อุบายวิธีการปฏิบัติธรรม
วันที่ 9 มิถุนายน 2544
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
  วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)   วิดีโอแบบ(Real)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๔

อุบายวิธีการปฏิบัติธรรม

ก่อนจังหัน

พระที่ไม่ฉันจังหันในวัดนี้มีไม่น้อยนะ อยู่ข้างใน ท่านภาวนาของท่านทั้งนั้น แม้แต่มาฉันก็ไม่อิ่ม พระเหล่านี้ฉันจังหันไม่อิ่ม คือท่านดัดท่านเองไม่ใช่อาหารไม่มี นั่นละการฝึกตัวเองเพื่อความเป็นคนดี ไม่ให้เป็นไปตามกิเลสความอยากความทะเยอทะยาน ความหิวโหยไม่มีอิ่มพอ นั่นคือกิเลส ธรรมต้องสะกดเอาไว้ ๆ เพื่อธรรมจะค่อยขึ้น ๆ เหยียบกิเลสลงไป ความอยากความทะเยอทะยานหิวโหยซึ่งจะทำเราให้เสียให้เป็นทุกข์มากนั้น จะค่อยระงับลง ๆ ธรรมมีมากขึ้นเท่าไรก็มีความสงบเย็นความร่มเย็น ความอิ่มพอก็มีขึ้น ความอิ่มพอมีขึ้นความสุขมีขึ้น ความหิวมีมากมีน้อยเท่าไรมีตั้งแต่ความทุกข์ทั้งนั้น

เพราะฉะนั้นเราจึงอย่าไปเข้าใจว่า เศรษฐีมีเงินเป็นล้าน ๆ จะมีความสุข นั้นคือเชื้อไฟที่จะเผาหัวเศรษฐีไม่รู้ตัว คือไม่มีธรรมแทรกเข้าใจไหม ถ้ามีธรรมแทรก กองเท่าภูเขาธรรมแทรกไปหมด นำมาทำประโยชน์ได้หมด นั่นผิดกันนะ ถ้าปล่อยให้กิเลสเป็นเจ้าของแล้วพังเป็นเถ้าเป็นถ่าน เจ้าของตายไปกระดูกก็เป็นเถ้าเป็นถ่านไปตามกัน ไม่มีอะไรติดตัวเลยนะ นี่ละธรรมกับโลกติดกันไปอย่างนี้ ให้พากันจำเอาไว้

อย่างที่พระท่านมาฉันจังหันนี้ ส่วนมากท่านไม่ค่อยฉันอิ่มนะ หากเป็นอยู่ในจิตของทุกคน ๆ นั่นแหละ ท่านจะพิจารณาพอดิบพอดี ลดระยะอันไหนพอดี แล้วผ่อนขึ้นผ่อนลงเรื่อย ๆ การภาวนาถือเป็นประมาณ ฉันมากฉันน้อยการภาวนาเป็นยังไง เอาภาวนาเป็นพื้นฐานคอยทดสอบดู ผลได้ผลเสียของการภาวนาจากการฉันมากฉันน้อย นั่นท่านสังเกตพิจารณาขนาดนั้น ไม่พิจารณาไม่ได้ มีอะไรมามีแต่กินแต่ใช้แต่สอย ไม่ได้พิจารณาถึงความพอดีเลย แหลกเหลวหมดไม่มีอะไรเหลือ ธรรมต้องแทรกตลอดถึงได้นะ มีมากมีน้อยความอิ่มจะอยู่กับธรรม ธรรมเป็นผู้กำกับ ๆ บังคับเอาไว้ ไม่ให้ความหิวโหยซึ่งสร้างความทุกข์แก่สัตวโลกนั้น ไม่ให้มันทะเยอทะยานมากไป

พระในวัดนี้เราพูดจริง ๆ ตามธรรมดาเราก็ไม่ได้ชมพระเรา ตอนนี้เราปกครองพระมาตั้งร่วม ๕๐ ปีที่มารวมเป็นกลุ่มเป็นก้อน แต่ก่อนอยู่ในป่าในเขาปกครองแบบหนึ่ง ออกมาสู่ส่วนรวมนี้ปกครองแบบหนึ่ง เราปกครองพระเณรเราก็ได้ชมพระเณรที่มาอยู่ที่นี่ ไม่ได้เป็นที่ตำหนิติเตียน แต่การขู่ขู่ไว้เสมอ ดีเท่าไรก็ขู่เอาไว้ ๆ แต่ภายในลึก ๆ ในหัวใจเราเราชมพระเณรของเรา ไม่ว่าจะมาจากทิศใดแดนใดภาคใด เป็นลูกศิษย์ตถาคตเป็นอวัยวะเดียวกัน ความสุขความทุกข์การได้การเสียการอยู่การกินเฉลี่ยให้ทั่วถึงกันหมด ประหนึ่งว่าอวัยวะเดียวกัน นี่คือลูกตถาคต จะเห็นแก่ตัวเห็นแก่คนนั้นไม่ได้ ผิดเลย อวัยวะของเราเอาเข้าไปมุขทวารอย่างเดียว มันจะเฉลี่ยเผื่อแผ่ทั่วถึงหมดในร่างกาย อันนี้ก็เหมือนกันของตกมาที่นี่ เฉลี่ยเผื่อแผ่ด้วยความเป็นธรรมให้ทั่วถึงกันหมด พากันจำเอาไว้นะ

วันนี้เราเอาโอกาสอันนี้มาพูดให้พี่น้องทั้งหลายทราบถึงเรื่องการปฏิบัติของพระ ท่านไม่ได้อยู่ด้วยความสุขสบายแบบโลก ๆ สุขนะ ท่านอยู่ด้วยความทุกข์ ปราบกับกิเลส แต่เอาความสุขที่เกิดขึ้นจากการปราบกิเลสเป็นธรรมหล่อเลี้ยงจิตใจต่างหาก เพราะฉะนั้นความสุขบ้างทุกข์บ้างท่านจึงไม่คำนึง เอาธรรมเป็นจุดที่หมาย ๆ เลย ทีนี้ให้พร

หลังจังหัน

พวกอยู่ข้างในเห็นแมวไหม มีแมวไหมทางวัดเรา เห็นแมวไหม ระยะนี้ดูเงียบไป เวลานี้กระแตกำลังมากขึ้น ไปที่ไหนมีอยู่ทั่วไปอย่างนี้ แสดงว่าแมวนี้มาขโมยกินตลอด เวลามันอยู่ในวัดนี้กลางวัน กระแตออกหากินกลางวัน แล้วก็กินไปเรื่อย ๆ ทีนี้ถูกพระถูกคนเราไล่แมวนี้ก็ไม่มาอยู่กลางวัน มันมากินเฉพาะกลางคืน กลางวันมันออกไปกระแตก็งอกเงยขึ้นมาได้ ประกอบกับพวกเราจับมันได้เรื่อย ๆ โฮ้ กระแตจนผิดหูผิดตา ทางวัดป่าแก้วเอามาแต่ละครั้งทีละ ๕๐-๖๐ ตัว ครั้นมาปล่อยแล้วไม่นานหายเงียบ มันเป็นยังไงนาหาเหตุหาผลก็ไม่ได้

ดูว่ามาปล่อยถึงสองครั้งสามครั้งทีละ ๕๐-๖๐ ตัว พอปล่อยแล้วไม่ทราบมันหายไปไหน ๆ เรื่อยมา พึ่งมางอกเงยขึ้นตอนนี้กระแต ระยะนี้มีอยู่ทั่วไป ไปที่ไหนเจออยู่ทั่ว ๆ ไป พอดีที่จับแมวนี่ กลางวันมันไปอยู่บ้าน กลางคืนมันมากิน แต่ก่อนกลางวันมันก็อยู่ที่นี่แล้วกินกระแตด้วย เพราะกระแตหากินกลางวัน เดี๋ยวนี้มันไปนอนอยู่ในบ้านกลางวันนะ กระแตก็ค่อยงอกเงยขึ้น มีเยอะกระแต

ทองคำที่ได้เมื่อวานซืนนั้นเพิ่งมาปรากฏวันนี้ วันที่ ๘ เมื่อวานนี้ได้ทองคำ ๑ กิโลกับ ๑ บาท ดอลลาร์ ๑๐๔ ดอลล์ ทองคำที่ได้ทั้งหมดเวลานี้รวมหมดเลย ทั้งที่ยังไม่ได้หลอมและหลอมแล้วเป็นทองคำ ๒,๔๘๒ กิโลครึ่ง วันลงไปกรุงเทพจะต้องได้เตรียม กะว่าคงจะได้หลอมถ้าไม่มีความจำเป็นอื่นใด คงจะได้หลอมทองไปกรุงเทพคราวนี้ เพราะได้ ๔๒๐ กิโลแล้ว ยังไงก็แน่นอนว่าเมื่อหลอมเสร็จเรียบร้อยแล้วจะไม่ต่ำกว่า ๔๐๐ กิโล เพราะมันเกินไปตั้ง ๒๐ กิโล ถึงวันไปนู้นก็ยังจะได้อีก ไปถึงสวนแสงธรรมแล้วถึงวันที่จะหลอมก็ได้อีก ได้เรื่อย ๆ

เราคิดว่าจะหลอมทอง ไปคราวนี้คงได้หลอมแน่ ๆ ได้ ๔๒๐ กิโลแล้วนี่ ๔๐๐ นี้ถ้ายังไม่ควรจะเข้าฝากเข้ามอบก็ยังก่อน พอหลอมเสร็จแล้วเก็บไว้ตู้นิรภัย ตามธรรมดาก็เป็นอย่างนั้น เก็บไว้ตู้นิรภัยในธนาคารเขา คราวนี้ก็เหมือนกันเอาไว้ตู้นิรภัย ถึงเวลาที่เราจะเอาไปเราก็เข้าไปเอาที่ตู้นิรภัยแล้วก็ไปเลย

เมื่อเช้านี้ก็ได้พูดถึงเรื่องพระ การฝึกทรมานเพื่อจิตใจให้สมบูรณ์เป็นลำดับไปด้วยธรรมนี้ ต้องเกี่ยวกับสิ่งภายนอก เพราะสิ่งภายนอกเป็นอุปสรรคเป็นสิ่งกีดขวางได้ตลอดไป ถ้าไม่พิจารณาเลยก้าวก็ไม่ออก พวกนักภาวนาทั้งหลายมักเป็นอย่างนั้น คือไม่ได้สังเกตตัวเอง สักแต่ว่าภาวนา กินก็กินอิ่มหมีพีหมาไปเลย เวลากินแล้วก็ไม่ได้คำนึง ว่าสบายท้องก็พอ ไม่ได้คำนึงถึงธรรมว่าเกี่ยวโยงกันยังไงบ้าง นี่อันหนึ่งเสีย ส่วนมากก็อาหารสำหรับนักภาวนาหมายถึงพระนะ ส่วนญาติโยมนั้นก็เหมือนกัน แต่ญาติโยมไม่มีขอบเขตกฎเกณฑ์มากยิ่งกว่าพระ

สำหรับพระนักภาวนามีกฎเกณฑ์จริง ๆ นอกจากท่านไม่ทราบ ไม่รู้วิธีฝึกทรมานตนเอง ก็ทำสะเปะสะปะไปมีมากอยู่นะ ต้องมีผู้พาดำเนิน คือเคยชินมาแล้วในภาคปฏิบัติซึ่งเป็นฝ่ายเหตุ แล้วผลเป็นยังไง ๆ ท่านก็ได้ไปตามเหตุที่ประกอบถูกต้องดีงามมาเป็นลำดับ แล้วนำนั้นมาสอนผู้อื่น มันก็ค่อยเป็นไปรวดเร็วผิดปรกติ ถ้าสักแต่ว่าอย่างนี้ใช้ไม่ได้นะ การกินนี่สำคัญมาก อาหารเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย ร่างกายกับใจมันติดพันกันอยู่ กระทบกระเทือนกันได้ง่าย เช่น สมมุติว่าเราฉันอิ่มมากนี่ธรรมนอนจมนะ ความอิ่มมาก ความสุขในการอิ่มมากทับความสุขในธรรมจากความเพียรก้าวไม่ออก จึงต้องได้สังเกตตลอดเวลา

ส่วนมากพระกรรมฐานที่ท่านมุ่งต่ออรรถต่อธรรมจริง ๆ และรู้วิธีการดำเนินมาแล้วจากครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ท่านมักจะดัดอยู่ตลอดเวลา เรื่องอาหารนี้ท่านจะไม่ฉันให้อิ่มแหละ ลดลง ๆ ถึงจะฉันมากก็มีส่วนลดอยู่ตลอด แล้วจากนั้นก็ลดลงไปเรื่อย ๆ ทดสอบตลอดเวลาภาวนาเป็นยังไง ๆ นี่ผู้ปฏิบัติต้องสังเกต เพราะอาหารนี่สำคัญมาก พอไปหล่อเลี้ยงร่างกาย ร่างกายมีกำลังแล้วก็ทับจิตใจ สติปัญญาก้าวไม่ออก เรียกว่าความเพียรก้าวไม่ออก อันนี้ทับ

ตัวสำคัญก็คือว่าราคะตัณหาจะเกิดจากตัวนี้ ตัวนี้ได้รับการส่งเสริม ไม่ได้เกิดด้วยทางอวัยวะนะ มันยิบแย็บในจิตก็รู้แล้ว ก็เราจะฆ่ามันอยู่นี้ มันแสดงขึ้นมามากน้อยก็ถือว่าเป็นพิษภัย เพราะฉะนั้นจึงต้องได้บังคับบัญชากันด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่จะฝึกอบรมตัวเองให้ดี ให้ธรรมเหนือตลอด ๆ ให้อาหารเหนือไม่ได้นะ อันนี้ก็เรียกว่าเรานี้ได้ทำมาอย่างโชกโชนแล้ว เพราะฉะนั้นบรรดาพระทั้งหลายที่มาอยู่กับเรา มักจะไปทางนี้เสียมากนะ นี่ละจริตนิสัยของคนเราจะมาอยู่ที่นี่อยู่ร่างกายเกี่ยวกับเรื่องอาหาร พระท่านจึงมักจะอดอาหารอยู่เสมอ แม้แต่มาฉันก็ไม่ให้พอ พอภาวนาสะดวกแล้วก้าว ๆ ที่จะให้ฉันอิ่มหนำสำราญรู้สึกจะไม่ค่อยมีสำหรับวัดนี้นะ ให้ฉันแบบธรรมดา ๆ เลยรู้สึกจะไม่มี มีลดอยู่ตลอด ๆ ไม่มากก็น้อย ก็เพราะอันนี้มันรู้ในทางภาวนา

ที่เราสอนหมู่เพื่อนเราไม่ได้บอกว่าเป็นคำสั่ง ไม่ได้บอกว่าเป็นคำสอน บอกว่าเป็นคำบอกเล่าเรื่องราวธรรมดา ท่านก็ไม่ได้แสดงไว้ในธุดงค์ ๑๓ แต่มีอยู่ในบุพพสิกขา ก็เป็นความถูกต้องโดยธรรมเหมือนกัน อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับจริตนิสัยอีกด้วย บางคนอดอาหารผ่อนอาหารดี บางคนอดนอนดี บางคนปฏิบัติธุดงค์ข้อใดข้อหนึ่งดี ดีไปอย่างนั้น ส่วนอดอาหารนี้รู้สึกจะถูกมากนะ อันนี้ไม่มีในธุดงค์ ๑๓ แต่มีอยู่ในบุพพสิกขา ก็ธรรมพระพุทธเจ้าอันเดียวกัน จะมีอยู่ที่ไหนก็คือธรรมนั่นเอง

เวลาเราสอนหมู่เพื่อนบอกว่า อันนี้ให้สังเกตการปฏิบัติของตัวเอง การภาวนาต้องสังเกตสิ่งเกี่ยวข้อง เฉพาะอย่างยิ่งการขบการฉันเป็นสำคัญและการนอน อันดับที่สองคือการนอน ถ้านอนมากทับ นอนน้อย ๆ แต่ไม่ถึงกับ… ถ้านอนน้อยด้วยการอดอาหารไปพร้อมกันนี้ คือมันเป็นไปด้วยกัน ที่อดอาหารไปตั้งสองสามวันขึ้นไปแล้ว ถึงสามวันแล้วความง่วงเหงาหาวนอนอยากจะพูดว่าไม่มี จะอยู่ตลอดรุ่งก็ได้ นั่งเที่ยงตรงเลย สติดีตลอดความง่วงเหงาไม่มารบกวน ถ้าฉันมากความง่วงเหงามาก นอนมาก ขี้เกียจมาก มีแต่มาก ๆ ด้วยกัน คลังกิเลสอยู่นั้นหมด

ทีนี้เราก็สอนหมู่เพื่อน จริตนิสัยของใครเป็นยังไงก็ให้สังเกตนิสัยของตัวเอง เช่นอย่างที่ว่าอดนอนผ่อนอาหาร หรือนอนน้อยนอนมากเป็นยังไง ให้สังเกตดู เอาความเพียรเป็นบาทฐานไว้เสมอ อะไรมากระทบกระเทือนความเพียรเพื่อความเสียหายให้ตัดออก ๆ เพราะเราในฐานะอาจารย์เราก็แยกมาหาตัวเรา สำหรับเราเองทางอดอาหารนี้ถูก ความเพียรของเรานี้ถูกอย่างจัง ๆ ไม่สงสัย เพราะฉะนั้นเราถึงไม่ปล่อยวาง ถึงขนาดท้องเสียมาตั้งแต่พรรษา ๑๐ ฟังซิ ถ่ายท้องตั้งแต่พรรษา ๑๐ เพราะ ๗ พรรษาออกปฏิบัติ เริ่มแล้วนะ พอทำสังเกตเรื่อยไป เห็นมันดีทางอดอาหารก็ขยับเข้าเรื่อย ๆ ถึง ๑๐ พรรษารู้แล้ว ฉันแล้วถ่าย อ้าว แปลกแล้ว แต่สำคัญที่มันไม่สนใจกับท้องกับปากอะไรนะ มันสนใจแต่ธรรม มันก็เป็นไปเรื่อย ๆ

ทีนี้อดอาหารไปเรื่อยตลอดนะ คิดดูซิเวลา ๙ ปีนี้ อดไปเหมือนว่าเป็นแถวเป็นแนวไปเลย ฉันก็ฉันบ้างชั่วระยะกาล ๆ ธรรมดาจริง ๆ นี้ไม่มี มีแต่ลดไว้เสมอ เรียกว่าธรรมดาอิ่มหมีพีหมาไม่มี มีแต่ลดไว้ ๆ แต่ถือว่าธรรมดาในภาคกรรมฐาน จากนั้นก็ลดลง ๆ ทีนี้การภาวนาทางอดอาหารนี้ดีมากสำหรับเราเอง อดนอนนี้ไม่ต้องอดแหละ ถ้าลงได้อดอาหารแล้วไม่ต้องอดนอน เราไม่ฉันแล้วกลางคืนก็ต้องมีง่วงเป็นธรรมดา พอวันที่สองมาลดลง วันที่สามหายไปเลย วันที่สี่ที่ห้าไม่ต้องพูด นอนนี้รู้สึกจะไม่เลยสองชั่วโมง ทั้ง ๆ ที่ร่างกายยังหนุ่มน้อยอยู่นะ นอนธรรมดาตั้งหลายชั่วโมง ตั้งสี่ห้าชั่วโมงพอดีวันหนึ่ง ๆ พออดอาหารแล้วนอนอย่างมากดูไม่เลยสองชั่วโมง มันพอของมันเองนะ พอเอง ๆ

การนอนคือไม่ง่วงกับการอดอาหารเข้ากันได้สนิท เราก็สอนหมู่เพื่อน พูดให้หมู่เพื่อนฟังแล้วแต่ใครจะถือเอาเป็นคติเครื่องฝึกทรมานตนเอง แล้วก็มาได้เรื่องอดอาหารเสียมาก พระวัดนี้ไม่เคยขาดวัดเลย พระที่ไม่อดอาหารเลยวันหนึ่ง ๆ ไม่มี อยากว่าอย่างนั้นเลย ไม่มากก็น้อยอยู่นั้นเป็นประจำ ก็แสดงว่าถูกนิสัยของท่านเหมือนกับถูกนิสัยของเรา คนเราเมื่อถูกตรงไหนถึงยากลำบากก็บืน มันบืนเพราะได้ผล ๆ เหล่านั้นมันไม่ค่อยได้ ทำไปก็เสียกาลเวลาเปล่า ๆ ไม่เห็นเกิดประโยชน์ เราหารายได้นะ ด้วยเหตุนี้เองพระในวัดนี้จึงไม่ค่อยฉันจังหัน อยู่สะดวกในการภาวนา

เรื่องอดอาหารนี่ดีทุกขั้นนะ ไม่มีที่ต้องติได้ เวลาล้มลุกคลุกคลานอดอาหารดีมาก ตีกันอย่างหนักเลย ล้มลุกคลุกคลานสติสตังไม่ดีต้องอดอาหาร สติปรากฏขึ้นมา จากนั้นพอได้หลักได้เกณฑ์อดอาหารมากเท่าไร ถ้าพูดถึงเรื่องสมาธินี่จะแน่วเลย นั่น เพราะจิตมันละเอียด ธาตุละเอียดจิตละเอียด ออกทางด้านปัญญายิ่งคล่องตัว เรียกว่าไม่มีเสีย การอดอาหารไม่มีเสีย แต่อันนี้เป็นเรื่องของเจ้าของจะผ่อนหนักผ่อนเบาเองในธรรมขั้นใดกับความเพียรขั้นใด กับอาหารเหล่านี้จะประกอบกันพอประมาณ ก็ต้องเป็นผู้สังเกตเอง แต่รวมแล้วเรียกว่าอดอาหารนี้ถูกทุกขั้น สำหรับนิสัยของผู้ที่ถูกนะ

อย่างเรานี่พูดยันตัวได้เลย ไม่มีที่ต้องติ ถ้าลงว่าอดอาหารแล้วความเพียรดีทุกขั้น สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี แต่ทางด้านปัญญาเราจะอดมากเสียจริง ๆ ก็ไม่เหมาะ เราก็รู้เองนะ เพราะปัญญาเป็นขั้นที่ก้าวเดินอยู่ตลอดเวลาแล้ว เป็นแต่เพียงว่าเราผ่อนให้มันเล็กน้อย ผ่อนมากกว่านั้นไม่ได้ เพราะปัญญามันพุ่งของมันอยู่แล้ว แล้วก็ไปเรื่อย ๆ สังเกตอย่างนี้ซินักประกอบความเพียร ต้องสังเกต ไม่สังเกตไม่ได้นะ

สติกับปัญญาจึงบอกแล้วว่ายันตลอดนะ พรากอันนี้ไม่ได้ สติเป็นพื้นฐานของปัญญาก้าวเดินเป็นระยะ ๆ สติต้องเป็นพื้นฐาน เวลาตั้งมันล้มก็ต้องสติเป็นพื้นฐานด้วยการตั้ง ถ้าเป็นสติปัญญาอัตโนมัติแล้วไม่ต้องตั้งมันก็เป็น มันหลายขั้นนี่นะการพูดก็ดี สำหรับการอดอาหารดีทุกขั้น ไม่ได้มีที่ต้องติได้เลย เป็นแต่เพียงว่าผู้ปฏิบัติจะค่อยเข้าใจตัวเองหรือให้เข้าใจตัวเอง ถ้าหยาบกว่านั้นว่าให้เข้าใจตัวเอง ถ้าละเอียดลงไปอีกแล้วว่าจะค่อยเข้าใจตัวเอง เข้าใจไหม พูดเป็นขั้น ๆ ซี ความหนาความบางมันต่างกันคนเรา ถ้าผู้ที่มีความเฉลียวฉลาดพอสมควรอยู่แล้วก็จะค่อยเข้าใจตัวเองไปโดยลำดับ สังเกตไปนั้น การอดอาหารในภาคปัญญาแล้วจึงไม่ได้อดมากอะไร แต่มันก็เสียดาย คือถ้าอดลงไปมันยิ่งคล่องตัวนะ ความหมุนของมันก็หมุน แต่ช่วยความคล่องตัวเข้าไปอีก เป็นอย่างนั้นนะ เราก็ปล่อยให้ผ่อนอาหารไปแต่ไม่ให้มาก ถ้ามากแล้วมันจะพุ่ง มันต้องรู้อย่างนั้นซินักปฏิบัติ ไม่รู้อย่างนั้นไม่ได้ สังเกตตลอดเวลา

สำหรับเรามันตลอดเลยละ เรื่องอดอาหารตลอด จนกระทั่งก้าวลงเวที ตลอดเลย พอลงเวทีแล้วจากนั้นไม่อดนะ พูดจริง ๆ ไม่อดเลย ตั้งแต่พรรษา ๑๖ จวนเข้าพรรษา ๑๗ ตั้งแต่บัดนั้นมา พูดให้มันตรงเป๋ง ตั้งแต่วันที่ ๑๕ พฤษภา ๒๔๙๓ มาไม่เคยอดด้วยความตั้งใจจะอดเพื่อความเพียรนะ ไม่มี การอดหรือการไม่ฉันนี้เกี่ยวกับเรื่องธาตุขันธ์ เช่น ไม่สบายในธาตุในขันธ์ วันนี้ไม่ฉันเท่านั้นพอ คือไม่ฉันเกี่ยวกับเรื่องธาตุต่างหาก ทีนี้ท้องมันก็เป็นมาตั้งแต่พรรษา ๑๐ แล้วมันก็ต่อเนื่อง ไม่มากมันก็มีมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงขนาดที่ว่าลงเวทีแล้วมันก็ยังไม่หยุด มันก็ไปของมันเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงวาระนี้ที่ช่วยชาติบ้านเมือง ท้องมันก็ลงใหญ่เลย ก็ได้ยาหมอเติ้งมา จึงเรียกว่าเรานี้เราไม่อยากพูดธรรมดานะ พูดอะไรก็ไม่สนิทใจ ถ้าพูดว่ายาปาฏิหาริย์หรือยาเทวดาช่วยนี้สนิทใจ

เพราะโรคอันนี้มันจะตายของมันอยู่แล้วนี่ ไม่มีทางที่จะฟื้น อ่อนลง ๆ ถ่ายเท่าไรนี้อ่อนจนจะก้าวขาไม่ออก เดินจากกุฏิมาศาลานี้ก็ไม่ถึง จากกุฏิมาศาลาจากศาลาไปกุฏิเท่านั้นก็ไม่ถึง ทางจงกรมจนจะรื้อทิ้งแล้วนะ เข้าไปเดินไม่ได้เลยก้าวขาไม่ออก หมดกำลัง ถึงขนาดนั้น แล้วอยู่ ๆ ยาหมอเติ้งก็มา พอมาพอฉันยาแล้วคึกคักขึ้นเลย มันแปลกอยู่นะ คึกคัก ๆ ไม่ใช่ธรรมดา คึกคักแบบเจ้าของสงสัย คือหายวันหายคืนไปเลยทั้ง ๆ ที่มันจะเอาให้ตายอยู่ พอยานี้เข้าไปปั๊บนี้คึกคัก ๆ หายวันหายคืน

จนกระทั่งเจ้าของสงสัย เอ๊ โรคอันนี้ถ้าเป็นนักเลงก็เรียกว่านักเลงโต เสือก็เรียกว่าเสือโคร่งใหญ่แหละ แล้วมันจะยอมใครง่าย ๆ ไม่มี มันต้องมีการฟัดการเหวี่ยง ก่อนมันจะตายมันต้องต่อสู้กับเราเต็มเหนี่ยวก่อน โรคอันนี้ก่อนมันจะหายมันจะต้องต่อสู้กับยาเราว่างั้น แต่นี้ไม่มีเลย จนกระทั่งถามหมอ เราสงสัย หายวันหายคืน ๆ ลงไป ถามหมอ หมอก็บอกว่าหาย เราบอกว่ามันหายวันหายคืนไปโดยลำดับผิดหูผิดตาอย่างนี้ มันจะหายจริง ๆ หรือมันจะหายหลอก แกก็บอกไม่หลอก หายจริง ๆ เพราะเหตุไรว่ามา

คือโรคชนิดนี้เขาสามารถรักษามาได้ตั้งเป็นร้อย ๆ คนแล้ว โรคเราก็ชนิดเดียวกัน เล่าสู่กันฟังกับคนที่เขาเคยเป็นแล้วเขามาเล่าให้เราฟัง ก็ไม่เห็นมีอะไรผิดแปลกกันแม้กระเบียดเดียว เราจึงลงใจรับฉันยานี้นะ เมื่อเขาว่าโรคชนิดนี้ก็เข้าครอบกับของเราด้วย เขาเคยรักษาหายมาแล้วเป็นร้อย ๆ คน เอ้า ถ้าอย่างนั้นโรคเรามันจะเป็นโรคเทวทัตมาจากไหน มันก็ต้องหาย ก็หายมาเรื่อยเลยนะ ไม่เคยมีปฏิกิริยาโต้ตอบแม้นิดหนึ่งเลยจนกระทั่งบัดนี้ นี่มันน่าคิดอยู่มากนะ

พอฟื้นขึ้นมาบ้างก็ขึ้นเวทีเลยแหละตั้งแต่บัดนั้น เพราะฉะนั้นร่างกายจึงซูบผอมมาก ใครเห็นในทีวีก็ผอมมาก ๆ พอฟื้นขึ้นมาก็ขึ้นเลยไม่เหมือนทุกวันนี้ จึงว่าเป็นยาเทวดา รู้สึกว่าพร้อมเอาเหลือเกินที่จะให้ฟื้นตัวได้อย่างง่ายดายแล้วก็ขึ้นเวที จากนั้นมาก็เรื่อย โรคอันนี้ก็หายไปเลย เขาบอกว่าสิ่งที่เป็นสารพิษก็คือ หน่อไม้หนึ่ง หน่อหวายหนึ่ง เดี๋ยวนี้เราเห็นหน่อหวายเราโบกมือใส่มันเลย มา ๆ กูนี้เป็นหลวงตาคูณพอแล้ว กว่ามึงจะมาสั่งสมยาพิษใส่ท้องกู กูตายไปห้าทวีปแล้ว อันนี้เราก็บอกว่า กว่ามึงจะมาเอากูลงได้ กูโดดลงตั้งแต่ ๙๐ นู่นหลวงตาคูณว่างั้น เพราะฉะนั้นเวลานี้จึงไม่ค่อยสนใจกับหน่อหวาย เพราะหน่อหวายกับเวลาตายของเราไม่ทันเราแหละ เราจะโดดลงตั้งแต่ ๙๐ นู่น เพราะฉะนั้นจึงว่าหน่อหวายที่ไหนมา หลวงพ่อคูณพูดเข้าท่าดี เราเอามาเป็นคติดี

นี่พูดถึงเรื่องการฝึกหัดตัวเองด้วยความพากเพียร ผู้ฝึกหัดที่จะแก้กิเลสจริง ๆ ต้องเป็นผู้พินิจพิจารณาในความเพียรของตนเอง ทุกสิ่งทุกอย่างที่มาเกี่ยวข้อง จนกระทั่งถึงมีการพูดมากพูดน้อยอะไรนี้บวกกันหมดนะ แต่สำหรับเราไม่มีแหละเรื่องการพูดกับใคร คิดดูตั้งแต่เป็นมหาออกปฏิบัติถึงพรรษา ๑๖ จากพรรษา ๗ ถึงพรรษา ๑๖ ไม่ยุ่งกับใครเลย ไม่เทศน์ให้ใครฟังทั้งนั้น ๆ เลย หากว่าจำเป็นจริง ๆ ที่ไปพักข้างบ้านเขา เขานิมนต์ไปเทศน์เป็นกาลเวลานี้ก็ไปสงเคราะห์สักประเดี๋ยวประด๋าว เท่านั้นเอง ไม่ได้มีการเทศน์การพูดคุยกับผู้คนไม่มี มีแต่เราคนเดียว ๆ ตลอดเวลาอยู่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นคำว่าการพูดมากจึงไม่มี

แล้วมีหมู่มีเพื่อนมาก อยู่หลายองค์บางทีคุยกันเรื่องนั้นเรื่องนี้ อันนี้ก็เสียทางภาวนา สังเกตอย่างนั้นซิ ถ้ามีกิจการงานเข้ามาแทรกมี ต้องคอยสังเกตตลอดเวลา งานการอะไรก็ตามเป็นเครื่องกังวล ปลุกความคิดความปรุงให้ออกไปทางภายนอกไม่เข้าสู่ภายใน เสีย ต้องคิดตลอดเวลาไม่งั้นไม่ได้นะผู้ปฏิบัติ ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนพระที่อบรมกรรมฐานแล้วไปเที่ยว ท่านห้ามไม่ให้ไปอยู่ในที่ชุมนุมชน เช่น วัดไหนที่มีการก่อสร้าง ท่านบอกไว้ เช่น สร้างวัดใหม่มีการก่อสร้าง จะปลูกกระต๊อบก็ตามก็มีธุระหน้าที่การงาน ท่ามห้ามไม่ให้ไปพักวัดนั้น แล้วไม่ให้ไปที่ชุมนุมชนคนหนาแน่น แม้ที่สุดต้นไม้ใหญ่ที่มีดอกมีผลอยู่บนนั้น พวกนกพวกกามากินเต็มอยู่บนต้นไม้ ก็ก่อความไม่สงบ อย่าไปพักที่เช่นนั้นบอกขนาดนั้นนะ ท่าน้ำที่ขึ้นลงของหญิงชายห้ามไม่ให้ไปพักที่นั้น บอกเป็นระยะๆ คือให้หาแต่ที่สงัดๆ พูดง่าย ๆ นั่นพระพุทธเจ้าสอนขนาดนั้นละ

แต่เรามันเก่งกว่าครูทั้งนั้นแหละ ท่านห้ามตรงไหนแล้ว อู๊ย กล้าหาญมากนะ ถ้าตรงไหนท่านไสไปนี้หันหลังกลับปุ๊บเลย ดีไม่ดีจะมาต่อสู้ครูอีก ครูสอนให้ไสเข้าไปทางความเพียร หันหน้ามาจะมาต่อสู้ครู ก็คนจะตายแล้วนี่มันหิวนอน อีกอย่างหนึ่งเราอยากจะพูดเต็มเม็ดเต็มหน่วยว่ามันขี้เกียจมากจะไล่ไปไหน มันขยันแต่นอนเท่านั้น มันจะต่อสู้ครูเข้าใจไหม นี่พูดถึงภาคปฏิบัติจิตตภาวนา ต้องเป็นนักสังเกตไม่สังเกตไม่ได้ เรียกได้ว่าทุกแง่ทุกมุมเราเต็มความสามารถในการบำเพ็ญเพียรคราวนี้ เพราะมุ่งอรหัตผลเป็นจุดตายตัวเลย ด้วยเหตุนี้ความเพียรทุกสิ่งทุกอย่างจึงโหมกันเข้ามาๆ เข้าจุดเดียวๆ

การพินิจพิจารณาเพื่อรักษาภัยในความเพียรของเจ้าของ ก็ต้องพิจารณาไปพร้อมๆ กันจึงได้เรื่องราวมาพูดนี้ ไม่ใช่จะได้ทุกคนนะอย่างนี้ ต้องใช้ความพิจารณา เอาความเพียรเป็นที่ตั้ง เอาจิตเป็นที่ตั้ง จิตผิดปกติเพราะอะไร เราต้องพิจารณาหาสาเหตุของจิตที่ผิดปกติ จิตที่สงบแน่ว ทีนี้มันไม่แน่วเป็นยังไง จิตที่คล่องตัววันนี้มันไม่คล่องตัวเพราะอะไร ต้องแยกหา พอเห็นปั๊บแล้วปัดออกไม่ยุ่งต่อไป นั่นจึงเรียกว่าปรับตัวเอง ไม่งั้นไม่ได้เรื่อง นี่มันทุกแง่ทุกมุมที่ปฏิบัติมา ที่มันตายใจอยู่ได้นอนใจอยู่ได้ก็คือจิตที่เป็นสมาธิ อันนี้ยอมรับว่าเป็นความสุข เรื่องราวอะไรไม่ยุ่งๆ ก็เป็นความสุขแล้วตายใจนอนใจได้นะ

นี่เรามาพูดได้ระยะนี้ ระยะนี้อะไรไม่ค่อยมาเป็นภัย คือจิตมันก็อิ่มอารมณ์ มันไม่คิดเรื่องรูปเรื่องเสียงเรื่องกลิ่นเรื่องรส แต่ก่อนมันยุ่งกับสิ่งเหล่านี้เป็นประจำ ทีนี้เวลาสมาธิสงบแล้วเหมือนน้ำดับไฟ หรือว่าเหมือนหินทับหญ้าทับเอาไว้มันก็ไม่ออกไป ตอนนี้สบาย พอก้าวออกทางด้านปัญญาเปิดหินที่ทับหญ้าออก หญ้าขึ้นละที่นี่ผึงเลยเทียว หญ้านี้เป็นหญ้าธรรมไม่ใช่หญ้ากิเลส มันก็ออกของมันผึงๆ เลย การปฏิบัติจึงลำบากอยู่ที่ความสังเกต ถ้าไม่สังเกตไม่ได้ผลเท่าที่ควร ถ้าสังเกตแล้วจะเป็นความเหมาะสมตลอดไป ประกอบกับฟังเสียงครูบาอาจารย์ให้ดีที่ท่านแนะยังไงๆ ให้จับเอาไว้ๆ แล้วปฏิบัติตามนั้นๆ เราจะมีความผาสุกร่มเย็นไปโดยลำดับ

วันนี้ไม่พูดอะไรมากพูดวิธีการปฏิบัติจิตนะ อย่างอื่นก็พูดมามากต่อมากแล้ววันนี้พูดวิธีการปฏิบัติจิต ต้องใช้ความพินิจพิจารณาตัวเองไม่ใช้ไม่ได้นะ สักแต่ว่าไปเดินจงกรมก็ไป ไปนั่งสมาธิก็ไป ธรรมดาๆ แบบเซ่อๆ ซ่าๆ ไม่ได้เรื่องนะ เอาอะไรต้องแบบขึ้นเวทีแล้วทุกอย่าง เดินจงกรมก็เรียกว่าขึ้นเวทีแล้ว นั่งสมาธิขึ้นเวทีแล้ว ทีนี้เวลาเราพักผ่อนนอนหลับก็เหมือนกับเป็นการให้น้ำ แต่ไม่ใช่ให้น้ำแบบตายเลยนะ ให้น้ำเพื่อจะต่อสู้ แน่ะก็อย่างนั้น ท่าของความเพียรต้องเป็นอย่างนั้นตลอด อ่อนใจไม่ได้

เวลานี้กรรมฐานเราก็ร่อยหรอลงมาก ครูบาอาจารย์ก็ล่วงลับไปๆ ผู้ที่จะได้หลักได้เกณฑ์และแนะนำสั่งสอนกันก็รู้สึกมีน้อยมากนะ จึงน่าวิตกอยู่เหมือนกัน ถ้ามีข้อวัตรปฏิบัติมีศีลมีสมาธิมีปัญญาประจำตนแล้วก็ค่อยมีหลักนะพระเรา ศีลเรียกว่าเต็มตัวแล้วเรียกว่า หิริโอตตัปปะ เต็มหัวใจ ไม่มีการล่วงเกินศีลของตนแล้วเรียกว่าผู้นั้นมีศีลสมบูรณ์แล้ว สมาธิจิตใจว้าวุ่นขุ่นมัว ฟาดมันลงไปเพื่อความสงบเย็นใจ ตีลงไปตลอดๆ ด้วยความเพียรหนักแน่นๆ จากนั้นสมาธิก็เป็นขึ้นมา นี่ได้รับผลทางสมาธิคือความสงบเย็น อยู่ไหนสบายหมด ผู้มีสมาธิสบายทั้งนั้น จิตอิ่มอารมณ์ จะคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้มันถือว่าเป็นความรำคาญ เพราะอำนาจแห่งความสงบทับไว้ ไม่อยากคิด ความสงบนี้มีผลดีมากกว่าการคิดปรุงแต่งซึ่งเป็นการรบกวนตัวเอง จิตมันก็อยู่นั้นเสียสบายๆ เพราะฉะนั้นมันถึงติด ผู้มีสมาธิหนักแน่นแล้วมักจะติด ถ้าไม่มีผู้มาแยกมาดึงออก ถ้ามีผู้แนะแล้วก็ออก

พอออกแล้วก็ก้าวทางปัญญา ปัญญาก็ต้องมีผู้แนะไปตลอดอีกเหมือนกัน ถ้าไม่ถึงที่สุดจุดหมายปลายทางเมื่อไร การแนะจากครูบาอาจารย์ต้องเป็นไปอยู่ตลอด ไม่ถี่ก็ห่างอยู่นั่นแหละ ตามแต่เหตุการณ์ที่ควรจะถี่หรือห่างในการศึกษาปรารภอรรถธรรมกับครูบาอาจารย์ เป็นอย่างนั้นนะ เอาจนกระทั่งมันพุ่งไปเสียหมดทุกอย่างแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นข้าศึกต่อกรกันบนเวทีหนักเบามากน้อยนี้ จะขาดสะบั้นลงพร้อมกันเลย มหาสติมหาปัญญานี้เป็นเรื่องของมรรคเครื่องแก้กิเลส เมื่อกิเลสสิ้นซากลงไปแล้วสติปัญญาเหล่านี้ก็ระงับตัวไปเองไม่ต้องบังคับ เป็นเอง ถ้ายังมีอะไรอยู่ที่จะนั้นแสดงว่ายังมี มีเรื่องที่จะฟัดจะเหวี่ยงกันอยู่นั่นแหละ สติปัญญาอันนี้จึงต้องก้าวเดินจึงต้องรอบตัวตลอดเวลา ถ้ามันสิ้นซากลงไปแล้วรอบหาอะไรก้าวหาอะไร มันก็รู้อีก เป็นอย่างนั้นนะ เอาละวันนี้เพียงเท่านี้ วันนี้เทศน์อุบายวิธีการปฏิบัติธรรม (พูดกับผู้ว่าฯ อุดรฯ) มีอะไรก็ว่ากันไปเลย

ผู้ว่าฯ อุดร ไม่มีอะไรครับมากราบท่านเฉยๆ คิดว่าเผื่อท่านมีอะไรจะใช้ผม ผมมาดูอ่างน้ำที่บ้านจั่นกลัวว่าน้ำจะเยอะ เดี๋ยวจะท่วมแบบปีที่แล้ว แต่นี้เรียบร้อยดีครับ ไม่น่าจะมีปัญหา

หลวงตา น้ำมาเป็นครั้งคราวระยะนี้นะ ไม่ได้มาติดต่อกัน มีมากเมื่อ ๒-๓ วันผ่านมานี้ก็ดูเหมือนจะเงียบไปฝนนะ กรกฎา-สิงหาเป็นหน้าน้ำ (ท่านไม่มีโปรแกรมไปไหนหรือครับ) ส่วนมากก็ไปช่วยโรงพยาบาล คือเอาของไปส่งโรงพยาบาลนั้นโรงพยาบาลนี้ จากนั้นโรงพยาบาลต่างๆ ก็มาเอาของ จะมาเท่าไรกี่โรงเราเตรียมไว้พร้อมหมด ให้เสมอกันหมดเลย

ผู้ว่าฯ อุดร เมื่ออาทิตย์ที่แล้วผมเข้าไปดูที่เรือนจำที่หลวงตามอบเงินไปให้ทำห้องน้ำนั้น ก็ทำไปได้เยอะแล้ว ทางฝ่ายผู้ชายก็เสร็จไปเยอะแล้ว ทางฝ่ายผู้หญิงก็กำลังเริ่มทำ ผู้บัญชาการฯ ก็ดูแลในเรื่องนี้จะเร่งทำให้เสร็จไวๆ นี้ครับ

หลวงตา นี่ก็ได้ตกลงแล้วทั้งผู้บัญชาการเรือนจำ ทั้งทางนั้นถ้าไปซื้อของร้านไหนก็ไป เสร็จแล้วเราเป็นคนคอยจ่ายเงินเท่านั้น เพราะว่าคนทำงานก็เป็นพวกนักโทษในเรือนจำเขาทำเอง เราเป็นแต่เพียงว่าคอยจ่ายเงิน เท่าไรๆ เราก็จ่าย จึงว่าไม่เป็นกังวลกันเลย การซื้อการขายอะไร เขาไปเอาของอะไรเขาก็ติดต่อกันเอง ร้านเขาก็รู้แล้วว่าเราเป็นคนสั่งมันก็ตายใจเลยว่างั้นเถอะ ถ้าวัดป่าบ้านตาดสั่งร้านไหนนี้คว่ำให้ทั้งร้านเลยว่างั้นเถอะ ไม่ว่าเท่านั้น บริษัทกรุงเทพฯ ก็เหมือนกัน ทางหนองบัวลำภูอันนั้นให้ที่นอนยาวเหยียดที่นอนนักโทษหญิง คือที่นอนไม่พอเขาก็มาติดต่อของเรา เราก็เลยไปดูจริงๆ ไปแล้วเข้าเลยเขาก็นำเข้าไปดูที่ไหน ดูซอกแซกซิกแซ็กไปหมด บกพร่องตรงไหนให้เขาบอกมา เขาก็ว่าที่นอนของนักโทษฝ่ายหญิงบกพร่องมาก เราให้หมดเลย แน่ะอย่างนั้นแล้ว ให้หมด

อันนี้ก็ให้เป็นทางนักโทษเขาทำเอง เราเป็นผู้คอยจ่ายเงินๆ ก็เหมือนกันกับอุดร (แออัดมากข้างในเรือนจำ) ก็นั่นแล้ว คนชั่วมันมากแออัดมาก ทีนี้เราพูดเรือนจำทางข้างนอกนะ เราพูดถึงเรือนจำภายใน วัดป่าบ้านตาดยิ่งแออัดมีแต่คนขี้เกียจ นักโทษขี้เกียจเต็มวัดเลย ตั้งแต่หัวหน้าลงมา เลยจะไม่มีที่หลับที่นอนให้คนขี้เกียจนอน ขี้เกียจภาวนา

นี่เราช่วยอยู่ตลอดนะเดี๋ยวนี้ เวลานี้รถก็กำลังให้เขาอยู่ รถแอมบูแลนซ์ ๒ คันกำลังสั่งพร้อมกัน พอดีไม่นานเราก็จะลงไปกรุงเทพฯ ถ้าหากว่ารถตกมาเมื่อไรก็ให้เขาติดต่อกันเอง แล้วก็บอกไปหาเรา เราจะสั่งจ่ายมา ก็เท่านั้นแหละ รถแอมบูแลนซ์ ๒ คัน บ้านแท่น ชัยภูมิแห่งหนึ่ง แล้วก็ภูเรือ จังหวัดเลยคันหนึ่ง เครื่องเอ็กซเรย์ฟัน ท่าคันโท เราช่วยอยู่อย่างนี้ตลอดนะ (ให้เยอะนะครับโรงพยาบาลต่างๆ ) เราให้ตลอดเวลาเลย ของตกมาๆ เรื่อย พอเราอนุญาตให้แล้วก็สั่งให้ๆ แล้วของตกมาก็จ่ายเรื่อยเป็นลำดับลำดาอย่างนี้ ไม่ค่อยมีเวลาว่างละงานยุ่งตลอด เราก็ยุ่งด้วยความเมตตามันจึงพอถูไถกันได้นะ ถ้ายุ่งด้วยความไม่พอใจ โอ๋ย ป่านนี้เลิกไปนานแล้ว แต่นี้ยุ่งด้วยความเมตตา ยากลำบากขนาดไหนก็ถูไถกันไปอย่างนี้แหละ

(โรงเรียนบ้านบุ่งแก้วขอความเมตตาสร้างรั้วโรงเรียนประมาณ ๔ แสน) ยังไม่ให้ละพักไว้ก่อน เพราะเราจำเป็นกว่านี้ยังมีมาก ถึงจะมากกว่านี้น้อยกว่านี้ก็ตาม ความจำเป็นกว่าอันนี้ยังมีมากเวลานี้ เรายังไม่ให้ละ พักไว้ก่อน บอกไว้เลยว่ายังไม่ให้ เพราะสิ่งที่จำเป็นกว่านี้ แม้จะราคาน้อยกว่านี้หรือมากกว่านี้ก็ตามยังมี ต้องหมุนไปทางนั้นก่อน ประสารั้วเฉยๆ ยากอะไร ไปหาตัดเอาแขนงไม้ไผ่มาใส่ รถคันไหนมันดื้อด้านก็เอาไม้ไล่ตำก้นรถมันซิ มึงไม่รู้จักโรงเรียนกูเหรอว่างั้น มันกลัวมันวิ่งเข้าป่าแหละ เราเงินไม่พอ หมุนตลอด

ที่พูดเดี๋ยวนี้มันน้อยเมื่อไรใช่ไหมล่ะ รถแอมบูแลนซ์คันหนึ่งเวลานี้ ๙๘๐,๐๐๐ นั่น แต่ก่อนจริง ๆ ที่เราเคยสั่ง ๘๐๐,๐๐๐ เดี๋ยวนี้ขึ้นถึง ๙๘๐,๐๐๐ แล้วมันขึ้นเรื่อยๆ นะ แล้วไม่ว่าเครื่องมืออะไรขึ้นทุกอย่าง อย่างเวลานี้ก็รถแอมบูแลนซ์ ๒ คัน ๑ ล้าน ๙ แสน หก แล้วก็เอ็กซเรย์เท่าไรแสน ( ๖๓๐,๐๐๐ ครับ) ตกมาเมื่อไรก็จ่ายหมด ก็อย่างนั้นแล้ว เอ็กซเรย์ฟันอะไรอีกที่จะมาเร็ว ๆ นี้นะ อย่างนี้แหละเราจึงมีปัญหาอยู่บ้าง แล้วประการหนึ่งก็คือว่าคนเคยติดต่อเคยสั่งเสียกันแล้ว ตกมาเมื่อไรเขาก็พูดกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว หากว่าขัดข้องตรงไหนเขาก็บอกไปหาเรา เราก็สั่งมาก็เรียบร้อยไปเลยไม่ยากอะไรละ เพราะคนเคยกันอยู่แล้ว

ถ้าพูดถึงเรื่องพวกที่ติดต่อกันกับเรานี้ไม่ว่าที่ไหน อย่างกรุงเทพฯ นี้บริษัทใดก็ตาม ส่วนมากจะเป็นบริษัทเครื่องมือแพทย์ พอว่าเป็นวัดป่าบ้านตาดสั่งมานี้ โหย เขาจะยกให้ทั้งบริษัทเลย อ้าวเป็นอย่างนั้นจริงๆ คือเราไม่มีแง่งอนเลยตรงเป๋งๆ เรายังมีขู่เอาไว้ด้วย เราไม่แง่แล้วอย่ามามีแง่กับเราก็แล้วกันนะบอก ถ้ามี-มีทันทีนะบอกงั้นเลยนะ มีตัดขาดสะบั้นไปจนกระทั่งถึงวันตายไม่ติดต่อกันอีกเลย นู่นน่ะไม่ใช่เล่นนะ มีกับเราไม่ได้นะ ที่มีก็ไม่ใช่เจตนา เช่นอย่างลูกน้องเขาส่งมาอย่างนี้นะ ไม่ใช่หัวหน้าเขาส่งมาเอง มีผิดพลาดบ้างเราบอกไป เขารีบแก้ไขทันที ส่งมาให้ถูกต้องแล้วเขาก็มาขอโทษ อย่างนี้ติดต่อกันได้ตลอดตายเลยใช่ไหม เพราะไม่มีเจตนา ถ้ามีเล่ห์เหลี่ยมแล้วไม่ได้ เราถึงบอกชัดเจนเลยว่าอย่ามามีเล่ห์เหลี่ยมกับเรานะ

(หลวงตาเครดิตดีอยู่แล้วครับ) เครดิตดีกับเครดิตดุมันด้วยกันนั่นละ มันไปด้วยกัน มาไม่ถูกทางปั๊วะเลย สั่งทางกรุงเทพฯ ไม่ว่าบริษัทไหนเหมือนกันหมด เขาบอกว่าเวลานี้เขาเชื่อเรา เขายังไม่มาเพิ่มคะแนนให้เราอีก แต่ก่อนเขาเชื่อเราร้อยเปอร์เซ็นต์ ต่อมานี้เขาบอกเขาเชื่อร้อยยี่สิบเปอร์เซ็นต์ แต่นี้เรายังไม่ไปทวงเอาเปอร์เซ็นต์อีกไม่ทราบว่าจะสูงหรือจะลดลงก็ไม่รู้นะ บริษัทไหนเขาบอกอย่างเดียวกัน เพราะเขาติดต่อถึงกันหมดนี่นะ ถ้าว่าเป็นวัดป่าบ้านตาดนี้ตูมเลยๆ จ่ายเมื่อไรก็ได้เขาว่าอย่างนั้น แต่พอมาถึงแล้วเราจะจ่ายเมื่อไรก็ได้ อย่างเขานั้นมันไม่ได้ พอมาถึงเรียบร้อยแล้วจ่ายปึ๋งๆ เลย

คิดดูตั้งแต่เวลาจำเป็นเรามีเราพูดด้วยความเป็นธรรม เวลาจำเป็นจ่ายมันไม่ใช่น้อยๆ นะตั้ง ๓ ล้าน ๔ ล้าน ทีนี้เงินเราไม่พอ เราก็บอกเขาไว้ว่าเวลานี้เงินเราไม่พอ เราจะจ่ายให้วันที่เท่านั้น แล้วให้คิดดอกไปตั้งแต่วันเรารับบิล เรารับบิลวันที่เท่านั้นบอกด้วยนะ เรียกว่าบิลรับเงินมาถึงเราแล้ววันนี้ แสดงว่ารับทราบแล้ว ตั้งแต่วันนี้ไปถึงวันนั้นให้คิดเอาวันหนึ่งๆ จะเสียค่าดอกเท่าไรๆ ให้คิดค่าดอกไว้เสร็จเราบอกอย่างนี้นะ ถึงวันเวลาจ่ายเราจะจ่ายให้ทั้งดอกด้วยอะไรด้วย เขาบอก โอ๋ย ไม่จำเป็น เขาตัดขาดสะบั้นมาเลย ไม่จำเป็น ในขณะวันที่เท่านั้นก็เรียกว่ารวดเร็วยิ่งกว่าที่ทั้งหลายอยู่แล้ว เขาถือว่าเป็นธรรมดาและรวดเร็วด้วยซ้ำเขาว่างั้น ไม่เอาเขาว่างั้น

ถึงขนาดที่ว่าติดหนี้เขาจะให้ดอกเขาเราก็บอกไปหมด คือเราให้ด้วยความเป็นธรรม ทุกอย่างเป็นธรรมทั้งนั้น คือเงินที่ควรจะได้แล้วได้วันหนึ่งเท่าไรๆ แล้วดอกของเขาที่ควรจะได้เราก็ต้องให้ ถึงสมว่าให้ว่างั้นเถอะ เพราะฉะนั้นเราถึงบอกไว้ แต่เขาบอกปัดทันทีเลย เขาบอกไม่เอาๆ เลย นี่เรื่องเป็นมาอย่างนี้ แต่เขาก็ไม่เอาเขาเห็นใจเราเหมือนกัน ว่าเราเป็นธรรม เราไม่มีอะไรกับใคร อันนี้เลิกไว้เสียก่อน เรื่องรั้วนะ มันจะทำให้ชาวบ้านนอนใจ เราคิดหลายแง่นะ สงเคราะห์ตรงไหนๆ เราไม่ใช่ว่าจะสงเคราะห์ทีเดียว เราต้องคิดดูชาวบ้านเหล่านั้นเป็นยังไงๆ เสียก่อน ไม่ใช่จะตูมให้ๆ ถ้าอันไหนจะทำให้ชาวบ้านนอนใจหรือพวกที่มาขอนอนใจเราไม่ให้ แน่ะอย่างนั้นนะ เราพลิกหลายสันหลายเหมือนกัน ทั้งๆ ที่ว่าเราไม่มีเล่ห์เหลี่ยมนะ มันหากมีของมันอยู่นั้นแหละ อย่างที่ว่านี่ ใครขอให้ไปๆ พวกนี้นอนใจ เอะอะก็ขอๆ

นี่ศาลาใหญ่นี้เขามาสร้างให้แล้วนะ เป็นเรื่องของเขาเอง พวกกระทิงแดงเขามาขอเองเลย ยกครอบครัวมาขอ เขาก็เล่าเหตุผลต้นปลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นความจำเป็น เกี่ยวกับคนที่มาในงานนี้ ฟ้าลงฝนตกเปียกปอนไปหมดทุกครั้งๆ เราก็เห็น นี่เราก็เริ่มจะคิดแหละคิดเรื่องศาลานี้ ยังไงถ้าเรายังช่วยชาติอยู่นี้ความลำบากลำบนก็ยังจะต้องเป็นไปอย่างนี้อีกเราก็คิดไป นี้เขาก็เข้ามาปึ๋งเลย เขาพูดถึงเรื่องรับรองมาเลยเทียวนะ กลัวเราจะเกรงใจเขา เขารับรองเรื่องการเงินการทองไม่เดือดร้อน ขึ้นต้นขึ้นนี้เลย

ไม้เวลานี้ก็สั่งมาได้ ๒ ปีแล้ว ข้ามมาจากเวียงจันทน์ มาไว้นี้ได้ ๒ ปีแล้ว ใครจะเข้ามาขอก็เกรงใจท่านอาจารย์อะไรๆ คราวนี้อยู่ไม่ไหวแล้ว สั่งไม้มาได้ ๒ ปีแล้ว แล้วมาขอสร้างด้วยเหตุผลกลไกที่ถูกต้องดีงาม เราก็เลยอนุโลมรับให้ ว่าทางนี้ก็เริ่มคิดเหมือนกันจึงรับไว้ ทีนี้รับแล้วซึ่งเขากำหนดไว้แต่ก่อนนั้นความกว้าง ๑๕ เมตร ความยาว ๕๕ เมตรทีนี้เวลารับแล้วเราก็เลยถามเลยว่า จะเอาความกว้างขนาดไหนความยาวขนาดไหน เขาบอกว่าความกว้างนั้น ๑๕ เมตรความยาว ๕๕ เมตร เราบอก โอ๊ย แคบไปบัดเวลาจะเอา เอาอย่างนี้นะ คือเอาความกว้าง ๓๐ เมตรเลยความยาว ๖๐ เมตรเลย เขายกมือสาธุขึ้นพร้อมกันพึบเลยทันที แทนที่เขาจะขัดข้องเขาไม่ได้ขัดเลย สาธุขึ้นเลย

ที่ศาลาเราช้านี่นะ คือเขาสั่งไม้มาขนาดของเขาที่กำหนดไว้แล้ว ทีนี้พอเรากำหนดให้ใหม่เขาจึงรีบไปสั่งไม้มาใหม่ทางประเทศลาว เฉพาะอย่างยิ่งคือต้นเสาซึ่งเป็นที่รวมของงานทั้งหลายของศาลา มันก็ช้า อันนี้ศาลาเลยต้องช้าด้วยต้นเสานี้นะ พอเสาขึ้นแล้วทีนี้เขาก็ขึ้นรวดเร็ว เรื่องมันเป็นอย่างนั้น ศาลาหลังนี้จึงได้ขึ้น แล้วเราก็ทำให้โล่งไปเลย คือไม่ให้มีห้องมีหับมีชั้นไหนทั้งนั้น ให้โล่งไปหมด เวลามีงานก็พึบเข้าเลย พอเสร็จแล้วเลิกกันเลย ให้โล่งไปหมดเลย คือไม่มีห้องมีหับ ไม่มีใครเป็นเจ้าของเฝ้าความเป็นกังวลเลิกไปเลย แล้วโล่งไปเลยแล้ว เวลามีงานก็พึบเข้าเลย เอาอย่างนั้นนะ นี่เขากำลังทำ (ทันฉลองวันเกิดท่านพอดี) เขาบอกว่าทันเขาว่าอย่างนั้น

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร

www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก