พากันตั้งอกตั้งใจนะ ขนทองเข้าคลังหลวงเรามีคราวนี้เท่านั้นที่จะได้ จากนี้แล้วจะไม่ได้นะ คลังหลวงเราแห้งผากจากสิ่งประดับและสิ่งสำคัญมีความหมายอะไร เตือนตรงไหนให้คิดให้ดี เราเตือนตรงไหนเราคิดเรียบร้อยแล้วค่อยออกมา ไม่ใช่สั่งสุ่มสี่สุ่มห้านะพี่น้องทั้งหลาย นำเราก็ไม่ได้นำพี่น้องทั้งหลายโดยสุ่มสี่สุ่มห้า นำตัวของเราเองก็เหมือนกันจนกระทั่งถึงที่สุดวิมุตติพระนิพพานเต็มหัวใจแล้วเดี๋ยวนี้ เรานำเราเรานำอย่างนั้น เราไม่ได้ทำเหยาะๆ แหยะๆ อย่าทำเหยาะๆ แหยะๆ นะ ชาติไทยเราไม่ใช่ชาติ เหยาะๆ แหยะๆ ให้จริงให้จังทุกอย่างซิ ฟังเสียงหัวหน้า หัวหน้าเป็นธรรมอย่างไรบ้างให้ฟังเสียงนั้น หัวหน้าไม่เป็นธรรมเที่ยวกอบเที่ยวโกยเที่ยวรีดเที่ยวไถอย่าไปเชื่อมันนะ มันมีหัวหน้าหลายหัวหน้า มันแอบกิน มีทุกแง่ทุกมุมนั่นแหละ

ตะกี้นี้เตือนเรื่องทองคำเรา ที่ควรจะได้ทองคำเข้าสู่คลังหลวงในคราวนี้ขอให้ได้นะพี่น้องชาวไทยเรา ทองคำนั้นละเป็นหัวใจของชาติ เป็นเครื่องประดับชาติที่สวยงามที่สุด แน่นหนามั่นคงที่สุดคือทองคำ การที่เรานำทุกสิ่งทุกอย่างเรานำด้วยการพิจารณาเรียบร้อยแล้วจึงมานำ เราปฏิบัติตัวของเราก็เหมือนกัน ไม่ได้เหลาะๆ แหละๆ แต่ไหนแต่ไรมา ตั้งแต่บวชเข้ามาปั๊บธรรมวินัยกับเราติดกันปุ๊บ เรื่องกิจการอะไร การเคลื่อนไหวไปมาเรื่องของฆราวาสปัดออกให้หมด ไม่ให้เข้ามายุ่ง เวลานี้เราเป็นพระเท่านั้น ไปที่ไหนธรรมวินัยติดตามตัวแล้วเหมือนตามเสด็จพระพุทธเจ้าตลอดเวลาด้วยธรรมวินัย ไม่เหลาะๆ แหละๆ ให้พากันมีหลักใจบ้าง ทำอะไรเหลาะๆ แหละๆ ไม่ดี ไม่มีหลักใจ ให้มีหลักใจบ้าง

เวลานี้พูดถึงเรื่องทองคำ ความเป็นห่วงคลังหลวงของเรา ทองคำเป็นสำคัญ เป็นหัวใจของชาติ ขอให้พิจารณาทุกคนๆ เถอะ มีมากมีน้อยรวมกันแล้วมันก็มากเอง เวลานี้ได้ตั้งหมื่นกว่ากิโลแล้วนะทองคำเรา ที่ได้พาพี่น้องทั้งหลายนำสมบัติอันมีค่าเข้าคลังหลวงของเรา เฉพาะอย่างยิ่งทองคำได้เข้าสู่คลังหลวง ๑๑,๗๓๔ กิโลแล้ว ทองคำเข้าสู่คลังหลวงเวลานี้ ส่วนดอลลาร์ดูเหมือนจะ ๑๐,๒๑๔,๖๐๐ ดอลลาร์ นี่เข้าแล้วนะ เข้าสู่คลังหลวงของเรา ท่านทั้งหลายหาพระที่ไหนมาหาสมบัติเข้าสู่ทั้งทางโลกและทางธรรมให้สมบูรณ์พูนผลหาที่ไหน วันนี้พูดสักหน่อยเถอะน่ะ เราได้นำพี่น้องทั้งหลายมานานแล้วควรที่จะพูดบ้าง ให้ได้พูดเสียบ้างเถอะน่ะ

อย่าเหลาะๆ แหละๆ โยกๆ คลอนๆ ไม่ดี เมืองไทยเราไม่ใช่เมืองโยกเมืองคลอน เป็นเมืองไทยเต็มเมือง ชาติไทยเราเต็มตัว ขอให้มีเนื้อมีหนังเป็นชาติไทย จริงจังทุกอย่าง เวลาเด็ดเด็ด เวลาอ่อนอ่อนนิ่ม เวลาเด็ดเด็ด อย่างนั้นถึงถูก เวลาจริงก็จริง เวลาเล่นก็เล่น นี่เราเป็นห่วงทองคำเรามากอยู่ อยากได้ทองคำเข้าคลังหลวง พี่น้องทั้งหลายใครมีมากมีน้อยให้มาผสมรวมกันแล้วจะเอาเข้าสู่คลังหลวงของเรา

คลังหลวงของเรารู้สึกว่าทองคำมีน้อยมากทีเดียว เราเข้าไปดูแล้ว ตั้งแต่วันไปมอบทองคำและดอลลาร์เป็นครั้งแรก หัวหน้าธนาคารชาติหรือหัวหน้าใหญ่อยู่ในที่นั่นมานิมนต์เราไป ตั้งหน้าตั้งตามานิมนต์เราเลยนะ เพราะเขาทราบเบื้องต้นแล้วว่าเราไปมอบทองคำและไปมอบดอลลาร์ นี่ต้นเหตุที่จะเป็นเรื่องเป็นผลประโยชน์แก่ชาติไทยของเรามีอยู่ในจุดนี้ เพราะฉะนั้นหัวหน้าเขาจึงได้มานิมนต์เราไป เข้าไปดูจริงๆ

พอมานิมนต์เท่านั้นเราทราบทันทีเลย เข้าไปดูก็ดูทุกกิทุกกีทุกแง่ทุกมุม ดูหมด เข้าซอกเข้าแซก เสร็จแล้วเชิญไปคุยกันสองต่อสองอยู่ข้างนอก ทองคำทั้งหมดที่มีอยู่ในเมืองไทยเรามีเท่าไร แล้วเอาไปฝากเมืองนอกสำหรับเป็นเครื่องประกันในการจับจ่ายซื้อขายติดหนี้ติดสินซึ่งกันและกันต้องเอาทองคำเป็นเครื่องประกัน เราพูดออกเลยนะ แล้วทองคำเราได้ฝากไว้เมืองไหนบ้าง เขาก็บอกว่าเมืองนั้นเท่านั้นๆ ปรากฏมีสองเมือง สหรัฐนี้มีมาก

นี่ก็แสดงว่าเราติดหนี้ติดสินเขามีมากอยู่นะ เราจึงต้องเอาทองคำไปมากไปยืนยันไว้เพื่อถอนเมืองไทยเรากลับคืนมาเป็นเมืองไทยตามเดิม ถ้าไม่มีทองคำให้เขา เมืองไทยนี้จมไปเลย เขากลืนเขาเหยียบแหลกหมด เพราะฉะนั้นจึงเอาทองคำไปประกันตัวเอาไว้ ๕๓ ตัน ทองคำที่เอาไปจากเมืองไทยเรานี่ ใครจะไม่หึงไม่หวง แล้วทำไมจึงต้องเอาไปถึง ๕๓ ตันไปประกันชาติไทยของเราอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ๕๓ ตันเราไม่ได้ลืมนะ เพราะเราฟังจริงๆ แล้วมาทางอังกฤษนี่ดูเหมือน ๕ ตันหรือ ๓ ตัน นอกนั้นไม่มี แล้วเมืองไทยเรามีเท่าไร ย้ำเข้ามาหาเมืองไทย มีเท่านั้น ใจหายวูบเลยเรา

นั่นละออกมานั้นจึงได้ประกาศให้พี่น้องทั้งหลายทราบ ขอให้ฟังให้ดีนะคำพูดเหล่านี้ เราไม่ได้มาเหลาะแหละนะ เราปฏิบัติตัวของเราก็ไม่เคยเหลาะแหละ เอาจริงเอาจังทุกอย่าง ที่จะได้ต้องติตนว่าความพากความเพียรหรือศีลธรรมได้ขาดวรรคขาดตอนไปที่ไหนเราไม่เคยมี จริงจังมากทีเดียว กิริยาอาการที่เคลื่อนไหวอันใดที่จะมาเป็นข้าศึกต่อธรรมวินัยตัดขาดสะบั้นๆ ตลอดมาตั้งแต่วันบวช เรื่องกิริยาอาการที่เป็นธรรมเป็นวินัยซึ่งเป็นเรื่องตามเสด็จพระพุทธเจ้าเราตามสนิทเลย เราทำของเรามาอย่างนั้น

ทีนี้มาเป็นห่วงชาติไทยของเรา อะไรก็ขาดตกบกพร่องๆ พวกนี้มันมีแต่พวกทำลายเหรอ มันถึงได้ขาดตกบกพร่องในเมืองไทยของตนแท้ๆ หามาซิน่ะ ทำลายเรายังทำลายได้ หามาเสริมให้มีความแน่นหนามั่นคงขึ้นไปทำไมจะหาไม่ได้คนไทยด้วยกัน ผู้ทำให้ล่มจมก็คือคนไทย ผู้ที่จะฟื้นขึ้นมาให้เป็นของดิบของดี เป็นสาระสำคัญแก่ชาติของตนทำไมจะเป็นไม่ได้ ให้พากันอุตส่าห์พยายามตั้งอกตั้งใจนะ

หลวงตาบัวอายุนี้กำลังจะ ๙๕ แล้ว จะตายไม่กี่วันแหละ เป็นห่วงพี่น้องทั้งหลาย เราไม่ได้เป็นห่วงเรา พูดให้มันชัดเจน ปฏิบัติมาตั้งแต่วันออกบวช เฉพาะอย่างยิ่งออกปฏิบัติ บวชเรียนนี้ก็เป็นประเภทหนึ่ง ออกปฏิบัตินี้เอาจริงเอาจังฟัดกับกิเลสขาดสะบั้นๆ ลงไป จนกระทั่งกิเลสขาดสะบั้นลงไปจากจิตใจหมด ไม่มีอะไรเหลือเลย ใจว่างเปล่า โลกอันนี้เป็นโลก สุญฺญโต  โลกํ  อเวกฺขสฺสุ  ดังพระพุทธเจ้าท่านแสดงแก่พระโมฆราชว่า ดูก่อนโมฆราช เธอจงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ บอกว่ามีสติทุกเมื่อ พิจารณาโลกให้เป็นของสูญเปล่าว่างเปล่า ถอนอัตตานุทิฏฐิซึ่งถือว่าเป็นเขาเป็นเรา ซึ่งเป็นเหมือนกับก้างขวางคอนี้ออก แล้วจะพึงหลุดพ้นจากพญามัจจุราช พญามัจจุราชจะตามไม่ทันผู้พิจารณาโลกเป็นของสูญเปล่าอยู่อย่างนี้ นั่นพระพุทธเจ้าสอนพระโมฆราช

เราเป็นลูกศิษย์ตถาคตก็เป็นพระโมฆราชด้วยกันทั้งหมด ดูก่อนโมฆราชมานั่งเต็มอยู่ที่ศาลานี่ มันมาเผอมาเรอ เร่อๆ ร่าๆ อยู่ทำไม สอนพระโมฆราชเข้ามาหาตัวเองซิ พิจารณาธรรมตามพระพุทธเจ้าสอนแล้วมันจะปรากฏธรรมกระจ่างแจ้งขึ้นมาเป็นพระโมฆราชทั้งหมดในศาลานี่น่ะ ให้พิจารณาอย่างนั้นซิ  ชื่อว่าโมฆราชให้พิจารณาโลกเป็นของสูญเปล่า ถอนอัตตานุทิฏฐิความถือว่าเขาว่าเราซึ่งเป็นเหมือนก้างขวางคอออกเสีย แล้วจะพึงหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง ท่านสอนว่าอย่างนี้ เมื่อพระโมฆราชท่านปฏิบัติอย่างนั้นท่านก็สำเร็จขึ้นมา ใครปฏิบัติตามธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนพระโมฆราช ก็เป็นพระโมฆราชขึ้นมาด้วยกันหมด สาวกทั้งหลายเป็นโมฆราชทั้งนั้นที่บริสุทธิ์แล้ว จะเรียกอย่างไรก็เรียกได้เป็นพระโมฆราชแล้ว ว่างเปล่าโลกนี้

พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่แม่นยำมากนะ เราไม่ได้ดูถูกเหยียดหยามศาสนาใคร พ่อของใครของเรายึดเอารักเอา พ่อของเราแม่ของเราทุกข์จนข้นแค้นแล้วแต่จะรักจะนับถือกันเอง แต่ข้อยืนยันแห่งความถูกต้องดีงามนี้คือพุทธศาสนา ไม่มีขัดข้อง ไม่มีขัดแย้ง ไม่มีกระทบกระเทือนกับศาสนาใด พูดตามหลักความจริงล้วนๆ ผู้ตรัสรู้ธรรมก็คือศาสดาองค์เอกไม่มีกิเลสภายในใจ นำธรรมมาสอนโลกด้วยความบริสุทธิ์พระทัย สอนโลกมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ไม่ได้นำกิเลสตัณหาเข้ามาขยี้ขยำหัวใจเรานะ ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งกิเลสตัณหามันแหลกไปหมดนั่นแหละ ถ้าปฏิบัติธรรมเพื่อจะขยี้ขยำกิเลสตัณหา กิเลสตัณหาหมดไปได้นะ พากันตั้งอกตั้งใจบ้าง

นี่ก็ได้พาพี่น้องทั้งหลายอุตส่าห์พยายาม นำมาได้หลายปีแล้วนะ นำทุกสิ่งทุกอย่าง อะไรที่จะเป็นผลเป็นประโยชน์นำหมด เราไม่เคยไปแตะต้องทำลายส่วนรวม นอกจากเสาะแสวงหาเข้าสู่ส่วนรวมเท่านั้นแหละ เวลานี้ทองคำเราก็ได้ตั้ง ๑๑,๗๓๔ กิโลแล้ว แต่ก่อนได้เมื่อไร ไม่เห็นมี นี่ได้แล้วจากการเสาะแสวงหาของพี่น้องทั้งหลาย ดอลลาร์ก็ได้ตั้ง ๑๐ ล้าน ๒ แสนกว่า นี่ได้มาแล้วนะ ส่วนที่นอกจากนั้นไปก็ออกช่วยประเทศไทยเราที่มันจนนั่นแหละ เงินไทยจึงไม่ได้เข้าคลังหลวง ออกช่วยโลกทั้งนั้น เราไม่เอา แบอย่างนี้ตลอด เราไม่เคยเอาอะไร เราพอทุกอย่างแล้วในหัวใจดวงนี้ มีแต่ความเมตตาล้วนๆ เต็มหัวใจ เราไม่เอาอะไรจริงๆ ไม่เอา มันเต็มแล้ว จิตกับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้วพอ

คำว่าพอนี้สามโลกธาตุเอามาเทียบสู้ไม่ได้ ธรรมกับใจเป็นอันเดียวกันเท่านั้นพอ อะไรจะมีค่ามีราคาขนาดไหนสู้คำว่าพอในความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างจิตกับธรรมนี้ไม่ได้ อันนี้เหนือกว่าทุกอย่าง พออันนี้ปล่อยหมดโดยประการทั้งปวง สามโลกธาตุไม่มีอะไรติดในพระทัยพระพุทธเจ้าและใจของสาวกเลย นั่นจึงเรียกว่าพอ พอนี้เป็นพอที่เลิศเลอสุดยอดแล้ว นอกจากนั้นพออันนี้ก็ไม่พออันนั้น พออันนั้นไม่พออันนี้ โลกนี้เลยกลายเป็นโลกบกพร่องไป ไม่มีอะไรพอในหัวใจสัตว์โลกที่มีกิเลสเข้าครองใจ มีแต่ความบกพร่องทั้งนั้นละ ถ้าเอาธรรมเข้าไปก็พอเข้าไปโดยลำดับ จนกระทั่งพอแล้ว พากันตั้งอกตั้งใจนะบรรดาพี่น้องทั้งหลาย

วันนี้ขึ้นเสียเปรี้ยงๆ มันคันฟัน ให้กัดสักหน่อยเถอะ ไม่ได้กัดหัวใครก็ตาม เรากัดลมกัดแล้งเราก็ได้เป็นอะไรไป

พระเราก็ให้ตั้งใจปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ บรรดาพระเรานั้นเป็นที่ให้ความร่มเย็นแก่ประชาชน ทุกแห่งทุกหนไปสร้างบ้านสร้างเรือนที่ไหนต้องสร้างวัดสร้างวาขึ้นเป็นคู่เคียงกัน เพราะเป็นที่ให้ความร่มเย็นทางด้านจิตใจ นอกจากนั้นยังเสริมทางด้านหน้าที่การงานที่ถูกต้องให้มีความแน่นหนามั่นคง และเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมากมาย เพราะจิตที่มีธรรมแล้วย่อมไม่ค่อยเสียหาย ใจถ้ามีธรรมการประพฤติปฏิบัติตัวก็ดี การทำหน้าที่การงานสิ่งใดผิดสิ่งใดถูกผู้มีธรรมจะรู้เอง พิจารณาตามนั้นแล้วปฏิบัติไม่ค่อยมีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนอะไร ถ้าไม่มีธรรมสุ่มสี่สุ่มห้า พอได้อะไรสอดเข้าไปทั้งนั้นแหละ ถ้าไม่มีธรรมเป็นอย่างนั้น ถ้ามีธรรมแล้วพิจารณาเรียบร้อย

ท่านพูดไว้ว่า นิสมฺม กรณํ เสยฺโย ให้ใคร่ครวญพิจารณา ใคร่ครวญเรียบร้อยก่อนแล้วค่อยทำกิจการงานต่างๆ จะไม่ค่อยผิดพลาด ท่านว่าอย่างนั้น ท่านทั้งหลายหาสิ่งหาของหาสมบัติเงินทองมามากน้อย ใครได้บาทสองบาทสามบาทเอามาคุยกัน ทำการทำงานอะไร สมบัติอะไรก็ตามได้มา แม้ที่สุดเขาไปหาปลาในบึงเขาได้มาเขายังมาอวดกัน นี่วันนี้ได้ปลาเท่านั้นๆๆ ทีนี้ผู้เสาะแสวงหาธรรมได้ธรรมมามากน้อยเพียงไร ท่านสนทนาซึ่งกันและกัน ไม่มีอะไรระแคะระคาย บรรดาพระปฏิบัติท่านปฏิบัติแล้วท่านสนทนากันจากผลรายได้ที่ท่านปฏิบัติมา ท่านมีความชุ่มเย็นเป็นสุข  นั่งสนทนาธรรมะกันนี้สองสามชั่วโมง ท่านหาอรรถหาธรรมท่านมาคุยต่อกันในระหว่างพระปฏิบัติด้วยกัน เราจะเห็นได้ชัดทางภาคปฏิบัติ ภาคอื่นไม่ค่อยมี

ภาคอื่นเรียนแต่ปริยัติก็พูดกันถึงเรื่องปริยัติ สอบชั้นนั้นชั้นนี้ไปธรรมดาของปริยัติ แต่ภาคปฏิบัตินี่พูดถึงเรื่องภาคปฏิบัติ ความรู้ความเห็นจากการปฏิบัติของตน รู้ด้วยเห็นด้วย เป็นสมบัติของตนด้วย ยืนยันได้ด้วย ต่างกันนะ ภาคปฏิบัติเป็นภาคที่แม่นยำมากทีเดียว พอปฏิบัติเข้าไปรู้เห็นแล้วอาจหาญชาญชัย พูดออกไปอย่างไม่สะทกสะท้านเพราะรู้จริงๆ เห็นจริงๆ ไม่ว่าจะธรรมขั้นใดก็ตามไม่เคยสะทกสะท้านเลย พูดได้จริงๆ นั่นละเป็นธรรมของตนแท้จากการปฏิบัติ เป็นสมบัติของตนจนกระทั่งวันตายตายไปด้วยกัน ธรรมอันนี้เป็นสมบัติ ความจำไม่เป็น เรียนสอบได้สักกี่ประโยคก็ตามเถอะความจำเอาไปกินหมด คือหายหมดไม่มีเหลือ แต่ความจริงนี่ไม่หาย รู้ได้มากน้อยรู้หมดเห็นหมดภายในจิตใจ

นี่ละผู้ปฏิบัติ ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นสวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบแล้ว เป็น อกาลิโก ให้ผลตลอดเวลาสำหรับผู้ปฏิบัติตาม เช่นเดียวกับการสร้างบาปสร้างกรรมก็ อกาลิโก ให้ผลเช่นเดียวกัน การประพฤติปฏิบัติไม่มีคำว่าครึว่าล้าสมัย นอกจากผู้ปฏิบัติธรรมนับถือธรรมเป็นคนครึคนล้าสมัย  คนไม่มีราค่ำราคาเสียอย่างเดียว หัวใจไม่เข้าใกล้ชิดติดพันกับธรรมเลย มีตั้งแต่ความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหาเต็มบ้านเต็มเมือง มันก็มีแต่อย่างนั้นเต็มบ้านเต็มเมืองทั้งๆ ที่ถือพุทธๆ มันก็พุทธแบบนั้นแหละ

ถ้าผู้ตั้งใจเอาจริงเอาจังเป็นผลเป็นประโยชน์ พระพุทธเจ้าเป็นผลขนาดไหนจนได้ตรัสรู้ธรรม ทรงบำเพ็ญธรรม สาวกทั้งหลายที่ได้รับการสดับตรับฟังจากพระพุทธเจ้าก็เป็นสาวกอรหันต์ขึ้นมา มากขนาดไหน ธรรมไม่มีคำว่าครึว่าล้าสมัย อย่าให้ตัวหมดราค่ำราคาก็แล้วกัน ถ้าเรายังมีราคาอยู่ก็ให้อุตส่าห์พยายามขวนขวายความดีงาม จะไม่ไปที่ไหน ไม่มีใครพูดถูกต้องดีกว่าศาสดาเอก พูดอย่างไรเป็นอย่างนั้น ถูกต้องดีงามทุกอย่าง เรานำมาปฏิบัติต่อตัวของเรา มันจะผิดจะพลาดมากี่ปีกี่เดือนมันถูกต้องได้ทั้งนั้นถ้าปฏิบัติตามแนวทางของศาสดาที่ถูกต้องแล้ว ถ้าไม่ปฏิบัติตามตายทิ้งเปล่าๆ นะ

พุทธศาสนาก็เอกแล้วชาติไทยของเรา เราจะไปหาศาสนาที่ไหนอีกมาอวดพระพุทธเจ้าของเราที่เป็นพระพุทธเจ้าด้วยความสิ้นกิเลสเรียบร้อยแล้ว ศาสนาอื่นๆ ใดๆ นี้เขามีกิเลส สับสนปนเปทั้งกากทั้งก้างเต็มอยู่ในนั้น ทั้งกินทั้งก้างทั้งอะไรเต็มไปหมดในคอ เดี๋ยวติดคอตาย อันนี้อาหารล้วนๆ หวานล้วนๆ คาวล้านๆ เป็นอยู่ในจิตใจของผู้ปฏิบัติธรรม จึงไม่มีคำว่าก้างขวางคอจากการปฏิบัติธรรมเลย ให้ท่านทั้งหลายนำไปปฏิบัติ ธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมที่เปิดเผยได้ พูดได้จะแจ้งชัดเจนตามความมีอยู่ของธรรม ไม่มีคำว่าสะทกสะท้าน เพราะธรรมเป็นของเลิศเลอ ทำไมสิ่งต่ำๆ เราพูดกันได้เต็มบ้านเต็มเมือง แต่ธรรมที่เป็นของสูงเอามาพูดเพื่อผู้ฟังทั้งหลายจะได้ยึดได้ถือทำไมจะพูดไม่ได้ มันขวางโลกไหน ถ้าไม่ใช่โลกกิเลสตัณหา โลกสกปรกนี้เท่านั้น ท่านผู้มีธรรมท่านพูดกันได้อย่างสะดวกสบาย

นี่ก็พูดให้มันชัดเจนเราปฏิบัติมานี้เท่าไร ให้ท่านทั้งหลายฟังเสีย เปิดเสียวันนี้มันจวนจะตายแล้ว ออกปฏิบัติตั้งแต่พรรษา ๗ ฟัดกับกิเลสเป็นเวลา ๙ ปี เหมือนกับว่าไม่มีให้น้ำเลย ไปธุดงค์ไปกรรมฐานไปองค์เดียว พ่อแม่ครูจารย์มั่นก็เสริมเสียด้วย ถ้ามีพระจะลาไปเที่ยวบางทีสององค์บ้างสามองค์บ้างไปลาท่านจะไปเที่ยว พอไปลาท่านเท่านั้น เหอ ขึ้นเลย ตั้งแต่อยู่นี่มันก็ตกนรกหมกไหม้ให้เห็นในวัดในวาอยู่นี้ไม่หยุดไม่ถอย แล้วออกจากนี้ไปมันจะไปตกนรกหลุมไหนอีกล่ะ นั่นท่านไล่เบี้ยเอา ไม่กล้าไป หยุด

เราพูดเราไม่ได้ยกตัว ไม่เคยได้ยินคำพ่อแม่ครูจารย์ถามเราว่าจะไปที่ไหนเมื่อท่านอนุญาตให้ไปแล้ว ท่านตกลงแล้ว เอ้อ ที่ท่านมหาขออนุญาตที่จะไปเที่ยวนั้นไปได้ละ นั่นท่านตกลงให้แล้วนะ ทีนี้จะไปที่ไหน คิดว่าจะไปทางนั้นๆ แล้วไปกี่องค์ นั่นท่านถาม บอกว่าไปองค์เดียว ขึ้นผางเลยเชียว เออ ท่านมหาไปองค์เดียว ใครอย่าไปยุ่งท่านนะ ก็ท่านเห็นอะไรแล้ว เราตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติ อยู่กับท่านก็เป็นอย่างนั้น ออกจากท่านไปจะเป็นอื่นที่ไหน เมื่อจิตกับธรรมสัมพันธ์กันอยู่แล้วไปที่ไหนก็เป็นธรรมทั้งนั้น ท่านชมเชยเลยถ้าว่าไปองค์เดียว ใครอย่าไปยุ่งท่าน ท่านส่ายมือไปเลย อย่าไปยุ่งท่านมหานะ ให้ท่านไปองค์เดียว

ไปก็เอาจริงๆ กลับมามีแต่หนังห่อกระดูกๆ ทรมานมากหนักขนาดไหนฟังซิ ควรกินไม่ได้กิน ควรหลับนอนไม่ได้หลับได้นอน มีแต่การฝึกทรมานฆ่ากิเลสตัวเสนียดจัญไรต่อหัวใจนั้นด้วยธรรมคือความพากความเพียร มาทีไรเป็นทีนั้นๆ ท่านพอใจเมื่อเราไปที่ไหน นี่การปฏิบัติธรรมของเรา เราปฏิบัติมาอย่างนี้ เอาจริงมากทีเดียว ไม่ได้มีคำว่าเหลาะๆ แหละๆ ไปที่ไหนไปองค์เดียว เราไม่เคยไปสององค์สามองค์นะไปปฏิบัติธรรม ออกจากท่านไปทีแรกองค์หนึ่งสององค์มีบ้างเพื่อไปแยกกันข้างหน้า พอออกจากนั้นไปแล้วก็เอาละที่นี่ ต่างองค์ต่างไป เรามีแต่ไปคนเดียวๆ ฟัดกับกิเลสเป็นเวลา ๙ ปี เอาอย่างเต็มเหนี่ยวทีเดียว

จิตฟุ้งซ่านรำคาญเสียจนน้ำตาร่วงบนภูเขาก็เคยมาแล้ว นี่เวลากระแสของกิเลสมีกำลังมากตั้งสติไม่อยู่ ตั้งพับล้มผล็อยๆ จนน้ำตาร่วงบนภูเขากลับลงมาหาพ่อแม่ครูจารย์มั่นอีก มาโรงงานใหญ่ ท่านฝึกฝนอบรมเรียบร้อยแล้วไปอีก หงายกลับมาอีก ไปหลายหนหงายหลายหน ไปไม่ถอย สู้ไม่ถอย สุดท้ายก็ตั้งไข่ได้ ต่อจากนั้นจิตก็ก้าวละที่นี่ ฟัง...นักภาวนาด้วยกัน พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาเอกด้วยการภาวนา สาวกทั้งหลายบรรลุธรรมได้ด้วยการภาวนา เราเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าแบบไหนให้เอามาคิดทุกคน ทั้งพระทั้งโยมนั่นแหละ กิเลสมันอยู่กับหัวใจ ไม่เลือกชาติชั้นวรรณะ เพศหญิงเพศชายมีอยู่นั้น แก้มันด้วยธรรมถึงจะแก้ได้ นี่ก็แก้กิเลสด้วยจิตตภาวนา ซัดกันให้เต็มเหนี่ยวเลย พูดให้มันชัดเสียนะมันจะตายแล้ว นี่ละหาของดีมาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังมันขวางโลกแล้วเหรอ พิจารณาซิ วันนี้เอาธรรมที่เป็นมงคล เราสละเป็นสละตายมา ๙ ปี ที่ออกปฏิบัติฟัดกับกิเลสนี้เป็นเวลา ๙ ปีเต็ม ผลได้เป็นที่พอใจ กิเลสขาดสะบั้นลงจากหัวใจ ตั้งแต่วันที่ ๑๕ พฤษภา ๒๔๙๓ หลังวัดดอยธรรมเจดีย์ เวลา ๕ ทุ่มเป๋ง เราไม่เคยลืม

โลกธาตุสะเทือนสะท้านไปหมดเลยพอจิตกับกิเลสขาดจากกัน อำนาจของกิเลสนี้เหนียวแน่นมากนะ พอขาดสะบั้นจากจิตนี้ร่างกายกระเด็นขึ้นเลย ฟังให้ชัดเสียวันนี้ท่านทั้งหลาย ร่างกายอยู่เฉยๆ นี่กระเด็นขึ้นเลยเชียว พอจิตกับกิเลสขาดสะบั้นจากกันนี้จ้าขึ้นมาเลยเชียว โลกธาตุนี้ว่างไปหมดเลย ร่างกายกระเด็นขึ้นเลย นี่ฟัง เอาความจริงมาพูด ไม่ได้มาหลอก วันนั้นแหละเป็นวันที่เปิดโลกธาตุ พวกสมมุติทั้งหลายที่ก่อกวนมาตั้งกัปตั้งกัลป์ ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย ทับถมกันอยู่นี้กี่กัปกี่กัลป์ในจิตดวงนี้ได้ขาดสะบั้นลงในวันนั้น

อุทานขึ้นมา ถ้าเป็นภาษาพระพุทธเจ้าท่านก็ว่าญาณญฺจ ปน เม ทสฺสนํ อุทปาทิ ความรู้ความเห็นอันวิเศษวิโสได้เกิดขึ้นแล้วในเราตถาคต อกุปฺปา เม วิมุตฺติความหลุดพ้นของเราไม่มีการกำเริบอีกแล้ว อยมนฺติมา ชาติ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเราตถาคต นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว ต่อจากนี้ไปแล้วเราตถาคตจะไม่มาเกิดอีกแล้ว ท่านประกาศให้เบญจวัคคีย์ฟัง พระอัญญาโกณฑัญญะที่รู้ธรรมเห็นธรรม กระแสของพระนิพพานพาดพิงถึงในวันนั้นก็อุทานออกมารับพระพุทธเจ้าเลยว่า ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ ท่านแสดงไว้ในปริยัติเป็นสวยๆ งามๆ เรียบๆ ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมดับเป็นธรรมดา นี้เป็นภาษาตลาด นี้เป็นภาษากลาง สำหรับผู้ไม่รู้ไม่เห็นเอานี้ยึดเป็นศูนย์กลาง

แต่ผู้ไปเจอเสียอย่างจังๆ ท่านจะไม่พูดอย่างนั้น ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ ท่านจะพูดว่า สิ่งใดก็ตามเกิดขึ้นแล้วในโลกนี้ดับทั้งนั้น อะไรไม่ดับล่ะ ก็ธรรมชาติที่รู้ขึ้น อันนั้นไม่ดับ เป็นเครื่องยันกันกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดแล้วดับ อันนี้ไม่ดับ  มันรู้อย่างนั้นซิการปฏิบัติธรรม พระพุทธเจ้าท้าทายมาสักเท่าไร สอนโลกได้สองพันกว่าปีแล้วสาวกทั้งหลาย  พวกเรามันหลับหูหลับตาฟังกันอยู่เหรอ การปฏิบัติอรรถธรรมทั้งหลายเรื่องภาวนายิ่งหูหนวกตาบอด ไม่อยากได้ยินได้ฟัง ถ้าเรื่องเพลงลูกทุ่งลูกกรุงเอาเป็นเอาตายเข้าว่า มันจะได้อรรถได้ธรรมอะไร มันก็ได้ตั้งแต่มูตรแต่คูถเต็มตัวละซิ

พากันพิจารณานะ วันนี้เอาเสียบ้างมันจวนจะตายแล้ว นี่ก็ปฏิบัติตนอย่างนี้มา อายุก็ ๙๕ จะเต็มวันที่ ๑๒ สิงหา ฟัดกับกิเลสมาตั้งแต่บวช แต่มาเอากันตอนพรรษา ๗ คือหยุดจากการเรียนทุกอย่างแล้วเข้าภาคปฏิบัติฟัดกันอยู่ ๙ ปี กิเลสหงายเลย ฟ้าดินถล่ม ดังที่พูดวันที่เท่าไร พูดเล่นเหรอ เอามาหลอกท่านทั้งหลายเหรอ เวลาเราปฏิบัติเราจะเป็นจะตายอยู่ในป่าในเขาใครไปเห็นเรา กี่วันจึงได้กินข้าวหนหนึ่งๆ กินก็มีแต่ข้าวเปล่าๆ ไปบิณฑบาตอยู่ในป่าในเขากับเขา เขาก็อยู่ในป่าในเขา เขาจะได้อาหารหวานคาวเป็นทิพย์มาจากไหนมาให้เรากิน เขากินอย่างไรเขาก็ให้เราอย่างนั้น

เราไปบิณฑบาตได้ส่วนมากก็มีแต่ข้าวเปล่าๆ มาก็มานั่งอยู่บนก้อนหิน ข้าวเปล่าๆ มันจะกินได้มากขนาดไหน เทียบกันได้อย่างนี้นะ กินข้าวเปล่าๆ กับกินกับเข้าใจไหม กินกับแล้วมีอะไรแอ้มรอบโต๊ะรอบเก้าอี้ กับกินมีแต่ข้าวเปล่าๆ อยู่บนก้อนหิน ต่างกันอย่างไร กินได้สองสามคำก็อิ่มแล้ว กลืนไม่ลงแล้ว ข้าวเหลือนิดหน่อย ก็บิณฑบาตในหมู่บ้านในภูเขาจะได้สักกี่ก้อนล่ะกี่หลังคาเรือน ได้มากินสองสามคำมันก็อิ่มแล้ว เศษจากนี้ไปก็ไปวางขอนนั้นขอนนี้ขอนไม้เอาไปไว้ให้กระรอกกระแต เขาอยู่แถวนั้นเขาก็มากิน เรากินก่อนเขาเศษเหลือก็เอาไปให้เขากิน

นี่การปฏิบัติมาเราปฏิบัติมาอย่างนี้ โชกโชนที่สุดเลย คำนี้เราไม่เคยพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง บางทีจนวิตกวิจารณ์ในตัวเอง คือกิเลสมันกล่อม เรียกว่าธรรมเกิด  ตอนนี้ธรรมเกิด เออ การปฏิบัติธรรมท่านหวังจะฆ่ากิเลส กิเลสขู่ ฟังนะ  ท่านปฏิบัติธรรมท่านหวังจะฆ่ากิเลสให้ตาย แต่เวลานี้กิเลสยังไม่ตายท่านกำลังจะตายรู้ไหม นี่ละกิเลสเกิดเข้าใจไหม ในหัวใจ พูดขึ้นมาเป็นคำๆๆ อย่างนี้ พอกิเลสจบปั๊บลงไปธรรมขึ้นเลย ธรรมขึ้นแก้ปัญหากิเลสที่เกิดขึ้นผูกมัดเรา การกินนี้ก็กินมาตั้งแต่วันเกิดจนกระทั่งป่านนี้ ไม่เห็นวิเศษวิโสอะไร อดเพียงเท่านี้จะตายเหรอ เอา ตายก็ตาย นั่นเห็นไหมมันแก้ปัญหาดีดผึงเลย

นี้ละการแก้กิเลสอยู่ในป่าในเขาแทบเป็นแทบตาย จึงบอกให้ชัดๆ ว่าได้เห็นอรรถเห็นธรรมเปิดจ้าเลยทั่วโลกธาตุ จิตได้ขาดสะบั้นกับกิเลสมาตั้งแต่วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ เวลา ๕ ทุ่มเป๋งเลย เอา ฟังท่านทั้งหลายอยากฟัง ผลแห่งการปฏิบัติที่หามาได้เป็นอย่างนี้มันขวางโลกแล้วหรือ พูดให้ฟังอย่างนี้น่ะ ศาสนาพระพุทธเจ้ามีไหมมรรคผลนิพพาน หรือมีแต่กิเลสกองเต็มบ้านเต็มเมืองนั่นเหรอ จึงพูดถึงเรื่องอรรถเรื่องธรรมไม่ได้ มันแหย่กันทุกแบบทุกฉบับ กิเลสมันหนาแน่น ถ้าพูดเรื่องอรรถเรื่องธรรมไม่ได้ แต่พูดเรื่องเป็นบ้าๆ ไปตามๆ กันนั้นได้วันยังค่ำก็ได้ ลืมหลับลืมนอน

วันนี้พูดเรื่องอรรถเรื่องธรรมให้ท่านทั้งหลายฟัง เราได้ปฏิบัติมาอย่างนี้ เอาเสียจนกระทั่งกิเลสขาดสะบั้นลงไปในวันที่ ๑๕ พฤษภา ๒๔๙๓ บนหลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ เวลา ๕ ทุ่ม ร่างกายกระเด็นขึ้นเลยนะ คืออยู่ธรรมดานี่ละมันกระเด็นขึ้นได้อย่างไรพิจารณาซิ คืออำนาจของกิเลสกับธรรมที่มันยึดกันเกาะกันพาให้เกิดให้ตายกองกันมานี้กี่กัปกี่กัลป์ มันเหนียวแน่นขนาดไหน แต่เวลาอำนาจแห่งสติธรรมปัญญาธรรมฟาดเข้าไป มันแตกกระจัดกระจายจากกันจนร่างกายกระเด็นเลย เหมือนหนึ่งฟ้าดินถล่ม

ฟังเสียวันนี้ นี่ความจริงเอาออกมาพูดให้ท่านทั้งหลายฟัง เหมือนฟ้าดินถล่ม จิตนี้สว่างจ้าครอบไปหมด โถ อย่างนี้เหรอ ขึ้นแล้วนะที่นี่นะ ฟังให้ดีทุกท่าน ร่างกายนี้กระเด็นขึ้น กิเลสขาดสะบั้นลงไป จิตสว่างจ้าขึ้นมา พออันนี้สงบปั๊บลงไปเท่านี้ ขึ้น เหอ ขึ้นเลยนะ เป็นอยู่ในจิตนี่นะ เหอ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ตรัสรู้อย่างนี้ละเหรอๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ให้มันถึงใจ ธรรมแท้เป็นอย่างนี้ละเหรอๆ พระสงฆ์แท้เป็นอย่างนี้ละเหรอๆ แล้วพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร มันเป็นแล้วนะนั่น แต่ก่อนพุทโธ ธัมโม สังโฆ ต้องติดกันไปๆ ถึงขณะนั้นพอฟ้าดินถล่มกิเลสขาดสะบั้นไปหมดแล้ว มีแต่ธรรมทั้งแท่งแล้ว พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร นั่นธรรมกับใจเป็นอันเดียวกันแล้ว ให้มันเห็นอย่างนี้ซิการปฏิบัติ

นั่นละจ้ามาตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั่งป่านนี้ เป็นเวลา ๕๘-๕๙ ปีแล้วมั้ง  เราทำมา เราเคยพูดไหมคำพูดอย่างนี้น่ะ เทศนาว่าการสั่งสอนสัตว์โลกประชาชนทั่วประเทศไทยมานี้นานเท่าไร ไม่ได้โอ้ได้อวด เพราะธรรมอันนี้ธรรมพอแล้ว ไม่อยากคิดอยากโอ้อยากอวด แล้วแต่มันจะสัมผัสสัมพันธ์มากน้อยควรจะพูด ไม่ควรพูดเฉย ไม่พูด ถ้าควรพูดอย่างนี้ละฟังเอาซิ ใครมาชักมาชวนให้พูด มันก็ขึ้นของมันเองอย่างนี้ เพื่อเป็นคติแก่บรรดาพี่น้องลูกหลานทั้งหลายได้นำไปปฏิบัติ ว่าธรรมของพระพุทธเจ้านี้คงเส้นคงวาหนาแน่นด้วยมรรคผลนิพพานจากการปฏิบัติด้วยกันทุกคน ไม่มีคำว่าลำเอียง จำให้ดีนะคำนี้

นี่ละได้ปฏิบัติมา เรื่องจิตใจขาดสะบั้นไปหมด สมมุติไม่มีเลย มีแต่ใจดวงเดียวนี้สว่างจ้าครอบโลกธาตุ ส่วนสมมุติมันก็มีตามเรื่องของมัน เรียกว่าจิตนี้เป็นธรรมธาตุ พอถึงวิมุตติเต็มที่แล้วเป็นธรรมธาตุหนึ่ง เรียกว่านิพพานเที่ยงหนึ่ง หรือเรียกว่าธรรมธาตุหนึ่ง พูดแทนกันได้สองคำ จะว่าธรรมธาตุก็ได้คือธรรมธาตุเที่ยง หรือนิพพานเที่ยงนั่นเอง นอกจากนั้นเอาแน่ไม่ได้อย่างเห็นนี่ละ

นี่ละธรรมพระพุทธเจ้าสอนโลกผิดไปแล้วเหรอ มันเป็นอย่างไรจึงไม่มีใครจะทรงมรรคทรงผล มีแต่มายื้อแย่งแข่งดีต่อพระพุทธเจ้า เหยียบหัวพระพุทธเจ้าไป ด้วยว่าบาปไม่มี บุญไม่มี นรกไม่มี สวรรค์ไม่มี นิพพานไม่มี ตัวมันมีคืออะไร ก็มีแต่ไฟเผาหัวมัน แล้วขึ้นไปเหยียบหัวพระพุทธเจ้าไปต่อหน้าต่อตาเพราะความหน้าด้านของกิเลสพาคนให้เป็น จำเอานะ

เอาละเหนื่อยแล้ว พูดนานไปๆ ยังไม่จบนะนี่ มันเหนื่อยแล้วก็เลยหยุดพูด ไม่ต้องเอวัง พอ

 

รับชมรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน FM103.25MHz

พร้อมสถานีวิทยุเครือข่ายทั่วประเทศ

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก