ทำความเพียรเพื่อฆ่ากิเลส
วันที่ 25 เมษายน 2552 เวลา 7:50 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๒

ทำความเพียรเพื่อฆ่ากิเลส

         เมื่อวานเราไปไหนมา (โรงพยาบาลคอนสวรรค์ครับ) โรงพยาบาลคอนสวรรค์ติดชัยภูมินะ อำเภอคอนสวรรค์อยู่เขตชัยภูมิ ไกลนะ ดูเหมือนจะขนาดสกลนคร ดูนาฬิกา ๒ ชั่วโมง ๒๐ นาทีไปถึงโรงพยาบาลคอนสวรรค์ ไปสกลนครก็พอๆ กัน ไกลขนาดนั้น อย่างไรก็ตามทางมันดีด้วยกัน ทางดีสบายหมด ไปพุ่งเลย ทางดีเสมอกันหมด เมื่อวานนี้เอาไปให้โรงพยาบาลคอนสวรรค์ เดือนกว่านะเอาไปให้ โรงพยาบาลนั้นโรงพยาบาลนี้มีบัญชีลงชื่อไว้ ไปวันที่เท่าใด เดือนอะไรๆ โรงไหนไปวันที่เท่าไรๆ แล้วดู พอสมควรแก่กาลเวลาที่จะไปโรงนั้นแล้วก็ต้องไป ให้เสมอกัน เมื่อวานก็ไปคอนสวรรค์เอาของไปโรงนั้นแล้วกลับเลย

         ทองคำที่เราหาได้แล้ว (๑๑,๙๒๙ กิโลกรัม) แล้วก็ดอลลาร์ (๑๐,๒๑๔,๖๐๐ ดอลลาร์) นี่ละที่ได้แล้ว เราหาแต่สมบัติเข้าส่วนรวมๆ เราไม่ไปแตะนะส่วนใหญ่ มีแต่หาเข้าๆ ตลอดเลย พวกเงินพวกทองพวกอะไรเหล่านี้เราตีเข้าส่วนรวมหมดเลย ทีนี้เวลาเราตายเราก็บอกเป็นพินัยกรรมไว้ด้วย คือเวลาเราตายนี้ใครอย่ามาทำอะไรหรูหรานะ ศพหลวงตาบัวเน่าเฟะอยู่ในหีบ แต่จะมาทำอะไรประดับประดาในงานศพหลวงตาบัว จะมาสร้างอะไรหรูหราฟู่ฟ่าขึ้นนั้นเราห้ามหมด ไม่ให้ทำ

ธรรมดาๆ เหมือนเราที่เป็นนิสัยป่า ชอบอยู่ในป่า ไม่ชอบวุ่นวาย เวลาเราตายก็ให้เป็นอย่างนั้นสงบเงียบเลย แล้วปัจจัยที่จะเอาไปสร้างนั้นสร้างนี้ในงานศพเรานั้นให้งดหมด รวมปัจจัยเหล่านี้เข้ามา จนกระทั่งวาระสุดท้ายแล้วก็ให้รวบรวมปัจจัยทั้งหมดซื้อทองคำเข้าสู่คลังหลวง นี่เรียกว่าเป็นพินัยกรรมแล้วอันนี้นะ ซื้อทองคำทั้งหมดเข้าสู่คลังหลวง เราเอาไฟจ่อปั๊บเท่านั้นพอ เพราะเราไม่มีอะไรห่วง เราห่วงก็ห่วงส่วนรวม ทำตามนี้ก็คือตามจุดความต้องการของเรา จตุปัจจัยได้มาเท่าไรให้เข้าสู่ส่วนรวมของท่านผู้มีชีวิตอยู่จะได้สืบต่อกันไป สำหรับเราตายแล้วเอาไฟจ่อแล้วไปเลย

นี่สั่งไว้แล้ว ไม่ให้ทำอะไรหรูหราเวลาเราตาย สร้างนั้นสร้างนี้หรูหรา คนตายเน่าเฟะอยู่ในหีบ จะทำอะไรหรูหราฟู่ฟ่าไม่ให้ทำเราสั่งไว้แล้ว นอกจากมันจะดื้อ แต่เราเองเป็นอย่างนั้นไม่ต้องการ ต้องการแต่ประโยชน์ส่วนรวม อะไรที่จะเป็นประโยชน์ส่วนรวมรวมเข้ามาๆ เอาอันนี้ยกเข้า เช่นซื้อทองคำเข้าคลังหลวงหมดเลยเท่านั้นเราพอใจ เราต้องการอย่างนั้น

นี่อายุจะได้ ๙๖ แล้ว วันที่ ๑๒ สิงหาอายุเรา ๙๖ เต็ม นี่จวนแล้ว เราจึงเตรียมพร้อมอะไรๆ แต่ตัวเราเองจะให้วิตกวิจารณ์เรื่องความเป็นความตายเรา เราบอกตรงๆ เลยว่าเราไม่มี เหมือนว่าจัดให้ผู้อื่นผู้ใด เราจัดอย่างนี้จัดเพื่อส่วนรวม อะไรจำเป็นแก่ส่วนรวมเราจะขนเข้าๆ สำหรับเราอะไรก็พอหมดแล้ว พูดจริงๆ พอ ไม่มีอะไรบกพร่องในหัวใจเรา เราพอหมดแล้ว เพราะฉะนั้นอะไรที่ยังไม่พอสำหรับกุลบุตร ลูกหลานให้ได้สืบทอด จตุปัจจัยไทยทานได้มาให้รวมเข้าสู่คลังหลวงอันเป็นหัวใจของชาติไทยเราเท่านั้นเราพอใจ เราไม่ต้องการหรูหราฟู่ฟ่า

จึงบอกไว้ว่าเวลาเราตายนี่หีบศพเราเน่าเฟะ อย่าไปสร้างนั้นสร้างนี้ขึ้นมาหรูหราฟู่ฟ่ามาในงานศพเรา เราไม่ให้ทำ ให้ทำอย่างเรียบๆ ตามนิสัยของเราที่วาสนาน้อย ตายเรียบๆ ตายเงียบๆ เผาเรียบๆ เลย จตุปัจจัยได้เท่าไรเข้าคลังหลวงให้หมด อันนั้นอันไม่เรียบอยู่ตรงนั้นละ ชุ่มเย็นทั่วประเทศไทย เงินจะมีจำนวนมากน้อยเพียงไรเอาเข้าคลังหลวงหมดเลย เราต้องการอย่างนั้น

เพราะชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายก็ว่าได้ พี่น้องทั้งหลายให้ทราบไว้เสีย กิริยาท่าทางทุกสิ่งทุกอย่างโลกเขามีสมมุติ เราก็มีสมมุติ ควรแก่การตำหนิติชมได้ด้วยกัน เสมอกันหมดเลย แต่ภายในจิตใจเป็นอีกอย่างหนึ่ง ภายในใจเราพ้นหมด ไม่มีอะไรที่จะไปติเตียนหรือชมเชยถึงละ เลยไปหมดแล้ว นี้เป็นความจริงที่เราปฏิบัติมา ส่วนภายนอกกิริยาอาการอะไรนี้มันอยู่ในวงสมมุติด้วยกัน ติได้ชมได้ด้วยกัน ส่วนอันนั้นเป็นอันหนึ่งต่างหาก เราพูดให้มันชัดเจนเสีย

ชาตินี้เป็นชาติที่หายสงสัย ชาติที่ล้างป่าช้า ไม่กลับมาเกิดอีก ก้าวหน้าไปอีกก็ไม่ไป ถอยหลังอีกก็ไม่ถอย อยู่ในคำว่าพอแล้วด้วยความเลิศเลอภายในจิตใจ ใจกับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้วเลิศเลอและพอแล้วอยู่ในนั้น เราอยู่ตรงนั้นละเดี๋ยวนี้พูดให้ชัดเจน เพราะมันประจักษ์อยู่ในหัวใจ ไม่ต้องไปถามใคร มันเป็นขึ้นกับใครก็รู้ทั้งนั้นละ นี่ก็เป็นอยู่อย่างนี้ภายในจิตใจ ส่วนร่างกายมันก็อ่อนเปียกของมัน เดินโซซัดโซเซคอยแต่จะหกจะล้ม เดินจงกรมอยู่บนกุฏิไปชนเอาลูกกรง ทางจงกรมตรงแน่วมันไม่ยอมไป เดินไปๆ ไปชนเอาลูกกรง เจ้าของนึกว่าเดินไปนู้นนะ ไปชนตูมตาม เอ้า ลูกกรงถอยหลังมา ทุกวันนี้เป็น เดินไปพอจิตแน่วร่างกายมันก็ส่ายของมัน มันจะก้าวไปไหนมันก็ก้าวไป แล้วโครมครามใส่ลูกกรง

         เราจะทำให้เป็นตัวอย่างทุกอย่าง แก่บรรดาพี่น้องลูกหลานเราทั้งหลาย หลักธรรมหลักวินัยเราครองไว้เต็มเปี่ยม เราไม่มีเจตนาที่จะล่วงเกินสิกขาบทวินัยอะไร มีแต่ความบริสุทธิ์ใจที่กลมกลืนไปกับหลักธรรมหลักวินัยคือหลักศาสนาเท่านั้นเอง ถึงกาลเวลาแล้วก็ไป ไปอย่างง่ายด้วยนะ ไปด้วยทุลักทุเลยุ่งนั้นยุ่งนี้ไม่ไป เราจะไปแบบเรา พอสมควรแล้วเหรอ ถ้าสมควรอยู่ในป่าที่ไหนๆ หัวซุกเข้าในป่าไปเลย ถ้าอยู่ในกุฏิก็หัวซุกในกุฏิไปเลย ไม่ให้ยุ่งยากในการตายของเรา มันไม่มีเรื่องจะยุ่ง มีแต่กิเลสอย่างเดียวยุ่ง เรื่องธรรมแล้วไม่ยุ่ง

         วันนี้คงจะไปกราบพ่อแม่ครูจารย์ที่สกลนคร ไม่ได้ไปสองวันหรือสามวัน เราไปกราบท่าน นั่นละที่อบอุ่นมากที่สุด ว่าไปสุทธาวาสก็หมายถึงพ่อแม่ครูจารย์มั่น ดูดด้วยนะ พอว่าไปสุทธาวาสจิตใจมันดูดเลย ไม่มีคำว่าจืดจางไปสุทธาวาส คือองค์พ่อแม่ครูจารย์มั่นผู้ทรงพระคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมของเรา ครอบหัวเราอยู่ พอว่าไปหาท่านเท่านั้นทุกอย่างมันพร้อมหมด มันชุ่มมันเย็นอบอุ่น เหมือนลูกไปเยี่ยมพ่อ เราไปสุทธาวาสเหมือนกันกับลูกไปเยี่ยมพ่อ ไปวันหนึ่งกี่หนก็ไม่เป็นไร ลูกกับพ่อไปหากัน อันนี้ก็แบบเดียวกัน ชุ่มเย็นมากที่สุด

ผู้ที่เป่ากระหม่อมเราให้ถึงที่สุดแห่งการบำเพ็ญของเรานี้ มีพ่อแม่ครูจารย์มั่นเท่านั้นเลย ไม่มีใครยิ่งกว่าท่าน การสอนสอนเอาให้ถึงที่สุดเลย เราก็ฟัดเต็มเหนี่ยวของเรา จะถึงที่สุดหรือไม่ถึงที่สุดเป็นวิสัยของเราเอง วิสัยของท่านสอนจนถึงที่สุด เราจึงไม่ลืมบุญลืมคุณของท่าน วันนี้ไปกราบเยี่ยมท่าน กราบเยี่ยมแล้วกลับมา เมื่อวานไปคอนสวรรค์ เอาของไปโรงพยาบาลคอนสวรรค์เต็มรถเลย เทปั๊วะแล้วกลับเลยเมื่อวาน ประมาณเดือนกว่านิดหน่อยๆ โรงพยาบาลต่างๆ เรามีกำหนดของเราไว้ โรงนั้นไปวันที่เท่านั้น เดือนนั้น โรงนั้นวันที่เท่านั้นเดือนนั้นๆ โรงไหนที่สมควรจะไปไปตาม ไม่ใช่ไปสุ่มสี่สุ่มห้านะ มีโปรแกรมไว้เรียบร้อย

ครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่เด่นอยู่ในหัวใจเราก็คือพ่อแม่ครูจารย์มั่น เด่น นั่งอยู่ในหัวอกเราเลย ทางฝ่ายปริยัติก็สมเด็จมหาวีรวงศ์ พิมพ์ ธมฺมธโร ๖ ประโยค วัดพระศรีมหาธาตุ อันนี้เหมือนกันทางปริยัติก็วัดพระศรีมหาธาตุ ทางปฏิบัติก็พ่อแม่ครูจารย์มั่น นั่งอยู่ในหัวใจเรา ไม่ลืมนะ อันนี้จริงจังทุกอย่าง ถ้าลงได้เข้าถึงใจแล้วไม่ถอย ไม่มีเสื่อมคลายไปไหนเลย ท่านเจ้าคุณวัดพระศรีก็เหมือนกัน เพราะอยู่กุฏิเดียวกัน แต่คนละห้อง กุฏิหลังนั้นมีสององค์คือเรากับท่าน ท่านให้มาอยู่เองนะ เราก็อยู่ตามประสาของเราแต่ก่อน ท่านสั่งให้มาเลย สั่งอย่างเฉียบขาดมาเลย ไม่ให้มีข้อแม้ข้อหลีกเลี่ยงอะไร บอกว่ามหาบัวให้มาอยู่ที่นี่ด้วย ดูแลอะไรสะดวกดี คำว่าดูแลอะไรสะดวกดี.ก็คือพวกบริษัทบริวารพระเณร ทั้งพวกเด็กไปโรงร่ำโรงเรียนอยู่ในหัวอกเราหมด เพราะฉะนั้นจึงว่าให้มาอยู่ที่นี่ มันทั่วถึงดี

อยู่กับท่านจนกระทั่งได้ออกจากท่านไป ทีนี้ท่านก็จะเอาเรากลับไปวัดพระศรีมหาธาตุ พรรษา ๑๖ เผาศพพ่อแม่ครูจารย์มั่น จะมาจับดึงเอาเลย ไม่ให้มีอะไรข้อคัดค้าน ไอ้เราความเคารพเต็มหัวใจ แต่ความมุ่งมั่นต่อแดนพ้นทุกข์มันก็หมุนของมันติ้วๆ ระยะนั้นเป็นระยะที่เราอยู่กับใครไม่ได้นะ จิตใจมันหมุนเพื่อความพ้นทุกข์ ศพของพ่อแม่ครูจารย์มั่นอยู่วัดสุทธาวาส เราก็อยู่ในภูเขานู่น จะมาก็มาแต่เช้าเลยเดินมา แตก่อนไม่มีรถ เดินตรงๆ มาเรื่อยตลอด พอมากราบท่านเสร็จแล้วปั๊บออกเลย

นี่ละปฏิบัติต่อท่านเรียกว่าปฏิบัติบูชา การมาเพ่นพ่านๆ อยู่กับท่านดูนั้นดูนี้อันนี้เป็นเรื่องหยาบๆ การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมนั้นชื่อว่าบูชาตถาคต เราก็ปฏิบัติแบบนี้บูชาท่าน งานศพหลวงปู่มั่นเราก็ไม่มา มาชั่วกาลเวลา แต่บูชาท่านด้วยการปฏิบัติ..พ่อแม่ครูจารย์มั่น มาอยู่ในงานนั้นดูเหมือนได้ ๕ วันหรือไง ถึงเวลาจิตจะออกเป็นอย่างนั้นละ อยู่กับใครไม่ได้ อยู่ในภูเขาเลยบ้านนาคำไป ทางไปกาฬสินธุ์ แต่ก่อนมันไม่มีทางรถ เป็นทางล้อทางเกวียนไป เราพักอยู่ในภูเขา วันไหนจะมาหาท่านแต่เช้าฉันจังหันเสร็จแล้วออกเลย เดินจงกรมตลอด

นี่ละที่ว่าธรรมทำงานโดยอัตโนมัติ เป็นความเพียรของธรรมขั้นนี้โดยอัตโนมัติจะไม่มีเวลาไหนว่าง เดินจงกรมไปตามทางเลยตลอดถึงที่ มาก็ตลอด เรียกว่าเดินจงกรมมาตลอด นี่ละจิตเวลามันหมุนมันจะหมุนของมันอย่างนั้น จะไม่มีเวลาใดพลั้งเผลอ สติกับจิตกับกิเลสพันกันมาตลอดเลย ก็มาอยู่ศพของท่าน ๕ วัน คือมันอยู่ไม่ได้นะ มันคับมันแคบมันอะไรมันไม่สะดวก การบุกเบิกระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกันไม่มีวันมีคืน แล้วจะมาอยู่กับหมู่กับเพื่อนในเวลางานศพยุ่มย่ามๆ มันไม่สะดวกใจ มันทนอยู่นั้น ๕ วัน อยู่ที่สุทธาวาสตอนจะเผาศพท่านเราได้มาอยู่นั้น ๕ วัน พอเสร็จแล้วเข้าป่าเงียบเลย

นี่ดูเอาจิตเวลามันหมุนมันจะออกจะออกถ่ายเดียว ไม่มีคำว่าจะอยู่จะพักที่ไหนไม่มี เดินจงกรมเราได้ยินตั้งแต่พระโสณะท่านประกอบความเพียรท่านว่าฝ่าเท้าแตก พระโสณะ ในตำราบอกเราก็อ่านธรรมดา เมื่อยังไม่มีพยานยืนยันกันก็อ่านไปธรรมดา พอถึงขั้นของเราเท่านั้นละมันหมุนทั้งวัน ถ้าลงได้ลงทางจงกรมแล้วไม่รู้จักขึ้นจนก้าวขาไม่ออก เดินอยู่อย่างนั้นละ ฝ่าเท้านี้ออกร้อนเป็นไฟเลย ยังไม่แตก แต่ถ้านานกว่านั้นจะแตก คือมันจะทะลุจากหนังที่หยาบเข้าไปสู่เนื้อ ท่านเรียกว่าฝ่าเท้าแตก มันไม่ใช่แตกอย่างนี้นะ มันจะกัดเข้าไปๆ ถึงฝ่าเท้า นี่ก็ออกร้อนแล้ว มาลูบคลำเสียวแปล๊บๆ ๆ เจ็บ มันจะเข้าถึงเนื้อแล้ว

พระโสณะท่านฝ่าเท้าแตก เรายังไม่แตก กิเลสแตกเสียก่อน พูดให้มันชัดเจน   พอกิเลสแตกแล้วความเพียรเพื่ออะไรมันก็ยุติไปเอง เวลาได้ลงทางจงกรมไม่รู้จักขึ้นนะ จนจะก้าวขาไม่ออกไม่ว่ากลางวันกลางคืน มันไม่อยู่กับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามันอยู่กับกิเลสกับธรรมฟัดกันอยู่ภายใน จนกระทั่งมันก้าวขาไม่ออก นั่นละเตือนละแล้วหยุดเสียทีหนึ่ง เป็นอย่างนั้น

นี่ละอำนาจของธรรมถ้าเวลาดูดดูดอย่างนั้น เวลากิเลสดูดก็ดูดเหมือนกัน ไปไหนเอาหมอนเอาเสื่อมัดติดคอไปนี่เวลากิเลสดูดเข้าใจไหมล่ะ เอาเสื่อเอาหมอนมัดติดคอเดินไป ล้มที่ไหนให้เป็นหมอนเป็นเสื่อที่นั่น นี่เรื่องความเพียรของกิเลสนะ ความเพียรของธรรมไม่เป็น ถ้าลงได้ก้าวลงทางจงกรมแล้วไม่รู้จักขึ้นไม่รู้จักออก จนจะก้าวขาไม่ออกถึงจะมา เวลากำลังทางไหนมีมากมันก็ดูดกันไปดึงกันไป

จริงๆ นี่ทำความเพียรเอาจริงๆ ไม่ทำเล่น ทำความเพียรไม่ไปกับใครนะ เราไปคนเดียวเราทั้งนั้น ไม่มีที่ว่าไปกับหมู่กับเพื่อน สมมุติว่าออกจากพ่อแม่ครูจารย์ไปวันเดียวเท่านั้นละจากนั้นก็จากกันเลย แยกกันไปคนละทิศละทาง ป่าช้าอยู่กับเราเท่านั้นพอ ทีนี้ก็ซัดกันเลย นี่ละทำความเพียรเพื่อฆ่ากิเลสมันก็เป็น ใจนี้มันจริงจังเสียด้วยนะ ผาดโผนโจนทะยานด้วย ไม่ใช่อ่อนแอท้อแท้ ถ้าทำอะไรแล้วมันเอาจริงเอาจังมาก เรื่องฆ่ากิเลสก็เหมือนกัน ฟัดเสียจนกระทั่งกิเลสหงายคว่ำเลย เรายังไม่ลืมวันกิเลสหงาย วันที่ ๑๕ พฤษภา ๒๔๙๓ เวลา ๕ ทุ่ม กิเลสกับใจขาดสะบั้นจากกันเหมือนฟ้าดินถล่ม นั่นละเป็นวันตัดสินกัน ลงจากเวทีละที่นี่ ก่อนหน้านั้นไม่ทราบว่าเวทีไหน ไปที่ไหนความเพียรติดอยู่กับใจตลอดเลย

ท่านทั้งหลายจำเอานะ ทำอะไรอย่าทำเหลาะๆ แหละๆ เหยาะๆ แหยะๆ นี่ได้ฟังธรรมจากพ่อแม่ครูจารย์แล้วนะ พอออกมาก็เข้าหาท่านเลย ท่านก็ใส่เปรี้ยงๆๆ เลย ฟังธรรมอย่างถึงใจแล้วทีนี้มาถามตัวเอง เดินยังไม่ถึงที่พัก เป็นอย่างไรฟังธรรมวันนี้สมใจไหม ถามเจ้าของ เจ้าของจะปฏิบัติอย่างไร ทางนี้ตอบขึ้นทันทีเลยว่าต้องเอาตายว่า เป็นจริงๆ ด้วยนะ เอาตายเข้าว่าเลยคือว่าไม่มีถอยเลย ซัดกันตลอดเลย เอาตายเข้าว่าเท่านั้นละ

ทีนี้เวลามันสิ้นเหตุสิ้นผลทุกอย่างแล้ว ความเพียรที่เป็นอยู่เหมือนธรรมจักรมันก็หยุดของมันเอง จะไปฆ่าอะไรฆ่ากิเลสตัวไหน มันขาดสะบั้นไปหมดจากใจ โล่งหมดเลย ไม่มีอะไรมาขัดข้อง มีกิเลสอย่างเดียวเท่านั้นเป็นเสี้ยนเป็นหนามเป็นผงเป็นธุลีเข้าหูเข้าตาให้ขัดอยู่ตลอด พออันนี้ออกหมดโดยสิ้นเชิงแล้วก็โล่งเลย โล่งมาตลอดจนกระทั่งทุกวันนี้โล่งตลอดนะ เรื่องธาตุเรื่องขันธ์สะเปะสะปะ ไปที่ไหนคอยแต่จะหกล้มก้มกราบ แต่ใจไม่เป็น ใจสง่างามตลอด

นิพพานเที่ยงหรือไม่เที่ยงไม่ถาม ใจดวงนี้บอกอยู่ชัดเจนแล้ว หรือธรรมธาตุ ใจดวงนี้เป็นธรรมธาตุแล้ว หมดปัญหาโดยประการทั้งปวง เป็นแต่เพียงครองร่างที่เป็นกอง อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เน่าเฟะอยู่เท่านั้น พออันนี้ขาดปั๊บก็ดีดผึงไปเลย ดูร่างของเจ้าของก็ดู ดูใจที่รับผิดชอบในร่างก็ดู ใจของเราเป็นอย่างไร ร่างกายเป็นอย่างไรดู ให้มันรอบคอบอย่างนั้น พอเสร็จทุกอย่างแล้วหมด ไปที่ไหนก็ดูไปอย่างนั้นละ เขาพาไปไหนก็ไป พูดให้มันชัดเจน ไปนั้นดูนั้นดูนี้ดูไปอย่างนั้น ไม่ทราบว่าดูเอาอะไร ดูมีแต่ผ่านไปๆ ไม่มีเกาะไม่มียึด อันนั้นน่ารักอันนี้น่าชังไม่มี ผ่านไปเฉยๆ เวลามันอิ่มพอแล้วผ่านเฉยๆ เอาเท่านี้ละวันนี้ ให้พร

 

รับชมรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และทางสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน FM 103.25 MHz

พร้อมเครือข่ายทั่วประเทศ

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก