สติวินัยบังคับบัญชา
วันที่ 7 กรกฎาคม. 2551 เวลา 13:30 น.
สถานที่ : สวนแสงธรรม
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมพระสงฆ์และฆราวาส ณ สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เนื่องในโอกาสคณะพระกรรมฐานภาคกลางและภาคตะวันออก

กราบทำวัตรองค์หลวงตาและรับฟังโอวาทธรรมเนื่องในกาลเข้าพรรษา

เมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑ (เวลา ๑๓.๓๐ น.)

สติวินัยบังคับบัญชา

 

          ที่เรามากันเต็มศาลานี้มีจุดไหนเป็นจุดที่เน้นหนักของหัวใจแต่ละรายๆ ที่มารวมกันในศาลาหลังนี้คืออะไร คือธรรม ธรรมเป็นน้ำดับไฟ กิเลสเป็นฟืนเป็นไฟ มีอยู่ทุกหัวใจ เว้นใจพระอรหันต์เท่านั้น ใจพระพุทธเจ้าใจพระอรหันต์ไม่มีฟืนมีไฟประเภทเหล่านี้เลย หมดโดยสิ้นเชิง นั่นละท่านได้ครองความบริสุทธิ์ใจ ใจกับธรรมเป็นอันเดียวกัน เป็นใจที่เลิศเลอสุดยอด เป็นพระพุทธเจ้าได้เต็มยศเต็มบทเต็มบาท ก็เป็นได้ที่ใจกับธรรมเป็นอันเดียวกันจากการบำเพ็ญความดีทั้งหลายเรื่อยมา อยู่ๆ ใจจะดีขึ้นเลยทีเดียวไม่ได้ แล้วจะเลวทีเดียวก็ไม่ได้

ใจมันเหมือนผ้าขาว เอาสีอะไรไปย้อมมันก็ติดๆ สีขาว สีเหลือง สีแดง สีดำ ธรรมชาติที่จิตจริงๆแล้วเป็นจิตที่ท่านบอกว่าจิตผ่องใส ไม่ใช่จิตบริสุทธิ์นะ ท่านสอนภิกษุทั้งหลาย แต่เราก็ลืมภาษาบาลีแล้ว ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ ตญฺจโข อาคนฺตุเกหิ อุปกิเลเสหิ อุปกิลิฏฺฐํ ขึ้นนี้ละ เราจำได้แต่คำแปลว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตเดิมผ่องใส ท่านว่าอย่างนั้นนะ แต่อาศัยกิเลสที่จรเข้าจรออก กิเลสจรมาจรไป มันรับกันเหมือนเชื้อไฟกับไฟประสานกันลุกเป็นเปลวขึ้นมาภายในจิตใจของสัตว์โลกแต่ละดวงๆ โลกได้รับผลของฟืนของไฟคือกิเลสรับตรงนี้เอง

          ท่านแสดงไว้ว่าจิตเดิมผ่องใส เดิมของวัฏจิต ไม่ใช่เดิมของจิตที่บริสุทธิ์ล้วนๆ แล้ว จิตพระพุทธเจ้าจิตพระอรหันต์เป็นจิตที่บริสุทธิ์ ไม่ใช่จิตผ่องใสเลยไปหมดทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว จิตผ่องใสคือจิตของประชาชนที่ชำระสะสางมาเต็มกำลังความสามารถ แล้วก็มาผ่องใสขึ้นที่ใจของตัวเอง ถ้าจิตผ่องใสแล้วอยู่ที่ไหนก็สะดวกสบาย ถ้ามันมัวหมองก็คือกิเลสนั้นละเข้าไปรบกวน ให้หาความสุขไม้ได้ มัวหมองมากน้อยมีความทุกข์เป็นเงาตามตัวไป ท่านจึงสอนให้อบรมจิตใจ

        พี่น้องทั้งหลายที่มาจากที่ต่างๆ วันนี้ทั้งพระและฆราวาส มานี้เพื่อธรรมอันเลิศเลออย่างเดียวเท่านั้น ที่จะซักฟอกจิตใจ เพราะต่างคนต่างขึ้นมาจากหลุมจากบ่อจากส้วมจากถานคือกิเลสประเภทต่างๆ ผุดโผล่ขึ้นมาเวลานี้ กายของเราก็ไม่ให้ไปทำความชั่วช้าลามก ตั้งหน้าตั้งตามา ตาก็จะดูตั้งแต่สิ่งที่เป็นมงคล หูก็จะฟังตั้งแต่สิ่งที่เป็นมงคล คืออรรถคือธรรมเป็นสำคัญ จมูกลิ้นกายใจคิดตั้งแต่สิ่งที่เป็นมงคลแก่ตัวของเรา ที่เราพร้อมหน้ากันมานี้มีธรรมเป็นทะเลมหาวิมุตติมหานิพพาน เรียกว่าธรรมเป็นใหญ่

          แล้วเรามาได้ยินได้ฟังเพื่อไปซักฟอกจิตใจของเรา ดำเนินตามแถวแนวที่พระพุทธเจ้าทรงซักฟอกดีเรียบร้อยเป็นศาสดาเอกทั้งองค์แล้วมาสอนโลก เราเป็นลูกศิษย์ตถาคตก็ขอให้พากันเจริญรอยตามท่าน อย่างน้อยพวกฆราวาสก็ให้มีกฎมีเกณฑ์บ้างนะ ท่านว่าศีล ๕ นี้เป็นพื้นฐานของผู้มีศีลธรรมทางฆราวาส ผู้มีศีลธรรมก็หมายถึงศีล ๕ นี้เป็นสำคัญ ปาณา อทินนา กาเม มุสา สุรา นี่ละสำคัญมาก เอาธรรมเหล่านี้มากำกับใจ ไม่ให้ใจแสดงออก

ปาณา ฟังซิน่ะ ในห้าข้อนี้เราจะเห็นความกระเทือนของโลกได้อย่างชัดเจน เมื่อต่างคนต่างข้ามเกินศีลธรรมซึ่งเป็นความสงบสุขแก่สัตว์ แล้วต่างคนต่างมานี้ฆ่ากัน ในศาลาหลังนี้มีแต่หอกแต่ดาบแต่แหลมแต่หลาว ใครมีเท่าไรฟาดฟันหั่นแหลกศาลาหลังนี้เป็นอย่างไร นี่คือความไม่มีธรรม ปล่อยให้กิเลสทำงาน จะทำให้โลกลำบากมากน้อยจนกระทั่งถึงขั้นฉิบหายวายป่วง แต่ธรรมปกครองเป็นน้ำดับไฟ ใครจะมีกายวาจาความประพฤติอะไรเต็มเนื้อเต็มตัวมาต้องเก็บเข้ามา คอยฟังเสียงอรรถเสียงธรรมซึ่งเป็นน้ำดับไฟคอยชะคอยล้างแล้วค่อยดำเนินเดินตามที่ท่านแนะนำสั่งสอน ต่างคนก็ได้ความเป็นสิริมงคลติดเนื้อติดตัวไปบ้านไปเรือน ไปสถานที่อยู่วัดวาอาวาสของตน แล้วโลกนี้ก็ร่มเย็น โลกร่มเย็นนี้ร่มเย็นที่ใจนะ ร้อนก็ร้อนที่ใจ ถ้าใจเย็นอยู่ที่ไหนเย็นหมด ถ้าใจร้อนอยู่ที่ไหนก็ร้อน

          เช่นอย่างคนไข้หนักๆ เอาขึ้นไปตึกโรงพยาบาลหลังใดก็ตามขึ้นไปอยู่ ๗ ชั้น ๘ ชั้น หรือ ๑๐ ชั้น คนไข้ก็ไปครวญครางอยู่ในตึกหลังนั้นชั้นนั้นๆ จนได้นั่นแหละ เพราะความทุกข์มันอยู่กับคน มันไม่ได้อยู่กับตึกชั้นนั้นชั้นนี้ ความทุกข์มันอยู่กับคน อยู่กับความใคร่ของคน เพราะฉะนั้นความทุกข์ทั้งหลายในโลกธาตุนี้ท่านทั้งหลายเคยเห็นไหม เขาเคยสร้างตึกรามบ้านช่องที่ไหนไว้บรรจุทุกข์และบรรจุสุข ไปที่ไหนเห็นแต่ต้นไม้ภูเขาดินฟ้าอากาศ ตึกรามบ้านช่อง ถนนหนทาง ไม่เห็นที่เขาสร้างตึกเอาไว้บรรจุทุกข์และบรรจุความสุข แล้วแต่ท่านผู้ใดต้องการให้ไปซื้อไปขายเอาตามตึกแห่งความสุข-ความทุกข์นั้นที่เต็มไปด้วยความสุขทุกอย่าง สมบัติคือความดี วิบัติคือความชั่วช้าลามก หาได้ทั้งนั้นแหละ นี่มันก็ไม่มี ตึกไหนก็ใส่คน คนเองไปสร้างความชั่ว-ความดีอยู่ในตึกหลังนั้น

เพราะฉะนั้นรวมมาแล้วจึงมาอยู่กับคนเรา จึงต้องพยายามอบรมจิตใจของตนให้ดี  มนุษย์เราไม่ได้เหมือนสัตว์ สัตว์ไม่มีขอบเขต ตายก็ง่าย อะไรทุกข์ทุกข์ง่าย ตายง่าย อยู่ใต้อำนาจของส่วนมากก็คือมนุษย์เราเป็นยักษ์เป็นผี แต่มายกตนว่าเป็นมนุษย์มีศักดิ์ศรีดีงาม เมื่อเราพิจารณาตามหลักความจริงแล้วมนุษย์นี้ละเป็นสัตว์ที่ร้ายกาจที่สุด ไม่มีใครเกินสัตว์มนุษย์นะ มันทำได้ทุกอย่างมนุษย์นะ อวดอำนาจว่าตัวเป็นมนุษย์ มีอำนาจสูงกว่าเขา อยากฆ่าก็ได้ อยากฟันก็ได้ อยากกินอยากกลืนอยากอะไรสัตว์ในน้ำบนบกไม่มีเหลือ เพราะยักษ์มนุษย์นั้นแหละ มันอยู่ที่ใจของเรา

ใจได้รับการอบรมแล้วมันจะอ่อนลงนะ คือใจที่ไม่มีการอบรมแข็งกร้าวเชียวนะ แข็งไม่มีอะไรเสมอใจที่เต็มไปด้วยกิเลส แข็งแกร่ง แข็งแกร่งอันนี้แข็งเพื่อฟืนเพื่อเผาโลก เผาทั้งเขาทั้งเรา ทีนี้เวลาได้นำธรรมเข้าไปอบรมสั่งสอนธรรมจะเป็นน้ำดับไฟ ทำกายวาจาใจของเราให้สงบร่มเย็นลงไปโดยลำดับๆ แล้วจนเย็นถึงขั้นเย็นบรมสุข ดังพระพุทธเจ้า-พระอรหันต์ท่าน นี่คือท่านที่บำรุงรักษาหรืออบรมปฏิบัติตนเองจนกระทั่งถึงขั้นบรมสุข แต่ก่อนท่านก็เป็นมหันตทุกข์ เหมือนเรา สัตว์ตัวใดบุคคลผู้ใดพ้นมหันตทุกข์ภายในใจนี้ไปไม่ได้ เพราะกิเลสเหนือมหันตทุกข์  มันผลิตมหันตทุกข์ขึ้นมาเผาหัวใจโลก คือมันสร้างแต่ความชั่วช้าลามกที่จะให้เกิดทุกข์ถึงขั้น มหันตทุกข์นั้นคือกิเลสเท่านั้น นอกนั้นไม่มีอะไรมาสร้างให้เป็นไปได้อย่างนั้น

กิเลสจึงเป็นตัวสำคัญมาก พุทธศาสนามีมานี้เป็นน้ำดับไฟ ดับกิเลสตัณหาที่มันเป็นฟืนเป็นไฟประจำกาย-วาจา-ใจ-ความประพฤติ-หน้าที่การงานของสัตว์โลกนั้นแหละ ให้อยู่ในความพอดิบพอดี มีขอบมีเขต มีเหตุมีผล มีหลักมีเกณฑ์ ประพฤติปฏิบัติต่อตัวเองและส่วนรวม ถ้าต่างคนต่างมีขอบเขตแล้วเข้าคบค้าสมาคมกันก็มีแต่ความสงบร่มเย็น มีความยิ้มแย้มแจ่มใส ถ้าธรรมเข้าไปติดตัวของคนทุกคนๆ ดูซิศาลาหลังนี้มากไหมคน ต่างท่านผู้มีธรรมติดตัวมาด้วยกันทุกคน เป็นฝักเป็นฝ่าย

เช่นพระนี้ก็เป็นฝ่ายธรรม ประกาศตนออกด้วยความมีธรรมโดยเพศของนักบวช เป็นพระเป็นนักบวช นักบวชนี้คือนักเสียสละ นักเสาะแสวงหาความสุขความเจริญ สิ่งที่เป็นพิษเป็นภัยแก่ตัวเองและผู้อื่นใดก็ตามสลัดปัดทิ้ง ยอมรับกันตั้งแต่เหตุผลกลไกที่จะอยู่กันได้ด้วยความผาสุกร่มเย็น นี่คือธรรม ท่านว่านักบวช นักบวชคือนักเสียสละ สิ่งใดที่ไม่ดีไม่งามภายในกายวาจาใจของตน แม้จะหึงหวงมันขนาดไหนต้องปัดออก ไม่ปัดออกเท่ากับไฟเผาตัว แล้วใครจะไปรักชอบในไฟ แต่กิเลสทำคนให้รักชอบในไฟคือตัวของมันเองได้นะ

ให้พากันพิจารณาอันนี้ให้ดี เมื่อต่างคนต่างได้ฟังการอบรมแล้วไปอยู่ที่ไหนก็มีความสงบร่มเย็น ชาวพุทธเรานี้ไปที่ไหนสร้างบ้านสร้างเรือนต้องสร้างวัดสร้างวาขึ้นเป็นคู่เคียง เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร เป็นหัวใจของชาวพุทธในบ้านนั้นๆ จนได้นั้นแหละ ดูเมืองไทยเราไปอยู่ที่ไหนสร้างบ้านสร้างเรือนก็ต้องสร้างวัดสร้างวาให้พระท่านมาอยู่ หรือบวชพระบวชเณรขึ้นอยู่ในวัด พอมองเห็นผ้าเหลืองจิตใจก็สงบ มันไม่ได้เหมือนอย่างอื่น คือกิเลสมันกลัวแต่ธรรม กลัวแต่ธรรมเท่านั้น พอมองเห็นผ้าเหลืองแล้วกิเลสมันจะค่อยหมอบลงไป ต่างกันอย่างนั้นละ จึงต้องเอาธรรมออกหน้าปฏิบัติ

          ทีนี้เวลามันจะเกิดขึ้นภายในใจของเราก็ให้ระลึกถึงเพศของตัวเอง ว่าเพศปราบกิเลส ความโลภเกิดขึ้นเป็นอย่างไร เป็นภัยแก่เราและทั่วๆ ไป โกรธ หลง ราคะตัณหา เวลามันเกิดต้องต่างคนต่างได้ระมัดระวังตัวและระงับตัว ให้อยู่ในความพอเหมาะพอดี นี่เรียกว่าธรรม ธรรมเป็นเครื่องระงับ เป็นเครื่องประสานทุกสิ่งทุกอย่างให้อยู่ในความพอดิบพอดี ใช้สอยได้ด้วยความสะดวกสบาย ขอให้พี่น้องทั้งหลายจดจำเอาไว้

          วันนี้เป็นวันมงคล หรือวันมหามงคลแก่พวกเราชาวพุทธทั้งหลายก็ไม่ผิด วันนี้พระท่านมาจำนวนเท่าไรดูเอา แล้วประชาชนที่มาจำนวนเท่าไรดูเอา ไม่มีใครบังคับบัญชากดขี่ข่มเหงให้มา แต่มาด้วยน้ำใจโดยมีธรรมเป็นเครื่องชักจูงมาก็มาด้วยความชุ่มเย็น ไม่มีใครบังคับ ธรรมบังคับได้มากเท่าไรยิ่งดี เรามาด้วยการบังคับของธรรมนั้นชุ่มชื่น เบิกบานภายในจิตใจ วันนี้เราก็ได้มาฟังอรรถฟังธรรมจากครูบาอาจารย์ทั้งหลาย พระต่างๆ ที่อยู่ในวัดในที่ต่างๆก็อยู่ในหมู่บ้านของท่านทั้งหลายนั้นแหละ ท่านคอยดูแนะนำสั่งสอน พระก็เป็นพระผู้ปฏิบัติดี มันก็เข้ากันได้นะ

พระปฏิบัติดีคืออย่างไร ท่านแสดงไว้แล้วในตำรับตำรา เราสวดทุกวัน สุปฏิปนฺโน พระสงฆ์ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมหลายสันพันคม อุชุปฏิปนฺโน ตรงต่ออรรถต่อธรรม ต่อมรรคผลนิพพาน ญายปฏิปนฺโน ปฏิบัติเพื่อความรู้แจ้งแทงทะลุในธรรมทั้งหลายที่เป็นของเลิศเลอ มีอรหัตตธรรมเป็นต้น สามีจิปฏิปนฺโน ปฏิบัติเป็นที่งามหูงามตางามใจในตัวของเราเอง ความเคลื่อนไหวไปมามีสติสตังระมัดระวังรักษาความเคลื่อนไหวของตนไม่ให้มันผิดมันพลาดจากเพศของพระไป เอาวินัยคือเครื่องบังคับบัญชา สติวินัยบังคับบัญชาไปที่ไหนก็เป็นพระเต็มตัว ไม่ใช่พระด่างพระพร้อย พระไม่เต็มบทเต็มบาท พระขาดบาทขาดสลึงอย่างนั้นใช้ไม่ได้ เป็นพระเต็มบทเต็มบาท เป็นพระมีศีลมีธรรม ระมัดระวังรักษาศีลของตนยิ่งกว่าชีวิต ชีวิตเอาไว้อันดับสอง รักษาความดีงามคือศีลธรรมของตนนั้นให้เป็นอันดับหนึ่ง

เอาจะตายก็ให้ตายอยู่กับศีลกับธรรม อย่าให้ไปตายอยู่กับความชั่วช้าลามก ด้วยการลุอำนาจทำตามกิเลสแล้วก็กลายเป็นคนชั่วช้าลามก ตกจากนี้แล้วจมลงไปนรกอเวจี ซึ่งเป็นของมีมาดั้งเดิม สำหรับรับสัตว์ผู้ชั่วช้าลามกในขั้นนั้นๆ ท่านจึงเรียกว่านรกๆ นรกท่านบอกไว้พอประมาณว่ามี ๒๕ หลุมนะ ๒๕ หลุมตามที่ท่านแสดงไว้ในตำรานะมีถึง ๒๕ หลุมสำหรับบรรจุคนชั่วช้าลามก ใน ๒๕ ประเภทแห่งการทำชั่วนั้นจะลงหลุมใดก็พอเหมาะพอดีกับกรรมของตนที่ทำไว้แล้วมากน้อยหนักเบาขนาดไหน ถ้าผู้ทำกรรมหนักก็ลงมหานรกอเวจีเลย

กรรมหนักคือกรรมอะไร ในโลกที่ยอมรับกันอยู่ทุกวันไม่กล้าข้ามเกินนี้ จะทุกข์หรือจะทำความชั่วช้าลามกอะไรก็ตามก็ทำได้ ไม่สะเทือนใจก็คืออนันตริยกรรม อนันตริยกรรมแปลว่ากรรมที่หนักมากที่สุด แม้ชั่วระยะฟ้าแลบเท่านั้นเป็นความสุขขึ้นมาในระยะฟ้าแลบเท่านี้ไม่มีในกรรมประเภทนี้ ท่านเรียกว่าอนันตริย อนันตริยคือไม่มีระหว่าง ขาดวรรคขาดตอนพอจะให้เป็นความสุขขึ้นมาแม้ชั่วฟ้าแลบก็ไม่มี ท่านเรียกว่าอนันตริยกรรม เป็นกรรมที่หนักมาก

อนันตริยกรรมนี้มีห้าประเภท ที่สัตว์ทั้งหลายถ้าไม่รุนแรงเสียจนเกินเหตุเกินผลจนนรกอเวจีแตกกระจัดกระจายสู้กรรมอันนี้ไม่ได้แล้วใครไม่กล้าทำกัน ฟัง ฆ่ามารดา หนึ่ง ฆ่าบิดา หนึ่ง ฆ่าพระอรหันต์ หนึ่ง ทำลายพระพุทธเจ้าแม้ไม่ตาย หนึ่ง ยุยงส่งเสริม ยุแหย่ก่อกวนให้พระที่ท่านมีศีลมีธรรมอยู่ด้วยความสงบโดยศีลโดยธรรมให้แตกร้าวจากกัน หนึ่ง กรรมทั้งห้าประเภทนี้ถ้าพอมีสติระลึกได้อยู่แล้วอย่าทำเป็นอันขาด เพราะกรรมทั้งห้าประเภทนี้เป็นกรรมที่หนักมากทีเดียว

ท่านเรียกว่าอนันตริยกรรม เป็นกรรมที่หาระหว่างไม่ได้ที่จะแย็บออกมาเปิดทางให้สัตว์โลกได้รับความสุขทั้งๆที่ในขณะนั้นหรือเวลานั้นเป็นทุกข์ มหันตทุกข์ แต่ไม่ยอมตายหากได้รับความทรมาน แต่มีสุขอันหนึ่งเป็นเหมือนฟ้าแลบขึ้นมาในขณะที่ได้รับความทุกข์มากๆนั้นไม่มี เป็นทุกข์ เป็นพืดไปหมดเลย ท่านจึงเรียกว่าอนันตริยะ ไม่มีช่องมีทางระหว่างสุขที่จะเกิดขึ้นได้กับบุคคลผู้สร้างกรรมอันหนักห้าประการนี้ นี่เรียกว่ากรรมหนัก

ท่านก็สอนเอาไว้ ท่านผู้สอนไม่ใช่คนโง่เขลาเบาปัญญาหูหนวกตาบอด ผู้เป็นเจ้าของพุทธศาสนาคือศาสดาองค์เอก เป็นจอมปราชญ์ฉลาดแหลมคม เรียกว่าพระพุทธเจ้าองค์เอกนำมาสั่งสอนสัตว์โลก เราก็มีนิสัยวาสนาพอสมควรเกิดขึ้นมาแล้วได้พบพระพุทธศาสนา พอรู้จักศีลจักธรรมจักการทำบุญให้ทาน การเจริญเมตตาภาวนา รู้จักความเลื่อมล้ำต่ำสูงในระหว่างสังคม ไม่ลุอำนาจหรือไม่หน้าด้าน เป็นคนรู้จักสูงต่ำ ท่านเรียกว่าไม่อาจเอื้อมในที่ต่ำสูง สูงให้รู้ว่าสูง สูงด้วยอายุ สูงด้วยคุณธรรม คุณสมบัติ สูงด้วยอรรถด้วยธรรม นี้เรียกว่าสูง

ไม่ได้หมายถึงว่าภูเขาลูกนี้สูง ภูเขาลูกนั้นสูง ท่านไม่ได้หมายธรรม ภูเขาลูกไหนสูงก็ตามมันไม่เหนือฝ่าเท้าไปได้แหละ ฝ่าเท้ายังสูงกว่าภูเขาขึ้นไปอีก แต่ธรรมนี้สูงยิ่งกว่าฝ่าเท้าอีก ใครไม่กล้าเอาฝ่าเท้าไปเหยียบหัวของท่านผู้มีธรรม เหยียบธรรมไม่เคยมีเลย เหยียบไม่ลง เหยียบไม่ขึ้น ก้าวไม่ออก เพราะธรรมเป็นสิ่งที่เลิศเลอสุดยอดแล้ว เป็นสิ่งที่สัตว์โลกทั้งหลายผู้ยอมรับความจริงต้องยอมรับและปฏิบัติกราบไหว้บูชาด้วยกัน

เราจึงต้องกราบธรรมเสมอ เราไม่ลงใจในสิ่งใดก็ตามทั่วโลกธาตุนี้ แต่เราต้องลงใจในธรรมจนได้ ธรรมนี้ไม่มีใครฝืนไปได้เลย ว่าธรรมนี้เป็นข้าศึกต่อจิตใจของโลกอย่างนี้ไม่มี่ เฉพาะอย่างยิ่งโลกแห่งชาวพุทธของเรา ไม่มีคำว่าที่จะดูถูกเหยียดหยามธรรม มีแต่ปฏิบัติตนให้เป็นไปตามอรรถตามธรรม อย่างที่เรามาปฏิบัติศีลธรรมทุกวันนี้ มีแต่มาปฏิบัติตามธรรม ท่านชี้แจงแสดงบอกอย่างไรก็ปฏิบัติตามนั้น ความเป็นสิริมงคลมีคุณมีค่าในตัวของเราก็ค่อยเจริญขึ้นมา เจริญขึ้นมา จนกลายเป็นผู้เลิศเลอได้ พระพุทธเจ้าก็ดี-สาวกอรหันต์ก็ดีท่านเลิศเลอด้วยการประพฤติปฏิบัติกำจัดความชั่วออกจากใจ เทิดทูนธรรมในหัวใจตลอดเวลา เราก็ให้พากันปฏิบัติกันอย่างนั้นนะ

วันนี้รู้สึกว่าเป็นมงคลอันใหญ่หลวงทีเดียว นู่นเต็มไปหมดศาลา ตาเราก็ได้เห็นพระเจ้าพระสงฆ์ จิตใจของเราที่เคยคิดส่ายแส่เร่ร่อนมาตั้งแต่วันตื่นนอนจนกระทั่งถึงบัดนี้ จิตใจของเราตาของเราได้จดจ่อต่อเนื่องกันมา เห็นพระเจ้าพระสงฆ์คิดอรรถคิดธรรมตลอดมา จึงเป็นใจที่เป็นมงคลแก่ตัวของเรา วันนี้ท่านก็มาประชุม ประชุมก็เป็นประชุมเพื่อเป็นมงคลแก่เรา นี่เกือบว่าทั้งวันตาหูจมูกลิ้นกายของเรานำมาบูชาธรรมกันแทบทั้งนั้นๆ ละ ให้พากันฟังแล้วนำไปปฏิบัตินะ

พระสงฆ์ของเราก็ดี การบวชมาแล้วนั้นเป็นการประกาศตนว่าเป็นนักบวช นักเสียสละ ทุกสิ่งทุกอย่าง ให้รู้ตัวว่าเป็นนักเสียสละ เป็นนักไม่มีทิฐิมานะถือเนื้อถือตัว เป็นผู้เสียสละ ใครจะดุจะด่า แม้ที่สุดว่าไอ้หัวโล้น เขาว่าไอ้หัวโล้นก็ไม่โกรธให้เขา ก็หัวเราโล้นจริงๆ นี่ เขาพูดว่าไอ้หัวโล้นมันก็โล้นจริงๆ ผู้ไม่หัวโล้นเขาก็ไม่ว่า นี่ก็ให้คิดอย่างนั้นนะ อ๋อ เรานี้หัวโล้น พอพูดอย่างนี้เราก็ระลึกถึงหลวงตาเองนะ กำลังบิณฑบาตในเมืองนั้นแหละ ไม่ได้บอกว่าเมืองไหนละ คนคนหนึ่งจะเป็นคนไม่เต็มหรือเราไม่เต็มก็ไม่ทราบนะ มาเจอกันกับเรา เราจะเป็นคนขาดบาทขาดตาเต็ง คนนั้นเขาอาจจะขาดบาทขาดตาเต็งมาพบกัน

เขามาเขามาจับขอบปากบาตรเรา ไหนดูบาตร มันขบขันจะตายนะ พอจับดูบาตรแล้วหงายหน้าขึ้นมา มึงบิณฑบาตได้อะไรมาไอ้หัวโล้น ว่าให้เรานะ เราก็ยิ้มตอบธรรมดา เขาว่าหัวโล้นมันก็ถูกอย่างเขาว่า มึงบิณฑบาตได้อะไรมาไอ้หัวโล้น ว่าอย่างนั้น ได้ไม่ได้เขาก็ดูบาตรของเราแล้ว เราก็ยิ้มรับเขา ไอ้หัวโล้นทำไมดุว่าให้ขนาดนี้ยังยิ้มได้ เขาก็ว่าอย่างนั้น แล้วเขาก็ผ่านไป เจอเราเองนะนี่น่ะ เรายิ้มให้เขา มึงบิณฑบาตได้อะไรมาไอ้หัวโล้น จับขอบบาตรแล้วมองหน้า บิณฑบาตได้อะไรไหม ถ้าหากว่าจะตอบแบบขบขันก็โคตรพ่อโคตรแม่มึงไม่มาใส่บาตรให้กู กูจะได้อะไร จะตอบอย่างนั้น แต่นี้ไม่ตอบนะ มึงบิณฑบาตได้อะไรไหมไอ้หัวโล้น เราก็ยิ้มๆ รับเขา แต่ไม่ตอบเขา ถ้าตอบเขา ถ้ามึงอยากให้มีของในบาตรมึงก็เอาโคตรเอาแซ่มาใส่บาตรกูซิ มาหมดโคตรกูจะเอาหมดบาตร อันนี้เวลามาเจอเรา

คือนักเสียสละไม่ถืออะไร นักบวชถือแต่ธรรมอย่างเดียว ธรรมไม่มีเอนมีเอียง ไม่มีกดมีขี่ ไม่ยกไม่ยอโดยหาเหตุผลไม่ได้ ธรรมต้องเป็นธรรม มีความสม่ำเสมอตัวอยู่เสมอ นี่เรียกว่าธรรม ในบ้านหนึ่งๆ มีพระเจ้าพระสงฆ์ที่ต่างองค์ต่างประพฤติปฏิบัติศีลธรรมดีในบ้านนั้น บ้านนั้นชุ่มเย็นนะ นอกจากมีเทวทัตอยู่ในวัดในวา วัดก็กลายเป็นส้วมเป็นถาน พระก็กลายเป็นมูตรเป็นคูถอยู่ในวัดในวาให้ประชาชนญาติโยมเขาเหม็นคลุ้งทั้งวันทั้งคืนนั้นอย่าให้มีนะวัดประเภทนั้น วัดประเภทส้วมประเภทถาน วัดประเภทพระเป็นมูตรเป็นคูถอย่าให้มี ให้ต่างคนต่างปฏิบัติตัวให้เป็นคนดิบคนดี ไปที่ไหนเป็นสิริมงคล บ้านเรือนของเราเว้นไม่ได้ที่จะไม่สร้างวัดสร้างวา ไปสร้างวัดใหม่บ้านใหม่ที่ไหนต้องสร้างวัดสร้างวาขึ้นเป็นสิริมงคล เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร เป็นขวัญใจของเราจนได้แหละ

พระเราก็ตั้งใจปฏิบัติให้เป็นขวัญใจของตัวเอง ตื่นขึ้นมาจนกระทั่งถึงหลับ สังวรธรรม สติธรรมให้ติดตัวอยู่เสมอ อย่าลืมตัวว่าเราเป็นอื่นเป็นใดนอกจากเป็นพระเท่านั้น ให้มีความรู้สึกตัวอยู่เสมอ มองเห็นกันอย่ามองกันในแง่ร้าย กิเลสมันจะออกปากคอกกิเลสออกก่อนนะ ยกโทษ จะออกมองในแง่ร้ายแง่ยกโทษยกกรณ์ แง่เหยียบเขา เป็นทางของกิเลสเดินในจิตใจของปุถุชน แต่ทางธรรมะเดินของท่านผู้มีศีลมีธรรมมองกันด้วยความเมตตา มองกันด้วยความสม่ำเสมอ มองกันด้วยความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ไม่ยกโทษยกกรณ์แก่กันและกัน นี้เรียกว่ามองกันโดยธรรม ให้อภัยกันได้ แนะนำสั่งสอนตักเตือนกันได้ เรียกว่ามองกันโดยธรรมอยู่ด้วยกันก็ผาสุก ถ้าต่างองค์ต่างอยู่ด้วยกันเป็นแบบนี้แล้วก็ผาสุกร่มเย็น

การประพฤติประกอบความพากเพียรก็ขอให้ท่านทั้งหลาย ซึ่งเป็นนักบวชเป็นผู้ถือบังเหียนอันสำคัญแล้ว คือความพากเพียรเพื่อชำระกิเลสภายในหัวใจให้สิ้นซากลงไปตามทางของศาสดาที่ทรงบำเพ็ญมาแล้วด้วยความพากเพียร และสาวกทั้งหลายท่านดำเนินมานั้นจนมากลายเป็นพุทฺธํ ธมฺมํ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเราก็เพราะการประกอบความพากความเพียรไม่ละไม่ถอย สุดท้ายก็กลายเป็นผู้วิเศษขึ้นมา ตัวเองก็หาที่ตำหนิตัวเองไม่ได้ ใครก็ไม่ตำหนิ ตัวเองหมดที่ตำหนิแล้ว อยู่เป็นบรมสุข

นี่ให้เป็นสรณะของตัวก่อนแล้วก็จะเป็นสรณะของสัตว์โลกทั่วๆ ไป ดังพระพุทธเจ้าของเราเป็นศาสดาเอกของพระองค์ชุ่มเย็นเลิศเลอแล้วก็เป็นธรรมชาติที่เลิศเลอ เป็นศาสดาเลิศเลอของเทวดา-อินทร์-พรหมทั้งหลาย แม้ที่สุดตั้งแต่สัตว์นรกเขาก็กราบพระพุทธเจ้าได้ลงคอ นั่นละเรื่องธรรมใครลงกันทั้งนั้น ไม่มีใครแข็งกระด้าง ไม่มีใครแข็งข้อได้ละ กิเลสตัวแข็งข้ออยู่ในใจนี้มันมีอยู่ได้ทุกคนนะ ไม่ว่านักบวชและฆราวาสกิเลสตัวแข็งข้อ ตัวเย่อหยิ่งจองหองมันมีได้ในหัวใจของพระ เราอย่าเข้าใจว่ากิเลสตัวเหล่านี้ไม่มีในพระ มี

เราก็เป็นพระ เราได้เห็นเรื่องกิเลสของเราแล้ว ใครก็เป็นพระ กิเลสมีอยู่ที่ไหนมันมีลักษณะเย่อหยิ่งจองหองพองตัว ประหนึ่งว่าเรามีศักดิ์ศรีดีงามเพราะการบวชไม่ต้องประกอบความพากเพียร ไปสวรรค์สดๆ ร้อนๆ ไปนิพพานสดๆ ร้อนๆ เลยก็ได้ ความสำคัญอันนี้เป็นถึงขนาดนั้น แต่ตัวเองไม่ประกอบความพากเพียร นั่งเป็นส้วมเป็นถานเป็นมูตรเป็นคูถอยู่ในวัดในวาใช้ไม่ได้นะ ขอให้บรรดาลูกหลานทั้งหลายประพฤติปฏิบัติธรรม

สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ นี้ท่านหมายถึงพระสงฆ์ผู้บริสุทธิ์ได้แก่พระอรหัตตบุคคล ได้รับการอบรม เรียกว่าสาวกๆ แปลว่าผู้ได้ยินได้ฟังได้รับการอบรมมาจากพระพุทธเจ้าเรียบร้อยโดยสมบูรณ์ เพราะการประพฤติปฏิบัติตามโอวาทคำสั่งสอนนั้น จนกลายมาเป็นสงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิของพวกเรา เราทำตัวของเราให้เป็นสงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ของเราให้ได้ อย่าให้ได้ต้องติในศีลในธรรมความประพฤติของตน

กิเลสมีที่ตรงไหนที่มันมักเย่อหยิ่งจองหอง ธรรมน้ำดับไฟฟาดลงไปให้มันขาดสะบั้น ยังเหลือแต่ทองทั้งแท่งภายในใจ ไปที่ไหนสบายสง่างาม อยู่ในวัดท่านผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนั้นวัดจะสง่างาม เรื่องกุฏิกุต่างที่ก่อที่สร้างแข่งบ้านแข่งเมืองแข่งกิเลสตัณหาของชาวบ้านชาวเมือง  พระเราไม่ควรไปยุ่งจนเกินเนื้อเกินตัวถึงกับไปกวนบ้านกวนเมือง คนนั้นไปเจอญาติโยมจนเขาเบื่อเขาจะตาย เจอที่ไหนอาตมาๆ ขึ้นนะ อาตมาไม่มีอะไร กำลังสร้างนั้นสร้างนี้ เงินขาดอยู่เท่านั้นเท่านี้ ไปที่ไหนกวนบ้านกวนเมือง คือพระเราเป็นนักก่อสร้าง ผิดจากทางของศาสดา ท่านสอนให้สร้างหัวใจ สร้างศีล ศีลให้บริสุทธิ์ ไปที่ไหนอะไรขาดตกบกพร่อง ศีลอย่าให้ขาด ให้สมบูรณ์

ผู้สมบูรณ์ในศีลเรียกว่าเป็นผู้สมบูรณ์ในความสุขในขั้นศีลของเรา ให้ปฏิบัติตามนี้ เรื่องศีลเรื่องธรรม..สมบัติของพระคือศีลคือธรรม ความงามของพระคือศีลคือธรรม นอกจากนั้นเอามาประดับพระไม่มีงาม เราอย่าเข้าใจว่าสมบัติเงินทองข้าวของทุกสิ่งทุกอย่างที่โลกเขาประดับกัน ส่งเสริมกันงามตางามใจไปทั่วประเทศเขตแดน แล้วมาประดับเราให้สวยงามแบบสมบัติประเภทนั้นอย่านะ ไม่มีหวัง มันตรงกันข้ามแล้วนั่น

ให้เรางามด้วยศีลด้วยธรรม ด้วยความประพฤติปฏิบัติ จากนั้นศีลเป็นพื้น สีลปริภาวิโต สมาธิ มหปฺผโล โหติ มหานิสํโส ศีลอบรมกายวาจาใจของตนให้มีความสงบร่มเย็นจนกลายเป็นสมาธิ ใจเป็นสมาธิขึ้นมาได้ เพราะใจไม่วอกแวกคลอนแคลนว่าได้ไปทำผิดศีลข้อไหนๆ ใจก็ไม่เป็นกังวล มาบำเพ็ญจิตตภาวนาก็มีความสงบร่มเย็นขึ้นมา เป็นสมาธิขึ้นมาได้ สีลปริภาวิโต ศีลเป็นเครื่องอบรมจิตให้มีสมาธิ ความสงบใจแน่นหนามั่นคงของใจขึ้นมาได้ สมาธิปริภาวิตา ปญฺญา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา สมาธิเป็นเครื่องหนุน เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงปัญญาให้มีกำลังแก่กล้า พิจารณาในสภาวธรรมทั้งหลายตั้งแต่กายของตนออกไปทั่วแดนโลกธาตุ ขาดกระจัดกระจายไปจากความยึดมั่นถือมั่นขึ้นไปโดยลำดับลำดา มันหนุนกันเป็นอย่างนี้ไปนะ ศีลหนุนจิตให้เป็นสมาธิ สมาธิหนุนปัญญาให้มีความเฉลียวฉลาดแก่กล้าสามารถ ปญฺญา ปริภาวิตํ จิตฺตํ สมฺมเทว อาสเวหิ วิมุจฺจติ ปัญญาเป็นเครื่องซักฟอกจิตใจให้มีความผ่องใสจนกระทั่งถึงหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงโดยชอบคือปัญญา นี่ให้นำมาใช้

สมบัติเหล่านี้จะไม่มีใครหาได้นอกจากผู้ปฏิบัติรักใคร่ใกล้ชิดกับพระ เฉพาะอย่างยิ่งคือพระของเรา ให้มีความสนิทติดใจอยู่กับศีล สมาธิ ปัญญาของตน สมบัติใดสู้ศีล สมบัติคือศีล สมบัติคือสมาธิ สมบัติคือปัญญานี้ไม่ได้ นอกจากนั้นสมบัติคือวิชชาวิมุตติหลุดพ้นได้ นี่เป็นสมบัติอันล้นค่า ใครมีสมบัติอันนี้เต็มหัวใจแล้วไปที่ไหนเลิศเลอ เทวบุตรเทวดา-อินทร์-พรหมกราบไหว้บูชาทั่วหน้า ไม่มีเทวบุตรเทวดา-อินทร์-พรหมไหนจะเย่อหยิ่งจองหองต่อศีลต่อธรรมของผู้มีธรรมประเภทเหล่านี้ครองใจ

ให้พากันปฏิบัตินะพระลูกพระหลานเรา บวชเข้ามาไม่มีหน้าที่การงานอะไร เขาสละให้หมด เขาส่งเสริม..ประชาชน บิณฑบาตมีแต่บาตรเปล่าๆ ไปแล้วกลับมาเต็มบาตรๆ ถ้าธรรมดาแล้วตาสีตาสา อีตาห้าสิบเปอร์เซ็นต์หกสิบเปอร์เซ็นต์ เขาจะเอาไม้ไล่ตีบาตรแตกกระจัดกระจาย ไปเลย แต่นี้พระเราเอาบาตรไปบิณฑบาตบาตรเปล่าๆ กลับมาข้าวเต็มบาตรๆ เพราะเขาเห็นแก่ศีลแก่ธรรมของเรา เราอาศัยเป็นตายอยู่กับศีลธรรมของเรา มีศีลมีธรรมเป็นที่อบอุ่นแล้วเอาไป ไปที่ไหนไม่อดอยากขาดแคลน บิณฑบาตเต็มบาตรมา อยู่ที่ไหนเขาให้แล้วยังอยากกราบไหว้บูชาเป็นขวัญตาขวัญใจไม่อิ่มพอ ก็คือผู้มีศีลมีธรรมเต็มหัวใจ

ให้พากันปฏิบัติอย่างนี้นะพระลูกพระหลาน อย่าอยู่เฉยๆนะ ธรรมะนี้เป็นธรรมะปัจจุบัน  ไม่มีกาลก่อน-ข้างหลังนะ ว่าครึว่าล้าสมัยไม่มี มีแต่กิเลสหลอกคนไม่ให้ทำความดี ถ้าทำความดีบอกว่า โอ๊ยทำไปทำไม สวรรค์ไม่มี นรกไม่มี นิพพานไม่มี กิเลสมันหลอกนะ ไปหาอะไร ไปหาของไม่มี หาจนตายมันก็ไม่ได้ ให้หาอย่างฉันนี่ซิ หาอย่างฉันคืออะไร แดกตั้งแต่เหล้าตั้งแต่ยาฝิ่นกินกัญชา ประพฤติตัวมอมแมม นี่ฉันเลิศอย่างนี้ มันไปอย่างนั้นนะกิเลส คือกิเลสนี่ชอบยอที่สุด เลวเท่าไรยิ่งยอว่าให้ดีขึ้น กิเลสมันชอบยอ เมื่อมันมีในหัวใจเราตีมันลง อย่าให้มันมีอันนี้พองตัวขึ้นมาได้ ฟาดมันลง เอาธรรมเข้ามาในหัวใจ

ศีลให้สมบูรณ์ สมาธิจะเป็นขึ้นภายในจิต สมาธิคือความสงบใจ จากนั้นจิตแน่นหนามั่นคง จิตก็เป็นสมาธิ จากสมาธิแล้วจิตอิ่มตัวในอารมณ์ทั้งหลาย ไม่ยุ่งเหยิงวุ่นวายในการคิดการปรุงแล้วหมุนเข้าสู่ปัญญา พิจารณาปัญญา เกสา โลมา นขา ทันตา ตะโจ นี้ได้ ทั้งสมถธรรมและวิปัสสนาธรรม เวลาเราเริ่มบวชทีแรกเราเอาเกสา โลมา นขา ทันตา ตะโจ ทั้งหมด หรือข้อใดข้อหนึ่งเข้ามาบริกรรมเพื่อจิตได้มีความสงบร่มเย็น เกาะอยู่กับเกสา โลมา นขา ทันตา ตะโจ จิตก็สงบได้ จากนั้นแล้วจิตออกทางก้าวปัญญา เกสาเอามาคลี่คลาย โลมามาคลี่คลาย เกสา โลมา นขา ทันตา ตะโจ แยกธาตุแยกขันธ์ออกทางปัญญา แล้วกลายเป็นวิปัสสนา วิปัสสนาญาณขึ้นมาพ้นทุกข์ได้ เพราะกรรมฐานห้านี่ไม่ใช่เล่นๆ นะ กรรมฐานเป็นหินลับปัญญา

ให้ท่านทั้งหลายจำเอาไว้นะ ให้ไปปฏิบัติ ท่านทั้งหลายมีสมบัติเงินทองอะไรอย่าไปภาคภูมิใจนะ ให้ภาคภูมิใจกับศีลบริสุทธิ์ สมาธิแน่นหนามั่นคง ปัญญามีความแพรวพราวภายในใจ จิตใจหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงโดยชอบอยู่ที่ไหนสง่างาม นี่มหาเศรษฐีธรรม เศรษฐีนอกนั้นโลกเขามีแล้วอย่าไปแย่งตำแหน่งเขา เอาเศรษฐีธรรมไม่มีใครมาแย่ง ตั้งใจปฏิบัติให้ได้เป็นเศรษฐีธรรม พระพุทธเจ้า-พระอรหันต์ท่านเป็นเศรษฐีธรรมทั้งนั้น หาความทุกข์ไม่มี มีแต่บรมสุขเต็มเนื้อเต็มตัว ดับแล้วปั๊บไปนิพพานเลย ไปนิพพานเลย

วันนี้เป็นโอกาสอันดีที่ได้มาแสดงธรรมแก่พระลูกพระหลานแก่ประชาชนญาติโยม ซึ่งมีตั้งแต่ลูกหลานทั้งนั้นแหละนี่ มองดูวัย ได้ยินได้ฟังพอเป็นคติเครื่องเตือนใจ กลับไปบ้านแล้วให้นำธรรมนี้เข้าไปติดใจไป เวลามามันว่างไม่มีพุทโธๆ ถ้าว่ามาวัดจิตมันอยู่กับวัดเสียไม่มีพุทโธติดใจรถก็เลยว่าง รถทั้งคันคนอัดแน่นมาไม่มีคนอยู่ในรถคันใดว่าพุทโธๆ แฝงอยู่ในนั้นไม่มี มีแต่เถ่อ กลับไปนี้เอาพุทโธให้มันเต็มหัวใจนะ พุทโธเต็มหัวใจ ธัมโม-สังโฆเต็มหัวใจ รถก็สง่างาม แต่ให้บอกคนขับรถมันอย่าสะแตกเหล้านะ ถ้าสะแตกเหล้าพุทโธ ธัมโม สังโฆ พังหมดนะ บอกทั้งสองฝ่ายล่ะ เอาละวันนี้พูดเพียงเท่านี้ก่อน

วันนี้มาพูดเป็นทางเดินเป็นสิริมงคลแก่บรรดาพี่น้องทั้งหลาย ทั้งฝ่ายพระฝ่ายฆราวาส คิดว่าจะได้ผลประโยชน์พอสมควรด้วยกัน เอาล่ะ

เราเห็นพระท่านมาคารวะ มาเคารพนับถืออย่างนี้ แม้เราตัวเท่าหนูก็ตามนะ แต่จิตมันย้อนไปถึงพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นเราอย่างเด่นชัดในหัวใจ นั้นละเป็นจุดรวมของพระสงฆ์ในวงกรรมฐานสายของท่าน พอถึงเวลาที่เข้าไปกราบไหว้ท่านไปนี้เหมือนผ้าพับไว้ คือจิตของท่านเรียบ คนจะดูตั้งแต่ภายนอก อันนี้เป็นเรื่องลึกลับ เข้าไปหาท่านนี่เหมือนว่าผ้าพับไว้ เป็นอะไร อำนาจของธรรมครอบหมดเลย ไม่มีใครเห็น แต่ผู้ที่ปฏิบัติธรรมที่รู้เห็นจริงในธรรมทั้งหลายจะปิดไม่อยู่

เราจะยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ กระแสของจิตมีความหนักเบาต่างกันอย่างไร นี่พูดให้ฟังเสียหลวงตาบัวปฏิบัติมาเต็มกำลังความสามารถ ทำไมจะพูดไม่ได้ความดีความชั่วที่เรามีอยู่ด้วยกันพูดกันได้ อันนี้ขนบประเพณีของธรรมที่มีความเคารพกันก็แบบเดียวกัน ตลอดถึงกระแสของจิต กระแสจิตใครไม่รู้กันได้ง่ายๆ ละนะ เรายกท่านพ่อเรานี่ละ ท่านพ่อลี ท่านทำอะไรใครไปดูท่าน เผินๆ นะ น้ำมนต์ท่านใส่ปุ๊บๆ กระแสจิตท่านพุ่งๆ ๆ เข้าใจไหม เราไม่ได้เห็นกระแสจิตของท่าน พรึบเดียวครอบหมด พรึบเดียวครอบหมด เป็นอย่างนั้นนะ เราจะเห็นตั้งแต่นอกๆ เอ๊ ทำไมท่านถึงทำเร็วนะๆ ท่านไม่ใช่ไส้เดือนเหมือนเราคลานไป กระแสจิตของท่านปึ้งๆ นั่นเป็นอย่างนั้นละ ดูรู้หมดเลยนะ หากไม่พูด

กระแสจิตต่างกัน กระแสจิตที่นุ่มนวล กระแสจิตที่มีกระแสรุนแรง กำลังแรง ต่างกัน อย่างกระแสจิตท่านพ่อลีแรง กระแสจิตหลวงปู่ฝั้นสมัยปัจจุบันแรง แรงมากทีเดียว นี่ละกระแสจิต รถวิ่งมานี้กำหนดจุดให้หยุดกึ๊กๆ ไปไม่ได้เลย เห็นไหมพลังของจิต ยกตัวอย่างอย่างท่านอาจารย์ฝั้นเก่งมากทีเดียว ท่านพ่อลีก็เก่ง ถึงเรื่องการห้ามการยกจิตอะไร กำหนดจิตกึ๊กเหมือนภูเขาทั้งลูกกั้นไว้เลย ข้ามไม่ได้ กระแสจิตรุนแรงยิ่งกว่าอะไร อย่ามาว่าภูเขาทั้งลูกเป็นของมีกำลัง มีน้ำมาก สู้กำลังของใจ น้ำหนักของใจ ดี-ชั่วของใจไม่ได้นะ เป็นอย่างนั้นละพลังจิต

อย่างหลวงปู่ฝั้นพลังจิตเก่งมาก ยกให้เลยสมัยปัจจุบัน แล้วยังมีรู้ด้วยสิ่งต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น วันนั้นจวนจะเข้าพรรษา ท่านจะพาลูกศิษย์ลูกหาไปกราบพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นที่หนองผือ เรามันเป็นอย่างนั้นละ ถ้ามีครูบาอาจารย์องค์ใดมาเราจะเข้าถึงก่อนแล้ว เข้าถึงดูทุกสิ่งทุกอย่างก่อนๆๆ ๆ เรื่อยเลย พอวันนั้นไปท่านขึ้นไป เราก็นั่งอยู่นั้นแล้ว คอย ครูบาอาจารย์ลูกศิษย์ของท่านชั้นผู้ใหญ่มาแต่ละองค์ๆ ท่านปฏิบัติปฏิสันถารต้อนรับภายในภายนอกเรื่องศีลเรื่องธรรมอย่างไรบ้างๆ ท่านจะไม่ปฏิบัติเหมือนกันนะ พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นนี้ องค์นี้ขึ้นมามีกิริยามารยาทอรรถธรรมเป็นอย่างนั้น องค์นี้ขึ้นมามีกิริยามารยาทอรรถธรรมเป็นอย่างนั้น ไม่ได้ซ้ำกันนะ

พอดีวันนั้นท่านขึ้นมากราบ พอกราบลงไปท่านยิ้ม เพราะนิสัยท่านอาจารย์ฝั้นนี่ท่านยิ้ม ยิ้มสวยงามมากนะ ไม่เหมือนหลวงตาบัวยิ้ม ถ้าหลวงตาบัวยิ้มนี้ศาลาแตกฮือเลยเข้าใจไหม ท่านอาจารย์ฝั้นยิ้มสวยงามมากนะ พอกราบลงๆ ท่านมอง “เออวันนี้มันหอมอะไรนา แต่ไม่ใช่หอมธูป” ทางนั้น“เอ๊ วันนี้หอมอะไรนา แต่ไม่ใช่หอมธูปหอมเทียน” เท่านั้นพอ พอท่านกราบลงไปเสร็จแล้ว ท่านยิ้มๆ “เอ๊ วันนี้หอมอะไรนา แต่ไม่ใช่หอมธูปหอมเทียน” ทางนั้นท่านตอบรับ “เออใช่แล้ว” เท่านั้นพอ

พอท่านกราบลงไปเสร็จแล้วท่านยิ้มๆ “เอ๊ วันนี้หอมอะไรนา แต่ไม่ใช่หอมธูปหอมเทียน”   ทางนั้นท่านตอบรับ เออใช่แล้ว เวลานั้นท่านไม่มีโอกาสที่จะถามท่านได้ “จากนั้นแล้วขึ้นไปหาท่านโดยเฉพาะ แล้วเป็นอย่างไรเวลาท่านอาจารย์ฝั้นมากราบพ่อแม่ครูอาจารย์มีลักษณะยิ้มๆ แล้วว่า วันนี้มันหอมอะไรนา แต่ไม่ใช่หอมธูปมันหมายความว่าอย่างไร หมายความว่ารุกขเทพเต็มหมด ท่านบอกเออใช่แล้ว รุกขเทพมาเคารพบูชาครูบาอาจารย์เต็มไปหมด ท่านว่าอย่างนั้นนะ ท่านตอบปึ๋งเลยนะพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น แต่เวลาจะพูดได้ขนาดนั้นก็เออใช่แล้ว เรางงเป็นบ้าอยู่ เป็นบ้าอยู่นาน พอได้โอกาส ท่านออกทันทีเลย พวกเทวดาเต็มมาคอยฟังเทศน์ท่าน นานๆ จะมีทีหนึ่ง เวลาพ่อแม่ครูอาจารย์ตอบนะนี่นะ ท่านบอกว่าเออใช่แล้วเท่านั้นละไม่มาก เวลาเราไปถามธรรมท่านตอบออกมาอย่างนั้นจึงชัดเจนมาก

วันนี้ก็ได้เทศนาว่าการทุกแบบทุกฉบับให้บรรดาพี่น้องทั้งหลายฟัง ทั้งฝ่ายพระฝ่ายฆราวาส ก็แน่ใจอยู่ว่าจะได้ผลเป็นสิริมงคลติดเนื้อติดตัวติดใจไปด้วยกัน ไม่มากก็น้อยละวันนี้ เรามาวันนี้ไม่ขาดทุน มาหาอรรถหาธรรม ได้อรรถได้ธรรมติดใจกลับไปบ้านไปวัดไปวาของเรา ต่อไปนี้จะให้พร

 

รับชมรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน FM103.25MHz

พร้อมสถานีวิทยุเครือข่ายทั่วประเทศ

 

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก