สงวนจิตไว้ด้วยธรรม
วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2543
สถานที่ : วัดเขาศาลา อ.บัวเชด จ.สุรินทร์
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดเขาศาลา อ.บัวเชด จ.สุรินทร์

เมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๓

สงวนจิตไว้ด้วยธรรม

จะเตือนเสียก่อนเวลาฟังเทศน์ให้พากันสงบ อย่าหยอกอย่าเล่นเอิกเกริกเฮฮา ไม่เกิดประโยชน์แก่เรามาสร้างบุญสร้างกุศล เพื่อหัวใจเราและชาติบ้านเมืองของเรา ให้พากันตั้งใจสงบในขณะที่ฟัง เรียกว่าเราบำเพ็ญประโยชน์ นี่เริ่มแล้วนะ เริ่มพูดให้พี่น้องทั้งหลายตั้งแต่เริ่มเตือนให้ทราบวิธีการฟังธรรม นำผลประโยชน์เข้าสู่ใจของเรา ต้องฟังด้วยความตั้งอกตั้งใจ จิตใจจดจ่อต่อเนื่องกันกับเสียงอรรถเสียงธรรมเข้าสู่ใจโดยสม่ำเสมอ ใจเมื่อได้รับธรรมแล้วจะมีความร่มเย็นภายในตัวเอง

เพราะใจนี้ไม่เคยมีความร่มเย็นเป็นสุข อย่างมากชั่วประเดี๋ยวประด๋าว ผ่านมาเป็นความรื่นเริงบันเทิงในเรื่องราวต่าง ๆ ชั่วเล็กน้อยเท่านั้นก็ผ่านไป จากนั้นก็มีแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้อยู่ภายในหัวอกของเรา ประหนึ่งว่าไฟไหม้กองแกลบนั้นเอง นี่คือเรื่องของกิเลสตัณหาที่เป็นข้าศึกต่อธรรม และเป็นข้าศึกต่อชาวพุทธเรา จึงขอให้พี่น้องทั้งหลายได้ตั้งอกตั้งใจขวนขวายธรรมเข้าสู่ใจในขณะที่ฟัง ให้ต่างคนต่างตั้งใจฟังจริง ๆ

ศาสนธรรมคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เป็นคำสั่งสอนที่สะอาด สุขุมคัมภีรภาพมาก ไม่มีสิ่งใดเสมอในโลกนี้ เป็นธรรมของศาสดาองค์เอก ตรัสรู้ธรรมขึ้นมาด้วยพระทัยคือใจบริสุทธิ์เต็มส่วน นำธรรมะที่มาสั่งสอนโลกนั้น เรียกว่าสวากขาตธรรม แปลว่าตรัสชอบทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีผิดมีเพี้ยนแม้แต่น้อยเลย พวกเราชาวพุทธจึงขอให้ตั้งอกตั้งใจเริ่มต้นตั้งแต่บัดนี้

วันนี้งานของเราก็เป็นงานที่มีเกียรติมากทีเดียว สมกับงานช่วยชาติบ้านเมืองจริง ๆ เฉพาะงานนี้ก็มีท่านผู้มีเกียรติมีคุณธรรมอันสูงส่งทั้งนั้น พร้อมทั้งมีเกียรติมีอำนาจวาสนาปกครองบ้านเมืองแทนชาติไทยของเรา คือ พล.ต.วิวัฒน์ สาตะลักษณ์ ตำแหน่งของท่านเป็นผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี รวมแล้ว ๑๑ จ.ว.ด้วยกัน นี่ก็อยู่ในวาสนาบารมีของท่านนั่นเองจึงปกครองได้ คนไม่มีวาสนาบารมีปกครองไม่ได้ ถัดลงมาก็คือท่านนายอำเภอบัวเชด ก็มาเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ชาวเราทั้งหลาย สองท่านนี้ก็นับว่ายิ่งใหญ่สมควรเป็นศักดิ์ศรีของชาติไทยได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยแล้ว และผู้แสดงธรรมก็เป็นหลวงตาบัว ยศถึงขั้นหลวงตาบัวก็น่าจะเต็มยศแล้วนะ ก็พยายามช่วยพี่น้องทั้งหลายตลอดมา

ตั้งแต่วันเริ่มต้นได้ออกช่วยชาติบ้านเมือง ตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ นับตั้งแต่วันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๔๑ เป็นต้นมาจนกระทั่งบัดนี้ ถ้าพูดเรื่องการตะเกียกตะกายก็ตะเกียกตะกายมาได้ปีกว่าแล้ว การเทศนาว่าการก็นับว่ามากจริง ๆ ไม่ใช่ธรรมดา บรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่เทศนาว่าการทั่วประเทศไทยนี้ รู้สึกหลวงตาจะหนักมากกว่าครูบาอาจารย์ทั้งหลาย บรรดาที่เทศนาว่าการแก่พี่น้องชาวไทยเราด้วยความเป็นผู้นำ นี่ก็ได้อุตส่าห์พยายามเต็มกำลังความสามารถเรื่อยมา เพื่อเห็นแก่พี่น้องชาวไทยเรา

หลักอื่นใดกฎเกณฑ์อื่นใดที่เข้ามาปกครองมนุษย์เรานี้ ถ้าไม่ใช่หลักศาสนาอย่างน้อยเข้าเคลือบแฝง ให้มีแต่โลกล้วน ๆ แล้วก็จะเป็นไปเพื่อความเดือดร้อน ไม่พ้นความเดือดร้อนไปได้ จึงต้องมีศาสนาเข้าเคลือบแฝงอย่างน้อย เฉพาะอย่างยิ่งชาติไทยของเรานี้เป็นลูกชาวพุทธ ควรเป็นลูกศิษย์ตถาคตคือพุทธบริษัท ที่ยอมรับธรรมของพระพุทธเจ้าไปปฏิบัติต่อตัวเอง ในตัวบุคคล ในครอบครัว สังคม หน้าที่การงานต่าง ๆ ตลอดส่วนรวม ขอให้มีธรรมเป็นเครื่องกำกับรักษาเสมอ เราจะไม่เลยเขตเลยแดนแล้วก่อความเดือดร้อนวุ่นวายให้แก่กัน นี่หลักใหญ่

คำว่าศาสนา คือคำสั่งสอนของท่านผู้เป็นจอมปราชญ์ฉลาดแหลมคม ได้แก่พระพุทธเจ้าของเรา เราก็เป็นชาวพุทธ ขอให้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า จะเป็นคนดิบคนดี ในครอบครัวผัวเมียก็อยู่กันเป็นสุข ไว้อกไว้ใจตายใจกันได้ถ้าปฏิบัติตามธรรมของพระพุทธเจ้า เช่น ท่านสอนว่า กาเมสุ มิจฉาจาร เรื่องราคะตัณหานี้เป็นน้ำล้นฝั่งตลอดเวลา ท่วมทับหัวใจสัตวโลกให้เดือดร้อนไม่มีเวลาจืดจางลงเลย ท่านจึงสอนให้มีธรรมเป็นเครื่องกำกับ เป็นทำนบใหญ่สำหรับกั้นน้ำมหาสมมุติมหานิยมคือราคะตัณหานี้ ให้อยู่ในฝั่งแห่งศีลแห่งธรรมที่พอดี

เช่นท่านสอนว่า กาเมสุ มิจฉาจาร ให้มีขอบเขต ให้มีผัวมีเมียโดยเฉพาะ อย่าลุกลามไปในที่ต่าง ๆ จะเป็นเหมือนไฟได้เชื้อ เผาไหม้ไปหมด เดือดร้อนไปหมด คนที่มีธรรมเป็นเครื่องกำกับรักษาตัวแล้ว ได้เมียเพียงคนเดียวเท่านั้นพอแล้วกับอรรถกับธรรมกับหัวใจของเรา พร้อมกับให้ความร่มเย็นเป็นสุขแก่คู่ครองคือผัวเมียของเรา ฝากเป็นฝากตายกันได้ ผู้หญิงใดในโลกสู้เมียของเราคนเดียวไม่ได้ นี้คือฝากเป็นฝากตายกันได้ทุกอย่าง ซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน เป็นอวัยวะเดียวกัน ฝากได้ทุกอย่าง ทั้งผัวทั้งเมียต่างคนต่างไว้วางใจกันได้ มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน

อย่าเห็นหญิงอื่นใดว่าเป็นคุณเป็นประโยชน์ยิ่งกว่าผัวยิ่งกว่าเมียของเรา จะเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ตัวของเราครอบครัวของเราให้แตกกระจัดกระจายไปได้ เพราะหญิงกาฝากชายกาฝาก นี่คือธรรมท่านสอนไว้อย่างนี้ ขอให้พี่น้องทั้งหลายได้นำไปปฏิบัติ

ให้มีขอบเขต อย่าปล่อยให้กิเลสตัณหาพาเป็นน้ำล้นฝั่ง จะสะท้อนย้อนกลับเข้ามาทับหัวใจเราให้เดือดร้อนวุ่นวายระส่ำระสาย ผัวเมียอย่างน้อยทะเลาะกัน เพราะไม่มีศีลข้อที่สามเป็นรั้วกั้นไว้เลย ผัวเมียอย่างน้อยทะเลาะกัน แล้วก็มีความระแคะระคายต่อกัน ผัวจะเคลื่อนย้ายไปไหนออกจากบ้านจากเรือน เมียจะเคลื่อนย้ายไปไหนออกจากบ้านจากเรือนไปทำหน้าที่การงานต่าง ๆ ก็ไม่พ้นที่ทั้งสองฝ่ายนี้แหละ ต่างฝ่ายต่างจ้องมองกันต่างระแคะระคายกันด้วยความไม่ไว้วางใจ นี่ก็คือกองทุกข์อันหนึ่ง เผาอยู่ในหัวอกเมียด้วย เผาอยู่ในอกผัวด้วย เพราะต่างคนต่างเป็นผู้ร้ายทำลายหัวอกของกันและกัน เพราะฉะนั้นท่านจึงให้มีศีลข้อที่สามนี้บังคับเอาไว้ให้อยู่ในขอบในเขต

นี้คือเมียของเรา ตกลงเรียบร้อยแล้วด้วยความยอมรับทั้งสองฝ่าย โลกก็ยอมรับเรียบร้อยแล้ว ให้ฝากเป็นฝากตายต่อกัน โดยนำศีลธรรมเข้ามาปกปักรักษา อย่าฝืนศีลฝืนธรรม ผัวเมียคู่นั้นจะมีจะจนขนาดไหน ภายในจิตใจจะชุ่มเย็นยิ่งกว่าใคร ๆ ทั้งนั้นที่ไม่มีขอบเขต เราปฏิบัติอย่างนี้แล้ว ครอบครัวนี้ปฏิบัติอย่างนี้ ครอบครัวนั้นก็ได้รับโอวาทคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างเดียวกัน ต่างคนต่างนำไปปฏิบัติ ต่างคนต่างมีความสงบร่มเย็น

จะมีบ้างจนบ้างเป็นเรื่องของโลกอนิจจัง อยู่ที่ไหนก็ไม่พ้นคำว่ามีได้มีเสีย มีสมบูรณ์ขาดแคลน เป็นธรรมดาทั่วโลกดินแดน อันนี้โลกยอมรับกัน แต่ที่ทำให้โลกเสียหายฉิบหายถึงขั้นที่ว่าอกจะแตกนั้น คือการทำลายศีลข้อที่สามนี้ ปฏิบัติตามกิเลสตัณหาพาลุกลามไปไม่มีขอบเขต นี่เป็นความเสียหายมาก ขอให้พี่น้องทั้งหลายจดจำธรรมข้อนี้ไว้แล้วไปปฏิบัติต่อครอบครัวของตน

ผู้ที่เป็นเด็กก็เหมือนกันก็ให้มีขอบเขต อย่าเป็นคนสุกก่อนห่าม ขายก่อนซื้อ เวลาจะขายจะซื้อกันแล้วไม่มีราคา ไม่มีใครมาซื้อก็หมดราคา เป็นหญิงหมดราคา ชายก็ชายทะลึ่งพรึ่งพรวด ชายไม่มีหิริโอตตัปปะ ชายไม่มีธรรมในใจ ฉวยได้ฉวยเอา นี้คือชายเลวทราม อย่าเป็นชายประเภทนี้ ให้มีขอบมีเขตเป็นฝั่งเป็นฝาด้วยกัน นี่เรียกว่ามีศีลมีธรรมเป็นเครื่องปกครองรักษาเราทั้งหลาย นี่คือศาสนาท่านสอนในวันนี้ ขอให้พี่น้องทั้งหลายจดจำเอาไว้

นี่พูดเพียงย่อ ๆ ในข้อที่สามแห่งศีลอันเป็นเรื่องสำคัญมาก สำหรับราคะตัณหานี้ลุกลามมากทุกวันนี้ กำเริบเสิบสาน มีแต่คนส่งเสริม ไปที่ไหนส่งเสริมแต่เรื่องกิเลสประเภทนี้ ที่จะเผาบ้านเผาเมืองไม่มีที่สิ้นสุดยุติลงได้เลย จึงต้องให้นำธรรมเข้ามากำกับรักษา เป็นทำนบใหญ่กั้นเอาไว้ อย่าให้กิเลสประเภทนี้รั่วไหลแตกซึมออกไปเป็นไฟ ย้อนเข้ามาเผาตัวของเรา นี่คือศาสนาท่านสอนไว้อย่างนี้ ขอให้ปฏิบัติ

เวลานี้ชาวพุทธเราทางด้านจิตใจนี้รู้สึกว่าอ่อนมากทีเดียวจนน่าวิตก คือเรื่องสมบัติภายนอกเงินทองข้าวของ ตึกรามบ้านช่อง อาหารการบริโภค เครื่องใช้ไม้สอย นั้นมีอยู่ทั่วไปหมดไม่มีอดอยากขาดแคลน ทางส่วนร่างกายเรียกว่าสมบูรณ์พูนผล แต่ทางด้านจิตใจนี้รู้สึกว่าเหือดแห้งจากศีลจากธรรมเอามากทีเดียว บางรายตั้งแต่ตื่นนอนขึ้นมาจนกระทั่งหลับ ทั้ง ๆ ที่ปฏิญาณตนว่าเป็นชาวพุทธ แต่ไม่เคยระลึกถึงพุทโธ หรือธัมโม หรือสังโฆ แม้แต่บทหนึ่งบาทเดียวเลยในหัวใจ เรียกว่าตื่นขึ้นมาเปล่า ๆ หลับไปเปล่า ๆ

ตั้งแต่วันเกิดขึ้นมาจนกระทั่งบัดนี้ ก็เกิดขึ้นมาเป็นร่างมนุษย์เปล่า ๆ ไม่มีคุณค่าแห่งศีลแห่งธรรมติดใจเลย เวลาจะตายก็จะตายไปเปล่า ๆ ไม่มีคุณค่าศีลธรรมติดใจเลย เรียกว่าอยู่ด้วยความรวนเรเร่ร่อนไขว่คว้า ตายไปก็ตายไปแบบไม่มีฝั่งมีฝา มีแต่ความทุกข์ความเดือดร้อนเผาลนตนเองจนกระทั่งลงในนรกได้ เพราะมีแต่ความชั่วช้าลามกเผาหัวใจ เพราะฉะนั้นจึงขอให้พากันอบรมจิตใจด้วยศีลด้วยธรรม

วันหนึ่ง ๆ ขอให้ระลึกพุทโธ หรือธัมโม หรือสังโฆ ธรรมทั้งสามประเภทนี้รวมลงแล้วเรียกว่าธรรมธาตุ ธรรมธาตุนี้แลครอบโลกธาตุอยู่เวลานี้ ที่โลกเราถือกันว่าธรรมมีอยู่ ๆ คือธรรมธาตุนี้แล เป็นธรรมที่เลิศเลอ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม พระอรหันต์ตรัสรู้ธรรมเป็นธรรมธาตุขึ้นมานี้มาสั่งสอนโลก จึงไม่ใช่ของเล็กน้อย เป็นของเลิศเลอควรแก่เราที่เป็นชาวพุทธจะได้น้อมมาปฏิบัติ ให้ฝืนจิตฝืนใจอย่าให้เป็นไปตามกิเลสความทะเยอทะยานจนเกินเนื้อเกินตัว จะเสียผู้เสียคนจนได้ เพราะกิเลสนี้จะมีแต่ฉุดลากลงไปทางต่ำตลอดไป ต่ำสุดก็คือนรก นี่เรียกว่าต่ำสุดของสัตวโลกที่จะไปจมอยู่นั้น ได้รับความทุกข์ความทรมาน

ในนรกหลุมหนึ่ง ๆ นั้น สัตว์ทั้งหลายไปตกนรกนั้นแล้ว ถ้าเป็นประเภทที่หนักมากตกนรกกี่กัปกี่กัลป์ก็ไม่พ้นขึ้นมาได้ เพราะกรรมยังไม่สิ้น ต้องเสวยกรรมตลอดไปจนกระทั่งกรรมนั้นสิ้นแล้วเบาบางขึ้นมาก็เลื่อนขึ้นมาเป็นนรกหลุมที่สองที่สามที่สี่ จนกว่าจะได้เป็นมนุษย์นี้มากขนาดไหนที่สร้างความฉิบหาย ความทุกข์ความทรมานแก่เราเอง ด้วยความเพลิดความเพลินไม่มีฝั่งมีฝา อย่างนี้ไม่สมควรแก่เราเป็นชาวพุทธเลย

จึงขอให้นำพุทโธ ธัมโม สังโฆ บทใดก็ตามที่เราชอบถูกจริตนิสัยของเรา ให้นำเข้ามาเป็นเครื่องระลึกรู้อยู่ภายในใจ เป็นสาระของใจ เป็นสรณะของใจที่พึ่งเป็นพึ่งตาย งานอันนี้เราทำได้ทุกเวลา เราจะเดินเหินไปไหนเราก็ระลึกธรรมเหล่านี้ได้ เราจะทำหน้าที่การงานเขียนหนังแส่หนังสืออะไรอยู่ เราก็ระลึกถึงธรรมเหล่านี้ได้ เหมือนเราระลึกถึงความโลภความโกรธราคะตัณหา ความฉุนเฉียว ความรักความชัง เราระลึกได้ทุกเวลาที่เรากำลังทำงานอยู่นั้น นี่เราระลึกธรรมก็ขอให้ระลึกแบบเดียวกัน

จิตใจนี้เปิดทางให้ทำงานทุกประเภท คือทำงานทางชั่วจิตใจก็เปิดให้ ทำงานทางดีจิตใจก็พร้อมที่จะรู้ไปทางดีทางชั่วตามงานที่ทำ เราจึงแยกจิตใจของเราให้มีหลักภายในใจ เช่นเราเดินไปที่ไหนมาที่ไหน ขอให้พี่น้องทั้งหลายอย่าลืมคำว่าพุทโธ นี้แหละคือที่พึ่งของใจ นี่คือหลักของใจ นี่คือเรือนของใจอย่างแท้จริง เรือนภายนอกเป็นบ้านเป็นเรือนตึกรามบ้านช่อง เหล่านั้นเป็นเรือนเพื่อความอยู่สบายของร่างกายเท่านั้น พอร่างกายหมดความหมายได้แก่ตายลงไปแล้ว สิ่งเหล่านั้นก็หมดความหมายลงทันที แต่ใจนี้ไม่ได้หมดความหมาย ตายจากชาตินี้แล้ว อัตภาพนี้แล้ว จิตถอนตัวออกไปไปสู่อัตภาพข้างหน้า

อัตภาพข้างหน้านั้นเป็นร่างข้างหน้า ภพข้างหน้านั้นเป็นภพเช่นไร ก็ขึ้นอยู่กับกรรมดีกรรมชั่วที่เราทำไว้แล้วตั้งแต่ในภพนี้หรือภพก่อนหน้า ถ้าเราทำกรรมชั่วช้าลามกไว้ กรรมชั่วช้าลามกนั้นจะเข้าพันจิตใจ บังคับจิตใจให้ไปเกิดในสถานที่ไม่พึงปรารถนานั้นแล เช่นอย่างน้อยไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน จากนั้นเป็นเปรตเป็นผี จากภพของเปรตของผีของสัตว์เดรัจฉานแล้ว ถ้ากรรมยังหนักยิ่งกว่านั้นอีกก็ลงไปถึงนรกได้ ถ้ากรรมไม่หนักก็เร่ ๆ ร่อน ๆ เกิดในภพนั้นภพนี้ ตามวิถีของจิตที่ไม่เคยมีป่าช้าไม่เคยตายประจำตัว

จิตนี้ไม่เคยตายขอให้พี่น้องทราบเอาไว้ ตายแต่ร่างกาย เช่น สัตว์เกิดมาสัตว์ตายได้ มนุษย์เกิดมามนุษย์ตายได้ แต่ทั้งสัตว์ทั้งบุคคลเกิดก็ดีตายก็ดี ใจนั้นไม่มีคำว่าเกิดว่าตาย เป็นแต่เพียงว่าไปสวมเข้าในร่างใดก็เรียกว่าเกิด ร่างนั้นหมดสภาพก็เรียกว่าตายเท่านั้น จิตก็ออกจากร่างนี้แล้วไปสู่ร่างข้างหน้า นี่ละเรื่องของจิตจึงไม่มีคำว่าฉิบหาย คำว่าสูญไปไหน ให้สงวนจิตดวงนี้ไว้ด้วยธรรมเป็นเครื่องประคับประคอง การทำบุญให้ทานอย่าปล่อยอย่าวาง เป็นนิสัยของชาวพุทธ บุญนี้แลจะเป็นคู่พึ่งเป็นพึ่งตายฝากชีวิตจิตใจไว้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เวลามีชีวิตอยู่ก็ชุ่มเย็นจิตใจ

คนมีบุญตายแล้วก็ไปเกิดสวรรค์ชั้นพรหม ถ้ากุศลมากกว่านั้นตายแล้วก็ไปนิพพานเลย นี่ละอำนาจแห่งการสร้างความดีเข้าสู่จิตใจ สมนามว่าจิตใจไม่เคยตาย จึงต้องหาเครื่องสนับสนุนอันดีงามที่เป็นความสุขให้แก่จิตใจของเรา เราจะไปเกิดในภพใดเรามีบุญแล้ว ไม่ต้องถามหาภพว่าจะไปเกิดที่ใด บุญกุศลที่เราสร้างไว้ติดแนบกับหัวใจเรานี้แล จะพาไปเกิดในสถานที่ดีคติที่สวยงามและสมหวังตลอดไปเรื่อย ๆ เพราะอำนาจแห่งบุญ

การให้ทานก็เป็นบุญประเภทหนึ่งที่หนุนเข้าสู่ใจ การรักษาศีล ศีลข้อใดก็ตามขอให้รักษา ให้มีสมบัติคือศีลสมบัติเข้าประจำใจเราบ้าง อย่าปล่อยเลยตามเลย ตั้งแต่วันเกิดมาจนกระทั่งวันตายไม่มีศีลสักข้อติดตัวเลย ว่าตนได้รักษาศีลข้อนั้น ๆ อย่างนี้มันเกินไปสำหรับมนุษย์ชาวพุทธเรา ขอให้มีการรักษาศีล ศีลเป็นสมบัติอันล้นค่าประจำใจของเรา จะพาเราไปสวรรค์นิพพานได้ด้วยศีล

สมาธิภาวนายิ่งเป็นของสำคัญมากทีเดียว เช่น การเจริญเมตตาภาวนาดังพระท่านไปอยู่ในป่าในเขา นั่นแหละท่านไปอบรมภาวนา คืออบรมจิตใจไม่ให้คิดส่ายแส่ไปทางภายนอกที่เป็นกิเลสตัณหา สร้างบาปสร้างกรรมใส่ตนเอง ท่านสำรวมระวังด้วยจิตตภาวนา มีสติสตังระมัดระวังตนอยู่โดยวิธีการต่าง ๆ เช่น นั่งสมาธิภาวนาบ้าง เดินจงกรมบ้าง เหล่านี้ล้วนแล้วตั้งแต่ท่านสร้างคุณงามความดีเข้าสู่ใจ ใจเมื่อได้รับการอบรมที่ถูกที่ดีเป็นเครื่องกำกับตนอยู่โดยสม่ำเสมอแล้ว อยู่ที่ไหนก็สบาย ๆ

ขอยกตัวอย่าง พระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมขึ้นมาจากแดนแห่งป่า พระอรหันต์ทั้งหลายตรัสรู้ธรรมขึ้นมาจากแดนแห่งป่า ในภูในเขา ตามถ้ำเงื้อมผา พระกรรมฐานทั้งหลายท่านบำเพ็ญตามเยี่ยงอย่างของพระพุทธเจ้า เช่น พระกรรมฐานท่านไปเที่ยวภาวนาอยู่ในป่านั้นเขาลูกนี้ดังที่เราได้เห็นอยู่นี้ ท่านก็บำเพ็ญจิตใจของท่านให้มีความแน่นหนามั่นคงและแน่นอนต่อคติของตนมากขึ้น นี่คือการอบรมคุณงามความดีเข้าสู่ใจ ผู้นี้เรียกว่าเป็นผู้มีที่พึ่ง

เราเป็นฆราวาสญาติโยมจะทำอย่างท่านไม่ได้ก็ตาม ขอให้เป็นลูกศิษย์มีครู ประเภทของลูกศิษย์มีครูตื่นขึ้นมาให้ไหว้พระเสียก่อน มันจะโดดจะดิ้นไปไหนให้บีบบังคับเอาไว้ ถ้ามันยังดื้ออยู่หาเชือกมารัดขามันไว้เสียก่อน แล้วให้ไหว้พระ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ สฺวากฺขาโต สุปฏิปนฺโน แล้วจึงปล่อยเชือก ทีนี้มันจะพาเผ่นลงทวีปไหนก็คอยดูมันไป แต่ระวังมันจะเผ่นลงทวีปนรกทั้งเป็นนะ ให้คอยดูมันไป บังคับมันไว้ในศีลในธรรมเราจะเป็นคนดีตลอดไป

เพราะเรื่องกิเลสนี้เป็นข้าศึกของธรรม ถ้าเราจะบำเพ็ญคุณงามความดี กิเลสไม่ให้ทำ ถ้าจะให้ไปเถลไถลตามอำนาจของกิเลสแล้ว เปิดโล่งไม่มีสถานีเลย นี่ละที่สัตวโลกเสียเปรียบกิเลสเสียเปรียบตอนนี้ เพราะปล่อยตัวจนเกินไป ไม่มีธรรมเป็นเครื่องหักห้ามกันบ้าง ขอให้พี่น้องชาวไทยทั้งหลายได้หักห้ามด้วยศีลด้วยธรรมที่เรียกว่ารบกัน ข้าศึกรบกัน นักมวยเขาต่อยกันบนเวที ต่างคนต่างเจ็บต่างคนต่างปวด ต่างคนต่างทุกข์ แต่เขาหวังชัยชนะเป็นพื้นฐานสำคัญแห่งการต่อสู้กัน

อันนี้เรารบกับความชั่วช้าลามก กิเลสตัณหาประเภทต่าง ๆ ที่ลากเราไปไม่มีเขตมีแดน ทีนี้เราฉุดลากกิเลสตัณหาเข้ามาบำเพ็ญธรรม นี่เรียกว่ารบกัน กิเลสขี้เกียจภาวนาเราขยันภาวนา กิเลสมีความตระหนี่ถี่เหนียวไม่อยากทำบุญให้ทาน เราแย่งมันมา นี่เรียกว่ารบกัน เราแย่งมันมาทำบุญให้ทาน แย่งมันมารักษาศีล แย่งมันมาเจริญภาวนา นี่เรียกว่ารบกัน มีทุกข์บ้างเป็นธรรมดาเพราะเป็นการต่อสู้จะเอาชัยชนะ ถ้าเราจะปล่อยตัวตลอดเวลา หมอบให้กิเลสเหยียบย่ำตลอดเวลาจะหาความสุขไม่ได้มนุษย์เรา อย่าว่าแต่เกิดในภพนี้ ภพไหน ๆ ความสุขไม่ได้เกิดเพราะอำนาจของกิเลสพาให้เป็นไป ความสุขเกิดขึ้นเพราะอำนาจแห่งการสร้างความดีมีศีลมีธรรมภายในใจต่างหาก

วันนี้ก็ได้พูดถึงเรื่องศีลธรรมให้พี่น้องทั้งหลายได้นำไปปฏิบัติ ให้มีขอบเขตบ้าง ขอให้ฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ภาษาของศาสนานี้เป็นภาษาที่ตายใจได้เชื่อถือได้ ไม่มีคำว่าผิดพลาด แต่เรื่องความรู้สึกของเรา การกระทำของเรา มันขัดแย้งต่อศาสนาอยู่เสมอ เราจึงเป็นข้าศึกต่อเราด้วยการทำความชั่วช้าลามก จึงเกิดความกระทบกระเทือนอยู่ตลอดมา เพราะทำตามอำนาจของกิเลสจึงหาความสงบสุขไม่ได้ ให้เราตั้งใจปฏิบัติตัวของเราให้ดี

วันนี้สอนด้านจิตตภาวนา เพราะเป็นห่วงพี่น้องชาวพุทธเรามากจริง ๆ ไม่ใช่ธรรมดา มีแต่ไขว่คว้าหาวัตถุภายนอก ดีเพราะอันนั้น ดีเพราะอันนี้ ส่วนจิตใจของเราเป็นฟืนเป็นไฟเผาอยู่ตลอดเวลา ไม่ดูบ้างเลย ไม่ชำระจิตใจด้วยศีลด้วยธรรม ด้วยเจริญเมตตาภาวนาบ้างเลยนี้ เราจะเสียเปรียบกิเลสตลอดไป จึงต้องให้พยายาม ให้มีการต่อสู้กัน ให้มีหลักใจ

เกิดมาก็ลอย ๆ อยู่ก็ลอย ๆ เวลาตายไปแล้วก็ลอย ๆ เป็นมนุษย์ที่ลอย เป็นเราที่ลอย เป็นเขาที่ลอย ใครก็ลอยเหมือนกัน ถ้าไม่มีธรรมในใจแล้วลอยทั้งนั้น จะมีเงินกองเท่าภูเขาก็ตาม หัวใจลอยเสียอย่างเดียวเงินไม่มีความหมายอะไรเลย เจ้าของตายไปแล้วเงินกองเท่าภูเขาก็กองอยู่นั้นแหละ แต่เจ้าของไปลงนรกทั้ง ๆ ที่เงินกองเท่าภูเขาเพราะไม่นำมาใช้ เนื่องจากกิเลสมันหึงมันหวงตระหนี่ถี่เหนียว ไม่ยอมเสียสละทำบุญให้ทานแต่ประการใดเลย ตายแล้วก็ไปแต่ตัวเปล่า ๆ หาบแต่บาปแต่กรรมไป กองสมบัติพัสถานต่าง ๆ ก็ทิ้งอยู่ในโลกนี้เกลื่อนกล่นไปหมด

เราเคยเห็นไหมว่าใครตายลงไปแล้วได้ขนทรัพย์สมบัติเงินทอง ตึกรามบ้านช่อง กองสมบัติไปด้วย ไม่เคยเห็นมี มีแต่ตายไปแล้วแม้แต่กระดูกก็ทิ้งอยู่ที่แผ่นดินนี้แล เขาจะฝังเขาจะเผาก็แล้วแต่ มีเท่านั้น แต่ส่วนใจมีความหมายตลอด คนทุกข์คนจนก็ตามถ้ามีบุญมีกุศลรักใคร่ใฝ่ธรรมตามคำสอนพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกต้องแม่นยำที่สุดนี้แล้ว ผู้นั้นตายแล้วไปสวรรค์ได้ไม่สงสัย ไม่ขึ้นอยู่กับฐานะสูงต่ำประการใด ขึ้นอยู่กับการทำดีทำชั่วฝังอยู่ที่หัวใจ ถ้าทำชั่วมหาเศรษฐีตายไปแล้วลงนรกได้เช่นเดียวกับสัตวโลกทั่ว ๆ ไป คนทุกข์คนจนทำความชั่วช้าลามกก็เหมือนกัน ตายลงไปแล้วก็ลงนรกได้เช่นเดียวกับบุคคลทั่ว ๆ ไป แต่ถ้าผู้มีคุณงามความดีมหาเศรษฐีตายก็ไปสวรรค์ได้ คนทุกข์คนจนตายก็ไปสวรรค์ได้

แม้แต่สัตว์เดรัจฉานตายแล้วเขายังไปสวรรค์ได้ ดังนิทานที่ท่านแสดงไว้ว่า พระกำลังสวดมนต์อยู่ในถ้ำ เพดานถ้ำนั้นพวกค้างคาวเข้ามาเกาะเต็มอยู่บนเพดานถ้ำ เวลาพระสวดมนต์ไป พวกค้างคาวทั้งหลายเหล่านั้นฟังธรรมท่านสวดมนต์ เกิดความปีติยินดีเคลิบเคลิ้มไปตาม สุดท้ายตีนของค้าวคาวนั้นหลุดจากเพดานถ้ำ หลุดตกลงมาถึงพื้นถ้ำตายเลย แล้วไม่มีจำนวนน้อยนะ ท่านกล่าวไว้ในนั้นค้างคาวตั้ง ๓๐ ตัวเวลาฟังเทศน์ ฟังซิเขาเป็นค้างคาว เจียดังวีกนั่นน่ะรู้ไหม คือค้างคาว นั่นแหละเวลาจิตเขาเป็นกุศล เขาฟังธรรมท่านสวดมนต์เขาเคลิ้มไปตามยินดีไปตาม เคลิ้มไปตาม จนกระทั่งตีนเขาหลุดจากเพดานถ้ำตกลงมาพื้นถ้ำนี้แล้วตายไปด้วยกัน ค้างคาวเหล่านี้ไปสวรรค์ได้ด้วยกัน นี่เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแสดงไว้

สัตว์ก็ตาม คนก็ตาม ถ้ามีบุญแล้วไปสวรรค์ได้ทั้งนั้น สวรรค์ไม่ได้กีดกันว่าเป็นชาติชั้นวรรณะใด ขอให้มีบุญมีกุศลสมควรแก่สวรรค์ชั้นนั้น ๆ แล้วเราก็จะได้ไปสวรรค์ชั้นนั้น ๆ ตามอำนาจแห่งบุญกรรมของเราที่สร้างมามากน้อย แต่คนสร้างบาปสร้างกรรมก็เหมือนกัน ไม่มีชาติชั้นวรรณะ ตายแล้วลงนรกได้ด้วยกัน ลงได้ที่ความชั่วกดดันพาให้ลงไป ให้พากันจำ

วันนี้ได้นำธรรมะมาสอนพี่น้องทั้งหลาย ให้เป็นที่ลงใจว่า ศาสนานี้สอนไม่มีเคลื่อนคลาด ไม่มีผิดมีพลาด สอนอย่างตรงไปตรงมา อย่างพระพุทธเจ้าท่านมาสอนโลกให้เราได้ทราบอยู่ทุกวันนี้ประจักษ์ใจของชาวพุทธก็เช่นว่า บาปมี บุญมี นรกมี สวรรค์มี พรหมโลกมี นิพพานมี เปรตผีประเภทต่าง ๆ ทั่วแดนโลกธาตุนี้มี เหล่านี้พระองค์ทรงรู้ทรงเห็นมาหมดแล้วมาสอนสัตวโลก เราผู้ปฏิบัติตามเพราะเราเป็นคนตาบอดต้องเชื่อคนตาดีคือศาสดาองค์เอก ที่ทรงรู้แจ้งเห็นจริงทุกอย่างแล้วปฏิบัติตามท่าน

เราไม่เห็นบาปก็ตามทั้ง ๆ ที่เราเป็นผู้สร้างบาปแต่ไม่เห็นตัวบาป เหมือนกับคนตาบอดทำงานแต่ไม่เห็นงาน เดินตามทางแต่ไม่เห็นทาง ชนต้นไม้แต่ไม่เห็นต้นไม้ก็ตาม ให้เชื่อคนตาดี คนตาดีพาไปที่ไหนให้ไป นี่ก็ให้เชื่อพระพุทธเจ้า ว่าบาปมี พระพุทธเจ้าเองเป็นผู้เห็นเป็นผู้บอก เราไม่รู้ว่าบาปมีไม่มีเหมือนคนตาบอดก็ให้ตามพระพุทธเจ้าไป ท่านว่าบุญมี เอ้า เราไม่เห็นบุญเป็นยังไง พระพุทธเจ้าเห็นแล้วจึงมาสอนเรา เหมือนคนตาดีจูงคนตาบอด เราก็ให้ก้าวเดินตามพระพุทธเจ้า ให้ทำความดี บุญมีทำความดีก็ได้บุญ นรกมีพระพุทธเจ้าสอนให้ละเว้น อย่าทำบาปจะไปนรก ก็อย่าพากันทำ นี่เรียกว่าคนตาบอดเดินตามคนตาดี

คนตาดีพาหลีกพาแวะที่ไหนให้หลีกให้แวะ แล้วเราจะแคล้วคลาดปลอดภัย ว่าสวรรค์มี ให้พากันสร้างบุญสร้างกุศล แม้เรายังไม่เคยเห็นสวรรค์ก็ตามให้สร้างคุณงามความดี พระพุทธเจ้าเห็นแล้วจึงมาบอกพวกเราให้สร้างความดี สร้างความดีแล้วสวรรค์จะเป็นสมบัติของเราเอง นี่เรียกว่าเดินตามผู้ตาดีคือจอมปราชญ์ฉลาดแหลมคมได้แก่พระพุทธเจ้าของเรา

พวกเราทั้งหลายเป็นคนตาบอดหูหนวก เราจะเชื่อแต่ตัวซึ่งเป็นคนตาบอดหูหนวกอย่างเดียวนี้ เราจะจมไปตลอดเวลาหาความปลอดภัยไม่ได้ ถ้าเชื่อตัวเองซึ่งกำลังบอดอยู่เวลานี้ ต้องเชื่อท่านผู้ตาดีหูดีผู้เฉลียวฉลาด แล้วเราจะแคล้วคลาดปลอดภัยโดยลำดับไป วันนี้ก็ได้นำธรรมะของพระพุทธเจ้ามาชี้แจงให้พี่น้องทั้งหลายว่า สิ่งทั้งหลายเหล่านี้มีมาดั้งเดิมอยู่แล้ว สอนไว้อย่างถูกต้องแล้ว เราอย่ากล้าหาญชาญชัยสร้างบาปสร้างกรรม โดยไปลบนรกว่าไม่มี เราจะจมไม่สงสัย ให้พากันสร้างคุณงามความดี นี่ละเป็นหลักใจของเรา ให้ปฏิบัติกันอย่างนี้

หลวงตาก็อุตส่าห์พยายามแนะนำสั่งสอนบ้านเมืองมานาน ตะเกียกตะกายสอนตามอรรถตามธรรมเป็นที่แน่ใจ ไม่ได้สอนด้วยความสงสัยสอนพี่น้องทั้งหลาย เราปฏิบัติมาเอง เบื้องต้นเราก็สงสัย ครั้นเวลาปฏิบัติตามธรรมของพระพุทธเจ้า สิ่งใดที่ท่านบ่งบอกไว้แล้ว การปฏิบัติของเราก็ปฏิบัติเพื่อให้รู้สิ่งนั้น ๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้แล้ว ก็ค่อยเริ่มรู้เริ่มเห็นไปตาม เมื่อเริ่มรู้เริ่มเห็นไปแล้วก็ต้องเชื่อไปโดยลำดับ ๆ เมื่อเชื่ออย่างถึงใจแล้ว ความรู้อย่างถึงใจ ความเห็นอย่างถึงใจ ทั้งบาปบุญนรกสวรรค์พรหมโลกนิพพานอย่างถึงใจ เชื่ออย่างถึงใจแล้ว การสอนไม่สะทกสะท้าน

เหมือนอย่างเราไปเห็นสิ่งใดมาด้วยตาของเราเอง เราไม่สะทกสะท้าน พูดได้อย่างจะแจ้งทีเดียว ได้ยินสิ่งใดเรื่องใดมาด้วยหูของเราเอง เราก็พูดได้อย่างจะแจ้งไม่สะทกสะท้าน อันนี้ก็เหมือนกัน ธรรมพระพุทธเจ้าที่ทรงแสดงไว้แล้ว แสดงไว้เพื่อให้ปฏิบัติเพื่อให้รู้ให้เห็นตามสิ่งที่พระองค์ทรงสอนไว้นั้น ๆ แล้วให้ปฏิบัติไปตาม แล้วเราก็จะรู้ในสิ่งนั้น หายสงสัย ๆ ไปโดยลำดับ นี่การสอนพี่น้องทั้งหลายหลวงตาพูดตรง ๆ อย่างองอาจกล้าหาญ แต่ไม่ใช่องอาจกล้าหาญแบบโลก ๆ เขาที่ท้าทายกัน เราองอาจกล้าหาญโดยธรรมโดยความสัตย์ความจริงไม่สะทกสะท้าน ว่าเราไม่สงสัยในธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้นี้

ตั้งแต่บาปบุญนรกสวรรค์พรหมโลกนิพพาน ตลอดสัตว์ทั้งหลายทั่วแดนโลกธาตุนี้มีหรือไม่มีเราไม่สงสัย เต็มหัวใจหมดแล้ว ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนนั้นบรรจุเข้าในหัวใจ ทั้งรู้ทั้งเห็นประจักษ์อยู่ในหัวใจแล้วค้านพระพุทธเจ้ายังไงว่า ๑) พระพุทธเจ้าไม่มี ๒) ธรรมที่แสดงไว้นี้ไม่มี เหลวไหลทั้งสองอย่างนี้ เป็นไปไม่ได้เลย ประจักษ์อยู่ในหัวใจแล้ว แม้พระพุทธเจ้าจะปรินิพพานไปกี่ปีกี่เดือนก็ตาม ก็เหมือนแบบแปลนแผนผังที่เขาทำไว้เรียบร้อยแล้ว เขาตายไปเสีย นำแปลนนั้นมาสร้างบ้านสร้างเรือนก็สำเร็จเป็นบ้านเป็นเรือนขึ้นมา

นี่ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ศาสนธรรมที่ทรงสั่งสอนนี้คือแปลนแห่งบุญแห่งบาป แปลนแห่งนรกสวรรค์ แปลนแห่งมรรคผลนิพพาน ให้ปฏิบัติตามแปลนที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ อันไหนที่ควรละ แปลนนี้บอกให้ละ แปลนนี้บอกให้แก้ไข ให้รีบแก้ไขให้ละ แปลนนี้สอนให้สร้างให้ดีขึ้นแน่นหนามั่นคงขึ้น ก็สร้างให้แน่นหนามั่นคงขึ้น คือศีล คือทาน การภาวนาของเรา นี้เรียกว่าแปลนเพื่อไปมรรคไปผลไปสวรรค์นิพพาน ให้พากันสร้างแปลน ส่งเสริมแปลนนี้ให้มากขึ้นในใจของเรา แปลนไหนที่จะเป็นทางไปนรกให้งดเว้น พระพุทธเจ้าบอกแล้วนี้ทางไปนรก แปลนนี้เป็นแปลนทางนรกอย่าพากันสร้างบาปสร้างกรรม แล้วจะสำเร็จรูปเป็นนรกอเวจีเผาหัวใจเราโดยไม่ต้องสงสัย ท่านก็สอนอย่างนั้น

นี่ก็ได้สอนพี่น้องทั้งหลายเต็มเม็ดเต็มหน่วยเต็มความสามารถ ไม่มีคำว่าสะทกสะท้านในการสอนโลก เพราะเหตุใด ธรรมของพระพุทธเจ้าเหนือโลกทุกอย่างแล้วมาสะทกสะท้านกันหาอะไร โลกวัฏวนนี้ก็เท่ากับถังขยะนั่นเองจะผิดอะไร แดนแห่งความพ้นทุกข์ที่ว่านิพพานธาตุเลิศเลอขนาดไหน นั่นละท่านเอาธรรมนั้นมาสอนพวกเรา ขอให้เทิดทูนธรรมนั้นด้วยการปฏิบัติตนเอง อย่าลืม พุทโธ ธัมโม สังโฆ ให้เป็นหลักใจเสมอ เราตายแล้วเราจะได้อาศัย พุทโธ ธัมโม สังโฆ และการให้ทาน การรักษาศีล รวมเข้าเป็นกองบุญหนุนหัวใจเราไปสู่สวรรค์นิพพานโดยไม่ต้องสงสัย นี่ละเป็นจุดสำคัญ

วันนี้หลวงตาก็ได้เคยพูดเกี่ยวกับเรื่องที่มาช่วยชาติบ้านเมืองของเรา ไปที่ไหนก็เพื่อช่วยชาติบ้านเมือง วันนี้ก็เดินเข้าไปโน้น ไปเขตเขมร ไปดูเขตทางโน้นเขตทางนี้ มีป่ามีเขาลำเนาไพรไปสถานที่ต่าง ๆ ตรงไหนที่มีป่ามีเขาลำเนาไพรมากสัตว์มาก เรารู้สึกชุ่มเย็น เหมือนเรานี้เองไปที่ไหนไม่ถูกทำลายเราก็สบาย สัตว์ในป่าไม่ถูกทำลายเขาก็สบาย ถ้าถูกทำลายเสียเป็นยังไง เช่น กวางตัวหนึ่งเขาหากินไปกับลูกของเขา ถูกนายพรานไปยิงลูกเขาตายเสีย แม่วิ่งหนีตายไปแล้วด้วยความกระเสือกกระสน ทั้งหวังเอาตัวรอด ทั้งรักลูกของตนจนอกจะแตก แม่กวางตัวนั้นแม่เก้งตัวนั้น ท่านจึงให้เห็นว่าคุณค่าแห่งชีวิตจิตใจนี้เสมอกัน

ยกตัวอย่างเช่นเราจูงเด็กของเรา จูงมือลูกของเราเดินด้อม ๆ ไปนี้ ถูกคนใดคนหนึ่งมาฉุดลูกของเราไปฆ่าต่อหน้าต่อตา เป็นยังไง แม่เป็นยังไง พ่อเป็นยังไง เอ้า คนไหนก็ตามเพียงยกภาพพจน์มาเทียบให้พี่น้องทั้งหลายฟังนี้ เราจูงลูกของเราหลานของเราไปด้อม ๆ เกิดผู้ใดผู้หนึ่งเขามาจับแขนลูกหลานของเราไปฟัดไปตีต่อหน้าต่อตา ตายต่อหน้าต่อตา พ่อแม่คือเรานี้เป็นยังไง จะไม่สลบไสลไปเหรอ นี่ละหัวใจของสัตว์ที่เขามีความรักชีวิตของเขา เขามีความห่วงใยชีวิตของเขา เช่นเดียวกันกับเรามีความรักในลูกในหลานของเรา ห่วงชีวิตของลูกของหลานและห่วงชีวิตของเรานั้นแล ถ้าเกิดว่าเขาฆ่าลูกฆ่าหลานแล้วเขายังมาฟาดเราอีกให้ตายไปอีกเป็นยังไง ในครอบครัวเหย้าเรือนนั้นเป็นยังไง เป็นไฟนรกเผาทั้งเป็นเลย

นี่ก็เหมือนกัน สัตว์ทั้งหลายเขาก็มีชีวิตจิตใจเหมือนกัน ชีวิตของเขากับชีวิตของเราไม่เหมือนกัน เป็นแต่เพียงว่าเกิดมาเสวยชาติเป็นสัตว์ เวลานี้กำลังเสวยชาติเป็นสัตว์ วาระนี้กำลังเสวยกรรมเป็นสัตว์ พ้นจากสัตว์นี้แล้วเขาอาจไปสวรรค์ก็ได้ เพราะเขามาเสวยกรรมตามวาระของเขา พ้นวาระนี้แล้วอาจลงนรกก็ได้ พ้นวาระกรรมของสัตว์ตัวนี้แล้วอาจไปสวรรค์ก็ได้ เราเป็นมนุษย์ พ้นจากความเป็นมนุษย์นี้อาจลงนรกก็ได้ถ้าเราทำความชั่วช้าลามกมาก ถ้าเราทำคุณงามความดีเป็นที่อบอุ่นแก่ตัวเองแล้ว ตายแล้วไปสวรรค์ก็ได้ เด็กก็ไปได้ ผู้ใหญ่ก็ไปได้ ผู้หญิงผู้ชายไปได้ทั้งนั้น นี่การรักการสงวนการบำรุงเราเป็นอย่างนี้ ขอให้พากันรักษาตามศีลตามธรรมพระพุทธเจ้า

สัตว์แต่ละตัว ๆ มีคุณค่าอยู่ในชีวิตของสัตว์เต็มตัว มดตัวหนึ่งเขามีคุณค่าของเขาเต็มตัวของเขา เช่นเดียวกับเราเป็นคนคนหนึ่ง มีชีวิตอยู่นี้มีคุณค่าเต็มตัวของเรา ถ้าหากชีวิตหาไม่แล้วมนุษย์ก็เรียกมนุษย์ตาย สัตว์ก็เรียกว่าสัตว์ตาย ไม่มีคุณค่าประการใด เพราะฉะนั้นจึงต้องให้รักษาชีวิตของกันและกัน ให้เห็นใจเขาใจเรา ให้เห็นชีวิตเขาชีวิตเรามีความรักความสงวนกัน

ถึงจะอดบ้างอิ่มบ้างไม่เป็นไร อย่าไปหาเอาเนื้อเอาหนังเขามา ฆ่าเขาแล้วเอาเนื้อเอาหนังเขามาฉาบทา หรือมาโปะเข้าที่ร่างกายของเราเพื่อเป็นอาหารกาฝาก ครั้นกินลงไปแล้วก็เป็นบาปเป็นกรรมอันแน่นหนามั่นคงเผาเราไปอีก แทนที่จะเป็นความสุข เป็นความสุขเฉพาะพุงของเราที่กินอิ่ม ขณะที่นำเนื้อสัตว์มากิน แต่เวลาพ้นจากนั้นแล้วไฟจากเนื้อสัตว์นั้นมากลายเป็นไฟนรกอเวจีเผาเรา ตกนรกนี้เป็นยังไง พิจารณาซิ เทียบเคียงกันอย่างนั้นซิ ให้เห็นใจเขาใจเรา ท่านจึงสอนไม่ให้ฆ่ากัน

นี่ละเอาเทียบ ยกภาพพจน์ขึ้นให้เห็นว่า การฆ่ากันไม่เป็นของสำคัญนี้ เอ้า ให้มีคนมาจูงลูกของเราไปฆ่าต่อหน้าต่อตาเรา สำคัญไหม ถ้าไม่สำคัญแล้วเราก็ฆ่าใครได้ทั้งนั้น เพราะไม่สำคัญ แต่นี้มันทำไม่ได้ เราฆ่าเขาฆ่าได้ แต่เวลาเขามาฆ่าเราฆ่าลูกเราฆ่าไม่ได้อย่างนี้เป็นยังไง หัวใจเสมอกัน ต้องให้มีความเสมอภาคท่านจึงเรียกว่าธรรม ต่างคนต่างสงวนรักชีวิตจิตใจของตน อย่าทำลายกันเช่นอย่างฆ่าสัตว์

เช่นอยู่ในป่านี้ก็เหมือนกัน นี่ป่าใหญ่ป่าโตนะ ป่านี้เป็นของใคร เป็นสมบัติของพี่น้องชาวไทยเราทุกคน ๆ ทั่วประเทศไทย มีแต่ทะเลทรายไม่มีป่าเป็นที่หลบซ่อนผ่อนคลายให้เป็นความร่มเย็นเป็นสุขอยู่ได้เหรอ ป่าเป็นสมบัติอันสำคัญของชาติ สมบัติของชาติคือป่านี้อันหนึ่ง พวกสัตว์ที่อยู่ในป่าในเขาก็เป็นสัตว์ที่ประดับชาติบ้านเมืองของเรา ให้พากันต่างคนต่างรักษาอย่าพากันทำลาย ต้นไม้อะไร ๆ อยู่ในป่าในเขาให้ต่างคนต่างระมัดระวังรักษา สมว่าเราเป็นเจ้าของของป่า สมว่าเราเป็นเจ้าของของชาติไทย ให้ต่างคนต่างรักสงวนสมบัติของตน อย่าพากันไปทำลาย เห็นแก่ความอยาก เห็นแก่ความมักง่าย เห็นแก่ความสนุกสนาน ไม่ได้คิดถึงความล่มจมที่จะเกิดขึ้นมาแก่ตัวของเราและชาติไทยของเรานั้นผิดทั้งเพนะ ให้พากันระมัดระวังรักษา

ป่านี้กว้างขวางมาก เท่าที่ทราบมาแล้วน่าทะนุถนอมรักษาไว้เป็นอย่างดี จึงขอฝากความไว้วางใจความอารักขาทุกอย่างไว้ กับบรรดาพี่น้องทั้งหลายที่อยู่ในสถานที่ใด ขอให้พากันรักษาป่ารักษาต้นไม้ รักษาสัตว์ทั้งหลาย อย่าพากันไปทำลายแต่อย่างเดียว ผู้รักษาก็มี ไอ้ผู้ที่คอยไปทำลายก็มีอย่างนี้ซิ ผู้รักษาท่านเห็นแก่ผลประโยชน์ใหญ่หลวงแห่งชาติไทยของเรา ผู้ที่เห็นแก่ตัวก็คอยไปด้อมไปมองไปยิงไปฆ่ามัน แล้วไปหาตัดต้นไม้ในป่าในเขาเอามาทำเป็นบ้านเป็นเรือน นอกจากนั้นยังเอาไปขายจำหน่าย เพื่อหวังเป็นเศรษฐี ในท่ามกลางกองทุกข์ของคนทั้งชาติเพราะการทำลายป่าไม้นี้สมควรแล้วเหรอ ให้พากันพิจารณาให้ดีสิ่งเหล่านี้ ให้พากันรักษา

ป่าเป็นสมบัติของชาติไทยเรา เป็นสมบัติของเราด้วย ทุกคนอยู่ที่ไหนต้องอาศัยร่มไม้ชายคา ป่าเป็นเครื่องประดับชาติบ้านเมืองของเรา ถ้ามีแต่ทะเลทรายแล้วอยู่ไม่ได้นะ วิ่งหัวซุกหัวซุนหาที่หลบ หลบที่ไหน ก็ต้องหลบเข้าป่านั่นซิ นี่ป่าเราก็ถูกทำลายเสียหมดใช้ไม่ได้นะ จึงขอฝากความไว้วางใจกับบรรดาพี่น้องทั้งหลาย เฉพาะอย่างยิ่งที่เขตจังหวัดสุรินทร์เรา ให้พากันต่างคนต่างรักษาป่านี้ไว้ให้เป็นความสง่างาม เป็นเครื่องประดับชาติไทยของเราด้วยกัน ทั้งฝ่ายอำเภอ ทั้งฝ่ายจังหวัด ประชาชนราษฎรอยู่ในที่ใด ๆ ให้พากันต่างคนต่างรักษา ทั้งสมบัติคือต้นไม้ภูเขาทุกอย่างที่เต็มอยู่ในป่านั้น และสัตว์ป่าก็อย่าไปทำลายเขา ให้เห็นชีวิตของเขาเป็นความจำเป็น เป็นความรักความสงวนเช่นกับชีวิตของเรา เราก็ชื่อว่าเป็นผู้รักษาชาติบ้านเมือง บาปกรรมเราก็ไม่มี

ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตแต่ละตัว ๆ นี้หาบบาปหาบกรรมมาเผาตัวเองมากน้อยเพียงไร เราเห็นแก่พุงเป็นของสำคัญยิ่งกว่าเราจะไปตกนรกเหรอ ตกนรกก็ตกขอให้ได้กินเนื้อตัวนี้อิ่มท้องแล้วก็ไป มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นนะ ไฟนรกเวลาเผาแล้วเผาตลอดตั้งกัปตั้งกัลป์ ไม่ได้ฟื้นขึ้นมาก็มีเยอะ เวลานี้ยังเยอะ แล้วสัตวโลกยังจะไหลลงไปสู่นรกอีก พูดแล้วน่าสลดสังเวชนะ

กิเลสมันหลอกว่านรกไม่มี ๆ แต่การทำชั่วเพื่อนรกทำทั่วหน้ากัน แล้วไหลลงไปสู่นรก นรกท่านไม่ลำเอียง บาปบุญไม่ลำเอียง ใครทำบุญเป็นบุญ ใครทำบาปเป็นบาป ใครทำที่แจ้งที่ลับไม่สำคัญ สำคัญที่ทำลงไปแล้วต้องเป็นอันทำทั้งดีและชั่ว ให้พากันระมัดระวัง รักษาตัวต้องรักษาอย่างนี้ อย่าเห็นแก่ไส้แก่พุงอย่างเดียว ให้เห็นแก่อดีตอนาคตของตัวเองบ้าง จะพอแก้พอไขกันไป

วันนี้ได้เทศนาว่าการให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบทั่วถึงกัน การช่วยชาตินี้เราก็พยายามเต็มกำลังความสามารถ นับตั้งแต่ได้เริ่มออกเป็นผู้นำมา หลวงตาได้พูดถึงเรื่องความลำบากลำบนนี้ลำบากมาก เพราะแก่แล้วเวลานี้อายุถึง ๘๖ ปีแล้ว ฟังซิ ยังขึ้นบนธรรมาสน์พูดบ๊งเบ๊ง ๆ อยู่นี่ มีอาจารย์ที่ไหนองค์ไหนบ้างมาพูดเหมือนอย่างหลวงตาเวลานี้ นี่ก็เพราะความเมตตาสงสารต่อชาติไทยของเรานั่นเอง จึงได้อุตส่าห์พยายามตะเกียกตะกายมาเป็นผู้นำของพี่น้องทั้งหลาย

สมบัติมีมามากน้อยนี้ เรากวาดเข้ามาอยู่ในความรับผิดชอบของหลวงตาทั้งหมด เป็นผู้สั่งเก็บสั่งจ่ายแต่ผู้เดียว จึงไม่มีคำว่ารั่วไหลแตกซึมไปไหน ขอให้พี่น้องทั้งหลายตายใจได้เลยว่า สมบัติเหล่านี้จะไหลเข้าสู่คลังหลวงและเพื่อชาติไทยของเราโดยถ่ายเดียว จะไม่มีรั่วไหลแตกซึมไปไหนเลย เรารักษาด้วยความเข้มงวดกวดขัน เช่น ทองคำ เราจะเข้ามอบทองคำแต่ละครั้ง ๆ หรือดอลลาร์แต่ละครั้ง เราเชิญนักกฎหมายหัวกะทิเป็นคณะ ๆ มาเลย มาประชุมปรึกษาหารือกัน เกี่ยวกับทางกฎหมายและสมบัติเหล่านี้จะปลอดภัยด้วยวิธีการใด จนกระทั่งเป็นที่ลงใจแล้วว่าสมบัตินี้ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีใครจะเอากฎหมายข้อใดมาแบ่งสันปันส่วนจากสมบัติเหล่านี้ไปได้ สมบัติเหล่านี้คงคลังไปตลอดจนกระทั่งสุดขีดสุดแดนของเมืองไทยเรา ไม่มีใครมาแตะต้องได้ เราก็มอบทองคำลงในจุดที่ปลอดภัยตลอดไปนั่นเอง ไม่มีใคร กฎหมายข้อใด รัฐบาลใด ที่จะมาถอดมาถอนมายื้อแย่งเอาไปได้ เพราะกฎหมายตั้งไว้เรียบร้อยแล้ว บังคับอย่างเข้มงวดกวดขัน เราก็ปลงลงในที่จุดนั้น ๆ ตลอดไป ในกาลต่อไปเราก็ทำอย่างนั้น

เราทำด้วยความเมตตาความสงสารพี่น้องชาวไทยของเราอย่างยิ่ง คำที่ว่ารั่วไหลแตกซึมนั้นไม่มี บอกได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เลย เรื่องความมัวหมองเป็นมลทิน เพราะการดำเนินงานจากสมบัติที่พี่น้องทั้งหลายบริจาค ว่ารั่วไหลแตกซึมไปไหนบ้างไม่มี พูดได้อย่างเต็มปาก เพราะหลวงตาเป็นผู้รับผิดชอบเองในสมบัติเหล่านี้ แม้คณะกรรมการที่ตามมานับเงินนี้ก็เป็นคณะกรรมการที่หลวงตาเป็นผู้จัดมาเอง เป็นหัวใจอันเดียวกัน สะอาดอย่างเดียวกัน เมื่อนับมาได้แล้วมามอบให้เท่าไร เราเป็นผู้สั่งให้เข้าบัญชีไหน ๆ เพราะบัญชีโครงการช่วยชาติมีหลายบัญชี เป็นเรื่องของเราเป็นผู้สั่งแต่ผู้เดียว จะลงในบัญชีไหนจำนวนมากน้อยเพียงใดเราเป็นผู้สั่งเสียทุกอย่าง จึงไม่มีที่สงสัยว่าจะรั่วไหลแตกซึมไปไหน จึงขอให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบตามเรื่องที่เรียนให้ทราบนี้โดยทั่วกัน

จึงขออุตส่าห์พยายามทุกคนให้ช่วยชาติของเรา ไม่ช่วยไม่ได้นะ ต่างคนเมื่อรักชาติแล้วต่างคนต่างเสียสละเพื่อชาติของตน แล้วต่างคนต่างทะนุถนอมในสิ่งทั้งหลายที่เกี่ยวกับเรา เกี่ยวกับชาติของเรา เช่นการเป็นอยู่ปูวาย ก็ขออย่าได้สุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือยจนเกินเหตุเกินผล ให้ประหยัดมัธยัสถ์ การกินก็ให้ประหยัดมัธยัสถ์ การอยู่ก็ให้ประหยัดมัธยัสถ์ อย่าอยู่อย่ากินอย่าใช้สอยอย่างสุรุ่ยสุร่าย จะเป็นการทำลายชาติไทยของเรา นับตั้งแต่การทำลายตัวเราไปหาส่วนรวมจนกระทั่งถึงชาติไทยได้ และสามารถที่จะทำเมืองไทยให้ล่มจมได้ ด้วยความสุรุ่ยสุร่ายของคนไทยทั้งชาติซึ่งมีจำนวนตั้ง ๖๒ ล้านคน

ถ้าต่างคนต่างได้รับอรรถธรรมคำสั่งสอนที่เป็นธรรมชาติที่แน่นอน และเชิดชูให้บ้านเมืองเราเจริญโดยถ่ายเดียวแล้ว ต้องเป็นคนประหยัดมัธยัสถ์ ต้องประหยัดมัธยัสถ์ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวของเรา แล้ววันหนึ่งคน ๖๒ ล้านต่างคนต่างประหยัด จะทุ่นรายจ่ายไปสักเท่าไร นี่คือการฟื้นฟูชาติไทยของเรา ต้องฟื้นฟูด้วยการประหยัดมัธยัสถ์ ด้วยจิตใจที่มีฝั่งมีฝามีเขตมีแดน นี่เป็นหลักสำคัญมาก

การแสดงธรรมวันนี้ก็เห็นว่าสมควรแก่ธาตุขันธ์ รู้สึกว่าอ่อนลง ๆ จึงขอขอบคุณบรรดาพี่น้องทั้งหลายที่มาเป็นจำนวนมากผิดคาดผิดหมาย เรียกว่าระดับจังหวัดเลย ไม่ใช่ระดับอำเภอนะ จังหวัดสุรินทร์เรามีที่นี่เต็มแล้ว แล้ววันพรุ่งนี้ยังจะมีที่จังหวัดสุรินทร์อีก จังหวัดสุรินทร์เรานับว่าเก่งมาก อาจารย์ขอชมเชยสรรเสริญอย่างถึงใจด้วยนะ การแสดงธรรมวันนี้ก็เห็นว่าสมควรแก่ธาตุแก่ขันธ์แก่เวล่ำเวลา ขอความสวัสดีจงมีแก่บรรดาท่านทั้งหลายมีท่านพล.ต.วิวัฒน์ สาตะลักษณ์ ตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี ปกครองได้ ๑๑ จังหวัด และท่านนายอำเภอตลอดหน่วยราชการต่าง ๆ ที่มารวมกันด้วยความจงรักภักดีต่อชาติไทยของเรา ให้มีความสุขความเจริญโดยทั่วกันเทอญ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก