ลางของนรกอเวจี
วันที่ 12 ธันวาคม 2543 เวลา 8:00 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๓

ลางของนรกอเวจี

ก่อนจังหัน

นักภาวนาเราไม่ว่าพระว่าฆราวาสที่ตั้งหน้าตั้งตามาอบรม การขบการฉันไม่ได้ลำบากนะ พวกนักภาวนานี้กินง่ายนอนง่ายอยู่ง่ายมากทีเดียว ถ้าเหลือเฟือมันเป็นหมูขึ้นเขียง นี่หลวงตาเคยผ่านมาอย่างโชกโชน เพราะฉะนั้นการพูดจึงอาจหาญทุกอย่างในสิ่งที่ผ่านมาแล้ว ไม่สะทกสะท้านว่าจะผิดไป เพราะฉะนั้นการสงเคราะห์พระเณรนี้ถ้าเกี่ยวกับอาหาร สงสารก็สงสาร ครั้นให้ไปแล้วก็เสียอีกทางหนึ่ง ให้มาก ๆ เสียทางหนึ่ง ทั้งจะให้ทั้งจะฉุดคืนนะ คือถ้าให้มากนอนไม่รู้จักตื่น ขี้เกียจขี้คร้านมาก เราเคยเป็นแล้ว ให้มันหิว ๆ โหย ๆ ให้พอรองท้องพออยู่ได้ ๆ ภาวนานี้ดีดผึง ๆ เคยมาแล้วนะ

เพราะฉะนั้นเวลาเอาอะไรไปถวายพระวัดนั้นวัดนี้ เราจึงไม่ค่อยเสริมอะไรมากนัก สำหรับเรานะ อันหนึ่งสงสาร ถ้าให้ไปแล้วก็เสียอันหนึ่งไม่ทราบจะทำยังไง นี้พูดให้ฟัง นักปฏิบัติเรื่องการกินนี้สำคัญมากสำหรับทางด้านภาวนา ถ้าอาหารการกินดิบ ๆ ดี ๆ ยิ่งผัด ๆ มัน ๆ ด้วยแล้ว โอ๋ย หมูขึ้นเขียงไม่ยอมลงนะ เพราะฉะนั้นการขบการฉันของพระกรรมฐานท่านจึงบอกว่า อาหารสัปปายะ ให้หาเลือกที่สบาย ๆ คือสบายการภาวนา การฉันพออยู่ได้ไปวันหนึ่ง ๆ เท่านั้นพอ เหลือเฟือกว่านั้นไม่ได้การภาวนาไม่ก้าวหน้า

ให้จำเอานะ พระทั้งหลายที่มานี้หลั่งไหลมาทุกวัน ๆ แล้วมากขึ้นทุกวัน ให้สังเกต นี่วันนี้อธิบายให้ฟังถึงเรื่องพระกรรมฐานเรากับด้านภาวนา อาหารที่เหลือเฟือนี้เป็นข้าศึกต่อการภาวนามาก อด ๆ อยาก ๆ ขาด ๆ แคลน ๆ นั้นดีที่สุด พอพูดอย่างนี้เราก็ระลึกได้ เราลงมาจากภูเขา เป็นวันที่จะฉันแล้วก็ลงมาไปบิณฑบาตบ้านเขา เขาย้ายบ้านมาอยู่ใหม่ เขามาตั้งทับไว้สองฟากทาง เราก็ไปบิณฑบาตบ้านนี้แหละ ที่เขามาอยู่ดูเหมือนสี่ห้าหลังคาเรือน ไปบิณฑบาตทางไปนี้เขามาตั้งทับไว้ข้าง ๆ ทาง เพราะเขายังไม่ได้ทำอะไร ๆ เลย เขาพึ่งย้ายมาอยู่ มาตั้งทับกัน

เราบิณฑบาตไปทางโน้นกลับมา พอมาถึงบ้านสุดท้ายนี้ อีตาคนหนึ่ง ถึงใจเราเหมือนกันนะ พอมา เป็นยังไงล่ะบิณฑบาตได้อะไรบ้างไหมล่ะ ไหนขอดูบาตร ปุ๊บปั๊บมาดูบาตร ว้ายตายขึ้นทันทีเลย ร้องโก้ก จะให้ท่านฉันอะไร ข้าวก็สองสามปั้นแล้วไม่มีอาหารสักชิ้นหนึ่ง รีบ ๆ เดี๋ยวนี้ โอ๋ย ไล่ลูกไล่หลาน เอ้า สูจัดการตำพริกอะไรเดี๋ยวนี้ แกเป็นคนควบคุมปุ๊บปั๊บ ๆ ครกเขาก็อยู่ ทับเขาก็อยู่นี่ เป็นทางบุกป่าไป ปุ๊บปั๊บแกก็จัดนั้นจัดนี้ใส่นั้นใส่นี้ ฟาดเอาปลาร้าดิบมาใส่ ก็เห็นอยู่ ไปตักปลาร้าในไหนั่นน่ะ แกไปตักปุ๊บปั๊บ ๆ ใส่ครกตำ

อ้าว กูแล้วเท่านั้นละ คือเราเอาน้ำใจ เข้าใจไหม เราก็ยืนอยู่นั้นแหละ พอตักปุ๊บปั๊บใส่แล้วห่อปุ๊บปั๊บ ๆ ใส่บาตร มันต้องอย่างนี้ถึงค่อยยังชั่วหน่อย กินแต่ข้าวเปล่า ๆ มันได้เรื่องอะไร ผู้เฒ่าดีใจมากนะ เราก็รู้แล้ว พอไปถึงถ้ำก็เอาออกวาง ก็เห็นอยู่นี่ปลาร้าดิบ ตักใส่ผสมกับพริกกับอะไร เรียกว่าตำแจ่ว เอาปลาร้าดิบใส่ เราก็เอาออกไปวางไม่กิน กินข้าวเปล่า ๆ นั่นแหละ เอาหัวใจคน เข้าใจไหม เอาน้ำใจ พูดเท่านั้นละ จำทุกคนนะพระเณรเรา นี่เราพูดเอกเทศเท่านั้นนะ ที่ผ่านมานี้แทบทั้งนั้น ๆ ก่อนที่จะได้ธรรมมาสอนพี่น้องทั้งหลายนี้ เราไม่ได้มาแบบเหลือเฟือนะ แบบรอดเป็นรอดตาย สมบุกสมบันที่สุดเลย จึงกล้าพูดได้ทุกอย่าง ความเพียรนี้พูดยากนะ พูดให้ใครฟังไม่อยากมีใครเชื่อ แต่เราทำอย่างนั้นจะให้ว่ายังไง เอาละพอ เดี๋ยวพระหิวข้าวจะมาโจมตีเราอีก

หลังจังหัน

วันที่ ๑๑ เมื่อวานทองคำได้ ๒๖ บาท ๒๖ สตางค์ ดอลลาร์ได้ ๑๕๕ ดอลล์ ขึ้นทุกวันได้ทุกวัน ไม่มีลงมีแต่ขึ้นเรื่อย (มาจากอเมริกาค่ะ) ได้อะไรมาฝาก (ถวาย ๑๐๐ ดอลล์) ได้ดอลลาร์จากอเมริกามาฝากนั้นถูกต้องดี ตั้ง ๑๐๐ ของเล่นเมื่อไร ๑๐๐ ดอลล์มันเท่ากับเงินไทยเท่าไร (๔,๓๐๐ ค่ะ) เดี๋ยวนี้มันยืนอยู่ ๔๓ บาทกว่า นี้ยืนมานานแล้วนะ ที่เราร้องโก้กทีแรกมันขึ้นถึง ๕๖ บาท จากนั้นก็ขึ้นเวทีเลย เขาพรรณนาหลายเรื่องหลายราว ติดหนี้ติดสินอะไรต่ออะไร รวมกันแล้วดอลลาร์เขาเหยียบเราสักตั้งเท่าไร เมืองไทยไม่ได้ขาดบาทขาดตาเต็งเพียง ๕๐ สตางค์นี่นะ มันขาดมากกว่านั้น ๕๖ บาทกว่าต่อดอลล์เขานี้ว่าไง เมืองไทยเรามันยังไม่เหลือ ๕๐ สตางค์นั้นน่ะ ทำยังไงกัน นั่นเรื่องราวมันที่จะเริ่ม

อะไรเหยียบเข้า ๆ ยังไงกันนี่ มีแต่ความเดือดร้อนทุกแห่งทุกหน ได้ยินได้ฟังสัมผัสสัมพันธ์เรื่องอะไร ๆ มีแต่ผลลบ ๆ เหตุที่จะให้กระเทือนใจมากนะ แล้วก็มาดอลลาร์นี่สำคัญ เพราะติดหนี้เขา ลูกศิษย์เขามาเล่าให้ฟัง คือเขาไปเอารายละเอียดมา เมืองไทยเราทั้งหมด ๖๒ ล้านคน ติดหนี้เขาคนละเท่านั้น ๆ นี่ก็กระเทือนมาก จากนั้นก็ ๕๖-๕๗ บาทต่อดอลล์ไปอีก มันอยู่ได้กินได้ยังไงพวกเรานี่น่ะ มันอดคิดไม่ได้นะ ถึงขนาดร้องโก้ก เราบวชมาก็ไม่เคยสะดุดใจแรงอย่างนั้น ถึงขนาดร้องโก้ก สะดุดใจแรงนะ ทำยังไง อยู่กันยังไงกินกันยังไง จะไม่คิดอ่านเหรอ จะพาให้จมทั้งนั้นหรือนี่ จากนั้นก็เริ่มเรื่อยมาละ

พอดีปฐมฤกษ์ก็คือคุณสันติ กำลังร้องโก้ก ๆ นี้ทำยังไงกัน ๆ พอดีคุณสันติก็เอาดอลลาร์มา ๒,๕๐๐ ดอลล์ เรายังจำได้ไม่ลืม นี่เป็นปฐมฤกษ์ที่เราจะได้ก้าวออกช่วยพี่น้องชาวไทยเรา เพราะกำลังหมุนติ้ว ๆ ร้องโก้ก ๆ อยู่แล้ว หาทางออกไม่ได้ ก็พอดี ๒,๕๐๐ ดอลล์นี้มาเปิดประตูให้ก็ผึงเลยออก เอาละที่นี่ ตั้งแต่นี้ต่อไปเราจะได้พาพี่น้องทั้งหลายช่วยชาติ อันนี้เป็นปฐมฤกษ์ ๒,๕๐๐ ดอลล์ ว่างั้นเลย จากนั้นก็ประกาศเลย เริ่มแต่บัดนั้นจนกระทั่งป่านนี้

ดอลลาร์เราดูมัน ๕ ล้านกว่าแล้วนะ มันน่าจะถึง ๖ ล้านหรือไง จวน ๖ ล้าน พูดเฉย ๆ ไม่ได้ดูบัญชี ตอนที่เราไปกรุงเทพนี้ก็ได้ล้านแล้ว ที่เข้าไม่ได้ต้องรอนั้นน่ะ จากนั้นมาก็ได้เรื่อย ๆ อยู่อย่างนี้ ไม่มากมันก็ได้เรื่อย ๆ อย่างนี้ ตะกี้นี้ก็ร้อยแล้ว ก็ได้ไปทุกวัน ๆ ดอลลาร์เราก็ได้ถึง ๕ ล้านแล้วเวลานี้ ดอลลาร์ก็ดังที่ได้เรียนให้ทราบนี้ที่เข้าไปก็เข้าไป ที่รอก็รออยู่นี้ อะไร ๆ เข้าไปไปรออยู่ปากคอก ถ้าว่าเข้าคอกก็เถลไถลออกไปอย่างนั้นนะ

โฮ้ เราสลดสังเวชนะเมืองไทยเรา ทำไมผู้เป็นใหญ่เป็นโตจึงเป็นใหญ่เป็นโตทางยักษ์ทางผีกินชาติบ้านเมือง มันยังง้าย.. หัวใจมันเป็นยังไง เราอยากถามว่าอย่างนั้นนะ หรือถามแล้วก็ไม่รู้ ก็เราถามไปทางอากาศ ไม่ได้ถามจ่อกับปากกับตากัน ไม่ได้พูดกัน เราอยากถามว่าอย่างนั้น ทำไมมันใจจืดใจจางนัก โห จิตใจนี้สกปรกเอามากนะ ได้มาเท่าไร ก็กวาดเข้ามา ๆ ได้เท่าไรไม่พอ มีแต่ความโลภมีแต่ความอยากได้ ตื่นทุกอย่าง ได้เท่าไรยิ่งเป็นบ้าได้อำนาจจนหน้าด้าน มันพิลึกจริง ๆ นะ

เรื่องกิเลสเข้าช่องไหนมันไม่มีอายใครนะ ใครจะตำหนิติเตียนอะไรก็ตาม มันจะไม่ตอบไม่โต้นะ พวกหน้าด้านพวกที่หยาบที่สุด ถ้าพูดถึงเรื่องยมบาลเราก็สงสัย ยมบาลจะรับเข้าบัญชีหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ ถ้าเราเป็นยมบาลนี้ปัดออกนอกบัญชีไปลงแม่น้ำโขงเลย ไม่ให้มันเข้าบัญชีนรกละนะ มันจะไปตีพวกสัตว์นรกแตกด้วยกันอีก มันอยู่ในเมืองไทยมันก็ตีเมืองไทย กำลังเมืองไทยจะแตกเวลานี้ ด้วยอำนาจแห่งความโลภ ความเห็นแก่ได้ ด้วยอำนาจแห่งบ้ายศ บ้าอำนาจ จนลืมตัวนะ เป็นบ้าอำนาจ

ดูเอาซิ ดูเมืองไทยเราดูที่ไหน พวกบ้าอำนาจนี่จนลืมเนื้อลืมตัว ลืมคนทั้งประเทศ มันรู้เนื้อรู้ตัวเมื่อไร บ้าอำนาจ โฮ้ เราพูดแล้วสลดสังเวชนะ ทำไมมันถึงหนาเอานักหนามนุษย์เรา ได้เท่าไรก็ไม่พอ ๆ แล้วบ้านเมืองก็จะจมลง ๆ ไม่มองดูใครเลย มองดูแต่พุงเจ้าของ ๆ ตลอดเวลา เราพูดจริง ๆ นะ พูดด้วยความสลดสังเวชจริง ๆ เราไม่ได้พูดธรรมดา

เพราะการแนะนำสั่งสอนดุด่าว่ากล่าว ตำหนิติเตียนใครก็ตาม เราไม่มีเรื่องที่จะไปอิจฉาบังเบียดโกรธแค้นให้ผู้ใดเลย เราพูดตามหลักความจริง เรื่องผิดเรื่องถูก เรื่องบุคคล เรื่องสัตว์ที่ผิดที่ถูก แม้แต่หมารังแกกันเรายังตบยังตีมัน นี่คนไม่ใช่รังแกกันนะ มันบีบมันบังคับกัน หน้าด้าน ๆ ใครจะตำหนิติเตียนจะออกทางหนังสือพงหนังสือพิมพ์อะไรออก ออกไปเถอะ มันอยากจะโฆษณาด้วยซ้ำไปว่า ให้สูยกโคตรมาออกหนังสือพิมพ์ประกาศความไม่ดีของกู ตำหนิติเตียนกู ให้สูยกโคตรสูมาตำหนิ กูไม่ฟังสูละ กูจะกลืนสูท่าเดียว ไปอย่างนั้นนะเดี๋ยวนี้ กูมีแต่จะกลืนท่าเดียว กูไม่ฟังเสียง

ใครจะตำหนิติเตียนไม่ได้ประโยชน์อะไร หนังสือพิมพ์ออกอย่างนั้น ๆ ตำหนิอย่างนั้นตำหนิอย่างนี้ เขาเฉย พวกเปรตพวกผี พวกมหาภัยต่อชาติบ้านเมืองนี่เฉยนะ แต่มือมันไม่ถอย มันกว้านมันกำมันกวาดเข้ามาตลอด ๆ มันควานอยู่ทั้งใต้ดินเหนือดินพวกเปรตพวกผีนี่ มันของเล่นเมื่อไร ชาติไทยเรามันจะจมได้เพราะพวกนี้ พวกนรกแตกนี่นะ พระพุทธเจ้าก็สลดสังเวชมากนะ แต่เราตัวเท่าหนูก็อดสลดสังเวชไม่ได้นะ เพราะสิ่งที่จะรับกันมันมีอยู่นี้

บาปมี บุญมี ไอ้ผู้ที่ไม่มองบาปมองบุญนี่ซิ ที่มันจะไปโดนเอาตรงที่มันไม่มองนั่นแหละ มันมีอยู่นี่จะว่าไง ศาสดาองค์เอก นับพระพุทธเจ้านับได้จบสิ้นเมื่อไร พระพุทธเจ้าที่มาอุบัติในโลกนี้ นี้คือเป็นความจริง เรียกว่าล้านเปอร์เซ็นต์ไปเลย ไม่มีบกพร่องแม้แต่เม็ดหินเม็ดทราย ว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ตรัสรู้หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า มาตั้งแต่กัปไหนกัลป์ใดจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ มีจำนวนสักเท่าไร จึงบอกได้ว่าเอาน้ำมหาสมุทรมานับเป็นหยด หยดหนึ่งเท่ากับพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง อุบัติขึ้นมา ๆ เราสามารถนับหยดน้ำในมหาสมุทรได้ไหม เอา เทียบกันตรงนี้

ที่อื่นเทียบไม่ได้ เพราะพระพุทธเจ้าที่มาตรัสรู้ในสามแดนโลกธาตุพูดง่าย ๆ ก็มาตรัสรู้ในแดนมนุษย์เรานี้แหละ รวมแล้วนะ มีมากยิ่งกว่าน้ำมหาสมุทร แล้วหยดน้ำมหาสมุทรใครจะไปนับได้ไหม หยดน้ำมหาสมุทร แต่ละหยด ๆ เท่ากับพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ๆ ที่มาตรัสรู้สอนโลก เป็นธรรมยืนยันมาพร้อมเลยนะ พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ยืนยันความจริงทุกสิ่งทุกอย่างมาสอนโลก ว่าบาปมี บุญมี นรกสวรรค์มี พรหมโลก ตลอดเปรตผีสัตว์ประเภทต่าง ๆ สัตว์ทั้งหลายอยู่ด้วยอำนาจแห่งกรรมของตัว ไปดีไปชั่วไปด้วยอำนาจแห่งกรรมของตัวนี้สอนแบบเดียวกันหมด เห็นอย่างเดียวกันหมด ตรัสรู้นี้ทั้งนั้นนะ พระพุทธเจ้าทั้งหลายท่านตรัสรู้สิ่งเหล่านี้

ตรัสรู้คือรู้สิ่งที่รู้ที่มีอยู่ทั้งหลาย ไม่ได้มาพูดแบบงู ๆ ปลา ๆ ลม ๆ แล้ง ๆ นะ พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ที่ว่าเท่ากับหยดน้ำในมหาสมุทร มากไหมพระพุทธเจ้า น้ำในมหาสมุทรยังน้อยไปนะ แต่เอาอะไรมาเทียบไม่ได้ เทียบได้เพียงมหาสมุทร พอใกล้เคียงกันกับพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่มาอุบัติในโลกธาตุอันนี้ เฉพาะรวมแล้วเรียกว่ามาแดนมนุษย์

พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้แดนมนุษย์ทั้งนั้น นับซิ หนึ่ง สอง สาม ไป เท่ากับเรานับหยดน้ำในมหาสมุทร นับได้ไหม ใครจะมานับ ใครจะกล้าหาญไปนับ นั่นละจะนับพระพุทธเจ้า หนึ่งองค์ สององค์ สามองค์ แบบเดียวกัน ยังมากยิ่งกว่าน้ำในมหาสมุทรอีก เป็นยังไงถึงว่าอย่างนั้น กี่กัปกี่กัลป์ ใครรู้ต้นรู้ปลายของกัปกัลป์นี้เมื่อไร อุบัติมาตลอด ๆ เป็นธรรมชาติที่เป็นเครื่องต้านทานกันมาตลอด โดยหลักธรรมชาติเหมือนกัน เพราะกิเลสก็เป็นธรรมชาติอันหนึ่ง ธรรมก็เป็นธรรมชาติอันหนึ่ง กิเลสก็เป็นนามธรรม ธรรมก็เป็นนามธรรม กิเลสเป็นนามธรรมเป็นข้าศึกศัตรูต่อสัตวโลก ธรรมเป็นนามธรรมเป็นเครื่องกั้นกางต้านทานกันไว้ ๆ ตลอดมา จึงพอเป็นพอไปกัน ไม่ได้ฉิบหายแหลกไปเสียทีเดียวเลย ถ้ามีแต่กิเลสแล้วแหลกหมดไม่มีความหมายเลย แต่นี้มีธรรมต้านทานเอาไว้

ก็เหมือนอย่างที่เข้าโรงพยาบาล ผู้หายออกมาก็หาย ผู้ตายก็ยอมรับว่าตาย แต่ผู้หายก็หายออกมาได้ ถ้าไม่มีหมอไม่มียาเลยนั้น เข้าไปมีแต่ตายเท่านั้น ที่จะฟื้นรู้สึกว่ามีน้อยมาก มันไม่มีแหละ นอกจากเป็นหวัดเป็นไออย่างนี้ ตั้งแต่หมาไอ้ปุ๊กกี้เราก็จามก็ไอ นี้ไม่ว่านะ โรคที่ควรแก่ยากับหมอที่จะต้องรักษากัน คือโรคของสัตวโลก อันนี้โรคภายในจิตใจได้แก่กิเลสตัณหา นี้เป็นโรครุนแรงไม่ใช่โรคหวัดนะ อันนี้ถ้าไม่มีหมอไม่มียาแล้ว มีแต่ตายด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีวันฟื้นได้เลย โรคประเภทนี้ต้องอาศัยหมออาศัยยา ไม่มีหมอไม่มียาให้มันหายเฉย ๆ มันไม่หายโรคประเภทนี้นะ ต้องหายด้วยหมอด้วยยา

ถ้าเป็นโรคที่รุนแรงไม่ยอมฟังหมอฟังยาเลย นี้ก็โรคทะลุ เรียกว่าหามโลงผีไปพร้อมเลย จะเข้าโรงพยาบาลก็ผ่านออกทางนั้นเข้าโลงผี กุสลา ธมฺมา ไอ้เปรตไอ้ผีตัวนี้กินบ้านกินเมืองมาก ๆ นี้ ตายแล้วมันไปไหนนา มันจะไปไหน มันก็ลงนรกนั่นแหละ เคยได้ยินที่ไหนในคัมภีร์ไหนบอกว่า พวกที่สร้างบาปสร้างกรรมมาก ๆ นี้ไปสวรรค์ ไปนิพพาน ไม่เคยมีพระพุทธเจ้าองค์ไหนตรัสไว้นะ เราก็นำมาพูดตามแบบพระพุทธเจ้าที่ตรัสไว้

มีแต่คนทำดีทั้งนั้นไปสวรรค์นิพพานได้ นอกนั้นไม่มี แล้วผู้ชอบสร้างบาปสร้างกรรมไปสวรรค์นิพพานยิ่งแล้วเลย ไม่มี เรียกว่าเม็ดหินเม็ดทรายก็ไม่มีจะว่าไง มันจะไปไหนก็ต้องบอกว่า มันก็ไปอย่างนั้นซีตามคำพระพุทธเจ้าสอนซิ นี่เรื่องของกิเลสมันมีมาก ๆ แล้วมันเอาให้เจ้าของไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลยนะ จิตใจมันฟุ้งเฟ้อ มันไสออกไปเพื่อโลภ เพื่อจะให้ได้อย่างใจ ๆ เรื่อย ให้ได้อย่างใจ พอตายลงไปนี้ผึงเลย นั่นได้อย่างใจไหม อันนั้นใจต้องการไหม ไม่ได้ต้องการ แต่มันเป็นยังไงผลของมันที่ทำชั่ว เอนเอียงกับใครไหมความชั่ว เห็นไหมว่างั้นเลย

นี่เราพูดเราพูดด้วยความสลดสังเวช เราปฏิบัติธรรมมาเป็นเวลาตั้ง ๖๐ ปีกว่าแล้วนะ เรียนหนังสืออยู่ ๗ ปี เอ้า พูดให้มันชัดอย่างนี้ มาเปิดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง เพราะมันจวนจะตายแล้วนี่เรา เปิดให้ฟังนี้ไม่ได้เปิดด้วยความโอ้อวด แม้เม็ดหินเม็ดทรายเราไม่มี มีแต่ความเมตตาล้วน ๆ ที่แสดงออกมา จะเชื่อหรือไม่เชื่อ ฟังหรือไม่ฟัง หูเราเป็นหูประเภทใดถามหูเราอีกซิ ถามใจเราอีก ธรรมนี้เป็นประเภทเลิศทั้งนั้นแหละ แล้วหูเราเป็นหูประเภทใดเอาไปวัดกันดูซิ ถ้ามันพอจะฟัดจะเหวี่ยงจะพอเข้ากันได้ ให้ฟังแล้วนำไปประพฤติปฏิบัติ ให้รีบแก้ไขดัดแปลงตัวเองถ้าไม่อยากจมสด ๆ ร้อน ๆ นี่นะ

จมแน่ ๆ นะ พวกที่เก่ง ๆ อยู่นี่มันจมอยู่ภายในใจนั่นแล้ว เป็นฟืนเป็นไฟทั้งวันทั้งคืน บางคืนนอนไม่หลับพวกนี้น่ะ เอ้า พูดให้มันชัด ๆ อย่างนี้ ธรรมนี้ปิดบังที่ไหน มันจ้าอยู่ตลอดเวลานี้ ใครจะทุกข์มากยิ่งกว่าพวกนี้ พวกที่โลภมาก ๆ อวดอำนาจวาสนา อวดว่าดี มันไม่มีอะไรจะดี แต่มาอวดว่าดิบว่าดีว่าเก่งกล้าสามารถยิ่งกว่าโลก พวกนี้ละพวกไฟเผาหัวอกมันตลอดเวลา บางคืนนอนไม่หลับมันจะตาย ละเมอเพ้อฝันไปอย่างนั้น นี่มันบอกแล้วลางของนรกอเวจีมันบอกอยู่แล้ว มันยังไม่ยอมฟังเสียง ยังสั่งสมหาฟืนหาไฟมาเผาเข้าไปอีก เอาให้มันได้สมใจ ความสมใจเวลาลงไปแล้วมันสมใจไหมล่ะ นั่น อันนี้ที่น่าสลดสังเวชมากนะ

เราได้ปฏิบัติมาเต็มกำลังความสามารถ เรื่องบาปเรื่องบุญเรายอมรับทันที ตายก็ตายไปเลย ที่ว่าบาปไม่มีบุญไม่มี เรารับไม่ได้ว่างั้นเลย มีแต่บาปมีบุญมีตลอด กราบพระพุทธเจ้าอย่างราบ ใครจะเอาคอไปตัด มีห้าคอให้ตัด แต่เรื่องที่จะปฏิเสธบาปบุญไม่มี นรกสวรรค์ไม่มี นี้เราปฏิเสธไม่ได้เลย เราตายไปเลยทีเดียวเราไม่เสียดาย เพราะความสัตย์ความจริงที่เห็นประจักษ์อยู่ในหัวใจนี้มันประจักษ์ ๆ อยู่แล้ว จะปฏิเสธได้ยังไง พระพุทธเจ้าประจักษ์ทั้งนั้นที่มาสอนโลก มาหลอกโลกเมื่อไร เมื่อปฏิบัติตามธรรมพระพุทธเจ้าแล้วจะไม่รู้ตรงที่สอนไว้จะไปรู้ตรงไหน เมื่อรู้แล้วจะปฏิเสธกันได้ยังไง

อย่างพวกเรานั่งอยู่บนศาลาเวลานี้ เป็นยังไงคนมีมากมีน้อยมองเห็นกันอยู่นี้ ปฏิเสธกันได้ไหมว่าศาลาหลังนี้ไม่มีคน ปฏิเสธได้ไหม นี่มันก็เห็นชัด ๆ อยู่งั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายตาในท่านไม่ได้ตาฝ้าตาฟางตาบอดหูหนวกอย่างตาพวกเรา ตาพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ไม่ได้เป็นเหมือนตาเรา ตานอกอย่างนี้ก็มี ตาเหมือนเรานี้ก็เห็น ทางรูป ทางเสียง ทางกลิ่น ทางรสอะไร สัมผัสสัมพันธ์ในพระขันธ์ของท่าน ท่านก็รู้ก็ทราบเหมือนเรา แต่สิ่งที่เราไม่รู้เลยคือ พระญาณหยั่งทราบ ๆ ในจิตที่สว่างกระจ่างแจ้งของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ นี่ละหยั่งทราบอย่างนี้เราไม่เห็น

ท่านเห็นหมด พูดถึงเรื่องเปรตเรื่องผีนรกสวรรค์เหล่านี้ ท่านไม่ได้เอาตาเนื้อมาพูดนี่นะ ท่านเอาตาใจมาพูด ตาศาสนาเป็นตาใจ ตาสว่างกระจ่างแจ้งมาสอนโลกนี่นะ ท่านไม่ได้เอาตาบอดหูหนวกมาสอนพวกเรา สอนพวกเราสอนตัวเองก็ไม่ได้จะว่าไง นี่ตาพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้เหมือนตาพวกเรา นี่ละเป็นศาสดาเอกของโลก ธรรมนี้แลเป็นเครื่องต้านทานกันไว้ให้พอเป็นสัตว์เป็นบุคคลอยู่บ้าง ไม่จมเสียอย่างไม่มีความหมายเลย นี้ก็เพราะมีธรรมเป็นเครื่องต้านทานกัน มีมาตั้งกัปตั้งกัลป์

กิเลสเป็นนามธรรม ธรรมก็เป็นนามธรรม เป็นเครื่องต้านทานกัน เหมือนกับโรคกับยากับหมอแก้ไขกัน หมอก็คือพระพุทธเจ้า ยาก็คือธรรมโอสถนั่นเอง เอามาแก้โรคภัย โรคภัยคือกิเลส โรคอันสำคัญมากคือตัวกิเลส โรคเรื้อรังตั้งกัปตั้งกัลป์ ตายเกิดไม่มีวันสิ้นสุด ถ้าไม่มียากับหมอเข้าไปแก้ไขแล้วไม่มีวันสิ้นสุดและเบาบางลงได้บ้างเลย ให้พากันฟังนะพี่น้องทั้งหลาย

เราสอนโลกเราสอนอย่างสุดเหวี่ยงจริง ๆ นะ เราไม่ได้มาสอนตำหนิติเตียนผู้ใดด้วยโทษด้วยกรรมแบบกิเลสตัณหาเคียดแค้นให้กันเราไม่มี ผิดก็บอกว่าผิดตามที่มันผิด แต่ไม่ไปเกาะไปติดกับมัน ไม่ไปดีใจเสียใจกับมัน ไม่ไปยึดไปเกาะมัน สอนตามเรื่องตามราว เป็นยังไงก็ให้ปฏิบัติตามนั้น ถ้าเราเป็นลูกศิษย์มีครูหาที่ยึดที่เกาะ อันใดเป็นที่ยึดที่เกาะให้รีบเกาะ เวลายังมีชีวิตอยู่ให้รีบเกาะเสียตั้งแต่บัดนี้ ตายแล้วถึงนิมนต์พระมา กุสลา ธมฺมา ถ้ามานิมนต์หลวงตานี้ฟาดหน้าผากมันทันที เวลากูสอนสูจนจะตาย สูว่ายังไม่สอนหรือ กูมีแต่จะโดดลง แค่ ๙๐ กูโดดลงแล้วเหมือนหลวงตาคูณ กูไม่ไปแหละถึง ๑๔๐ กับสูนั่นน่ะ พวกสูพวก ๑๔๐-๑๖๐ กูไม่ไปด้วยแหละ กูโดดลงตั้งแต่ ๙๐ จะว่างั้น จะนิมนต์กูไป กุสลา หาอะไร กูลงตั้งแต่ ๙๐ นู้น กุสลากูจะไปตามสูได้ยังไง สูไปไสสูก็ไปสูซิ ก็จะว่าอย่างนั้นเป็นหลวงตาบัว เข้าใจไหมล่ะ

นี่จึงบอกไว้นะ หลวงตาบัวดีไม่ดีจะไม่ถึง ๙๐ แค่ ๘๕ อาจจะโดดลงก่อนหลวงพ่อคูณแล้ว พวกนี้ ๑๖๐-๑๗๐ สูเก่งสูไปนะ พวกอยู่ใต้ถุนศาลาสูเก่งให้สูไป กูไม่เก่งกูจะลงแต่ ๘๕ เข้าใจไหม สูเหยียบคันเร่งไป เร่งลงนรกอเวจีนะ สูอย่าเก่งกว่าพระพุทธเจ้า ถ้าเก่งกว่าพระพุทธเจ้าจะจมกันทั้งนั้น ๆ เลยไม่มีใครฟื้น ถ้าใครมีหูมีตาคิดบ้างสมความเป็นมนุษย์และลูกชาวพุทธแล้ว ให้รีบแก้ไขดัดแปลงตนเองเสียตั้งแต่บัดนี้ แก้ได้ เวลานี้ยังมีชีวิตอยู่ ถ้าตายแล้วไม่มีความหมาย

อย่าอวดนะ อวดพระพุทธเจ้า ศาสนาเป็นเอก ไม่มีอะไรเลิศยิ่งกว่าศาสนา ในสามแดนโลกธาตุนี้ธรรมเท่านั้นเป็นของเลิศ พระพุทธเจ้านำธรรมออกมาสอนโลก จึงเป็นธรรมอันเลิศ ศาสดาองค์เอกองค์เลิศมาสอนพวกเรา ทำไมพวกเราจะเลวสุดยอดเทียวเหรอ เข้ากันไม่ได้บ้างเหรอกับธรรมพระพุทธเจ้า ให้พากันพินิจพิจารณานะ เอาละพูดเท่านั้น พูดไปพูดมาเหนื่อยแล้ว ว่าจะไม่พูดมันก็หากได้พูดอยู่อย่างนี้แหละ ก็สูนี่ ๆ ตั้ง ๘๕-๙๐-๑๔๐-๑๖๐ หลวงพ่อคูณมาจนได้นั่นแหละ เป็นยังไงหลวงพ่อคูณ เป็นคติดีไหม โฮ้ เข้าท่าดีนะหลวงพ่อคูณ เป็นคติดี เราจึงนำเอามาเป็นคติเสมอผู้เฒ่าพูดเก่ง

โห ให้ได้เห็นดูซิน่ะ สลบน่ะว่าไง ว่านรกมีหรือไม่มี เอาจูงแขนไปดู เป็นยังไง โอ๋ย สลบเลยนะ ทีแรกมันกล้าหาญบอกไม่มี มันจะลบหมดเลย พอจูงแขนไป ไม่มีจริง ๆ เหรอ จูงแขนไปดู ๆ พอจ้าเท่านั้นละ โถ ทันที สลบไปเลย ที่มานี่ ให้ทำบาปนะไม่ทำบาปจะฆ่านะ ฆ่าตายเลย ขนาดนั้นนะ คือเข็ดขนาดไหน ที่จะให้ไปทำอีก ไม่ได้แล้ว ไปเห็นแล้วนี่ นั่น นี่ละขนาดนั้นละ พระพุทธเจ้าสอนโลกเด็ดขนาดนั้นนะ เราอย่ามาฟังแบบที่ว่า กูไม่กลัว ๆ นะ ถ้าไปฟาด ๑๖๐ แล้วไปลงคลอง หลวงตาคูณไม่ไปรับรองนะ เข้าใจไหม

หลวงตาคูณคือพระพุทธเจ้านั่นแหละ หลวงตาคูณท่านจะปล่อยเลย ท่านก็จะบอกว่า กูตถาคตลงตั้งแต่ ๓๕ โน่น สูยังเหยียบ ๑๙๐ ได้อยู่เหรอ สูอยากตายพากันไปหมดโคตรสูนะจะว่างั้น พระพุทธเจ้าท่านกระโดดลงไปแล้วตั้งแต่ ๓๕ หลวงตาบัวยังบืนไปอีก ๘๕ ว่าเก่งกว่าพระพุทธเจ้า แต่มันเลวกว่าพระพุทธเจ้ารู้ไหมล่ะ พระพุทธเจ้าดึงไม่ขึ้นเรายังไปดึงอยู่ เราอวดเก่งกว่าพระพุทธเจ้าซิ เข้าใจไหม ฟาดถึง ๘๕ เอาละ ให้พร เดี๋ยวมันจะ ๙๐ เข้าไปละ…

เทศน์วันนี้นานเท่าไร ดูจะพอ ๆ กับทุกวันละมั้ง มันเตือนนี่นะนี่ที่หยุด มันเตือนข้างใน พอพูดไป ๆ ยิ่งพูดเร่งเท่าไรมันสะท้อน ๆ กลับเข้ามา เดี๋ยวนี้ก็ยุบยิบ ๆ พอยุบยิบ ๆ ก็หยุดทันที มันเตือนแล้ว โรคหัวใจเตือนแล้ว

มาจากวัดไหน

วัดป่าบ้านศาลา

วัดป่าบ้านศาลา น้อมถวายทองคำทั้งหมด ๘ บาท พร้อมปัจจัย ๓,๒๔๐ บาท อนุโมทนาทั่วหน้ากันนะ วัดศาลาอยู่อำเภอไหน จังหวัดอะไร

อำเภอหนองหาน ตำบลโพนงามครับผม

เออ บ้านศาลานี่ เอาละพอใจ ๆ นี่อยู่ด้วยกันเหรอ เอาละไม่ต้องกราบอีกไปเลย ไหว้แล้วไปเลย เราได้ทองคำเราไม่เอาอะไรละ กราบไม่กราบเราก็ไม่เอา เราได้ทองคำเราพอใจแล้ว กราบไม่กราบไม่เป็นไรไปเลย ยิ่งไปหาทองคำมาอีกยิ่งดีใหญ่เลย นี่ก็สอนทุกวันนะภาวนาเข้าใจไหมล่ะ ให้ภาวนาอย่างที่สอนทุกวันนะ อย่าพลาดจากนั้น นี้เป็นขีดตายตัว นอกนั้นเป็นอันตราย จำไว้ให้ดี ตรงไหนที่ท่านสอนไว้ให้อยู่นั้น สมมุติว่ามันพลั้งมันเผลอไป ก็ให้ป้วนเปี้ยน ๆ อยู่ในวงคอก อย่าให้ออกนอกคอก ถ้าออกนอกคอกแล้วตาย หามเขียงไม่ทัน หั่นหอมกระเทียมไม่ทัน เขียงก็หาไม่ทัน หั่นหอมกระเทียมไม่ทัน เดี๋ยวมันไปขึ้นทะเลหลวงก่อนลงทะเลหลวงก่อน เข้าใจไหมล่ะ

ตั้งใจปฏิบัตินะ สอนอะไรสอนจริง ๆ เราสงสาร จะกลายเป็นโกโรโกโสไปไม่ได้นะ นี่ก็เป็นขวดยาพุทโธนะเข้าใจไหม อ้าว ก็พุทโธ จริง ๆ เราให้พุทโธแล้ว ไม่ใช่ขวดยาทะเลหลวง ยาพุทโธ ๆ ธัมโม สังโฆ นี่เป็นอาจารย์เขาให้สอนกัน ให้ฟังเสียงนะ ให้ฟังเสียงกัน เข้าใจไหม เวลาเตือนอะไรแล้วให้ฟังเสียง ถ้าไม่ฟังไม่ได้นะ เข้าใจ เออ เอาละ นี่จะให้อาจารย์ อาจารย์เป็นผู้ใหญ่ต้องให้ใหญ่กว่า เอ้า เอาไป

หลวงตาเจ้าคะ มีอีกเรื่องนึง หลวงตาอย่าว่าหนูนะ เมื่อเช้าหนูนอน ลุกขึ้นมาแล้วนอนใหม่ฝันเห็นหลวงตาฉันข้าวอย่างนี้ เลยถามหลวงตาว่า ทำไมหนูภาวนาแล้วชอบลืม ลืมไปแล้วก็กลับมาภาวนาใหม่ หลวงตาเลยตอบว่า เพราะจิตวิญญาณเจ้าค่ะ

ก็พูดถูกแล้วนี่ คนหลับเขาเรียกว่า น้องตายเข้าใจไหม ถ้าก้าวขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งเขาเรียกว่า ตาย นี่เพราะจิตวิญญาณมันฝันมันเพ้อไปอย่างงั้นละ เข้าใจไหม ต่อไปนี้ให้เพ้อกับ พุทโธนะ เท่านั้นละ ตีเข้ามา จิตวิญญาณจะออกไปข้างนอก ตีเข้ามาหาพุทโธ เข้าใจไหม

พูดถึงเรื่องเมื่อเช้านี้ขบขันดี เรื่องไปบิณฑบาต ขบขันจะตายไป คือเขาอยู่บ้านใหญ่โน้น ทีนี้เขาย้ายบ้านเรือนมาเขาจะมาปลูกบ้านใหม่ เห็นว่าใกล้กับไร่กับนาเขา เขาพึ่งย้ายมา มาวางทัพสัมภาระที่เขาขนมาจากบ้านจากเรือน ทิ้งอยู่สองฟากทาง เขามาตั้งทับอยู่สองฟากทาง ที่เขาไปขอดูบาตรเราน่ะ แคร่เขาก็ยังไม่ได้ทำ เขาพึ่งขนของออกมา เราก็ไปบิณฑบาตกับเขานั่นแหละ เขาออกมาประมาณสักสี่ห้าหลังคาเรือน เขาวางเป็นระยะ ๆ คือพวกนั้นวางนั้น เขาจะตั้งบ้านปลูกบ้านที่นั่น พวกนั้นวางนั้น เขาจะปลูกบ้านที่นั่น เขาวางเป็นระยะ ๆ ของเขา เราก็บิณฑบาตสุดทับเขานี่แหละ เขาตั้งทับอยู่นั้น

พอออกมาก็มีอีตาคนหนึ่ง แกอยู่สุดทางนี้ ทัพสัมภาระของแกก็เต็มอยู่นี่ มาแกก็ปุ๊บปั๊บ ไหนบิณฑบาตได้อะไรบ้าง ไหนขอดูบาตรหน่อย แกก็ปุ๊บปั๊บมาเลย กล้าหาญดีอยู่นะน่าชมอยู่ ปุ๊บปั๊บมาจับบาตร เราก็เลยตะแคงบาตร แกจับบาตรปุ๊บก็ร้องโก้กเลย มันยังง้าย จะกินอะไรนี่ ข้าวสองสามปั้น ไม่มีอะไรติดมาเลย รีบสู รีบ ลูกหลานก็นั่งอยู่ตามนั้น รีบสู รีบ ไปหาอะไรมาตำพริกถวายท่านพอได้ฉันบ้างซิ มีแต่ข้าวเปล่า ๆ ผู้เฒ่าเองก็วิ่งวุ่นของแก เรียกคนนั้นเรียกคนนี้มา คนนั้นได้นั้น คนนี้ได้พริก คนนั้นได้เกลือ คนนี้ก็ไหปลาร้าตั้งอยู่ข้าง ๆ เขาพึ่งเอามาวางเขายังไม่ได้เอาไปไหนนี่นะ ปุ๊บปั๊บแกก็เอาทัพพีไปตักเอาน้ำปลาร้าดิบมาใส่ครกตำปึ๊งปั๊ง ๆ เอ้าเร่ง สูเร่ง คือนิมนต์ให้เรายืนรอ นิมนต์รอเสียก่อนแกว่า เราก็ยืน มันอยู่ข้างก็เห็นอยู่นี่ ไปตักเอาปลาร้าดิบมาตำโป๊กเป๊ก ๆ เราดูอยู่ เราก็เอาน้ำใจ เราเฉย

แกตำปุ๊บปั๊บ ๆ พอเสร็จแล้วก็ตักใส่ห่อปุ๊บปั๊บ ๆ แกถือมาเองนะ เราก็เปิดบาตร พอใส่แล้วแกก็ว่า มันต้องอย่างนี้ซิ มีแต่ข้าวเปล่า ๆ กินได้ยังไง แกดีใจมาก เรียกว่าดีใจมาก เราก็รู้แล้ว พอไปแล้วเราไม่เปิดเลยนะ คือห่อไว้ ก็มันเห็นอยู่นี่เข้าใจไหม ปลาร้าดิบ ท่านห้ามพระไม่ให้ฉันเนื้อดิบปลาดิบ ปลาร้าก็ปลาร้าดิบจะไปฉันได้ยังไง ก็เห็นอยู่นี่ พอแกห่อเรียบร้อยแล้วก็มาใส่บาตร เออ อย่างนี้มันค่อยยังชั่วหน่อย พูดอย่างคึกคักนะ พอไปถึงนั้นแล้ว เราก็เอาหมกนี้ออกไว้เสียไม่เปิด ก็เห็นอยู่แล้วจะเปิดหาอะไร เราจึงไม่ลืม แต่นี้เราเอาน้ำใจนะ แกดีใจมากกับเรา เราก็พอใจกับแกเหมือนกัน พอใจกับความดีใจของแก พอใส่บาตร เอ้อ ต้องอย่างนี้ซิมันก็ค่อยยังชั่วหน่อย

(พูดกับลูกหลาน) วันหลังมึงอย่าไปหาตำปลาร้าดิบมาให้ข้อยเด้อ ให้รีบมาบอก เอ้อ มันต้องอย่างนี้ค่อยยังชั่วหน่อย ข่อยจะบ่เป็นเหมือนผู้เฒ่านี้ ข้อยจะเอาอันนี้ไล่ตีหลงทิศไปเลยเข้าใจไหม ครันผู้เฒ่าข้อยบ่ตี ผู้เฒ่ามาใส่บาตรเราก็ไปเลย เราเฉย ถ้าแถวนี้บ่ได้นะเข้าใจไหม จะเอามันหลงทิศไปเลย มันยิ่งกว่าต่อไล่ต่อยมันพวกนี่

ครบทุกแบบนั่นละ แต่นี่เรามาพูดเรื่องเอกเทศเท่านั้นนะ กรรมฐานก็ครบทุกแบบ พ่อแม่ครูจารย์ยิ่งแล้ว อู๊ย สมบุกสมบันไม่มีใครเกินพ่อแม่ครูจารย์มั่น เรียกว่าเรื่องเหล่านี้ทุกข์แสนสาหัสนะพ่อแม่ครูจารย์มั่น เพราะแต่ก่อนกรรมฐานไม่มี มีแต่ท่านไปที่ไหนเขาตื่นกัน กรรมฐานไม่ค่อยมีแต่ก่อน ท่านทุกข์ลำบากมากทีเดียว นั่นละท่านได้ธรรมมาแจกพวกเราเห็นไหมล่ะ พ่อแม่ครูจารย์มั่นนี้เป็นเอกในสมัยปัจจุบัน พูดถึงเรื่องความพากเพียรนี้ก็สมบุกสมบัน ความทุกข์ความทรมานนี้ไม่มีใครเกินท่าน ท่านทุกข์แสนสาหัสทีเดียว ท่านจึงมาเป็นอาจารย์ของพวกเรา

เวลานี้ชื่อกระเทือนทั่วประเทศไทย เวลาท่านล่วงไปแล้ว ชื่อเสียงท่านค่อยกระเทือนตามหลังไปนะ แต่ท่านก็ไม่เอาอะไรแหละ ท่านพอทุกอย่างแล้ว นี่ก็เพราะความลำบากลำบนทนเอาว่างั้นเถอะ ลำบากขนาดไหนทนเอา ไม่ถอย ไอ้เรามันขี้ปะติ๋ว ถ้าเทียบเรื่องความลำบากลำบนแต่ก่อน คือไปที่ไหนเขาก็รู้กรรมฐานทุกวันนี้นะ เราไปเขารู้ว่าเป็นกรรมฐาน เขาก็ใส่ให้ คิดดูไม่เห็นมีอะไรเขาก็ยังร้อง โก้ก โอ๊ย ไม่มีอะไรจะฉันเลยทำไงนี่ เขายังวิ่งไปหามา แต่ก่อนไม่มีท่านว่า มีแต่เขาพูดแล้วท่านเอามาเล่าให้ฟัง พระธรรมกรรมฐานท่านฉันแต่ถั่วแต่งา ท่านไม่ฉันเนื้อฉันปลา เขาพูดกัน ทีนี้เวลาเขาไม่ถั่วมีงาเขาก็มีแต่ข้าวเปล่า ๆ ใส่บาตรให้ล่ะซี เพราะเขาบอกกันว่าท่านไม่ฉันเนื้อฉันปลา ท่านฉันแต่ถั่วแต่งา เมื่อเขาไม่มีถั่วมีงาเขาก็เอาแต่ข้าวเปล่า ๆ ใส่ให้

ก็กินไปเรื่อยอย่างงั้นแหละ ท่านว่า ท่านมาเล่าให้ฟังนะ ท่านเล่า เล่าขบขันนะ ท่านเล่าแบบเวลาพูดผ่านไป ท่านก็พูดธรรมด๊า ธรรมดา เฉยไป พระธรรมกรรมฐานท่านไม่ฉันเนื้อฉันปลา ท่านฉันแต่ถั่วแต่งา ทีนี้เมื่อเขาไม่มีถั่วมีงาแล้วเขาก็มีแต่ข้าวเปล่า ๆ เขาก็เอาข้าวเปล่า ๆ เราก็ฉันแต่ข้าวเปล่า ๆ ไปอย่างงั้นแหละท่านว่า พูดขบขันดี ท่านเล่าให้ฟัง เอาเลิก ๆ ๆ ๙ โมงกว่าแล้ว ว่าจะไม่ให้สายมันก็สายจนได้แหละ

หลวงตาหนูมาจากอเมริกาค่ะ มาจากรัฐเทกซัสค่ะ

มาจากอเมริกาแล้วมีอะไรบ้างว่ามาซิ

มากราบ ได้ดูวิดีโอของหลวงตาแล้วฟังเทปหลวงตา

วิดีโอว่าไงล่ะ แสดงว่าไง

แสดงถึงความเป็นอยู่ของหลวงตาค่ะ หลวงตาอยู่แบบง่าย ๆ ตามธรรมชาติ

เอาละเท่านั้นพอ ไม่พูดมากละ ไปละ ๆ นะ เรายังดีนะวันนี้ยังอนุโลม ถ้าธรรมดาเราจะดุลั่นเลย เพราะอะไรเราถึงดุลั่น ก็มาจากอเมริกาทั้งเมืองทั้งประเทศ ดอลลาร์ ดอลล์นึงก็ไม่ได้เอามาฝากเราเลย แหมเราโมโหมากนะ เพราะฉะนั้นเราถึงทนเอา โมโหก็ทนเอา ไปละ ก็เราทน เราก็บอกว่าเราทนซิ เราทนเอา นี่เราก็จะทนไปนะ ไม่ใช่ธรรมดา เราทนตลอดวันนี้ วันนี้คงจะทนทั้งวัน อะไรอีกล่ะ เอาอะไรมาให้อีกล่ะ

เงินดอลล์ค่ะ

เงินดอลล์ โฮ้ จะเอาเงินดอลล์มาบรรเทาความทนเหรอ

อยู่ที่โน่นก็ถวายผ่านธนาคารมาค่ะ

ผ่านธนาคารมา เออ อันนี้เวลานี้เราไม่ได้ทนที่เขาฝากธนาคารนั้นน่ะ เราทนตรงที่มาหากันแล้วไม่ได้สักดอลล์ต่างหาก เอาอีก โอ้ ได้มากอยู่นะ เอาละทีนี้หายทนเราจะไปด้วยความเบิกบาน เราจะไปด้วยความเบิกบานยิ้มแย้มแจ่มใส หลวงตายิ้มแย้มไปละนะ เอาละพอ หลวงตาพอใจจะไปละที่นี่ เหนื่อยขาก็เหนื่อยทนเอา เพราะเราได้ดอลลาร์แล้ววันนี้ เราทนเอาได้ ทนสบายวันนี้ไปได้สบายเลย ไปละนะ

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร ทาง internet

www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก